[Fic] 刀剣乱舞 : Mikatsuki x Yamanba 15

posted on 25 Aug 2016 23:47 by foundation directory Fiction
Fandom : Touken Ranbu 
Gerne : PG
Pairing : มิกะสึกิมุเนจิกะ x ยามัมบกิริคุนิฮิโระ
Summary : เขาว่ายิ่งตีกันก็จะยิ่งสนิทกัน...เหรอ?

Warning : 
  • เรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการ โดยนำคาร์แรกเตอร์และข้อมูลส่วนหนึ่งมาจาก Browser Game Touken Ranbu
  • เนื่องจากเป็นฟิคชั่นและความเรื่องมากของคนเขียน(....) ทำให้ มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ/ระบบในเกม ให้เหมาะสมกับเวอร์ชั่นนิยาย ท่านที่แวะเข้ามาท่านใดที่ไม่ชอบ ไม่ถูกกับการปรับเปลี่ยน เปลี่ยนแปลงเหล่านี้ จขบ.ขอแนะนำให้ท่านปิดหน้านี้
  • คนเขียนได้แปลคำว่า ซานิวะ (審神者) เป็นคำว่า คนทรง
  • อย่าถามหาความหวานมุ้งมิ้งคิกคัก(?)ในฟิคเรื่องนี้ เพราะคนเขียนก็ยังหาไม่เจอ...
 

 
**เปลี่ยนคำเรียกประเภทดาบเป็นทับศัพท์ภาษาญี่ปุ่นค่ะ**
 
 
XV




         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระไม่แน่ใจนักว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่


         เบื้องหน้าของเขาคือลานกว้างอันเป็นส่วนหนึ่งของสวนกลาง ขอบอีกด้านนั้นคือสึกุโมะงามิที่กระจายตัวกันนั่งจับเป็นกลุ่มเล็ก ตามแต่ที่ผืนเสื่อจะเอื้ออำนวยว่ารองรับร่างของพวกสึกุโมะงามินั้นได้กี่ตน และแม้จะอยู่ไกลออกมา แต่ด้วยรูปร่างใหญ่โตของจิโร่ทาจิ ก็ทำให้ยามัมบะกิริคุนิฮิโระมองเห็นอย่างชัดเจนว่ากำลังชูไหเหล้าประกอบเสียงหัวเราะเฮฮา ชนิดที่ดังมาถึงที่เขายืนอยู่


         ถ้าให้คนที่ไม่รู้เรื่องมาเห็น คงนึกว่าอาจเป็นงานเลี้ยงฉลองฤดูใบไม้ผลิก่อนเวลา ทว่าแท้จริงแล้ว...


         “กังวลหรือ?”


         นัยน์ตาสีเขียวอมฟ้าเลื่อนจากภาพเบื้องหน้ามายังรอยยิ้มบางของร่างสูงใหญ่ในชุดออกรบสีเขียวอ่อน


         “เปล่า...” ยามัมบะกิริคุนิฮิโระตอบสั้นด้วยคำติดปากของตัวเอง ทว่าคนฟังกลับหัวเราะเบาๆ


         “เจ้าจะกังวลก็ไม่แปลกหรอก ถ้าดูจากท่าทีเมื่อสามวันก่อน ไม่ว่าใครก็คงไม่คิดว่ามิกะสึกิจะยอมนายท่าน”


         อิชิกิริมารุเอ่ยยิ้มๆ ดวงตาอ่อนโยนหันไปมองสึกุโมะงามิสีน้ำเงินเข้มที่ยืนห่างออกไปอีกด้านหนึ่ง ข้างกายนั้นคือสตรีร่างเล็กผู้เป็นหัวใจของฐานบัญชาการแห่งนี้ ดูเหมือนจะยังอธิบายเกี่ยวกับการประลองที่กำลังจะเกิดขึ้นให้ผู้มาใหม่ฟังไม่จบ


         เมื่อหลายวันก่อน หลังจากคนทรงออกจากห้องที่ใช้พูดคุยกับมิกะสึกิมุเนจิกะ ก็แจ้งกับสมาชิกรู้ว่าอีกฝ่ายยินยอมที่จะให้ความช่วยเหลือ เป็นหนึ่งในกำลังที่จะคอยดูแลอดีตและเป็นสหายร่วมรบกับพวกเขา ท่ามกลางความประหลาดใจ...และความระแวงของดาบบางเล่ม กระทั่งยามัมบะกิริคุนิฮิโระเองยังเผลอเดินเข้าไปถามผู้เป็นนายว่าถูกบังคับให้ทำสัญญาอะไรเข้าหรือไม่ด้วยซ้ำ


