[Fic] 刀剣乱舞 : Mikatsuki x Yamanba 16

posted on 12 Oct 2016 11:29 by foundation directory Fiction
Fandom : Touken Ranbu 
Gerne : PG
Pairing : มิกะสึกิมุเนจิกะ x ยามัมบกิริคุนิฮิโระ
Summary : ชีวิตประจำวันก็งี้แหละ

Warning : 
  • เรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการ โดยนำคาร์แรกเตอร์และข้อมูลส่วนหนึ่งมาจาก Browser Game Touken Ranbu
  • เนื่องจากเป็นฟิคชั่นและความเรื่องมากของคนเขียน(....) ทำให้ มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ/ระบบในเกม ให้เหมาะสมกับเวอร์ชั่นนิยาย ท่านที่แวะเข้ามาท่านใดที่ไม่ชอบ ไม่ถูกกับการปรับเปลี่ยน เปลี่ยนแปลงเหล่านี้ จขบ.ขอแนะนำให้ท่านปิดหน้านี้
  • คนเขียนได้แปลคำว่า ซานิวะ (審神者) เป็นคำว่า คนทรง
  • อย่าถามหาความหวานมุ้งมิ้งคิกคัก(?)ในฟิคเรื่องนี้ เพราะคนเขียนก็ยังหาไม่เจอ...
 

 
XVI




         “พอได้แล้วน่า อยู่เฉยๆ ให้อิชิกิริมารุซังทำแผลได้แล้ว”


         คะชูคิโยมิทสึพูดเอ่ยเสียงขุ่นผสมรำคาญขณะพยายามกดไหล่คนเจ็บให้นั่งนิ่งๆ มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ร่างที่เปรอะไปด้วยฝุ่นและเลือดของคู่ต่อสู้ยังคงฟึดฟัด แต่ก็ลดน้อยลงทันทีเมื่อเห็นรอยยิ้มในสีหน้าอ่อนโยนของอิชิกิริมารุ


         “เห็นเจ้าเป็นแบบนี้แล้ว อดคิดถึงเรื่องเมื่อก่อนขึ้นมาไม่ได้จริงๆ” ร่างสูงใหญ่หัวเราะเบาๆ พลางเปิดกล่องพยาบาลและเริ่มทำแผลให้ ทว่าคะชูคิโยมิทสึกลับบ่นต่อ


         “หายขาดไปเลยน่าจะดีกว่าแท้ๆ ไอ้นิสัยที่ว่าพอเลือดขึ้นหน้าแล้วก็ไม่สนใจอะไรอีกน่ะ”


         “เจ้าว่าข้าได้ด้วยรึไง”


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระสวนกลับเสียงขุ่นทันที แต่ตาสีเขียวก็เริ่มคลายสีฟ้าออกมาให้เห็นแม้ว่าคิ้วยังคงขมวด สีหน้ายังแข็งตึงอยู่เช่นเดิม


         พอถูกสวนกลับเช่นนั้น คะชูคิโยมิทสึก็ถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่ออกแรงบีบไหล่มากขึ้นจนคนพูดสวนถึงกับอยากชักดาบออกมาอีกหน


         “พอเถิดคะชูคุง เดี๋ยวอาการเขาก็หนักกว่าเดิมกันพอดี” คุณหมอเฉพาะกิจปรามการปะทะตรงหน้าด้วยรอยยิ้มอ่อนใจ คนถูกปรามจึงยอมผ่อนแรงแต่โดยดี ส่วนคนดื้อก็ยอมนั่งนิ่งไม่พยายามลุกไปตีกับดาบในตำนานที่ถูกพยุงหายไปเรียบร้อยแล้ว แน่นอนว่าปลายทางคือห้องฟื้นฟูซึ่งมีคนทรงนั่งรออยู่


