[Fic]มนต์รักดอนหอยหลอด [3]
posted on 06 Jan 2008 23:14 by foundationทายกันเข้ามาเยอะเหลือเกิน อยากจะบอกว่า มีบางคนทายถูกเกี่ยวกับเจ้าของไร่ แต่....ไม่มีใครทายคุณปลัดถูกเลยซักคน T[]T!!!
เอ้า! ไปอ่านกันเลยเถอะว่า คุณปลัดเป็นใครกัน
***************************
Title : มนต์รักดอนหอยหลอด [3]
Fandom : Katekyo Hitman Reborn!
Pairing : หลายคู่
Warning : AU และยังคงรั่วกันสุดหูรูดดดดดด
-----------------------------------
จะปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปดีไหมเนี่ย
บุญมาถามตัวเองอย่างกังวล ตาก็เหลือบมองผ่านกรอบแว่นไปยัง 'คุณหนู' ที่ทำตัวเนียนกลมกลืนไปกับนักท่องเที่ยวรอบกาย ใบหน้าขาวยิ้มแย้มพูดคุยกันอย่างออกรส
ถ้าคุณนายรู้เข้า คงโดนเอ็ดกันหูชาทั้งนายทั้งบ่าว
"จริงหรือคะ ฉันเองก็เพิ่งจะเคยมาเที่ยวงานตลาดวัดของดอนหอยตลับนี่เหมือน" หญิงสาวผมแดงพูดด้วยรอยยิ้มกว้าง ในมือคือคู่มือนำเที่ยวที่เหมือนจะผ่านการใช้งานมาเป็นเวลานาน
อ้าว...ไม่ได้ชื่อดอนหอยจุ๊บหรอกรึ
"แหม...บังเอิญจังเลยนะครับ ว่าแต่น้องสาวชื่ออะไรครับเนี่ย"
++++++++++++++++++++++++++++++
ตลาดวัด (น.) (คำย่อ) ย่อมาจากคำว่า ตลาดวัดในนัด เอ้ย! ตลาดนัดในวัด จัดขึ้นทุกๆ วันที่ 7 เดือน 7 ของปี จุดประสงค์เพื่อช่วยหลวงตาหาเงินเเข้าวัด ผลพลอยได้คือการส่งเสริมการท่องเที่ยว และโฆษณาสินค้า OTOP นอกจากนี้ยังเป็นงานที่เปิดโอกาสให้พ่อค้าแม่ค้าขนสินค้าจากบางกอกมาหลอกขายอีกด้วย
"คึกคักดีเหมือนกันนะ" ชายหนุ่มผมทองเปรย ตาสีฟ้ากวาดมองไปรอบๆ ด้วยความสนใจ ร้านค้าส่วนใหญ่มักจะเป็นแผงลอย หรือไม่ก็รถเข็น แต่ตรงสุดทางเดินนั้น กลับดูเหมือนมีซุ้มอะไรบางอย่างสีเหลืองๆ เขียวๆ แม้ใจจะอยากเดินไปดูแค่ไหน แต่ปริมาณคนที่กระจุกตัวหนาแน่นทำให้เขาต้องเลิกล้มความตั้งใจ
การที่คนเยอะแบบนี้ เห็นจะเป็นเพราะมีคนจากอำเภออื่นมาร่วมงานด้วยสินะ
ระหว่างที่ชายหนุ่มกำลังหาข้อสรุปให้กับตัวเอง และเพลิดเพลินไปกับการเหล่สาวต่างจังหวัด เสียงกระแอมไอก็ดังก้องขึ้นตามมาด้วยเสียงไมค์ที่หอนจนปวดหู
"เอ่อ...อะแฮ่มๆ ฮัลโหลเทส หนึ่ง สอง สาม สี่...ในฐานะตัวแทนของวัดบ้านดอนหอยขม อาตมาขอขอบคุณอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายที่มาร่วมตลาดนัดในวัดครั้งที่ 69 ในวันนี้ ขอให้ผลบุญส่งผลให้โยมทั้งหลายพบแต่ความสุขความเจริญโดยทั่วกัน"
สิ้นคำพูดของผู้ที่คาดว่าน่าจะเป็นพระสักรูปในวัด ทุกคนก็พร้อมใจกันประนมมือจรดไหว้แล้วกล่าว 'สาธุ' อย่างพร้อมเพียงกันโดยไม่ได้นัดหมาย
อา...นี่สินะ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของชาวบ้านในชนบท ช่างเป็นภาพที่หาดูได้ยากเสียนี่กระไร
"อย่างไรก็ตาม วันนี้มีผู้คนมามากหน้าหลายร้อยพ่อพันแม่ ก็ขอให้ระมัดระวังกระเป๋าเงิน ทรัพย์สินมีค่า และบุตรหลานของญาติโยมให้ดี หากโยมผู้ใดพบเด็กหลง ให้พามาส่งที่เต้นประชาสัมพันธ์ข้างกุฏิหลวงตา โยมผู้ใดทำสิ่งใดหาย หรือเก็บสิ่งใดก็ขอให้มาติดที่ประชมสัมพันธ์ได้เช่นกัน อาตมาจะสแตนบายด์อยู่ที่นี่ทั้งวัน"
ว้าว...วัดนี้ก็อินเตอร์ฯ ดีเหมือนกันนะ
ชายหนุ่มหยุดคิดขำๆ แต่เมื่อตาสีฟ้าหันไปมองรอบตัวแล้วก็ต้องอึ้ง...
