[Fic] 刀剣乱舞 : Mikatsuki x Yamanba 16

posted on 12 Oct 2016 11:29 by foundation directory Fiction
Fandom : Touken Ranbu 
Gerne : PG
Pairing : มิกะสึกิมุเนจิกะ x ยามัมบกิริคุนิฮิโระ
Summary : ชีวิตประจำวันก็งี้แหละ

Warning : 
  • เรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการ โดยนำคาร์แรกเตอร์และข้อมูลส่วนหนึ่งมาจาก Browser Game Touken Ranbu
  • เนื่องจากเป็นฟิคชั่นและความเรื่องมากของคนเขียน(....) ทำให้ มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ/ระบบในเกม ให้เหมาะสมกับเวอร์ชั่นนิยาย ท่านที่แวะเข้ามาท่านใดที่ไม่ชอบ ไม่ถูกกับการปรับเปลี่ยน เปลี่ยนแปลงเหล่านี้ จขบ.ขอแนะนำให้ท่านปิดหน้านี้
  • คนเขียนได้แปลคำว่า ซานิวะ (審神者) เป็นคำว่า คนทรง
  • อย่าถามหาความหวานมุ้งมิ้งคิกคัก(?)ในฟิคเรื่องนี้ เพราะคนเขียนก็ยังหาไม่เจอ...
 

 
XVI




         “พอได้แล้วน่า อยู่เฉยๆ ให้อิชิกิริมารุซังทำแผลได้แล้ว”


         คะชูคิโยมิทสึพูดเอ่ยเสียงขุ่นผสมรำคาญขณะพยายามกดไหล่คนเจ็บให้นั่งนิ่งๆ มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ร่างที่เปรอะไปด้วยฝุ่นและเลือดของคู่ต่อสู้ยังคงฟึดฟัด แต่ก็ลดน้อยลงทันทีเมื่อเห็นรอยยิ้มในสีหน้าอ่อนโยนของอิชิกิริมารุ


         “เห็นเจ้าเป็นแบบนี้แล้ว อดคิดถึงเรื่องเมื่อก่อนขึ้นมาไม่ได้จริงๆ” ร่างสูงใหญ่หัวเราะเบาๆ พลางเปิดกล่องพยาบาลและเริ่มทำแผลให้ ทว่าคะชูคิโยมิทสึกลับบ่นต่อ


         “หายขาดไปเลยน่าจะดีกว่าแท้ๆ ไอ้นิสัยที่ว่าพอเลือดขึ้นหน้าแล้วก็ไม่สนใจอะไรอีกน่ะ”


         “เจ้าว่าข้าได้ด้วยรึไง”


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระสวนกลับเสียงขุ่นทันที แต่ตาสีเขียวก็เริ่มคลายสีฟ้าออกมาให้เห็นแม้ว่าคิ้วยังคงขมวด สีหน้ายังแข็งตึงอยู่เช่นเดิม


         พอถูกสวนกลับเช่นนั้น คะชูคิโยมิทสึก็ถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่ออกแรงบีบไหล่มากขึ้นจนคนพูดสวนถึงกับอยากชักดาบออกมาอีกหน


         “พอเถิดคะชูคุง เดี๋ยวอาการเขาก็หนักกว่าเดิมกันพอดี” คุณหมอเฉพาะกิจปรามการปะทะตรงหน้าด้วยรอยยิ้มอ่อนใจ คนถูกปรามจึงยอมผ่อนแรงแต่โดยดี ส่วนคนดื้อก็ยอมนั่งนิ่งไม่พยายามลุกไปตีกับดาบในตำนานที่ถูกพยุงหายไปเรียบร้อยแล้ว แน่นอนว่าปลายทางคือห้องฟื้นฟูซึ่งมีคนทรงนั่งรออยู่


         “แล้วไง โดนตาแก่นั่นทำอะไรเข้าล่ะ ถึงได้พลั้งมือเอาจริงเสียได้น่ะ คงไม่ใช่แค่ถูกพูดเปรียบเทียบกับยามัมบะกิริหรอกใช่ไหม” คะชูคิโยมิทสึขยับมานั่งลงข้างๆ มองหน้าเปื้อนหยดเลือด คิ้วบางข้างหนึ่งเลือกสูงขึ้นเป็นคำถาม


         อาการดึงผ้าคลุมส่วนที่เหลือคลุมศีรษะตัวเองเงียบๆ ทำให้ผู้ถามเผลอยกมือกุมขมับ


         “ให้ตายสิ จนถึงป่านนี้แล้วเจ้ายังมีปัญหากับเรื่องนั้นอีกรึ...”


         “ไม่ใช่”


         “ก็แล้วเรื่องอะไรล่ะ”


         ถึงยามัมบะกิริคุนิฮิโระจะขัดคำบ่นแต่ก็ไม่เอ่ยปากตอบคำถามต่อมา คะชูคิโยมิทสึจึงเหมือนจะยิ่งหงุดหงิด


         “เจ้า...”


