ทุกรูปในบล็อกนี้ห้ามทำ hotlink โดยเด็ดขาดค่ะ

[Fic]Reborn! : Truth [5]

posted on 24 Nov 2007 10:03 by foundation

 กว่าจะเข็นออกมาได้ สุดท้ายก็กลายเป็นฟิคฉลองวันลอยกระทง กร๊ากกกกกก

ใจจริงอยากเขียนเรทอีกตอน แต่ไม่ว่าจะบิวท์อารมณ์แค่ไหน อ่านฟิคเรทยังไง มันก็ไม่ไม่ไหว เพราะไม่มีฟิคเรทแบบที่ต้องการ ส่วนใหญ่จะเจอแบบน่ารักๆ หวานๆ ไม่ก็ SM ดาร์คๆ แต่

ทำไม...

ทำไม...........

ทำไมไม่มีใครแต่งฟิคเรทแบบ เกะราชินีเลยฟะ!!!!

อีเบนซ์ไม่ปลื้ม!!!!

สุดท้ายก็เลยต้องตัดทิ้งเหลือแค่นั้น ทั้งๆ ที่ใจอยากเขียนจะตายอยู่แล้ว T[]T

เอาเถอะ...ยังไงซะ ตอนหน้าจะเป็นตอนจบของซีรี่ย์เรื่องนี้(?)แล้ว ก็ทนๆ อ่านไปหน่อยเถอะนะ = =/

 

ปล...เฟียร์...ฟิคที่ยืมแกมา ไม่ได้ช่วยอะไรชั้นเลยฟ่ะ T[]T

 

*************************************** 


Title : Truth
Pairing : 6927
Rating : G

-----------------------------

 

         เขาว่ากันว่า หลังฝนตกฟ้าจะใส

         ...แต่นั่นก็ไม่เสมอไป

         บางครั้ง...ฝนที่ตกลงมาอาจจะแปรเปลี่ยนเป็นพายุที่โหมกระพือ พัดทุกสิ่งทุกอย่างให้วอดวาย

 

         โกคุเดระเคยเกลียดยามาโมโตะ

         ไม่สิ...ไม่ถึงกับเกลียด น่าจะเป็นความรู้สึกที่เรียกว่ารำคาญเสียมากกว่า

         ทั้งคำพูดที่เหมือนไม่เคยคิดอะไร และรอยยิ้มที่ไม่เคยเข้าใจเหตุการณ์อะไรซักครั้ง ความรู้สึกนี่อาจจะเริ่มมาตั้งแต่ที่เจ้าตัวบอกว่าจะเข้าแก๊งมาเฟีย แต่ความคิดในตอนนั้นกลับคือ 'เรื่องพวกนี้มันก็แค่เกมเด็กเล่น เล่นซักหน่อยก็ไม่เสียหายอะไรนี่' โกคุเดระเคยคิดว่า ถ้าวันไหนที่ยามาโมโตะระลึกขึ้นมาได้ว่านี่ไม่ใช่เกม แต่เป็นชีวิตจริงที่ต้องใช้ชีวิตตัวเองเป็นเดิมพัน ถึงตอนนั้นไอ้คนงี่เง่านั่นก็คงจะหันหลังให้รุ่นที่สิบ แล้วเดินกลับไปสู่โลกที่คนธรรมดาอาศัยอยู่

         โลกที่แม้จะไม่ถึงกับไร้ความรุนแรง แต่ก็ไม่จำเป็นต้องห้อยตัวเองอยู่ตรงขอบเหวของความตายทุกวัน

         โลกที่สามารถหัวเราะ และวิ่งไปตามท้องถนนได้ โดยไม่ต้องคอยระแวงว่าจะมีนักฆ่าดักซุ่มอยู่ตรงไหน

         แต่สุดท้ายคนงี่เง่าก็เป็นได้แค่คนงี่เง่า

         ยามาโมโตะไม่เคยหันหลังให้รุ่นที่สิบ ไม่มีซักครั้งที่จะเพิกเฉยในเวลาที่คนๆ นั้นลำบาก แม้กระทั่งในวันที่รุ่นที่สิบตัดสินใจไปอิตาลีเพื่อทำพิธีรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ โดยที่ไม่ได้บอกกล่าวกับหมอนั่นซักคำ โกคุเดระรู้ดีว่านั่นไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายไม่มีความสำคัญ หากเป็นเพราะสำคัญมากต่างหากถึงต้องทำแบบนั้น แต่วินาทีสุดท้ายที่พวกเขาจะต้องขึ้นเครื่อง ยามาโมโตะก็วิ่งมาพร้อมกับโบกมือให้ด้วยรอยยิ้มกว้างอย่างที่เขาไม่ชอบ ในมือคือกระเป๋าเดินทางใบเล็กที่บรรจุเสื้อผ้ายับๆ สี่ห้าชุด กับชั้นในอีกสองสามตัว พอรุ่นที่สิบถามว่าทำไมถึงมีของมาแค่นี้ ไอ้คนงี่เง่าก็ยิ้มแห้งๆ ก่อนจะตอบว่า