ทั้งร้านแผงลอย รถเข็น ร้านค้า ไม่รู้ย้ายไปขายที่ไหนกันหมด เมื่อหันไปทางขวาก็เจอโบสถ์เก่าๆ บรรยากาศอึมครึมชวนให้ขนหัวลุกแม้จะเป็นตอนกลางวันแสกๆ ก็ตาม พอหันไปทางซ้ายก็เจอเมรุที่เก่ากว่า แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของเขาไม่ใช่ความเก่าแก่ หรือคราบเขม่าสีดำตรงขอบประตูเหล็ก แต่เป็นร่างเล็กๆ ของใครบางคนที่นั่งอยู่ตรงบันไดหน้าเมรุ รอบบริเวณมีนกกระจิบฝูงใหญ่ชุมนุมกันอยู่ เมื่อสังเกตดีๆ ก็พบว่าบนลาดไหล่บางนั้นมีนกขนฟูสีเหลืองเกาะอยู่ด้วย
คงจะเป็นเด็กวัดล่ะมั้ง
แต่ทันทีที่คิดจะเข้าไปถามทาง สายลมแรงที่ไม่รู้ที่มาก็พัดกรรโชกให้ฝุ่นทรายฟุ้ง พร้อมกับการเทคตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าของนกกระจิบทั้งฝูง ทำเอาชายหนุ่มต้องรีบยกมือป้องกันไม่ให้ฝุ่นเข้าตา และเมื่อลมสงบ ร่างนั้นก็หายไป
แล้วความเงียบก็เข้าปกคลุมบรรยากาศ พร้อมความรู้สึกเย็นยะเยือกแทงลึกถึงหัวใจ
อาจจะเป็นภาพลวงตา
หรือว่า..
หรือว่า......
.........................
.........................
ช่างมันเถอะ...ไปหาประชาสัมพันธ์ดีกว่า
++++++++++++++++++++++++++++++
เต้นท์ผ้าใบของจุดประชาสัมพันธ์นั้นเป็นเต้นสีน้ำเงินเข้ม บนหลังคาผ้าใบนั้นเขียนคำว่า 'ประชาสัมพันธ์' ตัวเบ้อเร่อ เรียกได้ว่า ถ้ายังหาไม่เจอก็หัวมุดทรายตายไปซะ
ชายหนุ่มเดินละล้าละลังเข้าไป แล้วก็พบกับพระรูปหนึ่งนั่งประจำอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ ในมือมีไมค์สีดำ เห็นก็เดาได้ว่าต้องเป็นเจ้าของเสียงประกาศเมื่อครู่นี้
"มีอะไรหรือโยม" พระรูปนั้นเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มชวนให้รู้สึกสบายใจ หนุ่มผมทองเดินไปนั่งลงพับเพียบบนเสื่อที่มีคนปูเตรียมไว้ ก่อนจะยกมือประนมไหว้
"หลงครับ" หลวงตาฟังแล้วก็เงยหน้าขึ้น มองข้ามไปด้านหลัง คงจะมองหาเด็กอยู่ล่ะมั้ง
"ใครหลงเหรอโยม"
ชายหนุ่มยิ้มกว้างพร้อมกับตอบอย่างมั่นใจ
"ผมเองครับ"
หลวงตาอึ้งไปสามวินาทีถ้วน จะบอกว่าอึ้งไปกับความใสซื่อของไอ้หนุ่มหน้ามนคนนี้ดี หรือจะบอกว่ากำลังตะลึงไปกับความโง่ของมันดี
"แล้วจะให้ใครมารับล่ะ"
"เรียกบุญมาก็พอครับ"
"แล้วโยมชื่ออะไร"
"เด่นครับ"
หลวงตาพยักหน้ายิ้มน้อยๆ ก่อนจะกระชับไมค์ในมือด้วยท่าทีของมืออาชีพ แล้วเสียงประกาศก็ดังก้องไปทั่ว
'โยมบุญมาช่วยมาพบโยมเด่นที่ประชาสัมพันธ์ด้วย'
ระหว่างที่หลวงตากำลังประกาศซ้ำ พ่อยอดชายนายเด่นก็หันไปเล่นกับเด็กน้อยที่นั่งอยู่ข้างๆ พอสอบถามก็ได้ความว่า พ่อหนูพลัดหลงกับแม่ คิดแล้วก็เศร้าใจ นี่เราอยู่ระดับเดียวกับเด็กอายุแปดขวบหรือนี่
จะว่าไปเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ก็ยังคาใจเขาอยู่ ยังไงลองเปรยถามกับหลวงตาดูท่าจะดี
คิดแล้วก็ขยับเข้าไปใกล้ ยกมือขึ้นประนมอีกครั้ง
"หลวงตาครับ ผมมีเรื่องอยากจะถาม"
คนถูกถามหันมามอง แล้วกดปิดไมค์
"มีอะไรหรือโยม"
นายเด่นอึกอักเล็กน้อย ลังเลว่าจะถามดีหรือเปล่า แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ถามไปเลยก็แล้วกัน
"เมื่อกี้ผมเดินผ่านเมรุ..."