         “คะชูคุง ถ้าแผลของคุนิฮิโระแย่กว่านี้ ก็ยิ่งต้องอยู่ในห้องฟื้นฟูนานขึ้นนะ” อิชิกิริมารุรีบพูดขัดก่อนที่การซักถามจะพัฒนาเป็นการฟาดปาก และยกระดับเป็นการฟาดดาบในลำดับถัดไป ซึ่งก็ได้ผลชะงัดเมื่อคะชูคิโยมิทสึยอมกัดปากเงียบแล้วเดินกระทืบเท้าปึงปังผละไป แต่นั่นก็คงเพราะด้วยเป็นห่วงนายของตนมากกว่า


         อิชิกิริมารุมองแผ่นหลังที่ห่างออกไปด้วยรอยยิ้มบางอ่อนใจก่อนจะหันมาจัดการแผลต่ออีกครั้ง


         “ถึงจะเอาแต่ใจ แต่เขาไม่ได้มีเจตนาร้ายหรอกนะ”


         กล้ามเนื้อของร่างบาดเจ็บกระตุกเกร็งวูบหนึ่ง นัยน์ตาคมที่กลับมาสงบนิ่งเช่นเดิมเหลือบขึ้นมองคุณหมอเฉพาะกิจสูงใหญ่ ไม่จำเป็นต้องอธิบาย ก็รู้ว่า ‘เขา’ คือใคร ทว่ายามัมบะกิริคุนิฮิโระไม่แน่ใจในเรื่องนั้นนัก ยิ่งเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่


         “ในโลกนี้มีของที่เหมาะสมกัน”


         จู่ๆ คู่ต่อสู้ของเขาก็เอ่ยขึ้นทั้งที่ถูกไล่ต้อนอย่างหนัก จนยามัมบะกิริคุนิฮิโระอดสงสัยไม่ได้ว่าเพราะอีกฝ่ายไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนจริงๆ หรือเป็นแค่พวกช่างพูดเท่านั้น


         “...อย่างผ้าโสโครก...”


         คำพูดเชื่อมต่อพร้อมๆ กับที่ปลายดาบนั้นเสือกแทงเข้ามาแบบที่ขยับหลบได้อย่างไม่ยากเย็น ทว่าผ้าคลุมของเขากลับถูกคว้าดึง วูบนั้นยามัมบะกิริคุนิฮิโระคิดว่าคงต้องตัดผ้าคลุมทิ้ง ทว่าเสียงฉีกขาดถัดมากลับทำให้ประหลาดใจ นัยน์ตาสีเขียวอมฟ้ากราดระวังจังหวะโจมตีต่อเนื่อง หากสิ่งที่ยึดสายตาของเขาเอาไว้ กลับเป็นจันทร์เสี้ยวเรืองรองหลังฟ้าสีหม่นของย่ำรุ่งเหลือบต่ำลงมองด้วยตำแหน่งและส่วนสูงที่ต่างกัน รอยยิ้มแย้มยกจากมุมปากแล้วเหยียดไปตามกระจับปาก


         และคำพูดสุดท้ายของประโยคที่ค้างคา


         “กับดาบซึ่งหวดฟันแต่อากาศธาตุจนไร้คม”


         “คุนิฮิโระ”


         เสียงทุ้มอ่อนใจจากอิชิกิริมารุเรียกสติของยามัมบะกิริคุนิฮิโระที่เผลอปล่อยจิตเตลิดไปกับโทสะอีกหน และเมื่อรู้สึกถึงสายตาเป็นกังวลจากสึกุโมะงามิตนอื่นๆ โดยรอบ คนเจ็บจึงเอ่ยขอโทษอย่างตรงไปตรงมาแล้วนั่งจ้องพื้นอย่างพยายามสงบอารมณ์ ไม่หวนกลับไปคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่อีก...อย่างน้อยๆ ก็ในตอนนี้


         “น่าตกใจจริงๆ ถึงข้าจะเคยเห็นนายท่านคุนิฮิโระกับนายท่านฮะจิทสึกะทะเลาะกันรุนแรงอยู่บ้าง แต่ก็เพิ่งเคยเห็นนายท่านพลั้งมือหนักขนาดนี้เป็นครั้งแรก” คุณหมอประจำร่างเล็กเดินเข้ามาเอ่ยด้วยสีหน้าประหลาดใจตามคำพูดของตน ตาสีม่วงซีดปราดมองบาดแผลอย่างรวดเร็วจากด้านข้าง และหยุดยืนอยู่ข้างๆ เมื่อเห็นว่าทั้งหมดไม่ใช่บาดแผลร้ายแรง และคุณหมอเฉพาะกิจก็สามารถดูแลได้ดีอยู่แล้ว


         คะชูคิโยมิทสึมองยะเก็นโทชิโร่แวบหนึ่งก่อนจะพูด “เจ้าน่าจะชินเรื่องมีคนพูดถึงของเลียนแบบพอที่จะไม่สติขาดแบบนั้นแล้วไม่ใช่รึ”


         “แล้วเจ้าจะมาคาดหวังอะไรกับของเลียนแบบอย่างข้าล่ะ” ยามัมบะกิริโต้เสียงต่ำแบบที่ยังคงขุ่นเคืองอยู่