         “มีแค่เรื่องที่ห้ามยุ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์อดีตเท่านั้นค่ะ”


         ถึงยามัมบะกิริคุนิฮิโระจะรู้ว่าคนทรงไม่ใช่คนโกหก แต่เขาก็จับอดจับสังเกตไม่ได้อยู่ดี ทว่าแม้ใบหน้าจะถูกซ่อนอยู่ใต้หน้ากากครึ่งใบ แต่น้ำเสียงและท่าทางของคนทรงในเวลานั้นดูเป็นปกติ และนั่นก็ยิ่งทำให้เขางงงัน และเพราะหลังจากนั้นก็มีแต่คำสั่งออกรบ ลาดตระเวน ดาบที่เหลืออยู่ก็ต้องแบ่งหน้าที่ดูแลฐาน แน่นอนว่า มิกะสึกิมุเนจิกะเองก็ไม่พ้นจากหน้าที่เหล่านี้ เพียงแต่เพราะเป็นสมาชิกใหม่ หน้าที่หลังจึงเป็นการทำความคุ้นเคยกับสิ่งต่างๆ เพื่อให้คุ้นเคยกับร่างเนื้อให้เร็วที่สุด


         ทุกอย่างดำเนินไปอย่างที่มันเคยเป็นยามที่มีสมาชิกใหม่เข้ามา จนกระทั่งถึงวันที่ต้องทดสอบฝีมือสมาชิกใหม่...


         “คู่ต่อสู้ของท่านมิกะสึกิมุเนจิกะคือยามัมบะกิริคุนิฮิโระค่ะ”


         ยามที่คนทรงเรียกชื่อเต็ม นั่นคือ ‘คำสั่ง’


         จะไม่มีการปฏิเสธหรือคัดค้าน หากไม่มีเหตุผลที่ดีพอ


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระไม่เข้าใจ และไม่คิดว่าตนสมควรเป็นผู้ทดสอบฝีมือสึกุโมะงามิของหนึ่งในห้าดาบใต้หล้าตนนี้ด้วย ทว่าถ้าให้แจกแจงว่าทำไมถึงคิดว่าไม่สมควร สิ่งที่ผุดขึ้นมาเป็นอย่างแรกคือสถานะของเลียนแบบของตน ตามด้วยความรู้สึกที่ว่าตัวเองไม่น่าจะสามารถดึงความสามารถของมิกะสึกิมุเนจิกะออกมาได้อย่างเต็มที่


         ทว่าเหตุผลเหล่านั้นถูกปิดผนึกไปอย่างง่ายดายด้วยตำแหน่ง ‘หัวหน้าหน่วยหลักที่คนทรงไว้วางใจที่สุด’


         นั่นคือความไว้วางใจ คือความเชื่อมั่น ที่ได้รับมาจากระยะเวลาที่อยู่ด้วยกัน ไม่ใช่ด้วยชื่อ ‘ยามัมบะกิริ’


         ของเลียนแบบแล้วอย่างไร แค่รู้สึกว่าทำไม่ได้แล้วอย่างไร


         ในเมื่อผู้เป็นนายให้ความวางใจ สิ่งที่ทำได้ก็มีเพียงแต่การพยายามอย่างเต็มที่เท่านั้น


         แม้จะคิดอย่างนั้น ยามัมบะกิริคุนิฮิโระก็ยังรู้สึกเหมือนตัวเองกึ่งๆ ไม่มีสติ ราวกับเรื่องที่ไม่กี่นาทีข้างหน้า ตนจะต้องต่อสู้กับหนึ่งในห้าดาบใต้หล้าเสมือนอยู่ในสนามรบนั้นเป็นเรื่องโกหก และตอนนั้นเองที่อิชิกิริมารุเดินเข้ามาเอ่ยทัก