"อ๋อ เจอไอ้เขี้ยวด้วยหรือนี่ โยมเด่นปลอดภัยดีใช่ไหม"
คนฟังฟังแล้วสะดุ้งเฮือก
นี่เฮี้ยนขนาดนั้นเลยหรือนี่
หลวงตาเห็นท่าทางเหวอๆ ของอีกฝ่าย จึงยิ้มแล้วอธิบายต่อ
"ไอ้เขี้ยวน่ะเป็นเด็กวัดที่นี่เอง มันไม่ค่อยชอบสุงสิงกับใคร เวลามีงานใหญ่ก็มักจะไปนั่งหลบอยู่แถวนั้น"
อ๋อ...อย่างนี้นี่เอง
"เอ...แต่ชื่อเขี้ยวนี่ก็แปลกดีนะครับ"
ทั้งๆ ที่น่ารักขนาดนั้นแท้ๆ
"ก็ตั้งแต่เจอมันถูกทิ้งอยู่หน้ากุฏินั่นล่ะ ลักษณะมันดี อนาคตจะเป็นเจ้าคนนายคน เพราะฉะนั้นก็เลยตั้งชื่อให้ดูเข้มแข็งเข้าไว้"
อ๋อ...อย่างนี้นี่เอง
"แต่อย่าไปยุ่งกับมันมากล่ะ..."
แต่ไม่ทันที่หลวงจะได้เตือนต่อ ก็แว่วเสียงโหยหวนมาแต่ไกล
"คุณหนู...หนู...หนู...หนู...หนู..."
ตามมาด้วยร่างของชายวัยกลางคนที่วิ่งแหวกฝูงชนเข้ามาหาด้วยน้ำตานองหน้า ในมือมีผ้าเช็ดหน้าสีขาวขลิบลูกไม้ที่ยับยู่ยี่
"ผมตามหาอยู่ตั้งนาน นึกว่าคุณหนูโดนลักพาตัวไปเสียแล้ว"
"แหม บุญมา...ฉันไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ" นายเด่นว่าแล้วก็หัวเราะเสียงใส ไม่ดูเลยว่าเพื่อนร่วมชะตากรรมที่อยู่รอบตัวมีแต่เด็กอายุไม่เกินสิบขวบทั้งนั้น ก่อนหันมาทางหลวงตา
"ไหนๆ บุญมามาแล้ว งั้นผมลานะครับหลวงตา" ชายหนุ่มยกมือไหว้นอบน้อมแล้วเดินออกมา
"คุณหนูครับ ผมว่าเรากลับกันดีกว่าไหมครับ" บุญมาถาม หากตัวคุณหนูกลับยิ้มกว้าง
"อะไรกัน นี่ยังเดินไม่ทั่วเลยนะลุง งานเขาจัดปีละครั้งต้องดูให้ทั่วๆ สิ จริงไหม"
ก็ถ้าเดินดีๆ มันคงไม่มีอะไรเกิดขึ้น บุญมาก็คงไม่ขัดหรอก แต่ไอ้ทักษะการหลงทางขั้นที่เก้าอันเป็นขึ้นสูงสุดของคุณหนูนี่สิที่ทำให้เป็นกังวล หรือว่าเขาควรจะหาซื้อเชือกฟาง ไม่ๆ...เชือกฟั่นเลยดีกว่า เอาไว้ให้คุณหนูจับ ไม่สิ...ตอนที่เดินงานเพลินๆ เกิดคุณหนูเผลอปล่อยเชือกขึ้นมาล่ะ? เปลี่ยนเป็นมัดข้อมือเอาไว้เห็นท่าจะปลอดภัยมากกว่า แต่เดี๋ยวก่อน...พอคิดบวกกับทักษะความซุ่มซ่ามขั้นสูงสุดที่อันตรายไม่แพ้ทักษะแรก ปมที่ผูกอาจจะหลุด หรือมีเหตุที่ทำให้ห่วงเชือกหลุดออกจากข้อมือเป็นแน่ เพราะฉะนั้น...