         “แล้วไง โดนตาแก่นั่นทำอะไรเข้าล่ะ ถึงได้พลั้งมือเอาจริงเสียได้น่ะ คงไม่ใช่แค่ถูกพูดเปรียบเทียบกับยามัมบะกิริหรอกใช่ไหม” คะชูคิโยมิทสึขยับมานั่งลงข้างๆ มองหน้าเปื้อนหยดเลือด คิ้วบางข้างหนึ่งเลือกสูงขึ้นเป็นคำถาม


         อาการดึงผ้าคลุมส่วนที่เหลือคลุมศีรษะตัวเองเงียบๆ ทำให้ผู้ถามเผลอยกมือกุมขมับ


         “ให้ตายสิ จนถึงป่านนี้แล้วเจ้ายังมีปัญหากับเรื่องนั้นอีกรึ...”


         “ไม่ใช่”


         “ก็แล้วเรื่องอะไรล่ะ”


         ถึงยามัมบะกิริคุนิฮิโระจะขัดคำบ่นแต่ก็ไม่เอ่ยปากตอบคำถามต่อมา คะชูคิโยมิทสึจึงเหมือนจะยิ่งหงุดหงิด


         “เจ้า...”


         “คะชูคุง ถ้าแผลของคุนิฮิโระแย่กว่านี้ ก็ยิ่งต้องอยู่ในห้องฟื้นฟูนานขึ้นนะ” อิชิกิริมารุรีบพูดขัดก่อนที่การซักถามจะพัฒนาเป็นการฟาดปาก และยกระดับเป็นการฟาดดาบในลำดับถัดไป ซึ่งก็ได้ผลชะงัดเมื่อคะชูคิโยมิทสึยอมกัดปากเงียบแล้วเดินกระทืบเท้าปึงปังผละไป แต่นั่นก็คงเพราะด้วยเป็นห่วงนายของตนมากกว่า


         อิชิกิริมารุมองแผ่นหลังที่ห่างออกไปด้วยรอยยิ้มบางอ่อนใจก่อนจะหันมาจัดการแผลต่ออีกครั้ง


         “ถึงจะเอาแต่ใจ แต่เขาไม่ได้มีเจตนาร้ายหรอกนะ”


         กล้ามเนื้อของร่างบาดเจ็บกระตุกเกร็งวูบหนึ่ง นัยน์ตาคมที่กลับมาสงบนิ่งเช่นเดิมเหลือบขึ้นมองคุณหมอเฉพาะกิจสูงใหญ่ ไม่จำเป็นต้องอธิบาย ก็รู้ว่า ‘เขา’ คือใคร ทว่ายามัมบะกิริคุนิฮิโระไม่แน่ใจในเรื่องนั้นนัก ยิ่งเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่


         “ในโลกนี้มีของที่เหมาะสมกัน”


         จู่ๆ คู่ต่อสู้ของเขาก็เอ่ยขึ้นทั้งที่ถูกไล่ต้อนอย่างหนัก จนยามัมบะกิริคุนิฮิโระอดสงสัยไม่ได้ว่าเพราะอีกฝ่ายไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนจริงๆ หรือเป็นแค่พวกช่างพูดเท่านั้น


         “...อย่างผ้าโสโครก...”


         คำพูดเชื่อมต่อพร้อมๆ กับที่ปลายดาบนั้นเสือกแทงเข้ามาแบบที่ขยับหลบได้อย่างไม่ยากเย็น ทว่าผ้าคลุมของเขากลับถูกคว้าดึง วูบนั้นยามัมบะกิริคุนิฮิโระคิดว่าคงต้องตัดผ้าคลุมทิ้ง ทว่าเสียงฉีกขาดถัดมากลับทำให้ประหลาดใจ นัยน์ตาสีเขียวอมฟ้ากราดระวังจังหวะโจมตีต่อเนื่อง หากสิ่งที่ยึดสายตาของเขาเอาไว้ กลับเป็นจันทร์เสี้ยวเรืองรองหลังฟ้าสีหม่นของย่ำรุ่งเหลือบต่ำลงมองด้วยตำแหน่งและส่วนสูงที่ต่างกัน รอยยิ้มแย้มยกจากมุมปากแล้วเหยียดไปตามกระจับปาก