         “วางใจเถอะ ถึงจะดูไม่น่าไว้ใจแต่ก็ไม่ใช่ดาบที่เลวร้ายอะไรหรอก” อิชิกิริมารุหันกลับมาเอ่ยยิ้มๆ แล้วเสริม “อย่างน้อยตอนนี้ข้ากับอาโอเอะก็ยืนยันได้ว่าไม่มีความมืดติดตัวเขาแล้ว”


         “ข้ารู้” ยามัมบะกิริคุนิฮิโระรับคำสั้นอีกครั้ง ซึ่งพอดีกับที่ผู้เป็นนายหันมาโค้งศีรษะให้แล้วเดินไปยังเสื่อผืนที่จัดเตรียมไว้ นั่นคือสัญญาณว่าการทดสอบกำลังจะเริ่มต้นขึ้น อิชิกิริมารุหันกลับมาผงกศีรษะเล็กน้อยแล้วเดินกลับไปยังด้านข้างของลานกว้าง


         ร่างผ้าคลุมกระชับดาบในมือซ้ายแล้วเดินไปยังลานกว้างซึ่งมีคะเซ็นคาเนซาดะยืนรออยู่


         “ขอบเขตพื้นที่คือลานกว้างและบริเวณสวนแห่งนี้ ฝ่ายที่หมดสภาพ ไม่สามารถต่อสู้ได้อีก เอ่ยยอมรับความพ่ายแพ้ หรือมีคำสั่งให้หยุดการต่อสู้ จึงจะถือว่าสิ้นสุดการทดสอบ ถึงจะเป็นแค่การทดสอบ แต่ก็ขอให้คิดเสียว่าอยู่ในสนามรบจริง”


         คะเซ็นคาเนซาดะหันไปมองมิกะสึกิมุเนจิกะที่ยืนอยู่ทางหนึ่ง


         “มีคำถามอะไรหรือไม่”


         “ไม่มี” ร่างสูงในชุดสีน้ำเงินเข้มตอบยิ้มๆ ผู้ถามจึงหันไปมองสึกุโมะงามิอีกตนหนึ่ง ไม่ต้องรอให้ถามย้ำ ร่างนั้นก็เอ่ยขึ้นเรียบๆ


         “ข้าก็ไม่มีคำถามอะไรเช่นกัน”


         “เช่นนั้น...ขอให้แสดงฝีมือให้เต็มที่”


         ขาดคำ คะเซ็นคาเนซาดะก็กระโดดถอยไปด้านหลัง ซึ่งเป็นวินาทีเดียวกับที่ยามัมบะกิริคุนิฮิโระถีบตัวออกจากจุดที่ยืน พร้อมกับดาบที่ถูกชักออกจากฝัก

-----------------------------------



         ประกายดาบสะท้อน เสียงเหล็กเสียดบาดหู ผืนผ้าวิ่นสะบัดไหวไล่ต้อนคล้ายร่ายรำ แม้พลิ้วไหวทว่าดุดันรุนแรง จนมิกะสึกิมุเนจิกะได้แต่ตั้งรับ ผืนผ้าสีน้ำเงินที่เคยงดงามบัดนี้เต็มไปด้วยฝุ่นดินและมีรอยขาด ส่วนผืนผ้าวิ่นนั้นก็แค่ขะมุกขะมอมหมองลงกว่าเดิมเท่านั้น


         เสียงตะโกนเฮฮาจากผู้ชมรอบนอกเงียบหายไปนับตั้งแต่ที่การต่อสู้เริ่มขึ้น สายตาทั้งหมดจับจ้องไล่ตามการเคลื่อนไหวตรงหน้าด้วยความสนใจและประเมินในเวลาเดียวกัน ทว่าร่างพลิ้วไหวทั้งสองหาได้สนใจไม่ ทั้งสมาธิหรือประสาทสัมผัสทุกส่วนในร่างต่างพุ่งรวมอยู่ที่ร่างตรงหน้าเท่านั้น


         ผ้าคลุมขะมุกขะมอมที่พัดราวกับคอยบดบังวิสัยทัศน์คู่ต่อสู้ แม้จะเป็นมีขนาดใหญ่แต่ก็ไม่ได้ขัดขวางการเคลื่อนไหวของผู้ที่สวมใส่มันเลยแม้แต่น้อย ขณะที่คู่ต่อสู้เองก็ไม่ได้หยุดชะงักและเริ่มคุ้นเคยกับการเคลื่อนไหวของร่างนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ


         สิ่งที่พิสูจน์ความคิดนั้น คือวินาทีที่ดาบของยามัมบะกิริคุนิฮิโระถูกปัดออกอย่างแรง


         การโจมตีชะงักไปเสี้ยววินาที เสี้ยววินาทีที่ทำให้มิกะสึกิมุเนจิกะเป็นฝ่ายพุ่งประชิด ฟาดดาบลงหนักหน่วงจนกดร่างที่เลือกยกดาบรับให้หยุดนิ่งชั่วขณะ ยามัมบะกิริคุนิฮิโระรู้สึกได้ว่าลมหายใจของอีกฝ่ายกระชั้นถี่กว่าปกติทว่ายังคงแผ่วเบา


         ทว่าตัวเขาเองก็เริ่มออกอาการเหนื่อยหอบเช่นกัน


         เมื่อเปรียบเทียบระหว่างอุจิคาตานะอย่างเขา มิกะสึกิมุเนจิกะที่เป็นทาจิ ย่อมมีพลังกายมากกว่า เพียงแต่แค่ยังไม่คุ้นชินการใช้พลังกาย จึงออกอาการเหนื่อยเร็วกว่าที่ควรเป็น พอคิดว่าอีกฝ่ายถูกเขาไล่ต้อนอย่างหนักอยู่ครู่หนึ่งแต่กลับแสดงอาการออกมาเพียงเท่านี้ หาจังหวะสวนกลับมาได้เป็นระยะ และสุดท้ายยังหยุดดาบของเขาได้ ถือว่าน่าประทับใจมากทีเดียว


         “จริงๆ ด้วย”


         จู่ๆ ประโยคกับถ้อยเสียงระรื่นไม่เข้ากับสถานการณ์ก็ดังขึ้น ทำเอาสมาธิที่จดจ่ออยู่กับการต่อสู้วูบไหวไปชั่วพริบตาหนึ่ง


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระจ้องใบหน้าที่แม้จะเปรอะฝุ่นดินแต่ก็ยังงดงามด้วยความระแวดระวัง กติกาของการทดสอบคือสู้ให้เหมือนอยู่ในสนามรบจริง ดังนั้นจึงไม่แปลก ถ้าอีกฝ่ายจะใช้วิธีพูด...


         “เจ้าน่ะ งดงามจริงๆ”


         ...ยั่วยุ...?


         ....................หา?


         ดวงตาสีเขียวอมฟ้าเผลอเบิกกว้างโดยไม่รู้ตัว ห้วงความคิดที่จดจ่ออยู่กับการต่อสู้กลายเป็นความว่างเปล่าในพริบตา ริมฝีปากอ้าเตรียมท้วงกลับตามความเคยชิน แต่แล้วจู่ๆ ดาบซึ่งกดลงมานั้นก็ปัดดาบของเขาออกอย่างแรง สติของยามัมบะกิริคุนิฮิโระจึงเหมือนจะสะดุ้งกลับเข้าร่าง พร้อมกับความเจ็บใจที่เผลอผ่อนแรงไปแม้เพียงนิดเดียวจากประโยคที่ไม่ควรจะโผล่มาให้ได้ยิน


         ทว่าทั้งจังหวะ ทั้งน้ำหนักดาบนั้นต่างกับเมื่อครู่ลิบลับ

-----------------------------------



         “โอ๊ะ...”


         “อ๊ะ...”


         “เห...”


         ที่นั่งริมฝั่งลานกว้างเริ่มมีเสียงดังขึ้นแล้วจึงเปลี่ยนเป็นเสียงพูดคุยเบาๆ


         “ได้เวลาแล้วรึ” ยะเก็นโทชิโร่เปรยขึ้นด้วยรอยยิ้มสนุก ดวงตาสีม่วงอ่อนนั้นยังคงจับจ้องการทดสอบเบื้องหน้า ขณะที่โดดานุกิมาซาคุนิขมวดคิ้วบ่นอุบอิบเสียแทน


         “ข้าล่ะไม่เข้าใจว่าจะเก็บแรงเอาไว้ทำไม”


         “เรื่องนั้น...นายท่านคุนิฮิโระคงอยากทดสอบความอึดกระมัง พวกทาจิน่ะอึดกันไม่ใช่หรือ” ร่างเล็กขาวซีดหันไปถามอีกร่างที่ขาวพอกัน