ผูกเอวไว้เลยดีกว่าสินะ (ไม่ผูกคอก็บุญเท่าไหร่แล้ว)
ระหว่างที่บุญมากำลังถกปัญหากับตัวเอง นายเด่นของเราก็พลันเหลือบไปเห็นป้ายที่มีตัวอักษรสีชมพูสะท้อนแสงของร้านขนมหวานร้านหนึ่ง ด้วยสโลแกนที่น่าสนใจและประทับจิตเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งนิยายน้ำเน่าที่ตนเคยอ่าน เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์บอกว่าแม่ค้าขนมหวานต้องสวย เพราะฉะนั้น...เราควรจะต้องพิสูจน์!
ไวเท่าความคิด เมื่อขายาวเริ่มก้าวเข้าไปหาด้วยความมั่นใจ หากไม่ทันที่จะได้เห็นหน้าหวานๆ ของแม่ค้าคนสวย(คิดเอาเอง) หูก็สดับเสียงโวยวายมาจากทางด้านหน้า ตามมาด้วยฝูงชนที่เริ่มแตกตื่น ก่อนจะแปรขบวนแล้วหยุดเป็นวงโค้งคล้ายวงกลมอย่างสวยงาม
อันว่ามนุษย์นั้นมักสนใจเรื่องของผู้อื่น หรือพูดเป็นภาษาปากกันง่ายๆ ว่า ชอบเสือกเรื่องชาวบ้าน นั่นเอง
ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่นายเด่นจะทำตัวผิดแผกไปจากมนุษย์ทั่วไป ชายหนุ่มจึงก้าวเข้าไปเป็นหนึ่งในกำแพงทรงกล้มนั้นทันที
"มาแลกหมัดกันให้สุดหูรูดเลยดีกว่า ไอ้หัวปลาหมึก!!!"
เสียงตะโกนดังหนักแน่นดังสายฟ้าฟาด ฟังแล้วถึงกับขนลุกเกรียวไปทั้งร่าง
"น้ำหน้าอย่างเอ็งน่ะเคยเห็นปลาหมึกกับเขาด้วยรึ!!"
เสียงที่สองดังขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
เมื่อดูจากกิริยาที่ตะโกนใส่กันแล้ว นายเด่นก็ได้ข้อสรุปว่า สองคนนี้คงจะไม่ถูกกัน (คนถูกกันเขาจะทะเลาะกันทำเตี่ยอะไรเล่า!) (แกโง่หรือโง่กันแน่เนี่ย!! by L&S)
ระหว่างที่คิดชายหนุ่มก็สามารถเบียดเสียดแย่งเอาตำแหน่งริงค์ไซด์วีไอพีติดขอบสนามมาครองไว้จนได้
"ทำไมจะไม่เคยเห็น ร้านแม่ขนมผิงก็ปิ้งขายสุดหูรูดอยู่ทุกวัน!"
คำตอบสุดสะดิ้งเรียกเสียงฮือฮาจากบรรดาไทยมุงรอบด้าน นี่ถ้าเป็นเวทีมวยแถวราชดำเนิน แอนตาซินคงได้จ่ายไปซักร้อยสองร้อยแล้ว
เด็กหนุ่มผมเงินที่คาดว่าน่าจะเป็นเจ้าของฉายาหัวปลาหมึกยืนอ้าปากค้างพลางนึกในใจ ตูจะไปรู้ได้ไงวะ! ไปตลาดทีไรก็ขลุกอยู่แต่ที่ร้านขนมหวาน ไม่เคยเดินไปถึงร้านขนมจีบ ซาลาเปา ปลาหมึกปิ้งซะที
"หัวฉันจะปลาหมึกหรือปลาหมึกแล้วมันหนักส่วนไหนของแกรึ ไอ้หัวขนุน!!"
ใจจริงก็อยากด่าเป็นไอ้หัวทุเรียน แต่คิดไปคิดมาหัวขนุนมันบ่งบอกปริมาณความถี่มากกว่า
"อ้าว!! พูดกันอย่างนี้มาต่อยกันให้สุดหูรูดเลยดีกว่า!!"