         “เจ้านี่มัน...” คนถูกย้อนรู้สึกอยากอัดหน้าคนเจ็บซ้ำขึ้นมา ถ้าไม่ติดว่าอิชิกิริมารุกำลังทำแผล และเขาไม่อยากให้คนทรงต้องเหนื่อยมากไปกว่านี้ แต่ถึงอย่างนั้น...คะชูคิโยมิทสึก็อดไม่ได้ที่ยกขาถีบหลังคนเจ็บด้วยแรงที่เพียงแค่ทำให้อีกฝ่ายคะมำไปข้างหน้าด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะสำทับด้วยประโยคสั้นๆ ที่ยามัมบะกิริคุนิฮิโระได้ยินมาจนเอียนว่า


         “ข้าเกลียดนิสัยแบบนี้ของเจ้าจริงๆ”


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระไม่ได้หันกลับไปมอง แต่ก็ได้ยินเสียงสาวเท้าเร็วๆ ของสึกุโมะงามิที่เพิ่งปรามาสเขาไปหมาดๆ ดังจากด้านหลัง


         “นายท่านเพิ่งจะรักษามิกะสึกิเป็นครั้งแรก ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ ถ้าอย่างไรไปนั่งจิบชาฆ่าเวลากับข้าไหม?”


         นัยน์ตาสีเขียวอมฟ้าเหลือบมองคนชวนด้วยสีหน้าเรียบเฉยแม้จะรู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย ยามัมบะกิริคุนิฮิโระลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยสั้นๆ ว่าได้

         สถานที่ที่พวกเขานั่งจิบชาไม่ใช่ห้องของอิชิกิริมารุ แต่เป็นห้องว่างที่อยู่ไม่ไกลจากห้องฟื้นฟูนัก คงเผื่อว่าเมื่อไหร่ที่มิกะสึกิมุเนะจิกะออกจากห้อง ยามัมบะกิริคุนิฮิโระก็เดินไปให้คนทรงรักษาต่อได้เลย


         “ยังมีขนมที่ได้รับส่วนแบ่งมาเมื่อสามวันก่อนเหลืออยู่พอดี ว่าแต่เจ้าได้ลองกินแล้วหรือยัง” ร่างสูงใหญ่เดินถือถาดขนมเข้ามาด้วยรอยยิ้ม ส่วนน้ำชานั้นเป็นยะเก็นโทชิโร่ที่ช่วยจัดการไปชงจากในครัวมาให้ แต่ทันทีที่วางถาดลงบนโต๊ะก็ลุกขึ้นแล้วขอตัวเดินออกจากห้องไป


         “ข้าให้พวกอุกุยสุไป...แต่ก็ได้ชิมแล้ว รสชาติก็เหมือนเดิม”


         ขนมในรอบนี้เป็นเซมเบ้ที่โชคุไดกิริมิทสึทาดะกับคะเซ็นคาเนซาดะช่วยกันทำเป็นของว่าง แต่เพราปกติเขาไม่ได้ดื่มชาและไม่ชอบกินจุบกินจิบก็เลยยกให้ แต่ถ้ายกให้ทั้งหมดก็ดูจะทำร้ายน้ำใจคนทำไปหน่อย จึงกินไปสองสามชิ้นเพื่อให้รู้รสและพูดกับสึกุโมะงามิทั้งสองได้ว่าเขาได้ลองกินแล้ว


         อิชิกิริมารุยิ้มอย่างรู้ดีว่าคำว่ารสชาติเหมือนเดิมนั้นเป็นคำชมของอีกฝ่าย


         “ช่วงนี้อากาศอุ่นขึ้นมากแล้ว อีกสักสองสามวันคงเริ่มเพาะปลูกได้แล้ว พวกทันโทดีใจกันใหญ่ว่าจะได้กินผลไม้สดกันเสียที”


         “อา...” ยามัมบะกิริคุนิฮิโระที่แวะไปเอาผ้าคลุมผืนใหม่จากห้องของตัวเองก่อนมาที่นี่รับคำสั้นใต้ผ้าคลุมซึ่งปิดบังใบหน้าตามปกติอย่างไม่รู้ว่าควรจะต่อว่าอะไรตามนิสัย


         “แรกๆ ก็คุยกันว่าจะปลูกดอกไม้ให้นายท่าน แต่ไปๆ มาๆ กลับกลายเป็นถกกันว่าจะแต่ละฤดูจะลองทำอะไรกินกันบ้างเสียอย่างนั้น” อิชิกิริมารุหัวเราะเบาๆ “แล้วเจ้าล่ะ มีอะไรที่อยากลองบ้างไหม”


         “ไม่มี” ร่างใต้ผ้าคลุมตอบสั้นอีกครั้ง ถึงจะรู้สึกผิดต่อผู้ถาม แต่เขาก็ไม่ได้มีความคิดอะไรเป็นพิเศษเลยจริงๆ


         “ไม่มีเลยเหรอ”


         พอถูกถามย้ำอีกครั้ง ยามัมบะกิริก็นิ่งพยายามนึกถึงอะไรสักอย่างที่สามารถเอามาเป็นคำตอบให้อีกฝ่ายได้ ในหัวมีแต่อาหารที่เคยผ่านตา ไม่น่าจะใช่ ‘อะไรที่อยากลอง’