         และคำพูดสุดท้ายของประโยคที่ค้างคา


         “กับดาบซึ่งหวดฟันแต่อากาศธาตุจนไร้คม”


         “คุนิฮิโระ”


         เสียงทุ้มอ่อนใจจากอิชิกิริมารุเรียกสติของยามัมบะกิริคุนิฮิโระที่เผลอปล่อยจิตเตลิดไปกับโทสะอีกหน และเมื่อรู้สึกถึงสายตาเป็นกังวลจากสึกุโมะงามิตนอื่นๆ โดยรอบ คนเจ็บจึงเอ่ยขอโทษอย่างตรงไปตรงมาแล้วนั่งจ้องพื้นอย่างพยายามสงบอารมณ์ ไม่หวนกลับไปคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่อีก...อย่างน้อยๆ ก็ในตอนนี้


         “น่าตกใจจริงๆ ถึงข้าจะเคยเห็นนายท่านคุนิฮิโระกับนายท่านฮะจิทสึกะทะเลาะกันรุนแรงอยู่บ้าง แต่ก็เพิ่งเคยเห็นนายท่านพลั้งมือหนักขนาดนี้เป็นครั้งแรก” คุณหมอประจำร่างเล็กเดินเข้ามาเอ่ยด้วยสีหน้าประหลาดใจตามคำพูดของตน ตาสีม่วงซีดปราดมองบาดแผลอย่างรวดเร็วจากด้านข้าง และหยุดยืนอยู่ข้างๆ เมื่อเห็นว่าทั้งหมดไม่ใช่บาดแผลร้ายแรง และคุณหมอเฉพาะกิจก็สามารถดูแลได้ดีอยู่แล้ว


         คะชูคิโยมิทสึมองยะเก็นโทชิโร่แวบหนึ่งก่อนจะพูด “เจ้าน่าจะชินเรื่องมีคนพูดถึงของเลียนแบบพอที่จะไม่สติขาดแบบนั้นแล้วไม่ใช่รึ”


         “แล้วเจ้าจะมาคาดหวังอะไรกับของเลียนแบบอย่างข้าล่ะ” ยามัมบะกิริโต้เสียงต่ำแบบที่ยังคงขุ่นเคืองอยู่


         “เจ้านี่มัน...” คนถูกย้อนรู้สึกอยากอัดหน้าคนเจ็บซ้ำขึ้นมา ถ้าไม่ติดว่าอิชิกิริมารุกำลังทำแผล และเขาไม่อยากให้คนทรงต้องเหนื่อยมากไปกว่านี้ แต่ถึงอย่างนั้น...คะชูคิโยมิทสึก็อดไม่ได้ที่ยกขาถีบหลังคนเจ็บด้วยแรงที่เพียงแค่ทำให้อีกฝ่ายคะมำไปข้างหน้าด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะสำทับด้วยประโยคสั้นๆ ที่ยามัมบะกิริคุนิฮิโระได้ยินมาจนเอียนว่า


         “ข้าเกลียดนิสัยแบบนี้ของเจ้าจริงๆ”


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระไม่ได้หันกลับไปมอง แต่ก็ได้ยินเสียงสาวเท้าเร็วๆ ของสึกุโมะงามิที่เพิ่งปรามาสเขาไปหมาดๆ ดังจากด้านหลัง


         “นายท่านเพิ่งจะรักษามิกะสึกิเป็นครั้งแรก ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ ถ้าอย่างไรไปนั่งจิบชาฆ่าเวลากับข้าไหม?”