"ได้เสีย! เข้ามาเลยโว้ย!!!"
วินาทีนั้น พ่อยอดชายนายเด่นเกิดสำนึกรักในหน้าที่ของตนขึ้นมา จึงปรี่เข้าไปขวางหวังจะห้ามมวย(ใน)วัด หารู้ไม่ว่าเบื้องหลัง ผู้ชมด้านนอกเริ่มตั้งโต๊ะพนันกันแล้ว
"หยุด!!! อย่าทะเลาะกั.."
เปรี้ยง!!!!(x2)
พูดไม่ทันจบคำ หมัดลุ่นๆ จากนักเลงบ้านนอกทั้งสองก็ปะทะเข้ากับใบหน้าอันหล่อเหลาของนายเด่นเต็มๆ หมัด งานนี้ถึงแอนตาซินจะไม่จ่าย แต่นายเด่นของเราก็ลงไปกองนอนนับดาวอยู่บนพื้นเรียบร้อยแล้ว
++++++++++++++++++++++++++++++
"...คะ"
ในความมืดเบื้องหน้า นายเด่นรู้สึกว่าหูแว่วเสียงใสๆ ดุจระฆังแก้วใบน้อยยามต้องสายลม ชายหนุ่มพยายามฝืนความหนักของเปลือกตาค่อยๆ ลืมตา
แสงแดดจ้ายามบ่ายสาดส่องลงมาทาบร่างของใครบางคนที่กำลังก้มลงมาเหนือร่างของเขา
เส้นผมสั้นสีน้ำตาลอ่อนเคลียแก้มขาวอมชมพู รับกับดวงหน้ารูปไข่ ดวงตากลมโตใสซื่อเหมือนลูกกวาง ริมฝีปากทรงกระจับสีชมพูเรื่อ แล้วมือเรียวเล็กขาวผ่องก็ยื่นมาสัมผัสใบหน้าของเขาอย่างแผ่วเบา
...นางฟ้า...
ช่างเป็นภาพที่งดงามจนเผลอกระซิบออกมาโดยไม่รู้ตัว
"ที่นี่...สวรรค์เหรอ?..."
"เสียใจด้วยนะ ที่นี่น่ะบ้านฉันเอง แต่ถ้าพ่อปลัดอยากไปสวรรค์นัก เดี๋ยวฉันจัดให้"
สิ้นประโยคนั้น นายเด่นก็แว่วเสียงขึ้นลำกล้องปืนลูกซอง ดึงสติที่เผลอออกไปวิ่งเล่นให้กลับเข้าร่างแทบไม่ทัน
"อย่าจ้ะพ่อ! คุณปลัดเขาเพิ่งฟื้น อย่าทำอะไรเขาเลย" เสียงของแม่สาวระฆังแก้วแว่วมาอีกครั้ง นายเด่นค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นมานั่งบนแคร่ไม้ไผ่ เกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าดเบาๆ โดยที่สายตายังไม่ละจากใบหน้าหวานนั้น รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ขันสีเงินใส่น้ำฝนเย็นฉ่ำถูกยื่นมาตรงหน้า ชายหนุ่มเผลอรับมาตามสัญชาตญาณ แล้วแคร่ไม้ไผ่ก็ลั่นเสียงเบาๆ ขึ้นอีกครั้ง เมื่อชายวัยกลางคนท่าทางถมึงทึงหย่อนตัวลงนั่ง ปืนลูกซองสีดำมะเมื่อมพาดลงบนตักเหมือนจงใจให้เห็นชัดๆ ก่อนร่างนั้นจะเอ่ยทักทาย
"พ่อปลัดจำฉันได้ใช่ไหม"
ในสถานการณ์เช่นนี้ ต่อให้ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อนก็ต้องบอกว่าจำได้สินะ
"กำนันเอี้ยง บ้านดอนหอยแมลงภู่ใช่ไหมครับ?" นายเด่นตอบกลับด้วยรอยยิ้มเป็นมิตรสุดชีวิต ท่าทางไร้พิษสงคงทำให้อีกฝ่ายวางใจ ถึงได้กวักมือเรียกแม่สาวหน้าแฉล้มคนนั้นให้เอาปืนไปเก็บบนเรือน ปลัดหนุ่มอยากจะมองตาม แต่ก็กลัวพ่อกำนันจะเปลี่ยนใจอยากเอาลูกซองมาส่องหัวเขาแทนงูเงี้ยวในไร่
"ยังมึนหัวอยู่หรือเปล่า? แล้วนี่ไปยังไงมายังไงถึงได้ไปขวางทางหมัดไอ้สองคนนี่ได้ล่ะ" กำนันเอี้ยงถาม แล้วพยักเพยิดไปข้างๆ เมื่อปลัดเด่นมองตามก็พบคู่กรณียืนหน้ามุ่ยอยู่ไม่ไกล
"ฉันไม่ผิดเสียหน่อยนะพ่อกำนัน ไอ้หนุ่มนี่มันดันวิ่งเข้ามาขวางเอง"
"ใช่!! ถูกต้องสุดหูรูดเลยจ้ะพ่อกำนัน!!"