         “ถ้าเทียบกับอุจิคาตานะล่ะก็นะ แต่ก็ไม่ได้เหนือกว่ามากมายนักหรอก” สึรุมารุคุนินางะเท้าคางตัวเองกับเข่า มองการต่อสู้ด้วยความสนใจ มีไม่กี่ครั้งหรอกที่จะได้เห็นท่านหัวหน้าหน่วยหลักถูกไล่ต้อนในการทดสอบ ทั้งที่ดูเหมือนเป็นฝ่ายรุกไล่มาตลอด แต่จู่ๆ ลมก็พัดหวนเสียอย่างนั้น ช่วงที่หยุดชะงักไปเมื่อครู่ มันต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ


         “แต่ตาแก่นั่นก็ทำได้ดีนะ เวลาสั้นๆ ไม่ถึงสองอาทิตย์ก็เคลื่อนไหวได้คล่องขนาดนั้น” อิซุมิโนะคามิคาเนะซาดะเอ่ยขึ้นบ้าง แล้วก็ถูกคู่หูที่นั่งอยู่ข้างๆ ปรามเตือนเบาๆ ว่าไม่ควรเรียกดาบในตำนานเช่นนั้น


         “ตาแก่ก็คือตาแก่สิ ข้าพูดผิดตรงไหนกัน” น้องนุชสุดท้องที่อายุน้อยที่สุดในที่แห่งนี้ขมวดคิ้วสวนกลับอย่างไม่เข้าใจ


         “ก็เพราะท่านมิกะสึกิอายุมากกว่านั่นล่ะ ถึงไม่ควร” โฮริคาวะคุนิฮิโระท้วงต่อด้วยสายตาดุๆ อิซุมิโนะคามิคาเนะซาดะที่คุ้นชินกับสายตานั่นดีจึงตอบรับส่องๆ ไปว่าขอรับๆ แล้วหันหน้าไปทางอื่นแทนอย่างรู้ดีว่า เถียงไปยังไงก็ไม่มีทางชนะอยู่ดี


         “ถ้าลองให้ใช้พลังวิญญาณได้ด้วย คงน่าตื่นเต้นมากกว่านี้”


         “ท่านกำลังหาเรื่องเหนื่อยให้ตัวเองอยู่นะ นายท่านสึรุมารุ” ยะเก็นโทชิโร่ปรามยิ้มๆ “ถ้าให้ใช้พลังวิญญาณได้ นายท่านคิดว่าสวนนี้จะอยู่ในสภาพไหน ข้าคนหนึ่งล่ะที่ไม่ขอช่วยซ่อมแซม”


         “อะไรกัน ข้าได้ยินมาว่าเจ้านั่นไปขอให้อิชิกิริสอนวิธีใช้พลัง เจ้าไม่อยากดูของน่าสนใจบ้างหรืออย่างไร” สึรุมารุคุนินางะเหลือบตามองด้วยรอยยิ้มที่ไม่น่าไว้ใจ ตั้งแต่ยอมทำสัญญากับคนทรง มิกะสึกิมุเนจิกะก็เหมือนจะเปลี่ยนจากที่ไม่ค่อยสุงสิงกับสึกุโมะงามิตอนอื่น เป็นคอยถามนั่นถามนี่ดูกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ ไป


         วินาทีนั้นเองที่ส่วนหนึ่งของผ้าคลุมขะมุกขะมอมผืนใหญ่ถูกฉีกขาดออกจากกันด้วยคมดาบ ส่วนหนึ่งของมันคิดไปกับมือของมิกะสึกิมุเนจิกะ


         ละสายตาเพียงแวบเดียวก็ไม่ทันได้เห็นช่วงสำคัญ


         เพียงวินาทีเดียวเท่านั้น ที่การเฝ้าสังเกตและลองเชิงได้กลายเป็นการต่อสู้ที่ ‘เกือบจะ’ เหมือนการออกศึกจริงๆ เสียที สึกุโมะงามิหลายตนที่เผลอหันไปทางอื่นบ่นงึมงำเบาๆ บ้างก็ถอนหายใจด้วยความเสียดาย ก่อนจะเงียบและจับตาดูต่อด้วยความสนใจ