         โดยไม่รู้ตัว คิ้วเรียวก็ขมวดเข้าหากัน จนคนถามถึงกับหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ


         “ขอโทษๆ” อิชิกิริมารุรีบเอ่ยแก้ตัวก่อนที่คนถูกหัวเราะจะเข้าใจผิด “ข้าไม่ได้หัวเราะเยาะ เพียงแต่ไม่คิดว่าเจ้าจะคิดจริงจังถึงขนาดนั้น”


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระไม่ได้โกรธหรือขุ่นเคือง เพียงแค่อีกฝ่ายพยายามอธิบายเขาก็รู้สึกขอบคุณมากพร้อมๆ กับที่รู้สึกอยากขอโทษ ที่ให้ดาบมีชื่อมาเอ่ยขอโทษของเลียนแบบเช่นเขา


         “เอาแค่ที่แวบผ่านมาในหัวก็ได้ เรื่องบางอย่าง ยิ่งคิดมาก เป้าหมายก็จะยิ่งบิดเบือน”


         นัยน์ตาสีเขียวอมฟ้ามองรอยยิ้มบางอ่อนโยนของร่างสูงใหญ่ อดสงสัยไม่ได้ว่านั่นหมายถึงเรื่องของกิน หรือเรื่องอื่นกันแน่


         “...น้ำผึ้ง...ล่ะมั้ง”


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระตอบอย่างไม่แน่ใจนัก ตาสีเขียวอมฟ้าก้มมองน้ำชาในถ้วยที่พร่องไปกว่าครึ่ง อุณหภูมิที่เคยร้อนมือลดลงมาอยู่ในระดับเพียงแค่พออุ่นเท่านั้น


         “น้ำผึ้งรึ” อิชิกิริมารุทวนคำพลางนึกตาม “จะว่าไปข้าเองก็ไม่เคยกินเหมือนกัน เอ...ในภูเขาจะมีรังผึ้งรึเปล่านะ”


         “ข้าแค่พูดลอยๆ เจ้าอย่าคิดจริงจังกับคำข้าเลย” ยามัมบะกิริคุนิฮิโระรีบออกตัว แค่คำของดาบเลียนแบบอย่างเขาไม่มีค่าพอจะให้ดาบมีชื่อเก็บไปนั่งคิดหรอก


         “ไม่หรอก ข้าเองก็สนใจอยู่เช่นกัน” ร่างสูงใหญ่ตอบด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนอีกครั้ง “เอาไว้ เสร็จจากช่วงลงเมล็ดเพาะปลูกแล้ว ไว้ไปขอนายท่านขึ้นเขาตามหารังผึ้งกันดีไหม”


         คนถูกชวนแบบปุบปับกะพริบตาปริบ ทั้งงงทั้งแปลกใจที่คำพูดตนกลายเป็นหัวข้อให้อีกฝ่ายชักชวนตัวเองอีกครั้ง


         “เดี๋ยว เรื่องนั้นมัน...”


         “หือ?” อิชิกิริมารุส่งเสียงในคอเป็นเชิงถาม ตาสีเข้มมองตรงมาอย่างรอคอยคำอธิบาย แต่นั่นทำให้ยามัมบะกิริคุนิฮิโระพูดต่อไม่ออกแต่ก็ไม่ละสายตา เพราะถ้าทำอย่างนั้น อีกฝ่ายก็จะรู้ว่าเขากำลังหาทาง...หนี


         “......เรื่องที่เจ้าอยากคุยกับข้าคือเรื่องนี้รึ”


         เมื่อเรื่องที่สงสัยผสมรวมกับความอยากหนีไปจากบทสนทนา ผลที่ได้ก็คือคำถามที่เหมือนคนถามสนใจเรื่องที่คุยแต่ก็เหมือนจะเบนไปยังเรื่องอื่น


         อิชิกิริมารุมองนิ่งไปเล็กน้อยด้วยความสงสัย


         “เจ้าหมายความว่าอย่างไร”


         ร่างใต้ผ้าคลุมกะพริบตาปริบราวกับไม่เข้าใจ


         “เจ้า...ชวนข้ามาดื่มชาไม่ใช่เพราะมีเรื่องอยากบอกข้าหรอกหรือ” เขาเรียบเรียงคำในหัวออกมาช้าๆ ขณะที่อิชิกิริมารุนั้นนิ่งไปด้วยความงุนงง ทว่าเพียงไม่นานก็เหมือนจะพอเดาออกว่าสิ่งที่ยามัมบะกิริคุนิฮิโระถามหมายความว่าอย่างไร


         “ข้า...แค่อยากให้เจ้าพักผ่อน เพราะถ้าปล่อยให้เจ้าอยู่คนเดียว เจ้าก็คงไปหางานทำอีก”


         สิ้นคำพูด ยามัมบะกิริคุนิฮิโระก็ลุกพรวด ยังดีที่ไม่กระแทกเข้ากับโต๊ะ ไม่อย่างนั้นถ้วยชาคงเทระเนระนาด เพราะเหตุผลของอีกฝ่ายเรียกได้ว่าตรงข้ามกับสิ่งที่เขาคิดโดยสิ้นเชิง


