ทุกรูปในบล็อกนี้ห้ามทำ hotlink โดยเด็ดขาดค่ะ

[Fic] มนต์รักดอนหอยหลอด [5]

posted on 29 Jan 2008 15:52 by foundation

มันมาแล้ว...มหกรรมลงฟิคแห่งชาติ =[]=!!

มาลงติดๆ กันเลย เพราะเห็นว่าดองมานานเกินไปแล้วสำหรับเรื่องนี้ (ยังมีหน้ามาพูดอีก)

ที่จริงเรื่องพล็อตอิเบนซ์กับดอสคุยกันเสร็จแล้วนะฮะ ปัญหาคือ ทั้งสองคนเจอโปรเจคสารพัดสัปปะรดของคุณชายมุกในตอนที่ 4 เข้าไป ถึงกับใบ้แด๊ก แต่งตอนต่อไปไม่ถูกเลย = ="

ก็เลยค้างๆ คาๆ แต่ในที่สุดก็เสร็จจนได้ T[]T

เอ้า...ไปอ่านกันเลยดีกว่าฮะ

*********************************

Title : มนต์รักดอนหอยหลอด
Fandom : Katekyo Hitman Reborn!

---------------------------

 

ตอน : [มรสุมสัดหมี่กับตอนที่ 5]

 

อากาศยามเช้าของตำบลดอนหอยกาบสดชื่นอยู่เสมอ อากาศที่เย็นจัดตามธรรมชาติ ทำให้เกิดหมอกสีขาวลอยอ้อยอิ่งไปทั่ว แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ตื่นเร็วกว่านั้น บางคนลุกจากที่นอนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางไก่ยังนอนกกไข่ด้วยความง่วงงุน บางคนก็รอให้แสงอาทิตย์จับขอบฟ้าจึงจะลุกขึ้นไปอาบน้ำ เป็นกิจวัตรประจำวันที่ดำเนินไปอย่างเรียบง่ายและสงบ บางทีนี่อาจเป็นหนึ่งในเสน่ห์ของชนบทที่ทำให้คนเมืองหลายคนอยากจะสัมผัสก็เป็นได้


กำนันเอี้ยงก็ตื่นแต่เช้า แน่ล่ะ...ขืนตื่นตอนตะวันขึ้นสูงมีหวังได้อายลูกบ้านทั้งตำบล ร่างสูงเดินลงจากเรือนพลางหาวรับอากาศเย็นรอบตัวเข้าปอด ถึงจะดูเป็นกิริยาที่ดูแล้วชวนง่วง แต่ความจริงแล้วมันกลับทำให้เจ้าตัวรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้น


"เอ้า ออกมากันได้แล้ว" กำนันเอี้ยงพูดขณะเปิดยกสุ่มไก่ที่สานจากไม้ไผ่ ให้บรรดาสัตว์ที่ถูกจัดอยู่ในตระกูลนกออกมาคุ้ยดินจิกแมลงกินกันเป็นอาหารเช้า ตอนนี้รอบตัวจึงมีแต่เสียงจิ๊บๆ ต๊อกๆ ของบรรดาแม่ไก่และลูกไก่ที่พากันหาอาหารอย่างสบายใจ นานๆ ครั้งจึงจะได้ยินเสียงพ่อไก่โก่งคอขัน


บรืน...


พลันเสียงรถก็ดังขึ้นจากดังแผ่วๆ และดังขึ้นเรื่อยๆ ให้กำนันเอี้ยงเหลียวไปมอง เพราะในตำบลเล็กๆ อย่างดอนหอยแครงนี้ มีอยู่ไม่กี่บ้านที่มีรถยนต์ใช้ ไม่กี่วินาทีต่อมา Toyota Fortuner สีดำมันปลาบที่เป็นต้นเสียงก็ขับเข้ามาจอดตรงหน้าบ้าน


"สวัสดีจ้ะกำนันเอี้ยง" ปลัดเด่นที่เพิ่งเดินลงมาจากรถยกมือไหว้ทักทายตามมาด้วยบุญมาผู้เป็นพ่อบ้าน เมื่อเห็นว่าแขกยามเช้าเป็นใคร กำนันเอี้ยงจึงขยับยิ้มกว้างทักตอบ