         'เจ้าหนูนั่นจู่ๆ ก็บอกว่าวันนี้นายจะไปอิตาลี แล้วจะให้ฉันเตรียมตัวทันได้ยังไง'

         หลังจากที่เดินทางถึงอิตาลี โกคุเดระก็ได้ไปถามรีบอร์นว่าจริงๆ แล้วเพราะอีกฝ่ายไปขู่ใช่ไหม หมอนั่นถึงยอมมาด้วย แต่รีบอร์นก็ทำเพียงแค่ยิ้มที่มุมปากก่อนจะตอบสั้นๆ

         'ฉันจำเป็นต้องทำอย่างนั้นด้วยหรือไง?'

         แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะชอบหน้ายามาโมโตะมากขึ้น

         พวกเขายังคงทะเลาะกันอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเรื่องการแต่งตัว การใช้คำพูด วิธีการเรียกรุ่นที่สิบ ฯลฯ ส่วนใหญ่โกคุเดระมักจะเป็นคนเริ่ม และหลายครั้งที่จบลงตรงที่อีกฝ่ายทำหน้าตาย หัวเราะ แล้วก็เปลี่ยนเรื่องพูด

         โกคุเดระคิดว่านั่นคือหน้ากากที่ยามาโมโตะสร้างขึ้นเพื่อปิดบังความรู้สึกที่แท้จริง ไม่ต่างอะไรกับการโกหก แน่นอนว่าเขาไม่สนใจหรอกว่าอีกฝ่ายจะโกหกเขาตลอดเวลาหรือไม่ แต่กับรุ่นที่สิบแล้ว เขายอมไม่ได้ที่จะให้คนแบบนั้นมาอยู่เคียงข้าง ชายหนุ่มเคยพูดเรื่องนี้กับนายของตน แต่คำตอบที่ได้รับกลับเป็นรอยยิ้มบางๆ อาการส่ายหน้าช้าๆ ที่ไร้คำพูด แต่นั่นไม่ต่างอะไรจากการตอบว่า 'ยามาโมโตะไม่ใช่คนแบบนั้นหรอก' ของอีกฝ่าย

         สุดท้ายเขาก็ได้แต่สรุปว่า ยามาโมโตะก็เป็นแค่ไอ้คนงี่เง่าคนนึงที่พึ่งพาได้ในบางครั้ง และคิดว่าคงไม่มีอะไรจะมาทำให้รอยยิ้มซื่อๆ นั่นหายไปจากใบหน้าอีกฝ่ายได้

         "โกคุเดระคุง"

         เสียงของสึนะดึงสติของคนที่ยืนเหม่ออยู่ข้างกายให้กลับมา เสียงฝนตกดังเข้าแทรกเข้ามาในความเงียบที่เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ โกคุเดระกระพริบตาสองสามครั้งราวกับเพิ่งตื่นขึ้นมาจากความฝัน ก่อนจะก้มลงมองร่างเล็กที่ยิ้มให้อย่างเป็นห่วง นัยน์ตากลมโตมีรอยช้ำบางเบาจากการทำงานหนักและไม่ได้พักผ่อน

         "เป็นอะไรรึเปล่า?"

         ชายหนุ่มส่ายหน้าเร็วๆ ก่อนตอบ

         "เปล่าครับ ก็แค่...เผลอคิดอะไรเรื่อยเปื่อย" นายของเขาเอียงคอเหมือนจะถามให้แน่ใจ โกคุเดระจึงต้องยิ้มยืนยันคำพูดของตนอีกครั้ง คนตรงหน้าจึงค่อยระบายยิ้มออกมาและหันกลับไปเดินเข้าอาคารหลังเล็กเบื้องหน้า

         วันนี้สึนะใส่ชุดสูทสีดำ มือขวาอย่างโกคุเดระรู้จักเจ้านายของตัวเองดีว่าอีกฝ่ายไม่ชอบสีดำ ชุดสูทที่ใส่ทำงานส่วนใหญ่เป็นสีเทา ไม่ก็สีกรมท่าเข้ม แม้ว่าจะโดนอดีตครูสอนพิเศษค่อนแคะอยู่หลายครั้งว่าใส่อะไรไม่เข้ากับตำแหน่งบ้างล่ะ ดูไม่น่าเกรงขามบ้างล่ะ ซึ่งตัวเขาเองก็เห็นด้วย เมื่อได้ยินอย่างนั้นเจ้านายของเขาก็จะยิ้ม ไม่พูดอะไร จนวันหนึ่ง...สึนะเลือกที่จะสวมสูทสีดำตัวนั้น และโกคุเดระก็เข้าใจเหตุผลได้ในทันที

         ไม่ใช่เพียงเพราะไม่ชอบ...

