[Fic]Reborn! : Word [3]
posted on 10 Jan 2008 00:46 by foundation
ในที่สุดก็ปั่นออกมาจนได้ ช่วงนี้มัวแต่รั่วไปกับดอนหอยหลอด เลยคิดอะไรเครียดๆ ไม่ค่อยได้ เอิ้กกกก
ตอนนี้จบภาคแรกแล้ว อาจจะงงกันนิดว่ามันจบยังไง เอาเป็นว่า...มันจบแล้วก็คือจบล่ะค่ะ กร๊ากกกกก
แอบกังวลเพราะเรื่องส่วนใหญ่จะคล้ายท่านเม = =" ด้วยไม่รู้ว่าจะจับสองคนนี้ให้มันมาอยู่ด้วยกันได้ยังไงถ้าไม่ฉีกคาแรกเตอร์ ใครทนอ่านไม่ได้ก็ไม่ต้องอ่านนะคะ T^T
สุดท้ายภาษานอยไปนิด อ่านแล้วงงยังไงต้องขออภัยจริงๆ ค่ะ m(_ _)m
*********************************
Title : Word [3]
Pairing : 1869
Rating : เลือดสาดกันเล็กน้อย
------------------------------
มุคุโร่รู้ว่าอัลโกบาเลโน่ชอบคิดอะไรแปลกๆ แปลกแบบที่แม้แต่คนอย่างเขาก็ยังไม่เคยนึกถึง ตั้งแต่ตอนที่รับสอนวองโกเล่ให้เป็นหัวหน้าแก๊งมาเฟีย ตอนที่แนะนำให้คนๆ นั้นช่วยเขาออกมา ตอนที่ยื่นหนึ่งในเจ็ดแหวนที่ถือเป็นตำนานของวองโกเล่แฟมิลี่มาให้เขา และอีกหลายๆ อย่างที่พอจะนึกได้ในช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมา
อย่างครั้งนี้ก็เช่นกัน...
ตูม!!!
เสียงระเบิด ไม่สิ...เสียงของแข็งกระแทกเข้ากับกำแพงสีขาวอย่างแรงจนมันแตกกระจาย เหยื่อที่ดูเหมือนจะดวงดีหลบได้ทันถึงกับตาเหลือก มือสั่นระริกจนแทบจะกำปืนเอาไว้ไม่อยู่ ตาที่เบิกกว้างมองพญามัจจุราชที่กลับมาตั้งท่ายืนปกติเหมือนไม่ได้เกิดอะไรขึ้น ดวงตาเรียวตวัดมองให้เหยื่อสะดุ้งเฮือก ก่อนจะกรีดร้องออกมาอย่างห้ามความกลัวไว้ไม่อยู่ สองขาปัดเป๋ไปคนละทางทั้งๆ ที่ใจพยายามสั่งให้หนีออกไปจากที่ตรงนี้ให้เร็วที่สุด
ร่างนั้นยังคงยืนนิ่ง
จนกระทั่งเหยื่อเกือบจะก้าวพ้นออกจากประตูใหญ่ที่บานไม้สลักของมันถูกทำลายกลายเป็นเศษซาก
เปรี้ยง!!!
ร่างกายและอาวุธในมือเคลื่อนไหวก่อนที่สมองจะได้สั่ง ร่างที่กำลังจะได้ก้าวไปสู่อิสระภาพกระเด็นไปปะทะกับกำแพงอย่างแรง
พร้อมกับลมหายใจที่หายไป
"ใจดีจังนะครับ" มุคุโร่เปิดฉากสนทนา หลังจากที่งานในวันนี้เริ่มต้นขึ้น เขากับ 'ผู้ร่วมงาน' ก็ไม่ได้พูดคุยกันเลย
ไม่สิ...ไม่ 'เคย' เลยต่างหาก
ร่างบางเดาได้ว่า ที่เป็นแบบนั้นก็คงเป็นเพราะอัลโกบาเลโน่อีกนั่นล่ะ เอาเถอะ...ก็ไม่ได้อยากมีปฏิสัมพันธ์อะไรกับคนๆ นี้เป็นพิเศษอยู่แล้ว
เพียงแต่...