"มาแต่เช้าเชียวนะพ่อปลัด เข้ามาก่อนสิ" ว่าพลางก็กวักมือเรียกพร้อมกับเดินนำไปยังแคร่ใต้ถุนบ้าน


"ตื่นเช้าเหมือนกันนี่พ่อปลัด" เจ้าบ้านเริ่มชวนคุย หลังจากที่แขกทั้งสองคนนั่งลงเรียบร้อยแล้ว


"ผมตื่นเวลานี้เป็นปกติน่ะครับ แต่ชาวบ้านบางคนยังตื่นเร็วกว่าผมเสียอีก" ปลัดเด่นพูดยิ้มๆ


"ก็นะ ก็ต้องไปดูแลไร่นากัน ถ้าตื่นสายกว่านี้แดดมันจะแรงเกิน" กำนันว่า "คิดว่าพ่อปลัดตื่นเต้นจนนอนไม่หลับเสียอีก แต่ตื่นเช้าๆ แบบนี้น่ะดีแล้ว คนเมืองกรุงส่วนใหญ่เขาตื่นกันตอนตะวันขึ้นกันแล้วใช่ไหมล่ะ"


ปลัดเด่นพยักหน้ายอมรับ


"มีที่ตื่นตั้งแต่ตีสี่ตีห้าเหมือนกันครับ แต่ส่วนใหญ่จะไปหลับต่อบนรถเมล์" เพราะเป็นช่วงที่ผู้คนต่างเดินทางออกไปทำงาน ถนนจึงเบียดเสียดเต็มไปด้วยรถราและควันพิษ การจราจรทางเท้าก็คล้ายๆ กัน มีแต่ความเร่งรีบและความเครียดที่สะสมมาจากเมื่อวาน


"หยุดเดี๋ยวนี้นะไอ้แหล่ม! กลับมาใส่กางเกงให้เรียบร้อยก่อน!!"


พลันเสียงใสๆ ที่ปลัดเด่นจำได้ติดตราตรึงหูก็ตะโกนดังอยู่เหนือศีรษะ ชายหนุ่มจึงเงยหน้าขึ้นมองอย่างสงสัยว่าเกิดเหตุอันใด ถึงทำให้นางฟ้าน้อยๆ ต้องตะโกนเสียงดังแบบนี้


"ไม่เอา! แหล่มหิวข้าว แหล่มจะกินข้าว" อีกเสียงหนึ่งที่เล็กกว่าดังขึ้น


"ไม่ได้! ถ้าไม่ใส่เสื้อให้ดีๆ ก็ไม่ต้องกินข้าว" หนูนาขู่ ตามมาด้วยเสียงโวยวายตึงตังอีกเล็กน้อย ก่อนที่ร่างเล็กๆ ของเด็กชายหัวฟูฟ่องจะกระโดดลงมาตามขั้นบันได แล้ววิ่งหายไปทางหลังบ้านทันที


ดูจากความสูงและการพูดจาเมื่อครู่ คงอายุไม่เกินเจ็ดขวบล่ะมั้ง


"อ้าว! สวัสดีค่ะคุณปลัด" หนูนาที่เพิ่งเดินลงมาจากเรือนเอ่ยทักทาย "งั้นเดี๋ยวหนูนาไปยกน้ำมาให้นะจ๊ะ" เด็กสาวส่งยิ้มให้แล้วหมุนตัวเดินไป


"เด็กคนเมื่อครู่..." ปลัดเด่นเปรยขึ้นลอยๆ ตายังคงมองตามแผ่นหลังบางที่หายเข้าไปในครัวหลังบ้าน


"หือ? อ้อ...ไอ้แหล่มน่ะรึ? มีคนมาฝากเลี้ยงน่ะ แต่ก็เหมือนน้องชายแท้ๆ ของหนูนานั่นล่ะ" กำนันเอี้ยงว่าแล้วก็หัวเราะเสียงดังก่อนเปรยถามเปลี่ยนหัวข้อสนทนา


"แล้วนี่ทานอะไรกันมารึยังล่ะ"


"อ๋อ เช้าๆ อย่างนี้ผมดื่มกาแฟแค่แก้วเดียวก็พอแล้วล่ะครับ"


"อะไรกัน! แค่นั้นแล้วมันจะไปมีแรงทำงานได้ยังไง" คนถามตบเข่าว่าพลางเอี้ยวตัวไปด้านหลังและตะโกนเสียงดัง ไปทางหลังบ้านที่มีเสียงกะทะกระทบเตา มีดกระทบเขียงดังลอยมา


"แม่นวล! เตรียมข้าวเช้าเผื่ออีกสองที่ให้พ่อปลัดกับบุญมาด้วยนะ!!"