         ไม่ใช่แค่เพราะมันแพง...

         ไม่ใช่เพราะไม่ได้ให้ความสำคัญ...

         แต่เพราะสำคัญมากถึงต้องเลือกวันเวลาที่จะสวมใส่

         "สึนะ" โกคุเดระมองหน้าคนที่เรียกชื่อนายของเขาอย่างสนิทสนมเงียบๆ ทั้งๆ ที่ปกติเขาคงเดินเข้าไปกระชากคอเสื้อให้อีกฝ่ายเปลี่ยนวิธีการเรียกอย่างที่เคยทำ แต่วันนี้ชายหนุ่มไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่จะทำแบบนั้น และอีกฝ่ายเองก็คงไม่มีอารมณ์จะมาต่อปากต่อคำกับเขาเหมือนที่เคยทำเช่นกัน

         "ยุ่งอยู่ไม่ใช่หรือไง" โกคุเดระมองยามาโมโตะที่กำลังถามด้วยรอยยิ้ม หากเป็นรอยยิ้มที่อ่อนระโหยอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

         เขาไม่เคยชอบเสียงหัวเราะของยามาโมโตะ

         เขาไม่พอใจทุกครั้งที่หมอนั่นทำหน้ายิ้มๆ ไร้เดียงสา

         แต่นี่เป็นครั้งแรกที่อยากให้อีกฝ่ายหัวเราะ และยิ้มกว้าง โบกมือทักทายเขาอย่างที่เคยทำ

         หลังจากที่คุยกันเพียงไม่กี่คำ ยามาโมโตะก็เป็นฝ่ายเดินดำเข้าไปด้านใน ปกติแล้วเขามักจะติดตามรุ่นที่สิบไปติดต่องานในที่ต่างๆ แค่สองคน ด้วยเหตุผลของความคล่องตัว เพียงแต่วันนี้นอกจากพวกเขาแล้วยังมีเรียวเฮ แรมโบ้ เคียวโกะ ฮารุ และอี้ผิง ตามมาด้วย ดังนั้นการเดินเข้าไปเป็นกลุ่มใหญ่ๆ แบบนี้จึงกลายเป็นเป้าสายตาอย่างช่วยไม่ได้ เช่นเดียวกับคำซุบซิบที่ดังขึ้นแผ่วเบา แต่ไม่มีใครคิดสนใจกับเสียงนินทาเหล่านั้น พวกเขายังคงเดินต่อไปเงียบๆ บางทีอาจเป็นเพราะบรรยากาศรอบตัว กับเสียงสูงต่ำของบทสวดเสียงที่กำลังดำเนินอยู่ก็เป็นได้

         จมูกที่เคยชินกับกลิ่นควันเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัวเมื่อได้กลิ่นที่ฉุนกว่าเมื่อเดินมาถึงด้านในสุด

         กลิ่นควันธูป

         แต่สิ่งที่ทำให้ทั้งเจ็ดคนหยุดเดินพร้อมกันนั้นคือภาพถ่ายขาวดำของผู้ชายคนหนึ่งซึ่งกำลังระบายยิ้มกว้างอย่างมีความสุข

         ภาพของยามาโมโตะ ทาเคซุชิ

         ตาสีเขียวมองภาพขาวดำที่ตั้งอยู่เบื้องหน้าเงียบๆ จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่อยากจะเชื่อว่าคนๆ นี้ได้จากพวกเขาไปแล้ว

         สำหรับโกคุเดระแล้ว ยามาโมโตะ ทาเคซูชิไม่ได้เป็นแค่คนทำซูชิ ไม่ได้เป็นแค่คนที่มีรอยยิ้มสดใสทุกครั้งที่เขาเสนอหน้ามากินฟรีที่ร้าน สำหรับเขาแล้ว...คนๆ นี้เป็นเหมือนพ่อคนที่สองของเขา

