[Fic] มนต์รักดอนหอยหลอด [4]
posted on 13 Jan 2008 20:03 by foundationตอนต่อไปมาแล้ว เขียนตอนนี้สนุกดีจริงๆ (แม้ว่าช่วงสุดท้ายอิเบนซ์จะเลวโยนให้ดอสเขียนล้วนๆก็เถอะ หึๆๆๆ)
สำหรับสาวกไอ้ทศข้าวหลาม เตรียมล้างคอรอดาบ(?)กันได้เลยกับตอนที่ 6 เป็นต้นไป (ตอนที่ 5 เกริ่นนำจ้ะ)
ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลง ไปอ่านกันเลยโลด!!!
*********************************
Title : มนต์รักดอนหอยหลอด [4]
Fandom : Katekyo Hitman Reborn!
Pairing : หลายคู่
Ratine : G
Warning : AU จ้ะ + รั่วสุดหูรูดดดดด
----------------------------------
ในตำบลดอนหอยกาบนี้ มีโรงเรียนอยู่เพียงแห่งเดียว และถึงจะบอกว่าเป็นโรงเรียนประจำตำบล แต่ระดับที่เปิดสอนกลับเปิดถึงแค่ประถมหก ก็แน่ล่ะ...ใครเขาจะมาสอนหนังสือในที่กันดารแบบนี้ บวกกับพ่อแม่หัวสมัยใหม่ที่คิดว่ายอมเสียเงินเยอะขึ้นอีกเพียงนิด ลูกของตนก็จะได้รับการศึกษาที่ดีขึ้น (ซึ่งก็เป็นความจริงในบางกรณี) พร้อมใจกันส่งลูกๆไปเรียนต่อชั้นมัธยมที่โรงเรียนประจำอำเภอ ดังนั้นเพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณตามคำแนะนำของแม่หมอหม่อน และสอดคล้องกับความคิดของลูกบ้าน ครูใหญ่และกำนันจึงตัดสินใจเรื่องการสร้างห้องเรียนให้เป็นแบบติดแอร์ธรรมชาติ โดยการเปิดกำแพงสามด้านออก เหลือเพียงด้านเดียวเพื่อไว้แขวนกระดานดำและแสดงอาณาเขตของแต่ละชั้นเรียน
และวันนี้แม้จะเป็นวันเสาร์ แต่ห้องเรียนที่อยู่ริมสุดกลับเต็มไปด้วยผู้คน
วันนี้ไม่ใช่วันสำคัญอะไร ไม่ใช่วันหยุดนักขัตฤกษ์ และก็ไม่ใช่วันครบรอบวันตายของใคร แต่วันนี้เป็นวันที่กำนันเอี้ยงได้ฤกษ์หยิบโทรโข่งหน้าบ้านขึ้นมาป่าวประกาศเรียกประชุมลูกบ้านประจำปีต่างหาก
การประชุมประจำปี คือ วันที่ทุกบ้านในตำบลจะต้องส่งตัวแทนมาเลือกสินค้า OTOP ประจำตำบล ด้วยนโยบายของกำนันเอี้ยงที่ว่า
'หนทางนับหมื่นลี้ ต้องเริ่มต้นด้วยก้าวแรก แต่ระหว่างทางเดินไป เราจะต้องเปลี่ยนแปลงไปสู่ทางที่ดีขึ้น'
"มากันครบแล้วใช่ไหม" กำนันเอี้ยงถามขึ้นทันทีที่เดินมาหยุดอยู่หน้าองค์ประชุม กวาดสายตาไปทั่วก่อนจะหยุดอยู่ที่เก้าอี้สามตัวด้านหน้าที่ยังว่างอยู่
เหลือแต่พวกตัวปัญหางั้นรึ
เอาเถอะ...จะไปบังคับให้มาก็ไม่ได้ด้วยสิ
"อะแฮ่ม..." กำนันเอี้ยงส่งเสียงกระแอมพอเป็นพิธี "ที่ฉันเรียกประชุมในวันนี้ทุกคนก็คงจะรู้อยู่แล้ว...ในปีที่ผ่านๆ มา สินค้า OTOP ของตำบลเรามียอดขายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในอัตราร้อยละ 7 ต่อปี นับตั้งแต่สัปปะรดตากแห้งในปีแรกที่สร้างความฮือฮาให้กับตำบลอื่นๆ ต่อด้วยสัปปะรดกระป๋องที่ครองตำแหน่งแชมป์ OTOP ขายดีประจำจังหวัด 2 ปีซ้อนด้วยดีไซน์กระป๋องที่เก๋ไก๋ได้เกินกว่าใคร(กระป๋องรูปสัปปะรด ยืนยันว่าข้างในไม่ใช่ลำไยแน่นอน) ต่อด้วยสัปปะรดเชื่อมแบบ Low Fat และสัปปะรดหยีในปีต่อมา จนถึงปีที่แล้ว...ชาสัปปะรดก็ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม คิดเป็นมูลค่ามากกว่าสินค้าอื่นๆ เกือบ 3 เท่า และในปีนี้ ตามนโยบายก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้งของตำบลเรา...จะทำอะไรกันดี?"