สิ้นเสียงสั่งก็มีเสียงหวานดังตอบรับดังมาจากทางหลังบ้าน ประจวบเหมาะกับที่กลิ่นหอมของกับข้าวลอยมาแตะจมูกเรียกเสียงท้องร้องประท้วงให้คนที่เพิ่งจะบอกว่าดื่มกาแฟแก้วเดียวก็พอรู้สึกเก้อเขิน ผิดกับคนพูดที่หัวเราะลั่นประกอบอาการตบเข่าฉาดถูกใจ


"เห็นไหมล่ะ ยิ่งหนุ่มๆ อย่างพ่อปลัดด้วยแล้วยิ่งต้องใช้พลังงานในการทำงานเยอะ กาแฟแก้วเดียวมันจะไปพออะไร้ ไปๆ ขึ้นไปนั่งบนเรือนกัน"

-------------------------------------

ระหว่างที่นั่งลงทานอาหารเช้าที่เป็นกับข้าวอย่างง่ายๆ (ข้าว แกงจืดเต้าหูหมูสับใส่สาหร่าย ไข่เจียวกับหมูทอด) ปลัดเด่นของเราก็แอบยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ในใจ เพราะนอกจากกับข้าวจะอร่อยแล้วยังมีคนสวยมานั่งร่วมวงเป็นอาหารตาอีกด้วย หากเมื่อข้าวใกล้จะหมดจาน เสียงทักทายของแขกคนใหม่ก็ดังมาจากหน้าบ้าน


"คุณหนูนาคร๊าบบ~"


มาบ้านกำนันเอี้ยงเสือกทักลูกสาว ไอ้หนุ่มเจ้าของเสียงนี่ถ้าจะบ้าก็บ้า แต่ก็เอาเถอะ...ถ้าเป็นเขาก็คงทำแบบเดียวกัน(แต่ต้องเป็นตอนที่กำนันเอี้ยงไม่อยู่ หรือลูกซองประจำกายถูกส่งไปซ่อม) หากคนตอบรับกลับเป็นบิดาของสาวเจ้าของชื่อแทน


"ขึ้นมาบนเรือนเลย ไอ้โต ไอ้ทาก"


น่าเสียดายจริงๆ ที่ความสุขใจเมื่อครู่อยู่ได้ไม่นาน คิดแล้วก็อยากให้สเวนเซ่นมาเปิดที่นี่ เพราะจะได้มี 'ความสุขที่ไม่มีวันละลาย'


เสียงย่ำขึ้นมาตามบันไดดึงสายตาของนายเด่นและบุญมาให้หันไปมองร่างของเด็กหนุ่มสองคนที่เคยเห็นเมื่องานวันตลาดวัด ชายหนุ่มจำได้ว่าคนหัวเงินท่าทางนักเลงคือไอ้โตซึ่งเป็นหนึ่งในคนที่ทำให้เขาปากแตกพูดมากไม่ได้ไปหลายวัน เป็นเจ้าของเสียงเรียกไม่เกรงเจ้าบ้านไม่เกรงลูกซองเมื่อครู่ ส่วนอีกคนที่ร่างสูงกว่า ท่าทางอารมณ์ดีก็น่าจะเป็นคนที่ชื่อทาก


สองหนุ่มน้อยยกมือไหว้ผู้ใหญ่อย่างรู้มารยาท


ว่าแต่...ไอ้โตตะโกนทักแค่คนเดียว แต่ทำไมกำนันรู้ว่ามากันสองคน?


"มากันพอดี วันนี้ฉันติดธุระในอำเภอน่ะพ่อปลัด ทีแรกก็ว่าจะให้หนูนาพาไปเดินชมตำบล แต่..."


กำนันเอี้ยงหยุดพูดพลางหันไปมองศรีภรรยาที่นั่งอยู่ข้างกัน ปลัดเด่นที่กำลังส่งสายตาปิ๊งๆ ด้วยความหวังจึงเหลือบมองตามไปพบกับแววตาประหลาดที่ชวนขนลุก และรอยยิ้มพิมพ์ใจที่ดูขัดกับแววตาของแม่นวล


เชื่อแล้วว่าคนตำบลนี้...กลัวเมีย!