         พ่อที่เคารพนับถือ พ่อที่เขาสามารถพูดคุยเปิดอกได้อย่างสบายใจ

         โกคุเดระมองร่างเล็กที่ก้าวเข้าไปคุกเข่าไหว้ศพเป็นคนแรก มือเล็กที่ถือลูกประคำนั้นสั่นเล็กน้อย สังเกตได้จากพู่ที่มัดห้อยเอาไว้

         รุ่นที่สิบยังคงโทษตัวเองซ้ำๆ นับตั้งแต่ที่ยามาโมโตะยอมทิ้งเบสบอลที่ตัวเองชื่อชอบ และหันมารับตำแหน่งเป็นผู้พิทักษ์แห่งวรุณ. แม้ว่ายามาโมโตะจะอธิบายว่านั่นคือการตัดสินใจของเขาเอง แต่สึนะโทษตัวเองตลอดเวลาอยู่ดีว่าเป็นเพราะตน อีกฝ่ายถึงต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวในโลกของมาเฟีย ถึงได้พยายามไม่ให้งานที่เกี่ยวกับแฟมิลี่ ผลักดันให้อีกฝ่ายกลับไปสู่โลกของคนปกติธรรมดา หากสุดท้ายความคิดนั้นก็ได้ตอกย้ำลงมาอีกครั้งอย่างหนักหน่วงด้วยการตายของพ่อยามาโมโตะ

         นั่นคือสาเหตุของรอยช้ำใต้ตา

         โกคุเดระเห็นไฟในห้องทำงานของอีกฝ่ายเปิดติดต่อกันมาสามคืนแล้ว เปล่าประโยชน์ที่เขาจะพูด เพราะเมื่อพูดไป ร่างเล็กนั้นก็จะยิ้มบางๆ แล้วก็เปลี่ยนหัวข้อไปพูดเรื่องอื่นทันที

         ตาสีเขียวยังคงจับจ้องอยู่ที่เดิม หากไม่นานนักร่างนั้นก็ถอยออกมาเพื่อให้พวกเขาทยอยกันเข้าไปไหว้ที่ละคน หากแต่ความอ่อนเปลี้ยทั้งทางกายและจิตใจ ความเครียดที่สะสมทีละน้อยเป็นเวลานาน ทำให้ร่างกายนั้นถึงจุดที่ไม่สามารถทนได้อีกต่อไป ร่างเล็กที่ลุกขึ้นยืนจึงโอนเอนไร้เรี่ยวแรง ก่อนจะล้มลงกับพื้นท่ามกลางความตกใจของคนรอบข้าง

         โครม!!!

 

----------------------------------------

 

         แม้จะเป็นท้องฟ้าสีฟ้าสดใส...แต่ฟ้านั้นก็มีช่วงเวลาที่เปลี่ยนเป็นความมืดมิด

         แน่นอน...ว่านั่นไม่มีข้อยกเว้นให้แม้แต่ท้องฟ้าอย่างซาวาดะ สึนะโยชิ

         ร่างเล็กนั่งประสานมือตัวเองอยู่บนตักมาครู่หนึ่งแล้ว ความเงียบรอบตัวไม่ได้ช่วยให้ความคิดของเขาสงบลง หรือคิดหาทางออกใหม่ๆ ได้ มีแต่จะยิ่งช่วยให้เสียงของปัญหาดังชัดเจนยิ่งขึ้น

         สึนะรู้ตัวว่าตัวเองสลบไป โกคุเดระกับยามาโมโตะคงพุ่งเข้ามารับตัวเขาไว้ ส่วนพวกเคียวโกะจังคงร้องออกมาด้วยความตกใจ ทั้งๆ ที่คิดว่าร่างกายสามารถทนได้จนกว่าจะกลับถึงคฤหาสน์แท้ๆ...

         สุดท้าย...เขาก็ทำให้ทุกคนเดือดร้อนอีกแล้ว

         ไม่เพียงแค่นั้น การตัดสินใจในอดีตที่เอาแต่ใจของเขา บัดนี้ได้ย้อนกลับมาทำร้ายคนสำคัญของตัวเอง

         กี่ครั้งกี่หนกันแล้ว...ที่เขาดึงคนสำคัญเหล่านั้นเข้ามาพัวพันกับเรื่องเลวร้ายแบบนี้

         และคราวนี้...ก็ลากเอาคนที่ไม่รู้เรื่องราวอะไรกับการกระทำของเขาเข้าสู่สนามรบ

         สนามรบที่ใช้ชีวิตแลกชีวิต

         สึนะกัดฟันกรอด บีบมือจนแขนทั้งสองสั่นเกร็ง

         ถ้าเขาลองปฏิเสธหัวชนฝาตอนที่รีบอน์โผล่มาบอกให้เป็นหัวหน้าแก๊งมาเฟีย...ถ้าเขาค้านหนักๆ เรื่องที่จะรับยามาโมโตะและคนอื่นๆ เข้ามาเป็นแฟมิลี่...ถ้าเขาจะยอมผลักไสคนสำคัญเหล่านั้นให้ออกห่างจากตัว...ถ้า...เขาจะไม่รู้สึกดีใจยามที่ทุกคนบอกว่าจะคอยปกป้อง...