         ปกติแล้วอิชิกิริมารุแทบจะไม่ชวนเขาดื่มชาอะไรแบบนี้ เท่าที่จำได้ ก็มีแค่สองครั้งเท่านั้น จึงอดคิดไม่ได้ว่าอีกฝ่ายอาจจะต้องการคุยหรือบอกอะไรกับเขา อย่างเช่น...เรื่องของมิกะสึกิมุเนจิกะ


         มือหยาบของผู้ที่ใช้ดาบดึงขอบผ้าคลุมลงต่ำปิดบังใบหน้าที่ความกระดากอายแล่นร้อนไปทั่ว แม้ความจริงแล้วใบหน้างดงามนั้นจะยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยก็ตาม


         “ขอโทษที ข้าอยากไปนอนพักผ่อนแล้ว ขอบคุณสำหรับน้ำชา”


         พูดเพียงแค่นั้นก็ก้าวเร็วๆ ออกจากห้อง ปล่อยให้อิชิกิริมารุอ้าปากค้างแบบห้ามไม่ทัน


         ร่างใต้ผ้าคลุมสาวเท้าดังกระทั่งสึกุโมะงามิที่อยู่แถวนั้นต้องหันมองด้วยความแปลกใจ ว่าทำไมท่านหัวหน้าหน่วยหลักที่มักจะเก็บเสียงเท้า เก็บร่องรอยตัวเองอยู่เสมอถึงกับเดินกระแทกส้นไม่สนใจอะไรใครแบบนั้น

 
 
-----------------------------------


         มีคำกล่าวที่ว่า เกลียดอะไรมักได้อย่างนั้น


         อันที่จริงก็ไม่ได้ถึงกับเกลียด อยู่ในระดับแค่ไม่อยากเจอหน้า ไม่อยากอยู่ใกล้ ไม่อยากให้ตัวเองไปอยู่ในสายตาอีกฝ่าย


         ทั้งอย่างนั้นแล้ว...


         “กลับมาแล้วรึ ยามัมบะกิริคุนิฮิโระ”


         ทำไมมิกะสึกิมุเนจิกะถึงได้มานั่งถือถ้วยชาอยู่ในห้องของเขา


         “ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่”


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระถามอย่างต้องการคำตอบที่สุด ว่าทำไมเขาที่เพิ่งออกจากห้องฟื้นฟูและเดินกลับห้องมาเพื่อจะทำงานเอกสารต่อ ถึงได้เจอสึกุโมะงามิดาบในตำนาน ทั้งยังเป็นคู่กรณีที่เขาเกือบทำให้เจ็บปางตายนั่งอยู่ในห้องและส่งยิ้มทักทายมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


         ไม่สิ การที่อีกฝ่ายมาอยู่ที่นี่ จะต้องมีเหตุผลที่สำคัญ...


         “ข้ายกของว่างกับน้ำชามาให้”


         ...กันบ้าง...


         ไม่พูดเปล่า ยังขยับตัวรินน้ำชาให้โดยไม่ถามไถ่ความต้องการเขาเลยสักนิด


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระมองถาดเซมเบ้กับถ้วยน้ำชาบนโต๊ะด้วยความรู้สึกที่แสนจะคุ้นตาและดูคุ้นเคย พลัน เหตุการณ์ที่คุยกับอิชิกิริมารุก็หวนกลับมา


         มือเผลอยกขึ้นดึงขอบผ้าคลุมลง รู้สึกเข้าหน้าอีกฝ่ายไม่ติดยิ่งขึ้นกว่าเดิม


         “เจ้ามีธุระอะไร” ยามัมบะกิริคุนิฮิโระตัดบทสนทนาแม้จะรู้ดีว่าการกระทำของตัวเองนั้นออกจะไร้มารยาทเกินไป แต่นอกจากเรื่องนี้แล้วเขาก็ไม่รู้จะพูดอะไรอีก


         ถ้าแค่ยกของว่างมาให้ ก็น่าจะวางแล้วกลับออกไป ไม่จำเป็นต้องนั่งดื่มชาที่ตัวเองยกมา รอจนกระทั่งเขากลับถึงห้องแบบนี้


         มิกะสึกิมุเนจิกะเงยหน้าขึ้นจากมุมต่ำเช่นนี้ทำให้มองเห็นดวงตาสีเขียวอมฟ้าที่ซ่อนอยู่หลังผ้าคลุมได้ไม่ชัดนัก และอาจจะเพราะเช่นนั้น ร่างสูงจึงได้นิ่งไปอย่างพยายามเพ่งมองให้เต็มตา


         “...มองอะไรของเจ้า”


         สุดท้ายก็เป็นยามัมบะกิริคุนิฮิโระที่ขยับตัวดึงผ้าคลุมและนั่งลงข้างๆ โดยเว้นระยะห่างไว้ แม้ว่าใจจริงจะอยากไปนั่งที่มุมห้องเลยด้วยซ้ำก็ตาม


         “เจ้ายังโกรธข้าอยู่สินะ”


         คำเปรยกับรอยยิ้มบางซึ่งมองเห็นจากขอบผ้าคลุมทำให้สึกุโมะงามิหนุ่มที่อยู่ใต้ฮู้ดฉุนกึกขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่