ตกลงที่กำนันพูดมาทั้งนี่ มีใจความอยู่ที่ประโยคสุดท้ายใช่ไหม?
ลูกบ้านทั้งหลายคิดพลางส่ายหน้ายามสบตาใสๆ ของพ่อกำนัน
"ไหนๆ ทุกปีก็มีแต่สัปปะรดกับสัปปะรด ปีนี้ลองเปลี่ยนใหม่เป็นขนมหวานดีไหมจ๊ะพ่อกำนัน?"
เสียงใสๆ ดังประกอบอาการยกมือออกความเห็นของว่าที่ผู้สืบทอดร้านขนมหวานรุ่นที่สิบ เรียกเสียงฮือแสดงความเห็นด้วยจากชาวบ้านได้พอสมควร แต่สีหน้าของกำนันเอี้ยงกลับไม่ใคร่จะเห็นด้วยสักเท่าไหร่นัก
"ถ้าจะทำอย่างนั้น อาจจะต้องเปลี่ยนสโลแกนของร้านนะ...แบบนั้นแม่อุราจะยอมไหม?"
"ไม่มีทางค่ะ!"
อุราสวนกลับเสียงแข็งทันที เปลี่ยนอย่างอื่นพอทนได้ แต่จะให้เปลี่ยนสโลแกนที่สืบทอดต่อกันมาถึงเก้ารุ่นนั้น อุรายอมไม่ได้เด็ดขาด!!
เป็นอันว่าประเด็นนี้ตกไป
ยังไม่ทันจะได้เปิดประเด็นใหม่ หูของชาวบ้านทั้งบางก็สดับเสียงเครื่องยนต์ดังมากจากด้านหลัง ดึงสายตาทั้งหมดให้หันกลับไปมอง
รถกระบะ Hilux Tiger สีบลอนด์เงิน แล่นโฉบเฉี่ยวหลบแปลงเกษตรปลอดสารพิษมาด้วยความเร็วสูง ก่อนจะอ้อมสนามหญ้าหน้าเสาธงมายังที่ประชุม แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตามากกว่าตัวรถที่เป็นประกายเงาวับ คือ ร่มสีม่วงขนาดใหญ่ลายสัปปะรดที่กางอยู่ท้ายกระบะอย่างไม่เกรงฟ้าท้าแดดฝน(และสายตาชาวบ้าน...เด่นสุดหูรูดดด!!)
และเมื่อกระบะคันงามหักเลี้ยวอีกครั้ง องค์ประชุมก็ได้พบกับภาพของชายหนุ่มรูปงามที่นั่งเอนกายไขว่ห้างอย่างสบายใจอยู่บนเก้าอี้หวายตัวใหญ่ท้ายกระบะ ข้างกายนั้นคือเด็กหนุ่มใส่แว่น สวมหมวกไหมพรมสีเหลืองประดับด้วยพู่สีเขียวสด ยืนตัวตรงคอยประคองร่มคันใหญ่สีบาดตาบาดใจให้แผ่เงาบังแดดแก่คนที่นั่งอยู่
เมื่อเห็นว่าได้องศาดีแล้ว กระบะคันนั้นก็ค่อยๆ แล่นถอยหลังเข้ามาหาที่ประชุม ตรงนี้เองที่ทำให้ชาวบ้านสังเกตเห็นโต๊ะตัวเล็กและชุดน้ำชาสีขาวลายดอกไม้สีม่วงวางอยู่ในระยะเหมาะมือกับคุณชายบนเก้าอี้หวาย
...ก็รู้อยู่หรอกนะว่ารถยี่ห้อนี้มันขับนิ่ม
แต่ไม่เห็นต้องเอาชุดน้ำชามาตั้งสาธิตกันถึงขนาดนี้ก็ได้!!