         ...เรื่องทั้งหมดก็คงไม่ต้องกลายมาเป็นแบบนี้...

         "แน่ใจแล้วหรือครับ...ที่ปล่อยให้ผมเดินเข้ามาในโลกของคุณแบบนี้"

         แขกที่ไม่ได้รับเชิญเปรยขึ้นหยุดความคิดทั้งหมดของสึนะลง เช่นเดียวกับการเต้นของจังหวะหัวใจ

         "แล้วนายคิดจะ 'ทำอะไร' ล่ะ"

         น้ำเสียงไร้ซึ่งความหวาดกลัว ราวกับความสัมพันธ์ของพวกเขาได้ย้อนกลับไปในช่วงที่ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น

         ความสัมพันธ์ของคนรู้จัก...ที่ห่างไกล

         เหตุการณ์ในครั้งนั้นสึนะคิดว่าไม่นานก็คงจะลืม และเขาก็ตั้งใจจะผนึกและฝังมันลงสู่ส่วนลึกของความทรงจำ ทว่ามันกลับไม่เป็นเช่นนั้น ไม่ว่าสึนะจะพยายามจะปฏิเสธมันแค่ไหน ต้องการลืมมากเพียงใด เสียงของลมหายใจ สัมผัสที่ไล้ไปทั่วร่าง ความเจ็บปวดที่ไม่สามารถขัดขืน สิ่งเหล่านั้นก็ไม่เคยจางหาย มีแต่จะยิ่งชัดเจน...ฝังลึก ไม่ต่างจากตราประทับเครื่องหมายผูกขาดให้รำลึกอยู่เสมอว่า ใครที่เป็นเจ้าของร่องรอยเหล่านั้น จนถึงตอนนี้ เพียงแค่รู้สึกถึงสายตาของอีกฝ่ายที่มองมา ความรู้สึกเหล่านั้นก็ยิ่งเด่นชัดจนน่ากลัว

         สิ่งที่เขากลัวมันไม่ใช่ความรู้สึกหวาดกลัว แต่เป็นอะไรที่ตรงข้ามกัน สึนะพยายาให้นิยามความรู้สึกนั้นอยู่หลายครั้ง

         โหยหา? ต้องการ?

         คำสองคำที่ผุดขึ้นมาทุกครั้งที่พยายามนึก แต่สึนะก็คิดว่านั่นไม่ใช่คำตอบที่แท้จริง เพราะภายในนั้นก็มีความรู้สึกขยะแขยงรวมอยู่ด้วย นั่นอาจจะเป็นเหตุผลเพียงข้อเดียวที่ทำให้เขายืนยันว่าเขาไม่ได้โหยหา หรือต้องการมุคุโร่

         มุคุโร่ยังคงยิ้มแต่ไม่ตอบอะไร นัยน์ตาสองสีกวาดไปรอบตัวอย่างสำรวจ

         ห้องที่พวกเขาอยู่เป็นห้องเล็กๆ มีโต๊ะเขียนหนังสือ เตียง ชั้นวางของ เรียกว่าเป็นห้องนอนธรรมดาของคนธรรมดาๆ ไม่ใช่ห้องที่หรูหรา เต็มไปด้วยเครื่องเรือนราคาแพงในคฤหาสน์ของหัวหน้าแก๊งมาเฟียอย่างที่ควรจะเป็น

         คงจะเป็นห้องนอนของร่างเล็กที่นั่งอยู่ตรงเขา

         มุคุโร่บอกกับตัวเองเงียบๆ เขาไม่ได้คาดหวังว่าจะได้เจออะไรแปลกประหลาด เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่ยามที่เกิดความไม่สบายใจ สถานที่ที่จะทำให้รู้สึกผ่อนคลายมากที่สุดมักจะเป็นห้องนอนของตัวเอง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้มาเห็นห้องนอนของอีกฝ่าย อันที่จริงมุคุโร่ไม่เคยก้าวเข้ามาในโลกความฝันของสึนะซักครั้งเลยด้วยซ้ำ การพบกันแต่ละครั้งของพวกเขาคือ การที่แขกตัวน้อยของเขายินดีที่จะก้าวเข้าสู่โลกของมุคุโร่ด้วยความเต็มใจและไม่เคยหวาดระแวง จนกระทั่งวันนั้น...ร่างเล็กๆ ที่ปรากฏรอยยิ้มตลอดเวลาได้หายไปจากโลกของเขา