         “ถ้าเจ้าจะมายั่วโมโหข้าอีก ก็กลับไปซะ” เจ้าของห้องเอ่ยไล่อย่างไม่คิดเกรงใจอะไรอีก ปกติเขาไม่ใช่คนใจเย็นอะไร แถมตอนนี้ก็ไม่มีใครมาเป็นกรรมการห้ามทัพให้ด้วย ขืนปล่อยให้อีกฝ่ายพูดต่อไป คงไม่ได้จบแค่บาดเจ็บหนักอีกหนแน่ๆ


         “ครั้งนี้ข้าเปล่านะ” นัยน์ตาสีรุ่งสางฉายแววใสซื่อปนประหลาดใจราวกับสงสัยว่าทำไมเขาถึงพูดอย่างนั้น


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระขมวดคิ้ว จะบอกว่าครั้งก่อนเป็นความตั้งใจอย่างนั้นรึไง เพียงแค่อยากให้เขาเอาจริงเท่านั้นถึงกับยอมให้ตัวเองบาดเจ็บหนักขนาดนั้นเลยอย่างนั้นหรือ


         “เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่ มิกะสึกิมุเนจิกะ”


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระถามเสียงต่ำ เริ่มเห็นด้วยกับความคิดของเฮชิคิริฮาเซเบะที่ว่าดาบในตำนานเล่มนี้ไม่ค่อยน่าไว้ใจเท่าไหร่นัก


         “เจ้าหมายถึงเรื่องไหนรึ”


         มิกะสึกิมุเนจิกะถามต่อด้วยรอยยิ้มพร้อมกัดเซมเบ้ราวกับกำลังคุยเรื่องสัพเพเหระไร้ความสำคัญใดๆ


         “เรื่องที่เจ้าพยายามยั่วโมโหข้า”


         มือทั้งสองบนตักเริ่มกำเข้าหากัน โทสะที่ดับมอดไปแล้วเริ่มปะทุขึ้นมาอีกครั้ง


         “อ้อ...เจ้าหมายถึงเรื่องที่ข้าพูดเมื่อตอนที่ทดสอบฝีมือสินะ”


         ร่างสูงถามราวกับให้แน่ใจ ในขณะเดียวกันก็ไม่ต่างอะไรกับการบอกผู้ฟังว่ายังมีเรื่องอื่นอีกด้วย ยามัมบะกิริคุนิฮิโระขมวดคิ้วจนแทบจะผูกเป็นเส้นเดียว แม้ว่าจะคาดคะเนเหตุผลเอาไว้อยู่แล้วก็ตาม


         “ถ้าคิดว่าดาบเลียนแบบอย่างข้าไม่เหมาะจะเป็นคู่มือให้เจ้าได้ ก็ควรไปบอกคน...”


         “เพราะเจ้าไม่ลงมืออย่างจริงจังน่ะสิ”


         เสียงทุ้มต่ำเต็มไปด้วยความหงุดหงิดถูกตัดด้วยคำตอบของดาบในตำนาน และแม้ใบหน้าจะถูกบดบังไปเสียครึ่ง แต่มิกะสึกิมุเนจิกะก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่าร่างใต้ผ้าคลุมกำลังอ้าปากค้าง รอยยิ้มบางขยายกว้างขึ้นอีกเล็กน้อยผสมความขบขันโดยไม่รู้ตัว


         กาน้ำชาถูกยกรินเติมลงในถ้วยชาตรงหน้า ทว่าไร้ซึ่งควันร้อนลอยขึ้นมา


         “ทั้งที่คนทรงบอกให้สู้กันเสมือนรบจริง แต่เจ้ากลับใช้ความสามารถไม่ถึงครึ่ง สำหรับข้า นั่นน่าเจ็บใจเสียยิ่งกว่าการพ่ายแพ้”


         “เจ้าอยากตายรึ”


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระถามสวนกลับไปด้วยเสียงราบเรียบ อาจจะเพราะเข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายพูดดี ความกรุ่นโกรธเมื่อครู่จึงทุเลาลงอย่างรวดเร็ว


         คิ้วเรียวสวยเหนือดวงตาที่ฉายแววประหลาดใจยกสูง สำหรับมิกะสึกิมุเนจิกะ คำว่า ‘ตาย’ เป็นคำที่ไม่เกี่ยวข้องกับตน...กับสึกุโมะงามิเลยสักนิด


         “ข้าอยากรู้ว่าความสามารถของข้าอยู่ในระดับใด นอกจากนี้...” ร่างสูงหยุดไปเล็กน้อย ดวงตาสีรุ่งสางปรายมองแล้วหยุดจับจ้องใบหน้าครึ่งล่างที่โผล่พ้นขอบฮู้ดนิ่ง


         “ข้าอยากเห็นสีหน้าของเจ้ายามที่ถูกย้อมด้วยสัญชาตญาณของดาบ”


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระรู้สึกเหมือนทั้งร่างกระตุกเบาๆ ทั้งที่เห็นเพียงแค่ใบหน้าที่หันมองมา ทำไมกลับรู้สึกเหมือนได้เห็นจันทร์เสี้ยวที่ซ่อนอยู่ในดวงตาสีประหลาดคู่นั้น ราวกับผ้าผืนใหญ่นี้ไม่ได้ช่วยปิดบังอะไรเลย ทว่าร่างใต้ผ้าคลุมก็ยกมือขึ้นดึงขอบผ้าให้ต่ำลงมายิ่งกว่าเดิมตามความเคยชินอยู่ดี


         “มีอะไรน่าสนใจ...”