         การเคลื่อนไหวของยามัมบะกิริคุนิฮิโระทำให้รู้สึกได้ว่าเจ้าตัวไม่ได้สนใจผ้าคลุมที่ถูกตัดขาดไปสักนิด ตรงกันข้าม...การโจมตีกลับรวดเร็วว่องไวยิ่งขึ้น


         “ดูท่าคงจะจบลงเร็วๆ นี้”


         เป็นโดดานุกิมาสะคุนิที่เอ่ยขึ้นมา โดยที่ดวงตาเรียวสีทองคมกริบนั้นไม่ได้ละไปจากการต่อสู้ตรงหน้า เมื่อฝ่ายที่เป็นผู้รุกไล่เมื่อครู่ บัดนี้ตกเป็นรองให้ร่างเล็กกว่าโจมตีใส่แบบที่ตั้งตัวไม่ติด แต้มสีแดงเข้มบนร่างนั้นเริ่มเห็นชัดแม้ในระยะไกล แบบนี้ถ้าไม่ล้มไปก่อน คนทรงก็คงออกคำสั่งให้ยุติการทดสอบแน่


         ทว่าไม่ทันขาดคำ เค้าไออำมหิตกลับผุดพุ่งมาจากสองร่างที่ฟาดฟันดาบภายในลานกว้าง ตามด้วยเส้นสีแดงสดที่สาดกระจายเปื้อนดิน


         “พอแค่นั้นค่ะ!!”


         คนทรงผุดลุกตะโกนก้องไปทั่วบริเวณ ฮิราโนะโทชิโร่พุ่งไปดูอาการของยามัมบะกิริคุนิฮิโระที่กระโดดถอยห่างออกไปจนสุดขอบลานตรงริมบ่อปลาตั้งแต่คำแรกของคนทรงดังขึ้น ส่วนยะเก็นโทชิโร่กับนิกคาริอาโอเอะนั้นพุ่งไปหาสึกุโมะงามิอีกตนที่ยืนโงนเงน


         “เป็นอย่างไรบ้างนายท่าน” ยะเก็นโทชิโร่เอ่ยถามขณะที่ปราดสายตาสำรวจบาดแผลอย่างรวดเร็ว คิ้วเรียวกระตุกเข้าหากันเมื่อเห็นรอยแผลลึกตรงไหล่ขวาที่ลากยาวเกือบถึงช่องท้อง


         มิกะสึกิมุเนจิกะหัวเราะเบาๆ แทนคำตอบ ชุดคาริกินุสีน้ำเงินเข้มกลายเป็นเศษผ้า เครื่องป้องกันหักขาดเต็มไปด้วยริ้วรอย เลือดสีแดงสดชโลมร่างไปเสียครึ่งจนน่าวิตกว่ายังมีเลือดเหลืออยู่ในร่างอีกเท่าไหร่ ถึงจะเป็นสึกุโมะงามิ เป็นเทพ แต่ก็อยู่ในร่างที่มีเลือดเนื้อแบบที่เกือบจะเรียกได้ว่าเป็นมนุษย์ หากปล่อยทิ้งไว้ก็มีสิทธิ์ ‘ตาย’ จากอาการเลือดไหลหมดตัวได้เหมือนกัน ร่างเล็กผิวขาวซีดจึงเริ่มปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ทันที


         “ฮึๆ สนุกขนาดนั้นเลยรึ”


         ร่างสะบักสะบอมหันไปมองเจ้าของเสียงหัวเราะที่เข้ามาช่วยพยุงอย่างสงสัย และเมื่อเห็นรอยยิ้มกับประกายตาบางอย่างของนิกคาริอาโอเอะแล้ว มิกะสึกิมุเนะจิกะก็หัวเราะในคอเบาๆ


         “นั่นสินะ”


         ร่างสูงตอบเพียงแค่นั้นแล้วเก็บดาบเข้าฝัก ทว่าไม่ทันจะได้ปล่อยมือจากด้ามดาบ ยามัมบะกิริคุนิฮิโระก็พุ่งเข้ามาคว้ากระชากสาบเสื้ออย่างแรง ดวงตาสีประหลาดกร้าวแสงย้อมสีนัยน์ตาทั้งสองให้กลายเป็นสีเขียว จิตอำมหิตเมื่อครู่ถูกลบไปแล้ว แต่บรรยากาศรอบร่างนั้นยังคงแหลมคมจนผู้ที่อยู่รอบๆ ถึงกับเสียวสันหลังวาบ เว้นแต่ร่างสะบักสะบอมซึ่งยังคงยืนอยู่ได้จากการช่วยเหลือของนิกคาริอาโอเอะ