         ร่างสูงเบนสายตากลับมามองเจ้าของห้องที่ยังคงนั่งก้มหน้าก้มตาไม่เลิก

         ท่าทีแบบนั้น...ไม่ว่าจะกี่ปีก็ไม่เคยเปลี่ยน

         ท่าทีของความกังวล การจมดิ่งลงสู่โลกของการโทษตัวเองที่ไม่สิ้นสุด

         "ยังอ่อนหัดไม่เปลี่ยนเลยนะครับ" มุคุโร่เปรยขึ้นในความเงียบ "ทั้งๆ ที่น่าจะเข้าใจดีว่าสงครามย่อมต้องมีผู้เสียสละ"

         สึนะยังคงเงียบ เขาไม่แปลกใจที่มุคุโร่จะรู้ข่าวการตายของพ่อยามาโมโตะ ช่วง 2-3 ปีมานี้ แม้พวกเขาจะตามหาตัวโคลมไม่เจอ แต่ก็มั่นใจได้อย่างหนึ่งว่าอีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่ และดูเหมือนว่าฝ่ายฮิบาริจะติดต่อกับมุคุโร่อยู่เป็นระยะๆ อีกด้วย ดังนั้น...หากมีข่าวอะไรที่ฮิบาริรู้ มุคุโร่ก็อาจจะรู้ โดยเฉพาะข่าวที่ไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังแบบนี้

         "หรือคุณอยากให้ผมปลอบใจ?" ปลายนิ้วยาวเลื่อนมาแตะเข้าที่ปลายคางของสึนะ ก่อนจะขยับช้อนใบหน้านั้นให้ตาสีน้ำตาลเงยขึ้นสบกับตาสองสีของตน

         "ก็ดีนะ"

         ปลายนิ้วชะงักกึกเมื่อได้ยินคำตอบที่ไม่คาดคิด ความแปลกใจฉายชัดออกมาทางใบหน้า

         "ทั้งๆ ที่คราวก่อนผมทำกับคุณถึงขนาดนั้นเนี่ยนะครับ?"

         "งั้นก็ไม่ต้อง" สึนะขยับศีรษะของตัวเองหลบปลายนิ้วเรียวใต้ถุงมือสีดำของอีกฝ่าย ยืนขึ้นแล้วหลับตาลงในความมืดนั้น พลันกลุ่มก้อนบางอย่างก็ค่อยๆ รวมตัวกันอย่างช้าๆ จากก้อนกลมๆ ค่อยๆ ยืดออกจนเริ่มมองเห็นรูปร่างที่ไม่ต่างจากมนุษย์ เพียงแต่ยังเลือนลาง

         หมับ!

         เร็วกว่าที่จะได้คิด มุคุโร่คว้าเอาแขนเรียวของสึนะ แล้วดึงเบาๆ ให้ร่างนั้นเซถอยมา สมาธิที่ถูกขัดทำให้กลุ่มควันนั้นสลายตัวไป

         "จะ 'สร้าง' ใครหรือครับ?"

         ความไม่พอใจบางอย่างแผ่ออกมาจากร่างสูง หากคนที่ตัวเล็กกว่ากลับไม่คิดจะใส่ใจหรือหวาดกลัว

         "ใครก็ได้" สึนะตอบสั้นๆ สบตาสองสีที่หรี่ลงมองตรงมาทางเขา

         ความเงียบ...กลับมาอีกครั้ง

         ความเงียบของสึนะคือความว่างเปล่า ร่างเล็กไม่ได้คิดอะไร แค่ยืน หายใจ และเงียบ น่าแปลกที่จู่ๆ สมองของเขาก็สงบลงได้อย่างประหลาด สึนะรู้ตัวตลอดเวลาว่าตัวเองพูดอะไรออกไป และรู้ดีว่าคำพูดของเขามีหมายความว่าอย่างไร

         ก่อนหน้านี้มุคุโร่คิดจะใช้เขาเป็นเครื่องมือไม่ว่าจะเพื่ออะไรก็ตาม และเขาก็พลาดท่าให้อีกฝ่ายทำแบบนั้นไปครั้งหนึ่ง

         แต่จะไม่มีครั้งที่สอง...