ทันทีที่รถจอดสนิท หนุ่มแว่นก็กระโดดลงทางด้านข้าง แล้วเดินมาเปิดท้ายรถพร้อมกับวางม้านั่งตัวเตี้ยลงกับพื้นด้วยท่าทางเฉื่อยแฉะจนน่าเดินเข้าไปเตะ
แต่ก่อนที่บาทาของใครจะได้ขยับตามใจคิด ท่านชายที่นั่งอยู่ก็ได้ฤกษ์ขยับตัว เริ่มจากการวาดขาให้เท้าทั้งสองข้างเหยียบขนานกันก่อนจะยันตัวลุกขึ้นด้วยท่าทีอันสง่างาม แล้วค่อยๆ ยุรย่างเยื้องกรายลงมาจากท้ายกระบะ....
...ไม่เอา Red Carpet มาปูด้วยเลยล่ะ(เว้ยเฮ้ย!!)
แต่ก็แน่นอนว่าไม่มีใครพูดออกไป ด้วยกลัวว่าหากพูดออกไปแล้ว เกิดคุณชายแกเห็นดีเห็นงามขึ้นมา งานนี้คงเห็นพรมแดงปูไปทั่วทุกแห่งที่คุณชายจะเหยียบย่างไป
ปัง!
เสียงปิดประตูรถที่ไม่ดังมากนักดึงความสนใจของทุกคนจากคุณชายที่แรดน่าเตะกว่าบ่าวหลายเท่า ไปที่เด็กสาวร่างเล็กหน้าตาละม้ายคล้ายกัน แต่ดีกรีความกระแดะกลับลดลงไปทะลุจุดศูนย์ ดวงตากลมโตสีม่วงอ่อนหวานใสราวกับเนื้อทรายนั้นเงยขึ้นมองพี่ชายอย่างไม่มั่นใจเท่าไหร่นัก ก่อนจะก้าวมายืนข้างๆ ราวกับต้องการที่ยึดเหนี่ยว
คุณชายยิ้มเล็กน้อย แล้วกระชับมือเล็กพาเดินผ่านแถวที่นั่งของชาวบ้านไปด้านหน้า จนมาถึงช่วงที่พวกของหนูนานั่งอยู่ เด็กสาวจึงขยับตัวทำท่าจะผละมานั่งร่วมกับเพื่อนๆ วัยเดียวกัน แต่ติดที่มือใหญ่ของพี่ชายยังคงกุมไว้ไม่ยอมปล่อย เธอจึงต้องจำใจเดินตามไปเงียบๆ
"ขอโทษนะครับที่มาสาย...พอดีว่าผมติดเจรจากับตัวแทนระดับภูมิภาคเกี่ยวกับสินค้า OTOP ของตำบลเราน่ะครับ"
ว่าจบก็โปรยยิ้มสะกดทุกสายตา พลางดึงมือน้องสาวให้นั่งลงยังเก้าอี้แถวหน้าสุดด้วยกัน
แม้จะมาสาย แต่ด้วยเหตุผลที่ฟังขึ้นสุดหูรูด และรอยยิ้มกระชากใจบรรดาแม่ยก ทำให้ทุกคนพร้อมจะให้อภัย
สาบานได้ว่าไม่ได้ใช่เส้น ไม่ได้ติดสินบน แต่มาจาก...รอยยิ้มที่แสนจริงใจล้วนๆ (โอ้กกก)
"เอาล่ะ มีคนอื่นจะเสนออะไรอีกไหม" กำนันเอี้ยงพูดขึ้น เป็นการดึงสติของลูกบ้านทั้งหลายให้กลับมาสนใจการประชุมอีกครั้ง ตาก็ปรายมองไปทั่วอย่างขอความเห็นปนขอร้อง
ใครก็ได้ช่วยยกมือหน่อยเถอะ ก่อนที่ไอ้คุณชายนั่นจะเริ่มโปรเจคใหม่
สายตาก็เผลอไปสบกับแม่ข้าวหลามโดยไม่ได้ตั้งใจ แล้วมือเรียวข้างหนึ่งก็ยกสูงขึ้นตามความปรารถนาของกำนันเอี้ยง
"ว่าไงแม่ข้าวหลาม"
แม่ค้าขายข้าวแกงคนสวย(ของไอ้ทศคนเดียว)ยืนขึ้นอย่างไม่แน่ใจ แต่ไอ้จะหลบสายตาขอร้องของพ่อกำนัน ทำเหมือนไม่รู้ไม่เห็นก็ทำไม่ลง
"เอ่อ...จริงๆ ฉันก็เคยคิดไว้เล่นๆ นะจ๊ะ ว่าจะลองทำข้าวแกงอบแห้ง"
สิ้นคำเสนอก็เกิดเสียงฮือฮากันไปทั่ว
ข้าวแกงอบแห้งเนี่ยนะ!!