         ไม่ทันจะพูดจบ ข้อมือก็ถูกฉวยคว้าไป ไม่ว่าจะเพราะตัวเองประมาทหรือเพราะอะไรก็ตาม ยามัมบะกิริคุนิฮิโระก็เริ่มก่นด่าตัวเองในใจพร้อมกับยึดผ้าคลุมที่ปิดใบหน้าตัวเองไว้แน่นและตั้งสติ อย่างน้อยก็ต้องไม่เป็นเหมือนเมื่อคราวก่อน


         มิกะสึกิมุเนจิกะหัวเราะเบาๆ ทว่าไม่ได้ปล่อยมือ


         “เรื่องที่ข้าพูดเมื่อตอนทดสอบฝีมือ ข้าขอโทษ” จู่ๆ ร่างสูงก็เอ่ยกลับไปถึงหัวข้อก่อนหน้านี้ พร้อมกับคำขอโทษที่ทำให้ยามัมบะกิริคุนิฮิโระชะงัก


         “เจ้าเป็นดาบที่ดีแต่กลับดูถูกความสามารถของตนด้วยคำว่าของเลียนแบบ แถมยังออมมือให้ข้า การที่ข้าจะคิดว่าเจ้ากำลังดูถูกว่าฝีมือแย่กว่าของเลียนแบบก็คงไม่ผิดไปนักไม่ใช่หรือ”


         “ข้าไม่ได้หมายความอย่างนั้น!” ยามัมบะกิริคุนิฮิโระโพล่งขึ้นทันที และมิกะสึกิมุเนจิกะก็หัวเราะเบาๆ อีกครั้ง


         “ข้ารู้”


         เป็นคำพูดมั่นใจจนน่าหงุดหงิดเมื่อออกมาจากปากสึกุโมะงามิที่เพิ่งเจอหน้ากันราวหนึ่งเดือน แถมยังเป็นสึกุโมะงามิที่เขาพยายามหลีกลี้หนีหน้าจนแทบไม่เคยได้คุยกัน อย่างมากก็แค่เจอกันในช่วงเวลาอาหารเท่านั้น


         “และในเมื่อเจ้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น การซ่อนตัวอยู่ใต้ผ้าคลุมนี่ยามอยู่ต่อหน้าข้าก็ไม่มีความจำเป็นอีกไม่ใช่หรืออย่างไร”


         คราวนี้ยามัมบะกิริคุนิฮิโระถึงกับเผลอกลั้นหายใจ ตาสีเขียวอมฟ้าเบิกกว้าง


         มิกะสึกิมุเนจิกะไม่ได้ฝืนปลดผ้าคลุมลงอย่างเช่นทุกครั้ง ทว่าประโยคนั้นกลับเหมือนกลายเป็นโซ่ล่องหนมัดตัวเอาไว้ ยามัมะบกิริคุนิฮิโระเหลือบมองมือใหญ่ที่ยังคงยึดจับข้อมือของตน แม้จะไม่มีแรงบีบให้รู้สึกเจ็บแต่ก็กระชับแน่นหนาจนเขาไม่คิดว่าจะแก้หนีได้ง่ายนัก


         แน่นอนว่าเขาไม่อยากตอบรับ แต่ก็ปฏิเสธไม่ออกเพราะหากทำเช่นนั้น ก็เท่ากับเรื่องที่ตัวเองบอกว่าไม่ได้ดูถูกอีกฝ่ายนั้นเป็นเรื่องโกหก


         “เจ้าเป็นดาบในตำนาน...”


         “งั้นรึ” มิกะสึกิมุเนจิกะเอ่ยขึ้นเร็วเสียจนคล้ายคำขัดเสียงต่ำแหบแห้งนั้น ก่อนเอ่ยต่อ “หากเจ้าคิดว่าของเลียนแบบเช่นเจ้าด้อยกว่า  เช่นนั้นแล้วผู้ที่จะตัดสินว่าเจ้าคู่ควรจะพูดคุยกับข้าหรือไม่ ย่อมไม่ใช่เจ้า แต่เป็นข้าคนนี้มิใช่หรือ”


         คราวนี้ ยามัมบะกิริคุนิฮิโระหาทางเลี่ยงอื่นไม่เจออีกแล้ว ถ้ายังฝืนพูดต่อ คงทำให้คิดว่าเขารังเกียจ…


         “...หรือจริงๆ แล้ว เจ้าแค่รังเกียจที่จะคุยกับข้า”


         คำถามที่มาถูกจังหวะราวกับถูกอ่านใจทำเอาผู้ฟังสะดุ้งเฮือกรีบตอบ


         “ไม่ใช่!”