นัยน์ตาสีดำที่ทอประกายกับไอสังหารที่แผ่ออกมานี่สิ
พลันโลหะสีเงินก็พุ่งเข้ามาประชิดลำคอโดยไม่ทันตั้งตัว ร่างอยู่ห่างออกไปบัดนี้ชิดใกล้ ใบหน้าขาวเงยขึ้นมาประชิดด้วยความสูงที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย ใกล้เสียจนร่างสูงกว่าสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนที่หายใจรดตรงต้นคอ
นี่คือสิ่งที่ต้องการสินะ
ตั้งใจปล่อยเหยื่อให้เขาจัดการ แล้วก็เหมาว่าเขายื่นมือเข้าไปยุ่มย่าม
มุคุโร่ยิ้มน้อยๆ
"อยากสู้กับผมขนาดนั้นเลยหรือครับ?"
ร่างเล็กกว่าไม่ตอบ และนั่นคงแทนคำตอบว่าใช่
มุคุโร่ยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม
"แต่ดูท่าทางเราคงไม่ว่างกันถึงขนาดนั้นล่ะมั้งครับ" ว่าพลางก็ละสายตาจากนัยน์ตาสีดำขลับขึ้นมองข้ามไปด้านหลัง และกิริยานั้นก็ดึงความสนใจของอีกฝ่ายด้วยเช่นกัน
ชายชุดดำนับสิบที่วิ่งกรูกันลงมาจากบันได ทุกมือพร้อมไปด้วยปืนชนิดต่างๆ หากกลุ่มที่อยู่หลังสุดนั้นกลับถือดาบและของมีคมอื่นๆ
คงเตรียมไว้เผื่อกระสุนจะหมดสินะ
รอบคอบดี
"...จะขย้ำให้ตาย..."
ในที่สุดริมฝีปากคู่นั้นก็ยอมปริปาก แม้ว่าเป็นเสียงที่แผ่วเบาราวกระซิบก อีกทั้งยังไม่ยอมผละออกไปก็ตาม ทั้งนี้เพราะหากเขาหรืออีกฝ่ายเกิดขยับตัวไปกระตุ้นนิ้วที่เหนี่ยววางอยู่ตรงไกขึ้นมามีหวังได้พรุนเป็นรังผึ้งแน่ๆ
ปัง!!
ไม่ทันที่ความคิดจะจางหาย เสียงปืนก็ดังขึ้นเป็นสัญญาณเมื่อร่างของฮิบาริหมุนตัวไปเผชิญหน้าและหายไปจากสายตาทันที
มุคุโร่ดีดตัวหลบไปด้านข้างเพราะคิดไว้แล้วว่าร่างเล็กๆ นั่นคงไม่ยอมรอให้คู่ต่อสู้ลงมือก่อนแน่ๆ
ครืน!