ยกเว้นเพียงคนสองคนที่ไม่ได้ตื่นตระหนกไปกับคนอื่นๆ หนึ่งคือคุณชายมุกที่ยังคงนั่งยิ้มด้วยท่าทีสบายๆ และโคมฉายที่นั่งเงียบเพราะไม่มีความเห็นอะไร
"เรื่องข้าวที่จะใช้ก็ไม่มีปัญหา เพราะเรามีโรงสีข้าวประจำตำบล(ที่ดันไปตั้งอยู่ในตัวอำเภอ) ส่วนเรื่องกับข้าวฉันคิดว่าฝีมือของฉันก็พอจะสู้กับ Easy GO ได้อยู่"
คำอธิบายกึ่งๆ คำแสดงความเชื่อมั่นยิ่งทำให้เสียงฮือฮาดังขึ้น
"แต่ว่า..." ข้าวหลามเปรยขึ้นอีกครั้งด้วยเสียงที่ดังขึ้นเพื่อขัดกับเสียงรอบข้าง
"ถ้าทำแบบอบแห้งมันจะทำให้ข้าวเสียรส และอาจจะต้องใส่สารกันบูด ซึ่งขัดกับหลักการของฉัน เพราะฉะนั้น...ไม่เอาดีกว่าจ๊ะ"
ว่าจบก็นั่งลงเช่นเดิม
..........................
แล้วเจ๊แกจะพูดขึ้นมาทำไมเนี่ย!!!
"เอ่อ...มีใครจะเสนออะไรอีกไหม?" กำนันเอี้ยงถามอีกครั้ง ใจก็หวังเหลือเกินว่าให้ใครสักคนช่วยเสนออะไรที่มันเข้าท่าและใช้งานได้จริง ที่สำคัญอย่าให้มีส่วนผสมที่เป็นสัปปะรดขึ้นมาสักคน ก่อนที่ไอ้คุณชายจะจัดการเทคโอเวอร์ OTOP ไปอีกปี
แต่ความจริงนั้นโหดร้ายเสมอ
เมื่อรอบตัวตกอยู่ในความเงียบ เหล่าลูกบ้านพากันนั่งเงียบมองไปทางซ้ายทีทางขวาที ไม่รู้ว่าพยายามหลบตาพ่อกำนันหรือพยายามหาคนช่วยกันแน่
แล้วมือหนึ่งก็ชูสลอนขึ้นบนอากาศ
กำนันเอี้ยงมองมือนั้นแล้วก็ต้องแอบถอนใจก่อนเอ่ย
"ว่าไงล่ะคุณชายมุก"
ชายหนุ่มเจ้าของชื่อยิ้มให้เล็กน้อยก่อนจะวาดขาให้เท้าเท้าทั้งสองข้างเหยียบขนานกันก่อนจะยันตัวลุกขึ้นด้วยท่าทีอันสง่างาม หมุนตัวไปมององค์ประชุมด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มไม่เสื่อมคลาย
"ผมขอเสนอเป็นคุกกี้สัปปะรดดีไหมครับ"
นั่นไง...โปรเจคสารพัดสัปปะรดมาแล้ว
เจ้าของไอเดียสินค้า OTOP หกสมัยซ้อนผายมือออกประกอบท่าทางราวกับเป็นศาสดาที่กำลังจะเผยแพร่ลัทธิศาสนาอะไรสักอย่าง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงทุ้มนุ่มที่ใช้กล่อมพวกพ่อค้าคนกลางให้อยู่หมัดมานักต่อนัก
"...เพราะว่าปีที่แล้ว สินค้าของเราที่ทำออกมาในรูปของชาสัปปะรดนั้น แม้จะได้รับความนิยมจากตลาดก็ตาม แต่ก็ประสบปัญหาที่ว่า กลุ่มลูกค้านิยมที่จะดื่มชากับขนมขบเคี้ยว เช่น คุกกี้ หรือไม่ก็เค้ก..."