คนโดนลูกหลงฟังแล้วถึงกับงง แล้วไอ้ที่ทำท่าเหมือนจะฆ่ากันให้ตายก่อนหน้านี้นี่มันอะไร!
"พวกเอ็งสองคนไม่ต้องมาเถียงข้าเลย ถึงพ่อปลัดเขาไม่โดนลูกหลง พวกเอ็งก็ผิดที่ไปหาเรื่องกันในวัดอยู่ดี" คำกล่าวหาจากผู้เป็นใหญ่ในตำบลปิดปากที่กำลังหาช่องแก้ตัวของทั้งสองคนได้ทันที
"แถมตอนที่ต่อยปลัดจนสลบไปแล้ว พวกเอ็งยังทำท่าจะวางมวยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ดีแค่ไหนที่หนูนาไปห้ามไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นงานวันนี้คงได้พังเพราะฝีมือพวกเอ็ง"
ข้อกล่าวหาที่สองยิ่งทำให้จำเลยทั้งสองตัวลีบด้วยไม่อาจหาเหตุผลเหมาะๆ แก้ต่างให้ตัวเอง ไม่ต้องพูดถึงเรื่องพยานเพราะชาวบ้านเห็นกันเต็มตากันทั้งงาน
งานนี้ไม่มีทนายมาช่วยว่าความ ไม่มีพระรุ่นไหนช่วนให้รอด ถือว่าซวยเพราะทำตัวเองก็แล้วกัน
"คุณหนูนา...พวกผมไม่ผิดซักหน่อยนะครับ" เมื่อเห็นว่าค้านต่อหน้าผู้พิพากษาเห็นทีจะไม่รอด ไอ้โตจึงหันมาหาหนูนาที่เดินลงมาจากเรือนพอดี หวังจะให้เป็นทนายช่วยแก้ต่าง แต่ทนายกลับส่ายหน้ายิ้มกว้างๆ แม้จะไม่ได้ทำเพราะต้องการสมน้ำหน้า แต่ไอ้โตก็รู้สึกใจจะขาดก็ไม่ต่างกัน
"ไม่ได้จ้ะ คราวนี้ไอ้โตกับพี่เฉลียวผิดจริงๆ"
"คุณหนูนา~" น้ำเสียงที่เคยมาดมั่น มั่นใจหดหายเหลือเพียงเสียงครางในลำคอ แต่ก็ไม่กล้าโวยวายได้แต่กัดฟันทั้งๆ ที่น้ำตาเริ่มคลอหน่อยแบบล่องหน เพราะแม้ใจอยากจะร้องเท่าไหร่ แต่ศักดิ์ที่ค้ำหัวบวกไม่อยากเสียหน้าเด็กหนุ่มจึงจำต้องกล้ำกลืนความเค็มปร่านั้นไว้ในลำคอ
คุณหนูนาเห็นไอ้ปลัดหน้าอ่อนนี่ดีกว่าเรางั้นรึ
และด้วยความเป็นราชินี เอ้ย! หัวหน้าที่ดี หนูนาจึงสามารถจับสังเกตอาการของลิ่วล้อคนสนิทได้ทันที แต่ครั้งนี้เธอจะเข้าข้างอีกฝ่ายไม่ได้เสียด้วย
"ไอ้โต.."
ถ้อยคำเนิบนาบน่าฟัง ดึงนัยน์ตาสีมรกตให้เงยขึ้นมองรอยยิ้มสว่างไสวของคนพูดแล้ว ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจก็ค่อยๆ มลายหายไป กลายเป็นความรู้สึกผิดต่อการกระทำของตนได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ไอ้โตหมุนตัวไปมองหน้าไอ้หนุ่มเมืองกรุงที่ทำหน้าเอ๋อๆ ไม่รู้เรื่องราวอะไรกับเขา
ยิ่งมองก็ยิ่งหมั่นไส้ แต่สายตาที่มองมาอย่างคาดหวังนั้น ทำให้ต้องกัดฟันกรอด ยกมือไหว้แบบไม่เต็มใจ
"ขอโทษนะคุณปลัด"
"เอ่อ...ไม่เป็นไรหรอกครับ" ปลัดเด่นรีบปฏิเสธหน้าเหรอหรา เพราะมัวแต่มองใบหน้าหวานของแม่หนูนาจนเพลิน "ผมก็ผิดเหมือนกันที่ทะเล่อทะล่าเข้าไปแบบนั้น"
"อะไรกันวะ! ถ้าไม่อยากได้คำขอโทษ แล้วจะให้พูดทำไมเนี่ย!!"