อ๊ากกกกกก
เสียงกรีดร้องไม่เป็นภาษาของศัตรูดังขึ้น พร้อมๆ กับที่พื้นดินที่ปริแยกออก เปลวเพลิงสีส้มเข้มจากนรกพวยพุ่งขึ้นมาตามรอยแยกเผาผลาญศัตรู
ภาพลวงตาเสมือนจริงที่ไม่ว่าใครต่างก็หวาดกลัว
ยกเว้นเพียงคนเพียงคนเดียว
ฮิบาริกระโดดไปตามพื้นดินที่ยกแยกต่างระดับ ไม่สนใจกับไอร้อนรอบกาย สายตาจับจ้องอยู่ที่เหยื่อที่พากันเกาะเกี่ยวยึดตัวเองไว้กับขอบเหว เสียงทอนฟาคู่กายกระทบกับผิวเนื้อหนักๆ ดังถี่เป็นจังหวะราวกับเสียงดนตรี
มุคุโร่เผลอยิ้มให้กับความคิดของตัวเองโดยไม่รู้ตัว
ถ้านั่นคือเสียงดนตรี คนตรงหน้าเขาก็คงกำลังเต้นรำ
เอาล่ะ...เริ่มงานที่แท้จริงเลยดีกว่า
ชายหนุ่มละสายตาจากภาพตรงหน้า กระโดดไปตามพื้นที่ปริแยกขึ้นไปยังชั้นสองของตัวอาคาร
ด้วยการจำกัดวงของภาพลวงตาไว้แค่ชั้นหนึ่ง ชั้นที่สองจึงยังคงอยู่ในสภาพปกติและเงียบสงัด นัยน์ตาสองสีจับจ้องอยู่ที่ประตูบานใหญ่สุดทางเดินขณะที่ก้าวเดินไปเรื่อยๆ ไม่รีบร้อน
มือเรียวทาบลงกับบานประตู ก่อนออกแรงผลักเพียงเล็กน้อย ประตูก็เปิดออกอย่างง่ายดายจนน่าแปลกใจ
กลางห้องนั้นคือเป้าหมายที่นั่งอย่างสงบบนเก้าอี้ตัวใหญ่ ตาทั้งสองข้างปิดสนิทราวกับกำลังหลับไหลไม่ได้สติ
"ใครหรือคะ?" ริมฝีปากนั้นขยับเอ่ยแผ่วเบาทั้งๆ ที่ยังหลับตาอยู่
"อินโดวีโน่(fortuneteller)สินะครับ" มุคุโร่ไม่ได้ตอบคำถามนั้น หากเลือกที่จะก้าวเข้าไปยืนอยู่ต่อหน้าคนถามแทน
คิ้วบางยกสูงขึ้นเป็นคำถาม แต่ก่อนที่ริมฝีปากนั้นจะได้เอ่ยอะไรต่อ ปลายแหลมของอาวุธในมือร่างสูงก็แตะเข้ากับปลายคางเรียว
ถึงจะรู้อยู่แล้วว่าเป้าหมายในครั้งนี้ คือเด็กสาวไร้เดียงสาที่มีความสามารถในการคาดเดาอนาคต แต่พอได้มาเจอเข้าจริงๆ ก็อดที่จะรู้สึกสนใจไม่ได้
แค่อยากรู้ว่าข่าวที่ได้ยินมาเป็นจริงแค่ไหน
"อยากรู้อนาคตหรือคะ"
คำพูดของเด็กสาวแทงทะลุความเงียบตรงเข้าสู่หัวใจของมุคุโร่ ทั้งแรงและเร็วจนน่าตกใจ
"อะไรที่ทำให้คุณคิดอย่างนั้นหรือครับ?"
คนฟังยิ้มให้กับคำถาม ไม่ใช่การเย้ยหยันหรือเหยียดหยาม แต่เป็นรอยยิ้มของผู้ใหญ่ที่มีให้กับเด็กน้อยที่ชอบซักถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"อย่างแรก คุณเพิ่งบอกอาชีพของฉัน อย่างที่สองที่นี่ไม่ใช่ที่ที่ใครจะสามารถเข้ามาเดินเล่นได้ตามใจชอบ เพราะฉะนั้นถ้าไม่ใช่นักฆ่า คุณก็คงมีจุดประสงค์อะไรบางอย่างถึงยอมเสี่ยงเดินเข้ามา อย่างที่สาม ถ้าคุณเป็นนักฆ่า ก็คงไม่ปล่อยให้ฉันพูดมากอย่างนี้หรอก...จริงไหมคะ?"
ประโยคคำถามดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มหวานอีกครั้ง
"ยอดเยี่ยมมากครับ แต่น่าเสียดาย...ที่คุณเดาผิดไปสองข้อ" มุคุโร่พูดด้วยรอยยิ้ม แม้รู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่สามารถมองเห็นได้ก็ตาม "ข้อแรกผมไม่ใช่นักฆ่า แต่ผมยอมรับว่ามีเป้าหมายที่ต้องมาที่นี่ ข้อที่สอง ที่ผมปล่อยให้คุณพูด เพราะไม่ว่าอย่างไรคุณก็ไม่มีทางหนีรอดไปได้"
เด็กสาวเงียบไป หากรอยยิ้มยังไม่จางหาย
"คุณเป็นคนใจดี" จู่ๆ หล่อนก็เปรยขึ้นด้วยคำพูดที่ทำให้ผู้บุกรุกถึงกับเลิกคิ้วสูง "และคนใจดีก็มักจะอยู่ในวงการนี้ไม่ได้นาน"
"นั่นคือคำขู่หรือครับ?"
"เปล่าค่ะ ก็แค่..." เด็กสาวหยุดไปราวกับกำลังพิจารณาคำที่จะนำมาใช้ "ประสบการณ์มันบอกไว้เช่นนั้น"
คำตอบนั้นยิ่งเรียกรอยยิ้มกว้างให้กับคนฟัง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะเบาๆ อย่างขบขัน
"ฉันพูดอะไรผิดหรือคะ?" คนที่นั่งอยู่เอียงคอถามน่ารัก หากคนถูกถามกลับส่ายหน้าแล้วกระชับอาวุธในมือขึ้น
"มีอะไรจะสั่งเสียไหมครับ" มุคุโร่ถามช้าๆ ด้วยรอยยิ้ม
"คุณนี่...ใจดีจริงๆ เลยนะคะ" เด็กสาวตอบด้วยน้ำเสียงเนิบนาบไม่แพ้กัน ใบหน้ายังคงกระจ่างใสราวกับไม่รู้สึกอะไรแม้มัจจุราชจะมายืนอยู่ตรงหน้าแล้วก็ตาม
"จะบอกว่าเป็นคำสั่งเสียก็คงจะไม่ได้..."
ฉึก!!
มีดสั้นพุ่งเข้าปักมือที่กำอาวุธเรียกเลือดสีแดงสดให้พุ่งกระฉูดสาดลงบนพื้น มุคุโร่จำเป็นต้องกระโดดถอยไปตั้งหลักหากมือก็ยังคงกำอาวุธไม่ยอมปล่อย นอกจากบาดแผลที่มือขวาที่ซ้ำที่เดิมแล้ว ท้องด้านซ้ายก็ปรากฏบาดแผลลึกจนเขาต้องใช้มือกุมบาดแผลเอาไว้
เด็กสาวตาบอดที่นั่งอยู่บนเก้าอี้บัดนี้ลุกขึ้นยืน ในมือทั้งสองคือมีดสั้นเปื้อนเลือด
"เรียกว่าเป็นคำเตือนน่าจะถูกกว่า"
ถึงว่ารู้สึกแปลกๆ เกี่ยวกับระบบรักษาความปลอดภัยที่หละหลวม ยิ่งถ้าเป็นสิ่งที่สำคัญหรือมีความสำคัญมากเพียงใด โดยเฉพาะบุคคลที่สามารถทำนายอนาคตได้ การวางยามหนาแน่นเพียงแค่ชั้นแรกดูจะเป็นอะไรที่ไม่สมเหตุสมผล ยกเว้นเสียแต่ว่า...
เจ้าตัวจะมีความสามารถมากกว่าเวรยามนับสิบที่อยู่ด้านล่าง
นี่สินะ...เหตุผลที่ทำให้เขาต้องจับคู่กับฮิบาริ เคียวยะ
ภาพลวงตาของเขา...ส่วนใหญ่เกิดจากข้อมูลที่ส่งผ่านดวงตาตรงสู่สมอง หลอกลวงว่าภาพที่เห็นคือของจริง รบกวนให้ประสาทสัมผัสทั้งหมดสามารถสัมผัสความรู้สึกของภาพต่างๆ เหล่านั้น
ดังนั้น...กับคนตาบอดแล้ว เรียกว่าเป็นความสามารถที่ไร้ประโยชน์ก็คงได้
อาการปวดแปลบที่ท้องฟ้องให้เจ้าตัวรู้ว่าบาดแผลที่ได้รับร้ายแรงมากแค่ไหน ดูท่าทางเขาควรจะจบศึกนี้ให้เร็วที่สุด
พลันตัวเลขในตาสีแดงก็เปลี่ยนเป็นเลขสี่ แล้วร่างสูงก็หายไปจากที่ที่เคยยืนอยู่
เคร้ง!!