คุณชายมุกหยุดเล็กน้อย พร้อมกับปรายสายตาไปทั่งองค์ประชุมตามแบบนักบริหารที่ดี นี่ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ทำให้คนในที่ประชุมรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วม ไอ้การให้ข้อมูลแบบรวดเดียวจบ มันก็ไม่ต่างอะไรกับการยัดเยียดให้คนฟังรู้สึกไม่ดีนั่นล่ะ
"...ลูกค้าซื้อชาของเราก็จริง แต่สุดท้ายเขาก็จะไปอุดหนุนสินค้าของตำบลอื่นอยู่ดี และแน่นอนว่าชาหนึ่งถุงสามารถชงได้อีกหลายครั้ง ดังนั้นจึงไม่ต่างกับว่าเราสนับสนุนให้สินค้าตำบลอื่นขายดียิ่งขึ้น ดังนั้น...เพื่อเป็นการทำให้กลุ่มลูกค้าเลือกผลิตภัณฑ์ของเราร้อยเปอร์เซ็นต์ และสร้างกลุ่มลูกค้ารายใหม่ เช่น เด็กๆ ที่ชื่นชอบขนมหวาน หรือผู้ใหญ่ที่ต้องการซื้อเป็นเซ็ทเพื่อนำไปเป็นของขวัญให้คนอื่น เป็นยังไงล่ะครับ?"
สุดท้ายต้องจบด้วยคำถามที่จะทำให้พวกชาวบ้านรู้สึกว่าตนเองมีสิทธิตัดสินใจ ไม่ใช่การบังคับ และต้องไม่ลืมโปรยรอยยิ้มตบท้ายอีกหนึ่งรอบเป็นอันเสร็จกระบวนการพูดเชิญชวนที่ดี
ชาวบ้านหลายคนเริ่มหันหน้าเข้าหากันเพื่อประชุมความคิด และส่วนใหญ่เริ่มมีการพยักหน้าให้เห็นแล้ว
นี่ล่ะ...อำนาจของคำพูดและรอยยิ้ม
"เอ่อ...คุณชายมุก ทำไมเราไม่ทำคุกกี้อย่างอื่นด้วยล่ะ? ทำไมต้องเน้นที่สัปปะรดด้วย?"
คำถามจากกำนันเอี้ยงที่ยืนเงียบมานาน และไม่รู้จะทำสีหน้าอย่างไรดี(กำลังชั่งใจระหว่างความเซ็งกับปลงตก) คุณชายมุกได้ยินเช่นนั้นจึงหัวเราะน้อยๆ ก่อนตอบ
"ก็เพราะ ชาของเราเป็นสัปปะรดน่ะสิครับ ของที่ทานแล้วจะเข้ากับสัปปะรดที่สุด ก็ต้องเป็นสัปปะรดอยู่แล้วจริงไหมครับ อีกอย่างหนึ่ง ที่ตำบลของเราก็มีไร่สัปปะรดอยู่แล้ว ถือว่าเป็นการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งเป็นการนำจุดเด่นของตำบลเรามาแสดงให้ทุกคนได้เห็น ตามจุดประสงค์ของโครงการ OTOP อีกด้วยยังไงล่ะครับ"
คำอธิบายพร้อมสายตาเป็นประกายของคุณชายเจ้าของไร่ท้ายตำบลดูท่าจะได้ผล เพราะชาวบ้านหลายคนเริ่มหลอนเห็นภาพไร่สัปปะรดระยิบระยับผุดขึ้นมาเป็นฉากประกอบ พร้อมอาการผงกหัวหงึกหงักตามคำอธิบายไปด้วย
กำนันเอี้ยงเห็นดังนั้นก็แอบลอบถอนหายใจอยู่คนเดียว...
ไม่น่าไปขัดแม่อุราเล้ยย....สุดท้ายก็สัปปะรดอีกแล้วไหมล่ะ
ตกลง OTOP นี่มันไม่ได้ย่อมาจาก One Tumbon One Product...
แต่เป็น One Tumbon Only Pineapple สินะ...