         ใบหน้าสลักเปรอะหยดเลือดระบายยิ้มบาง ดวงตาสีประหลาดวาววามจนแทบจะเห็นจันทร์เสี้ยวลอยเด่นออกมา


         ไม่ทันที่ฝั่งไหนจะเริ่มขยับตัว ร่างของยามัมบะกิริคุนิฮิโระก็ถูกคะชูคิโยมิทสึล็อกแขนรั้งออกไปเสียก่อน ทั้งยังดึงฮู้ดส่วนที่ยังเหลืออยู่ของผ้าคลุมบดบังนัยน์ตากร้าวคู่นั้นอีกด้วย


         “เอาล่ะๆ พอได้แล้ว เจ้าเองก็ต้องทำแผลเหมือนกัน”


         พูดอย่างนั้นไปพลางก็ถูลู่ถูกังร่างนั้นไปหาอิชิกิริมารุที่นั่งรออยู่พร้อมกล่องปฐมพยาบาล


         ริ้วรอยยิ้มเลือนหายไปจากใบหน้าสลักขะมุกขะมอมของมิกะสึกิมุเนจิกะแทบจะทันที พร้อมกับประกายจันทร์เสี้ยวที่เร้นกายกลับเข้าไปในดวงตาสีรุ่งสาง


         “เอาละ ข้าห้ามเลือดให้แล้ว แต่อย่างไรก็รีบไปให้ท่านนายพลดูแลจะดีกว่า นายท่านเดินไหวหรือเปล่า” ยะเก็นโทชิโร่เงยหน้าจากผ้าพันแผลถาม แต่แล้วก็ต้องกะพริบตางงไปวูบหนึ่งเมื่อเห็นแววไม่พอใจจากสายตาอีกฝ่าย


         นี่เขาทำอะไรผิดไป? ...หรือแท้จริงแล้วมิกะสึกิมุเนจิกะเป็นพวกชอบความเจ็บปวด ถึงได้ไม่พอใจที่เขาทำแผลให้?


         ทว่ารอยไม่พอใจนั้นก็ปรากฏเพียงชั่วแวบเดียวราวกับภาพลวงตา


         “ข้าคิดว่าน่าจะไหว” ร่างสูงสะบักสะบอมระบายยิ้มบางเป็นเชิงขอบคุณ แต่แขนข้างหนึ่งก็ยังคงพาดบ่าของนิคคาริอาโอเอะ


         นั่นคือจะบอกเขาว่าเดินไปไหว ถ้ามีคนช่วยพยุงใช่หรือไม่


         นัยน์ตาสีม่วงซีดกะพริบมองการกระทำของสึกุโมะงามิดาบในตำนานอย่างชั่งใจว่าตนควรเสนอตัวเข้าไปช่วยหรือไม่ แต่ในที่สุดร่างเล็กก็ตัดสินใจพยักหน้าให้คนพยุงเริ่มพาคนเจ็บออกเดินเสียแทน จากนั้นก็หันหลังเดินไปทำแผลให้คนเจ็บอีกคนที่นั่งก้มหน้านิ่งอยู่บนเสื่อห่างออกไป


<< Previous | Next >>
 
☾. ・* ・. ・* ・. ・* ・. ・* ・. ・* ・.☽
 
o(-_-;*)
 
/นับวันยิ่งทอร์คสั้นลงทุกที
 
เราเริ่มรู้สึกเหมือนมันกำลังจะเข้าเรื่องแล้วล่ะค่ะ! (人´◡`♡)゚ °・
... /ทุกคนคงอยากปาโต๊ะใส่ (ノ °□°)ノ ┻━┻
 
ช่วงที่เขียนตอนนี้ มีความรู้สึกอยากลองอะไรหลายอย่าง แต่ยังตัดสินใจไม่ได้เพราะมันอาจจะทำให้เรื่องนี้ช้าลงกว่าเดิมค่ะ(จากที่ลงเดือนละตอน ยังจะกล้าพูดอีกนะ)
 
แล้วยังไง?
 
ไม่มีอะไรค่ะแค่อยากบ่น5555 /วิ่งกลับลงหลุม


ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ค่ะ