เสียงเหล็กปะทะเหล็กดังสะท้อนในความเงียบ มีดเล็กในมือของเด็กสาวถูกยกขึ้นรับอาวุธที่ฟาดฟันลงมาอย่างพอดิบพอดี มุคุโร่เผลอขมวดคิ้วเข้าหากัน ก่อนจะหายตัวไปอีกครั้ง
เคร้ง!!!
เด็กสาวหมุนตัวรับอาวุธที่ตวัดลงมาจากทางด้านหลัง แล้วกระชับมีดสั้นอีกมือหนึ่งจ้วงแทงเข้าหาร่างที่เผลอชะงักด้วยความแปลกใจปนตกใจ ผลที่ได้ก็คือจำนวนบาดแผลที่เพิ่มขึ้นเป็นสาม
"จะดูถูกคนตาบอดไม่ได้นะคะ" เด็กสาวเอ่ยยิ้มๆ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "เพราะตาบอดนี่ล่ะ ถึงได้น่ากลัว"
มุคุโร่หัวเราะน้อยๆ ไม่ได้ตอบหรือพูดอะไรกลับไป อันที่จริงต้องบอกว่าความเจ็บปวดที่แล่นริ้วไปทั่วร่างได้ปิดปากเขาเสียสนิทจะถูกกว่า
ฟ่อ!
เด็กสาวที่กำลังจะบุกเข้ามาชะงักกึก เมื่อสดับเสียงขู่ของสิ่งมีชีวิตเลื้อยคลานที่ไม่น่าจะอยู่ที่นี่ได้
"อย่าขยับจะดีกว่านะครับ" มุคุโร่เปรยช้าๆ เพื่อรักษาระดับเสียงไม่ให้สั่นหรือแผ่วจนเกินไป หากอีกฝ่ายกลับยิ้มส่งมาให้
"อย่าคิดสิคะ ว่าฉันมีมีดอยู่แค่สองเล่ม"
สิ้นคำพูด มีดสั้นนับสิบก็ถูกปาออกไปรอบกาย ตัดหัวของอสรพิษจากนรกอย่างแม่นยำ และหล่อนก็ไม่ปล่อยให้มุคุโร่มีเวลาเรียกอสรพิษเหล่านั้นให้กลับมาอีกครั้ง ร่างเล็กก็พุ่งเข้าจู่โจมทันที มุคุโร่ขยับตัวหวังจะหลบการโจมตี หากบาดแผลที่ได้รับบวกกับการใช้พลังบุกเข้ามากินเวลาร่วมชั่วโมงดูจะบั่นทอนกำลังของเขาไปมากโข ขาทั้งสองจึงทำได้เพียงแค่ทรุดลงคุกเข่ากับพื้น
ดูท่า...งานนี้เขาจะได้กลับไปนรกแล้วสินะ
นัยน์ตาสองสีหลับลงเชื่องช้า
ดีแล้วล่ะ...จบซักที
เคร้ง!!
โครม!!!