แม้ในใจจะอยากค้านแค่ไหน แต่เนื่องจากไม่มีเหตุผลมาหักล้าง เขาจึงต้องเอ่ยปากถามประชามติตามหน้าที่ของกำนันในระบอบประชาธิปไตยที่ดี
"ใครเห็นด้วยกับความคิดคุกกี้สัปปะรดของคุณชายมุก ช่วยยกมือขึ้นด้วย"
สิ้นคำถาม องค์ประชุมก็พร้อมใจกันยกมือพรึ่บ(สังเกตดีๆ จะพบว่าเกินครึ่งเป็นผู้หญิง รวมไปถึงแม่อุรากับแม่ข้าวหลามด้วย) ส่วนที่ไม่ยกมือก็คงจะมีแต่พวกที่ตัดสินใจไม่ถูก และพวกที่อยากจะค้านแต่ก็ไม่มีความคิดที่ดีกว่านี้อีกแล้ว
เมื่อไม่มีใครแสดงท่าทางคัดค้านอย่างชัดเจน กำนันเอี้ยงจึงได้แต่ถอนหายใจยาวๆ อีกครั้ง
"สรุปว่า OTOP ปีนี้เป็นคุกกี้สัปปะรดก็แล้วกัน..."
แล้วเสียงไชโยโห่ร้องและเสียงตบมือก็ดังลั่นไปทั่ว จนน่าสงสัยว่ามันเป็นที่ประชุม หรือเป็นเวทีมวยกันแน่
คุณชายมุกหันมาโค้งตัวให้กับชาวบ้านเล็กน้อยแทนคำขอบคุณ ก่อนจะนั่งลงข้างๆ โคมฉาย(ที่ไม่ได้ยกมือร่วมโหวต ไม่รู้ว่าเพราะแน่ใจถึงตนไม่ยก พี่ชายก็กินขาดอยู่แล้ว หรือเพราะตนก็เบื่อสัปปะรดเหมือนกำนันเอี้ยงกันแน่)
หลังจากนั้นชาวบ้านจึงค่อยๆ ทยอยกันกลับบ้านไปทำกิจวัตรประจำวันของแต่ละคนเช่นเดิม หนูนาที่นั่งรอให้ผู้คนซาลงเล็กน้อยจึงลุกขึ้นยืนชะเง้อไปทางเก้าอี้แถวหน้า แต่ดูท่าทางความสูงจะเป็นอุปสรรค เมื่อเพ่งยังไงก็เห็นแต่กำแพงหลังของคนอื่นเรียงกันพรึ่บ ครั้นจะขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ก็ดูไม่สมเป็นกุลสตรี เกิดใครมาเห็นเข้าแล้วเอาไปฟ้องแม่นวลเธอคงถูกดุจนหูชา สุดท้ายจึงได้แต่เขย่งเท้าเงยหน้ามองจนไอ้ทากสงสัย
"มองหาใครเหรอหนูนา?"
"หาโคมฉายน่ะจ้ะ ไม่รู้กลับไปหรือยัง"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เด็กหนุ่มร่างสูงก็ช่วยเป็นธุระชะเง้อมองให้ก่อนตอบ
"ยังไม่กลับหรอก ยืนอยู่ข้างๆ คุณชายมุกนั่นไง"
ว่าพลางก็ชี้นิ้วไปยังกลุ่มคนเบื้องหน้า แต่เนื่องจากทั้งเธอและโคมฉายต่างก็ตัวเล็กด้วยกันทั้งคู่ ดังนั้นไม่ว่าหนูนาจะพยายามมองเท่าไหร่ก็ยังไม่เห็นอยู่ดี เด็กสาวจึงเปลี่ยนแผนหันมาใช้วิธีมองหาคุณชายมุกเสียแทน นั่นล่ะถึงจะได้ผล เพราะทรงผมสุดเริ่ดของคุณชายมันบาดตาแทงใจเสียจนน่าสงสัยว่าคุณชายแกก็ไปเป็นเหยื่อ เอ้ย! ลูกค้ากรรไกรของยายละมุดด้วยหรือไร (ยายละมุดไม่ใช้แบตตาเลี่ยนเพราะมันไม่คล๊าสสสสสิก) (กรุณาลากเสียงตามจะได้อารมณ์เพิ่มขึ้นสิบเปอร์เซ็นต์)
เมื่อเห็นเป้าหมายเรียบร้อยแล้ว หนูนาจึงเดินแหวกฝูงชนเข้าไปหา ปากก็ร้องเรียก
"โคมฉาย! โคมฉายจ๊ะ!!"