         นัยน์ตาสีเขียวอมฟ้าเหลือบมองคนชวนด้วยสีหน้าเรียบเฉยแม้จะรู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย ยามัมบะกิริคุนิฮิโระลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยสั้นๆ ว่าได้

         สถานที่ที่พวกเขานั่งจิบชาไม่ใช่ห้องของอิชิกิริมารุ แต่เป็นห้องว่างที่อยู่ไม่ไกลจากห้องฟื้นฟูนัก คงเผื่อว่าเมื่อไหร่ที่มิกะสึกิมุเนะจิกะออกจากห้อง ยามัมบะกิริคุนิฮิโระก็เดินไปให้คนทรงรักษาต่อได้เลย


         “ยังมีขนมที่ได้รับส่วนแบ่งมาเมื่อสามวันก่อนเหลืออยู่พอดี ว่าแต่เจ้าได้ลองกินแล้วหรือยัง” ร่างสูงใหญ่เดินถือถาดขนมเข้ามาด้วยรอยยิ้ม ส่วนน้ำชานั้นเป็นยะเก็นโทชิโร่ที่ช่วยจัดการไปชงจากในครัวมาให้ แต่ทันทีที่วางถาดลงบนโต๊ะก็ลุกขึ้นแล้วขอตัวเดินออกจากห้องไป


         “ข้าให้พวกอุกุยสุไป...แต่ก็ได้ชิมแล้ว รสชาติก็เหมือนเดิม”


         ขนมในรอบนี้เป็นเซมเบ้ที่โชคุไดกิริมิทสึทาดะกับคะเซ็นคาเนซาดะช่วยกันทำเป็นของว่าง แต่เพราปกติเขาไม่ได้ดื่มชาและไม่ชอบกินจุบกินจิบก็เลยยกให้ แต่ถ้ายกให้ทั้งหมดก็ดูจะทำร้ายน้ำใจคนทำไปหน่อย จึงกินไปสองสามชิ้นเพื่อให้รู้รสและพูดกับสึกุโมะงามิทั้งสองได้ว่าเขาได้ลองกินแล้ว


         อิชิกิริมารุยิ้มอย่างรู้ดีว่าคำว่ารสชาติเหมือนเดิมนั้นเป็นคำชมของอีกฝ่าย


         “ช่วงนี้อากาศอุ่นขึ้นมากแล้ว อีกสักสองสามวันคงเริ่มเพาะปลูกได้แล้ว พวกทันโทดีใจกันใหญ่ว่าจะได้กินผลไม้สดกันเสียที”


         “อา...” ยามัมบะกิริคุนิฮิโระที่แวะไปเอาผ้าคลุมผืนใหม่จากห้องของตัวเองก่อนมาที่นี่รับคำสั้นใต้ผ้าคลุมซึ่งปิดบังใบหน้าตามปกติอย่างไม่รู้ว่าควรจะต่อว่าอะไรตามนิสัย


         “แรกๆ ก็คุยกันว่าจะปลูกดอกไม้ให้นายท่าน แต่ไปๆ มาๆ กลับกลายเป็นถกกันว่าจะแต่ละฤดูจะลองทำอะไรกินกันบ้างเสียอย่างนั้น” อิชิกิริมารุหัวเราะเบาๆ “แล้วเจ้าล่ะ มีอะไรที่อยากลองบ้างไหม”


         “ไม่มี” ร่างใต้ผ้าคลุมตอบสั้นอีกครั้ง ถึงจะรู้สึกผิดต่อผู้ถาม แต่เขาก็ไม่ได้มีความคิดอะไรเป็นพิเศษเลยจริงๆ


         “ไม่มีเลยเหรอ”


         พอถูกถามย้ำอีกครั้ง ยามัมบะกิริก็นิ่งพยายามนึกถึงอะไรสักอย่างที่สามารถเอามาเป็นคำตอบให้อีกฝ่ายได้ ในหัวมีแต่อาหารที่เคยผ่านตา ไม่น่าจะใช่ ‘อะไรที่อยากลอง’