         แล้ววินาทีถัดมา ยามัมบะกิริคุนิฮิโระถึงจะรู้ตัวว่าคำตอบนั้นคือหลุมดักตัวเอง


         “เช่นนั้นก็เป็นอันตกลงสินะ ดี...ดี”


         “เดี๋ยวก่อน ข้าไม่ได้...”


         ทว่าท้วงได้แค่นั้นก็ต้องเงียบ เมื่อมือที่ยึดข้อมือเขากระตุกเพิ่มแรงบีบเบาๆ


         “ผู้ชายพูดแล้วไม่คืนคำไม่ใช่รึ”


         แต่ข้าเป็นดาบ...


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระเถียงในใจเงียบๆ พร้อมกับนึกถึงคำพูดของอิชิกิริมารุเมื่อเช้าที่ผ่านมา


         “ถึงจะเอาแต่ใจ แต่เขาไม่ได้มีเจตนาร้ายหรอก”


         บางที...ก็อาจจะเป็นอย่างนั้น


         นัยน์ตาสีเขียวอมฟ้ามองข้อมือของตนที่ยังถูกเกาะกุมแน่นหนา นึกย้อนไปถึงตอนที่ตัวเองพยายามหลบหน้าโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้เลยว่าทำไมเขาถึงทำอย่างนั้น


         เขาคงทำเกินไป


         ความรู้สึกผิดผุดขึ้นมาในใจ ก่อนที่ความสนใจจะถูกดึงไปยังข้อมือของตัวเองที่ยังถูกจับ ยามัมะกิริคุนิฮิโระออกแรงดึงเบาๆ เป็นเชิงบอกให้อีกฝ่ายปล่อยมือ ทว่ามิกะสึกิมุนเจิกะก็ยังยึดไว้อย่างนั้นไม่ยอมปล่อย


         ร่างใต้ผ้าคลุมจึงเหลือบสายตาขึ้นมองร่างที่นั่งอยู่ข้างๆ เอ่ยเสียงต่ำ


         “ปล่อยได้แล้ว”


         มิกะสึกิมุเนจิกะชะงักไปวูบหนึ่งเอ่ยขอโทษด้วยเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี จันทร์เสี้ยวซึ่งซ่อนอยู่ภายในดวงตาสีรุ่งสางเลื่อนมองมือของตน นี่เหมือนจะเป็นครั้งได้สัมผัสยามัมบะกิริคุนิฮิโระอย่างจริงจัง


         “น่าเสียดาย”


         ดาบในตำนานพึมพำเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ คลายนิ้วออกเมื่อตนไม่มีเหตุผลใดที่จะยึดข้อมือนั้นไว้อีก


         “เจ้าคนแปลก”


         พลันเสียงพึมพำคล้ายโต้ตอบก็ดังขึ้น เรียกให้ร่างสูงเลื่อนสายตาไปมองทันที


         มือที่ตนเคยยื้อเอาไว้นั้นขยับจับขอบผ้าคลุม ทว่าไม่ได้ดึงลงต่ำอย่างเช่นทุกครั้ง และวินาทีนั้นเองที่สายตาถูกดึงดูดด้วยริมฝีปากซึ่งยกมุมสูงขึ้น


         ไม่มาก...ทว่าก็เห็นได้ชัดเจน


         วูบนั้น มิกะสึกิมุเนจิกะก็รู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างภายในร่างหยุดนิ่งลง ก่อนที่ความรู้สึกนั้นจะหายไปในพริบตาต่อมา เมื่อริมฝีปากนั้นกลับมาเหยียดตรงเช่นเดิม


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระขยับตัวเอื้อมหยิบกาน้ำชาที่เย็นชืดไปพักหนึ่งวางลงบนถาด


         “ข้าจะไปขอให้มิทสึทาดะชงชาเพิ่มให้”


         ดวงตางดงามกะพริบสั้นๆ เหมือนคนที่เพิ่งรู้สึกตัว แล้วแย้มยิ้ม ทั้งยินดีที่ในที่สุดก็ต้อนให้ยามัมบะกิริคุนิฮิโระเลิกปฏิเสธตนได้ และยินดีที่จะได้รับการดูแลจากอีกฝ่าย


         “โอ้...เช่นนั้นก็ต้องรบกวนเจ้าแล้ว”


         หารู้ไม่ว่าสึกุโมะงามิที่จะถือถาดกาน้ำชากลับมานั้น จะเป็นคนละคนกับที่ถือออกไป
 
 
 
 
 
<< Previous | Next >>
 
☾. ・* ・. ・* ・. ・* ・. ・* ・. ・* ・.☽
 
ค่ะ...(✿◡‿◡ฺ)
 
เขียนตอนนี้จบ รู้สึกเหมือนประสบความสำเร็จอะไรบางอย่างเลยค่ะ55555
 
 
สำหรับคอมเมนต์ที่เหมือนจะไม่ขึ้น ตอนแรกคิดว่า blogspot มีปัญหา เพราะตัวคอมเมนท์เด้งเข้าเมลแต่ไม่โผล่ในบล็อก จริงๆ คือมันเด้งไปอยู่ใน spam ค่ะ ตอนนี้ปรับให้โชว์แล้ว ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ค่ะ T.T
 
 
ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ค่ะ ♥(ˆ⌣ˆ)♥