ดวงหน้าหวานของเด็กสาวเจ้าของชื่อหันมามองตามเสียงเรียก แล้วขยับยิ้มให้อย่างเป็นมิตร ก่อนจะหันไปกระตุกแขนเสื้อพี่ชายเบาๆ
"พี่มุกจ๊ะ โคมฉายขอไปหาหนูนานะจ๊ะ"
ผู้เป็นพี่ขมวดคิ้วเล็กน้อยกับคำขอของน้องสาวผู้น่ารัก ก่อนที่นัยน์ตาสองสีจะกวาดมองไปทั่วบริเวณราวกับมองหาอะไรบางอย่างด้วยสีหน้าจริงจัง จนหนูนาอดยิ้มขำไม่ได้
"ถ้าพี่มุกมองหาหมอสมานล่ะก็ เมื่อกี้หนูนาเห็นเดินตามพี่ระเบียงไปแล้วล่ะค่ะ พี่มุกไม่ต้องเป็นห่วงหรอก"
ได้ยินอย่างนั้นปมคิ้วบนใบหน้าดูดีนั้นก็คลายออกเล็กน้อย
"งั้นพี่คุยกับกำนันเอี้ยงอยู่ตรงนี้นะ ฝากดูแลโคมฉายด้วยนะครับหนูนา"
เด็กสาวพยักหน้ารับคำด้วยรอยยิ้ม แล้วจูงมือเพื่อนสาวเดินห่างออกมาเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนการพูดคุยของพวกผู้ใหญ่ แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นหนูนาก็ยังรู้สึกถึงสายตาของคุณชายที่ยังคงมองตามอย่างไม่ยอมคลาดสายตา สุดท้ายเธอจึงต้องยอมแพ้หันกลับมาถามง่ายๆ
"เดี๋ยวบ่ายนี้แม่อุรากับมะเหมี่ยวจะมาที่บ้านฉัน โคมฉายมาด้วยกันไหมจ๊ะ?"
เด็กสาวนัยน์ตาสีม่วงฟังแล้วก็ส่ายหน้าช้าๆ แล้วส่งยิ้มน้อยๆ ให้
"บ่ายนี้โคมฉายต้องไปวัดกับพี่มุกน่ะ คงไม่ไปไม่ได้หรอก"
"เอ๋...น่าเสียดายจัง" หนูนาเปรยอย่างรู้สึกเสียดาย แต่ก็เอาเถอะ ยังไงก็คงได้ไปเจอกันที่โรงเรียนอยู่ดี หากไม่ทันที่จะได้คุยอะไรกันต่อ มือใหญ่ก็ยื่นมาตะปบที่ลาดไหล่บางของโคมฉาย
"โคมฉาย พี่ว่าเรารีบไปดีกว่าไหมครับ ชักช้าเดี๋ยวหลวงตาจะจำวัดเสียก่อน"
เหตุผลเหมือนจะฟังขึ้นถ้าไม่ติดตรงที่ว่า คงไม่มีพระรูปไหนจะจำวัดตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ตรงหัว
คุณชายมุกที่ไม่รู้มายืนข้างหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ว่ายิ้มๆ แล้วก็คว้ามือเล็กไปกุมแล้วพาเดินออกไปทันที ปล่อยให้หนูนายืนงงอยู่สามวินาที ก่อนจะเหลือบไปเห็นสาเหตุที่เดินกลับเข้ามายังที่ประชุม
********************************TBC...
ขออภัยลืมเขียน = ="
Casting
Rokudo Mukuro เป็น คุณชายมุก
Dokuro Crome เป็น โคมฉาย
Kakimoto Chikusa เป็น ไอ้จิก
แปะเพิ่ม หนูนาเวอร์ชั่นเสื้อคอกระเช้าเจ้าค่ะ
edit @ 13 Jan 2008 21:31:23 by Lynx


หอยหลอดยังไม่พอ มีหอยกาบอีกเรอะ!
- โคมฉายนี้โครมช่ะมิ
- คุณชายมุกก็มุคุโร่ช่ะม่ะ
#1 By 「 Hi-bird 」 on 2008-01-13 20:38