         โดยไม่รู้ตัว คิ้วเรียวก็ขมวดเข้าหากัน จนคนถามถึงกับหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ


         “ขอโทษๆ” อิชิกิริมารุรีบเอ่ยแก้ตัวก่อนที่คนถูกหัวเราะจะเข้าใจผิด “ข้าไม่ได้หัวเราะเยาะ เพียงแต่ไม่คิดว่าเจ้าจะคิดจริงจังถึงขนาดนั้น”


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระไม่ได้โกรธหรือขุ่นเคือง เพียงแค่อีกฝ่ายพยายามอธิบายเขาก็รู้สึกขอบคุณมากพร้อมๆ กับที่รู้สึกอยากขอโทษ ที่ให้ดาบมีชื่อมาเอ่ยขอโทษของเลียนแบบเช่นเขา


         “เอาแค่ที่แวบผ่านมาในหัวก็ได้ เรื่องบางอย่าง ยิ่งคิดมาก เป้าหมายก็จะยิ่งบิดเบือน”


         นัยน์ตาสีเขียวอมฟ้ามองรอยยิ้มบางอ่อนโยนของร่างสูงใหญ่ อดสงสัยไม่ได้ว่านั่นหมายถึงเรื่องของกิน หรือเรื่องอื่นกันแน่


         “...น้ำผึ้ง...ล่ะมั้ง”


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระตอบอย่างไม่แน่ใจนัก ตาสีเขียวอมฟ้าก้มมองน้ำชาในถ้วยที่พร่องไปกว่าครึ่ง อุณหภูมิที่เคยร้อนมือลดลงมาอยู่ในระดับเพียงแค่พออุ่นเท่านั้น


         “น้ำผึ้งรึ” อิชิกิริมารุทวนคำพลางนึกตาม “จะว่าไปข้าเองก็ไม่เคยกินเหมือนกัน เอ...ในภูเขาจะมีรังผึ้งรึเปล่านะ”


         “ข้าแค่พูดลอยๆ เจ้าอย่าคิดจริงจังกับคำข้าเลย” ยามัมบะกิริคุนิฮิโระรีบออกตัว แค่คำของดาบเลียนแบบอย่างเขาไม่มีค่าพอจะให้ดาบมีชื่อเก็บไปนั่งคิดหรอก


         “ไม่หรอก ข้าเองก็สนใจอยู่เช่นกัน” ร่างสูงใหญ่ตอบด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนอีกครั้ง “เอาไว้ เสร็จจากช่วงลงเมล็ดเพาะปลูกแล้ว ไว้ไปขอนายท่านขึ้นเขาตามหารังผึ้งกันดีไหม”


         คนถูกชวนแบบปุบปับกะพริบตาปริบ ทั้งงงทั้งแปลกใจที่คำพูดตนกลายเป็นหัวข้อให้อีกฝ่ายชักชวนตัวเองอีกครั้ง


         “เดี๋ยว เรื่องนั้นมัน...”


         “หือ?” อิชิกิริมารุส่งเสียงในคอเป็นเชิงถาม ตาสีเข้มมองตรงมาอย่างรอคอยคำอธิบาย แต่นั่นทำให้ยามัมบะกิริคุนิฮิโระพูดต่อไม่ออกแต่ก็ไม่ละสายตา เพราะถ้าทำอย่างนั้น อีกฝ่ายก็จะรู้ว่าเขากำลังหาทาง...หนี


         “......เรื่องที่เจ้าอยากคุยกับข้าคือเรื่องนี้รึ”


         เมื่อเรื่องที่สงสัยผสมรวมกับความอยากหนีไปจากบทสนทนา ผลที่ได้ก็คือคำถามที่เหมือนคนถามสนใจเรื่องที่คุยแต่ก็เหมือนจะเบนไปยังเรื่องอื่น


    &nb