"ไอ้โต!"
หนูนาปรามเสียงเข้ม แต่คนสะดุ้งกลับมีถึงสอง หนึ่งคือเด็กหนุ่มเจ้าของชื่อ อีกหนึ่งคือแขกที่ตกใจไม่คิดว่าเสียงระฆังแก้วเมื่อครู่จะให้ความรู้สึกคุกคามขนาดนี้
"ขอโทษแทนไอ้โตด้วยนะคะ คุณปลัด" เด็กสาวหันมายิ้มให้
"ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ถือ" ปลัดเด่นตอบเสียงนุ่มยิ่งกว่ากระดาษทิชชู่ตราคลีเน็ก ลืมความรู้สึกเมื่อครู่ไปเสียสนิท เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ติดใจเอาความอะไร หนูนาจึงหันไปมองจำเลยอีกหนึ่งที่ยังคงยืนนิ่ง
"หา? ฉันด้วยหรือแม่หนูนา" ไอ้เฉลียวทำท่าเอ๋อ พลางหันไปมองกำนันที่พยักหน้าหงึกให้ครั้งหนึ่ง
ก็ใครจะไปรู้ล่ะว่าหมายถึงตนด้วย
"โอ้! ถ้าอย่างนั้นก็ต้องขอโทษสุดหูดเลยนะคุณปลัด!! เอาเป็นว่าฉันให้คุณปลัดหน้าต่อยหน้าหนึ่งครั้ง ถือว่าหายกัน แต่ว่าต้องต่อยให้เต็มแรงสุดหูรูดเลยนะเว้ยเฮ้ย!!!!" น้ำเสียงแผดลั่นด้วยสปิริตเต็มร้อย แต่มันกลับไม่ได้สร้างความประทับใจใดๆ ให้กับคนฟังแม้แต่น้อย มีแต่จะทำให้สะดุ้งเฮือกมากกว่า
"อ่า...ไม่ต้องถึงขนาดนั้นก็ได้ครับ" ปลัดหนุ่มเริ่มเหงื่อตกกับอาการแอคทีฟสุดหูรูด เอ้ย! สุดกู่ของเด็กหนุ่มนามเฉลียว จนกำนันเอี้ยงต้องรีบห้าม
กลัวแต่พอต่อยไป พ่อแกจะมันมือท้ากันจนเป็นเรื่องเป็นราวน่ะสิ
"พ่อเฉลียว...เมื่อครู่มะเหมี่ยวมาถามหาแน่ะ"
"หา!! มะเหมี่ยวน่ะหรือจ๊ะ?" ว่าแล้วไอ้เฉลียวก็วิ่งออกไปนอกใต้ถุน แหงนหน้ามองขึ้นฟ้าเพียงครู่แล้ววิ่งกลับมายกมือไหว้กำนันเอี้ยง
"สงสัยจะเรื่องข้าวเย็นน่ะจ้ะ นี่ก็บ่ายคล้อยใกล้จะเย็นเต็มที ฉันลาเลยนะพ่อกำนัน ลานะคุณปลัด"
พูดจบเด็กหนุ่มก็วิ่งแจ้นออกไป
นี่สินะ...สปิริตของคนต่างจังหวัด
ปลัดเด่นมองด้วยสายตาชื่นชม ลองถ้าเป็นในกรุงเทพน่ะเหรอ ก็คงแวะร้านค้าข้างทางซื้อกับข้าวใส่ถุงกลับไปกินโน่นล่ะ
"แล้วตกลงพ่อปลัดมาที่นี่ได้ยังไง กำหนดการมันอาทิตย์หน้าไม่ใช่รึ"
กำนันเอี้ยงพูดขึ้น กลับเข้าสู่หัวข้อสนทนาเดิมที่หลุดหายไปเสียนาน
"เอ่อ ก็ใช่ครับ แต่พอดีวันนี้ผมได้ยินมาว่ามีงานตลาดวัด เลยอยากลองมาเดินดูน่ะครับ" ปลัดเด่นว่ายิ้มๆ
"แล้วเป็นไงบ้างล่ะ"
"สนุกดีครับ..." ตอบสั้นๆ เกือบจะหลุดปากบอกไปว่าเผลอหลงทาง แต่โชคดีที่ยั้งปากได้ทัน ไม่งั้นคงได้ขายหน้าเด็กสาวที่นั่งยิ้มเงียบๆ อยู่บนแคร่อีกฝั่ง
"ถ่าพ่อปลัดชอบก็ดีแล้วล่ะ..."