         ถ้าเขาไม่ต้องการให้มุคุโร่เป็นฝ่ายคุมเกม คุมความคิดของเขา...เขาก็ต้องทำให้ตัวเองอยู่เหนือกว่าอีกฝ่ายให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม

         ความเงียบของมุคุโร่นั้นตรงกันข้าม เขากำลังคิด คิด คิด และสงสัย

         ทำไมเขาจะต้องคิด?

         ทำไมเขาจะต้องห้ามอีกฝ่าย?

         ทำไมถึงต้องรู้สึกไม่พอใจ?

         ...แค่ร่างเล็กตรงหน้าบอกว่าจะให้ใครก็ได้เป็นคนปลอบใจ...เพียงแค่นั้น

         มุคุโร่มองใบหน้าของคนตรงหน้าเงียบๆ ไม่สวยงามเหมือนสตรี ไม่ได้เลิศเลอเหมือนประติมากรรมศิลปะ คนๆ นี้ไม่ได้มีดีอะไรมากไปกว่ามนุษย์ธรรมดาๆ คนหนึ่งที่เกลียดการต่อสู้ ไม่ชอบเรื่องยุ่งยาก และอยากจะใช้ชีวิตอย่างสงบสุข แต่ทุกครั้งที่ได้มอง มุคุโร่รู้สึกว่ามันมีอะไรมากกว่านั้น

         ...ท้องฟ้า...

         ใช่...สิ่งแรกที่ดึงดูดสายตาของเขานับตั้งแต่ก้าวขาออกมาสู่โลกภายนอกก็คือท้องฟ้า

         เขาเกลียดท้องฟ้า...

         เกลียดที่แม้ว่าตัวเขาจะต้องทนทุกข์ทรมานกับการถูกดึงมายังโลกใบนี้ เวลาที่เขาต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดจากการตามล่า เวลาที่เขาต้องทนกับความเจ็บปวด

         ท้องฟ้าก็สดใสอยู่เสมอ...

         ไม่เคยหม่นหมอง ไม่เคยหดเล็กลง แม้จะมีความมืดของราตรีเข้ามาปกคลุม ท้องฟ้าก็ยังคงสวยงาม...

         และซาวาดะ สึนะโยชิก็ไม่ต่างอะไรไปจากสิ่งนั้น

         สดใส แข็งแกร่ง งดงาม...จนน่าคลื่นไส้

         อยากทำให้สกปรก แปดเปื้อนจนแทบจะไม่อยากมีชีวิตอยู่ อยากทำให้ร่างเล็กๆ นั่นสั่นกึกไปด้วยความหวาดกลัว อยากให้รับรู้ถึงความเจ็บปวดที่ไม่มีที่สิ้นสุด...

         ใช่...นั่นล่ะคือเหตุผลที่เขายื่นมือเข้ามาขวาง

         คนที่จะทำให้ร่างเล็กนี้รู้สึกแบบนั้นได้

         ...มีแค่เขาคนเดียวเท่านั้น

         แล้วเสียงหัวเราะเหมือนจะเย้ยหยันของมุคุโร่ก็ดังขึ้น

         "งั้นหรือครับ? สำหรับคุณแล้วจะเป็นใครก็ได้อย่างนั้นหรือครับ"
         สึนะหรี่ตาลง ไม่พอใจกับคำดูถูกนั้น แต่ไม่ทันที่จะได้ตอบอะไร จูบร้อนแรงก็ประกบลงมาอย่างรวดเร็ว ลิ้นร้อนถือโอกาสที่เขายังไม่ทันตั้งตัว ลัดเลาะเข้ามาในโพรงปาก ตวัดไล่ไปตามแนวฟัน หยอกล้อกับลิ้นของเขาอย่างถือดี

         !!!!

         มุคุโร่จำต้องถอนริมฝีปากออกมาอย่างเสียไม่ได้ เมื่อสัมผัสได้ถึงรสเค็มปร่า และกลิ่นเหล็กคาวคลุ้งไปทั่วทั้งปาก

         "รู้จักต่อต้านแล้วนี่ครับ" มือใหญ่ปาดเอาเลือดที่มุมปากออกด้วยรอยยิ้ม เช่นเดียวกับสึนะที่ยิ้มเย็นไม่ต่างกัน

         "ฉันไม่ได้อนุญาตให้นายจูบนะ มุคุโร่" ลิ้นเล็กๆ เลียรอยเลือดของอีกฝ่ายที่เกาะอยู่ที่ริมฝีปากของตนช้าๆ

         คิ้วเข้มเลิกสูงอย่างงงงวยระคนสนเท่ห์ กับความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วจนน่าตกใจนั่น แต่คนอย่างมุคุโร่ไม่ใช่คนที่จะสนใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนั้น การได้เห็นอีกด้านหนึ่งของท้องฟ้าที่สดใสกลายเป็นเรื่องที่น่าสนุก

         ท้องฟ้ายามราตรีที่เต็มไปด้วยเมฆหมอก ขมุกขมัว กดดันผู้ที่อาจหาญเงยหน้าขึ้นมองให้รู้สึกต่ำต้อย

         ซาวาดะ สึนะโยชิ

         ...คนอย่างคุณนี่มัน...