"ขอโทษนะคะคุณปลัดที่ต้องห้ามไว้ เด็กคนนี้น่ะโตจนจะเป็นสาวอยู่แล้ว วันๆ ยังเอาแต่ตะลอนๆ เล่นกับพวกเด็กผู้ชาย ห้ามยังไงก็ไม่ฟัง...ก็ไม่ใช่ว่าไม่ไว้ใจหรืออะไรหรอกนะจ๊ะ แต่เกิดมีคนเอาไปนินทาว่าเที่ยวไปเดินกับผู้ชายสองต่อสอง มันก็คงไม่ดี จริงไหมจ๊ะ?" คุณแม่ยังสาวอธิบายยิ้มๆ วางมือลงบนตักของลูกสาว ก่อนจะตบท้ายก็การถามเสียงหวาน


ถึงปากจะยิ้ม แต่ตาน่ากลัวขนาดนั้น คงไม่ใครกล้าชวนหรอกครับคุณแม่


แถมจะพร้อมใจกันตอบคำถามนั้นเป็นเสียงเดียวกันเสียด้วยซ้ำว่า...


"จริงครับ"


ชายหนุ่มส่งยิ้มให้อีกหนึ่งจบเป็นการพยายามยืนยันสิ่งที่ตนพูดอย่างเต็มที่ ลืมคิดไปเลยว่าหญิงสาวตรงหน้าน่ะเขาเป็นแม่ของหนูนา ไม่ใช่แม่ตัวเอง (เรียกๆ ไปเหอะ ฝึกให้ชินไว้ อนาคตจะได้ไม่ลำบาก)


ในที่สุด ทัวร์ตำบลที่น่าจะได้เดินกับคนนำทางคนสวย ก็กลับกลายเป็นเด็กผู้ชาย!สองคน ด้วยประการฉะนี้แล...

---------------------------------------

สถานที่แรกที่คนนำทางของนายเด่นพาไปคือวัดประจำตำบล (อันที่จริงในตำบลนี้มีวัดแค่ที่นี่ที่เดียว) แน่นอน เมื่อพูดถึงวัดในชนบท ปลัดหนุ่มของเราจึงนึกถึงสถานที่ประกอบพิธีสำคัญทางศาสนา และยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของพวกชาวบ้านในชุมชน หรือไม่ก็เป็นสถานที่ที่พวกชาวบ้านจะมานั่งจับเข่าพูดคุยพักผ่อนกัน ทั้งๆ ที่ควรจะเป็นเช่นนั้น แต่...


วิ้ว.....


ใบไม้สีเขียวสดที่ปลิดออกจากขั้วกิ่งก่อนเวลาปลิวม้วนตัวสวยงามตามแรงลม ลานทรายเบื้องหน้าว่างโล่ง ไร้สิ่งมีชีวิต กระทั่งสุนัขที่ได้ชื่อเป็นสัญลักษณ์ประจำวัดก็ยังไม่เห็นแม้เงาหัว


"เอ่อ...ทาก" ปลัดคนใหม่เอ่ยเรียกคนนำทางอย่างไม่ค่อยแน่ใจ "คนที่นี่ไม่ชอบเข้าวัดงั้นเหรอ?"


ก็งานตลาดวัดครั้งที่แล้ว พวกชาวบ้านออกจะคึกคักคึกครื้นกันขนาดนั้น ทางเดินที่เต็มไปด้วยคน เสียงพูดคุยที่ฟังไม่ได้ศัพท์ แล้วไอ้ความว่างเปล่าตรงหน้านี่มันอาร้ายยย (เสียงปลัดเด่นกรีดร้องในใจ)


"อ๋อ ไม่ใช่หรอกครับ พอดีมันมีเหตุผลนิดหน่อย" ไอ้ทากตอบด้วยเสียงหัวเราะ ส่วนไอ้โตก็ทำแค่สบถออกมาเบาๆ แล้วหันหน้าไปทางอื่นแทน


"อ้าว...ไอ้ทาก ไอ้โต"