เสียงดังเบื้องหน้าทำให้มุคุโร่ลืมตาพรึ่บ พร้อมกับภาพของแผ่นหลังเล็กที่เต็มไปด้วยเลือดสีแดงสด แน่นอนว่าไม่ใช่เลือดของเจ้าตัว แต่เป็นของศัตรูที่หาญจะมาต่อกร
ร่างเล็กของเด็กสาวบัดนี้ถูกซัดกระเด็นไปนอนอยู่บนพื้น กำแพงด้านหลังเป็นรอยปริร้าวอันเกิดมาจากแรงกระแทก
ฮิบาริไม่ได้หันกลับมาดูอาการของคนที่ยังคงนั่งทรุดอยู่บนพื้น ไม่แม้แต่จะใส่ใจ นัยน์ตาเรียวสีดำคู่นั้นจับจ้องอยู่ที่คู่ต่อสู้ที่นอนกระอักเลือดอยู่บนพื้น และไม่ปล่อยให้เหยื่อได้โอกาสตั้งตัว ฮิบาริก็พุ่งตัวเข้าหาทันที ทอนฟาสีเงินที่เกรอะไปด้วยรอยสีแดงคล้ำฟาดลงบนศีรษะของเด็กสาวอย่างแรง จนคนที่อยู่อีกฟากหนึ่งของห้องได้ยินเสียงกระโหลกแตกชัดเจนเต็มสองหู
ฮิบาริมองร่างเล็กที่ไร้ศีรษะด้วยแววตาที่ไม่บ่งบอกความรู้สึกอะไร ก่อนจะสะบัดเลือดที่ติดกับทอนฟาคู่กายให้กระเด็นไปเปรอะบนกำแพงแทน
มุคุโร่ได้ยินเสียงเดิน ก่อนที่มันจะหยุดอยู่หน้าเขา เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบกับนัยน์ตาสีดำรัตติกาลที่จ้องมองมาอย่างดูถูก
"จะเยาะเย้ยก็ได้นะครับ ผมไม่ถือ"
หากคำที่หลุดออกมาจากริมฝีปากของอีกฝ่าย กลับเป็นเพียงคำสบถเบาๆ ก่อนจะตามมาด้วยคำถาม
"อยากตายนักหรือไง"
มุคุโร่ไม่ตอบ ทำเพียงแค่ยิ้มที่มุมปาก นั่นดูจะเป็นการหย่อนเชื้อเพลิงลงในเปลวไฟเสียมากกว่า เมื่อท่อนเหล็กถูกซัดกระแทกเข้ากับใบหน้าของเขา ความเจ็บปวดแล่นปลาบไปตามแก้ม พร้อมกับรสเค็มปร่าของเลือดที่ไหลกบปาก แต่มุคุโร่รู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ได้เอาจริง เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น สภาพของเขาคงไม่ต่างจากศพที่นอนนิ่งอยู่อีกฝั่งห้อง
"นายติดหนี้ฉัน" ฮิบาริพูดช้าชัด น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
"น่าเสียดายที่ผมไม่ชอบติดหนี้ใคร" มุคุโร่ตอบหลังจากที่บ้วนเอาเลือดในปากออก "เอาเป็นว่าผมใช้ให้เลยก็แล้วกัน"
ว่าจบก็กระชับอาวุธในมือด้วยมือซ้าย หมุนปลายคมเข้าหาลำคอพร้อมกับรวบรวมแรงทั้งหมดแทงเข้าลำคอ หากฮิบาริเร็วกว่า ร่างโปร่งพุ่งเข้าใช้ทอนฟาฟาดเข้าที่มือซ้ายจนอาวุธกระเด็นออกจากมือ
"ถ้าฉันไม่สั่ง..." ปลายแท่งเหล็กสีเงินเย็นเยียบแตะเข้ากับปลายคางของร่างบางที่นั่งอยู่กับพื้น สติเริ่มเลือนลางจากบาดแผลทั่วร่าง นัยน์ตาสองสีหรี่ปรือก่อนที่สติทั้งมวลจะดับลงพร้อมกับประโยคสุดท้ายที่เขาได้ยิน
"แกก็ไม่มีสิทธิที่จะตาย"
********************End of First Word จบภาคซะที = ="

)
(ราชินีไม่ได้สินะครับ อาจโดนใครๆฆ่าทิ้ง 555)
#1 By Ritz_DD on 2008-01-10 01:57