         "ตกลงครับ"

 

***************************TBC....

edit @ 24 Nov 2007 10:47:18 by Lynx

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

กะรี๊ด ตอน 5 มาแล้วเหรอ~
ยังไม่ได้อ่านตอน 4 เลย เอิ๊กส์ๆ >////<

ขอกลับไปคุ้ยอ่านต่อก่อนนะจ้ะ โฮก~~
อุ.. เกะรู้จักต่อต้านนน

#2 By yukachan ❤ selpher on 2007-11-24 11:03

เกะเริ่มใช้สมอง ส่วนเมะเริ่มไม่พอใจ...

#3 By [Joey]I'm the tutor home Reborn on 2007-11-24 11:19

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด ไม่ยอมตัดฉากงี้ได้ไงงงงงง

นั่งรอตอนหน้าใครจะอยู่บน...

#4 By Lina (58.64.101.174) on 2007-11-24 11:58

ตามอ่านแล้วจ้า
ฮ่ะๆๆๆ เห็นในบอร์ดนานแล้วแต่ก็ลืมเข้าทุกที

รออ่านๆ

#5 By BloodyRabi on 2007-11-24 15:47

อ๊า!!! ตับฉึบแบบนี้ได้ไงอ่า แถมตอนหน้าจบหมดอีก ถ้าไม่เรทกระจายวายราชินีเค้าไม่ยอมจริงๆ ด้วย \\>[]<// (ดิ้นปับๆ แบบเด็กสปอยล์)

แอบมี 8059 ด้วย น่ารักจริงๆ โกคุนี่สาวกซึนเดนี่นา (หัวเราะ)

เราก็สะอึกไปเหมือนกันนะตอนหนูทูน่าบอกว่า "ใครก็ได้" เนี่ย รู้นะว่าเจ็บ แล้วก็ต้องการอำนาจเพื่อต่อต้านปิศาจสับปะรด แต่มันจะน่าสงสารไปหน่อยแล้วที่ให้ความรู้สึกเหมือนไม่มีใครช่วยซือคุงได้เลย

ว้อย อยากให้มุคุสารภาพรักเจ้าค่าเอ้ย ไม่ต้องพูดตรงๆ ก็ได้ เอาให้ซือคุงรู้คนเดียวก็พอ ให้รู้ว่าจะที่ไหนๆ ก็จะมีวิญญาณสับปะรดคอยหลอกหลอน (ฉึก! โดนสามง่ามของโครมแทง)

ปล. ทาเคซูชิ นี่ชื่อร้านไม่ใช่เหรอคะ เหมือนจะเคยอ่านที่บอร์ดต่างประเทศว่าพ่อยามาชื่อ สึโยชิ จำแม่นเพราะถ้าเติม นะ ลงไปก็ได้ชื่อของสึนะแล้ว...หรือเราจำผิดembarrassed

#6 By devil เม็ดถั่ว on 2007-11-24 16:50

เมนต์ที่บอร์ดแล้ว แต่ก็ตามมาที่บล็อคเจ้าค่ะ ไอ้คำว่า ใครก็ได้ นี่ทำร้ายจิตใจกันดีนักแล

#7 By ruk21us on 2007-11-24 17:19

เริ่มราชินี..

จะเชยคาง เช็ดเลือด หรืออะไรก็เถอะ.. แต่ว่า ทำไมยั่วอย่างนี้เนี่ยX0..

#8 By sarail on 2007-11-24 17:58

รักแม่ รักแม่ รักแม่
ตอนต่อไป ตอนต่อไป ตอนต่อไป อ๊ากกก
------------------------
คอมเม้น ตัดตอนสำคัญมากๆไม่ดีต่อจิตใจคนอ่านนะครับ ถึงตายได้ กร๊ากกกก

#9 By Ritz_DD on 2007-11-25 23:45

ค้างงงงงงงงงงค่า

#10 By -*-RoSe-*- on 2007-11-26 10:52