เอ่ยได้แค่นั้นก็มีเสียงตะโกนเรียกมาจากหน้าบ้าน
"พ่อกำนันคร้าบบบบบ"
สิ้นคำร่างของไอ้ทากก็ปรากฏให้เห็นแก่สายตา เด็กหนุ่มผมดำหยุดยืนหอบเล็กน้อยก่อนจะแจ้งธุระ
"ไม่รู้กระเบนมันไปทับที่ล้ำถิ่น...เอ้ย! กวนไอ้เขี้ยวอีท่าไหน ตอนนี้ฟัดกันอยู่ข้างเมรุ หลวงตาให้ผมมาตามลุงกำนันไปช่วยห้ามครับ"
ปลัดเด่นฟังรายงานสำเนีรยงท้องถิ่นเร็วจี๋นั่นทันมั่งไม่ทันมั่ง แต่ดูจากสีหน้ากำนันเอี้ยงกับอาการผุดขึ้นลุกจนแคร่ลั่นนั้นแล้วดูท่าสถานการณ์คงจะร้ายแรงไม่เบา ขณะที่กำลังคิดจะขอตามไปช่วยห้ามมวย(ใน)วัดอีกสักคู่สองคู่นั้นเอง สายตาของผู้สูงวัยกว่าก็เหลือบมาทางเขา
"วันนี้พ่อปลัดรีบกลับก่อนเถอะนะ เดี๋ยวเย็นๆรถเข้าอำเภอใกล้หมดคนจะเยอะ หนูนาช่วยไปส่งพ่อปลัดด้วย"
"ได้จ้ะพ่อ" หนูนายิ้มหวานรับพร้อมกับลุกขึ้นเดินไปส่งปลัดถึงประตูรั้ว
"ต้องขอโทษคุณปลัดจริงๆ นะคะ เรื่องที่พี่เฉลียวกับไอ้โต" เสียงใสเอ่ยแผ่วเบาอย่างรู้สึกไม่จางหาย เรียกรอยยิ้มจากคนฟังให้ระบายขึ้นมาทันที
"ไม่เป็นไรหรอกครับ" ปลัดเด่นย้ำ ได้ยินอย่างนั้นหนูนาก็ยิ้มสดใสขึ้นมาอีกครั้ง จนชายหนุ่มรู้สึกเห็นประกายระยิบระยับล้อมใบหน้าขาวนวลนั้น
"งั้นเอาไว้เจอกันใหม่นะคะคุณปลัด" มือขาวยกขึ้นไหว้ หากไม่ทันจะได้ก้มหน้ามือใหญ่ก็คว้ามือที่ประนมเป็นรูปดอกบัวสวยเอาไว้
"เรียกเด่นก็ได้ครับ"
"เอ๊ะ?" คนที่ถูกลวนลามโดยไม่รู้ตัวเอียงคอน่ารัก หากไม่ทันที่ปลัดหนุ่มจะได้ขยายความ หูก็แว่วเสียงที่คุ้นเคย...
แกร้ก..
********************************TBC....
Casting
Dino Cavallone เป็น ปลัดเด่น
Romario เป็น บุญมา
Sasagawa Ryouhei เป็น ไอ้เฉลียว
Sasagawa Kyouko เป็น มะเหมี่ยว
Hibari Kyouya เป็น ไอ้เขี้ยว หรือเด็กวัดนั่นแล
Origano เป็น แม่อร
และแน่นอนเมื่อตำแหน่งปลัดหลุดไปแล้ว อีกทั้งหลายๆ คนทายเข้ามากันเยอะ เพราะฉะนั้นขอเฉลยเลยก็แล้วกัน...
Rokudo Mukuro เป็น เจ้าของไร่ท้ายหมู่บ้าน = =b
ใครที่ยังจิ้นหนูนาไม่ออก วันนี้อิเบนซ์มีรูป
พอดีไปไถมาจาก Kao เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว
นี่คือ...หนูนา
ตอนหน้า เจอกันแน่กับ เจ้าของไร่ท้ายหมู่บ้าน >[]<
edit @ 6 Jan 2008 23:55:03 by Lynx

รอบทพี่ทศออก
เขี้ยวผ่าน แต่ตอนแรกฉันนึกว่า เคน ได้ไงไม่รุสงสัยเพราะชื่อ
กรุรอบทน้ำเน่า เมื่อไหร่จะเน่าซักทีฟร้า~ พวกเมิง
#1 By เฟียร์ . Fiar on 2008-01-07 00:01