เสียงเรียกคุ้นหูเรียกสายตาทั้งสามคู่หันไปมอง ก่อนสามหนุ่มจะพร้อมใจกันยกมือไหว้


"สวัสดีครับ/จ้ะ หลวงตา"


"เออๆ มากันแต่เช้าเลยนะ" หลวงตาที่นายเด่นจำได้ว่าเป็นรูปเดียวกับที่ 'แสตนบายด์' อยู่ที่เต้นท์ประชาสัมพันธ์หัวมาสบตาและยิ้ม "ว่าไงล่ะโยม วันนี้ก็หลงทางมาอีกหรือไง"


หลวงตาครับ...อดีตที่มันผ่านไปแล้วก็ควรปล่อยให้มันผ่านไปเถอะครับ


"อาตมาล้อเล่น โยมคงเป็นปลัดคนใหม่ที่โยมเอี้ยงพูดถึงสินะ" หลวงตาหัวเราะน้อยๆ เมื่อเห็นสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของชายหนุ่ม


"ครับ ว่าแต่...ที่นี่เงียบดีนะครับ" นายเด่นรีบเปลี่ยนหัวข้อบทสนทนา ก่อนที่หน้าตัวเองจะแหกมากไปกว่านี้ หลวงตายิ้ม


"เงียบๆ น่ะดีแล้ว" ตอบสั้นให้คนกรุงพยักหน้าเห็นด้วย หารู้ไม่ว่าความหมายที่ตนเข้าใจ กับความหมายของคนพูดน่ะมันคนละเรื่องเดียวกัน


ชาวบ้านในตำบลต่างรู้ดีว่า การที่วัดแห่งนี้จะมีเสียงพูดคุยโหวกเหวกโวยวายมีอยู่แค่สองกรณี คือ หนึ่ง ยามที่มีงานรื่นเริงตามปฏิทินทั่วไป และสอง ยามที่กำนันเอี้ยงพาชาวบ้านมาช่วยกันหามร่างสะบักสะบอมของคนที่กล้าเหยียบถิ่นไอ้เขี้ยว


"ไหนๆ ก็มาแล้ว ไอ้ทาก ไอ้โต เอ็งสองคนมาช่วยยกเก้าอี้ไปเก็บให้หน่อยสิ"


"งั้นให้ผมช่วยด้วยนะครับ" ปลัดเด่นเอ่ยปาก แต่ถูกหลวงตาโบกมือปฏิเสธแทน


"ไม่เป็นไรหรอก วันนี้โยมมาเยี่ยมตำบลใช่ไหมล่ะ ตามสบายเถอะ แค่ไอ้สองตัวนี้ก็พอแรงแล้วล่ะ"


"ใช่แล้วครับ คุณปลัดไปเดินดูรอบๆ ดีกว่า เห็นอย่างนี้ แต่วัดนี่ก็กว้างพอสมควรเลยนะครับ" ไอ้ทากเสริมยิ้มๆ


"นั่นสิ ขืนให้ปลัดมาช่วย ก็มีแต่จะคอยถ่วงมือถ่วงเท้าเสียมากกว่า อ้อ...แล้วก็อย่าเผลอหลงออกไปนอกวัดล่ะ ผมขี้เกียจรับผิดชอบ" จบประโยคเสียดแทงของไอ้โต ทั้งสองคนกับอีกหนึ่งรูปก็เดินจากไป ทิ้งเหลือแต่ปลัดหน้าใหม่ยืนเกรงใจกับสายลมและแสงแดด


ตาสีน้ำตาลเข้มกวาดไปรอบตัวอย่างตัดสินใจว่าควรจะไปทางไหนดี (ตราบใดที่แกไม่ก้าวเท้าออกนอกวัดก็ไม่หลงหรอก) ภาพความคึกคักเมื่อหลายวันก่อนยังคงติดตา การได้มาเห็นอีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นด้านที่แท้จริงของ 'วัด' จึงทำให้ชายหนุ่มรู้สึกแปลกๆ


จริงสิ...


เมื่อนึกย้อนกลับไป ภาพของใครบางคนก็ปรากฏขึ้นในหัว และกว่าจะรู้ตัวอีกที ขาก็ก้าวออกเดินไปเสียแล้ว ถึงจะจำไม่ได้ว่าต้องเดินไปทางไหน แต่วัดก็มีอยู่แค่นี้ เดินไปเรื่อยๆ ก็คงเจอ...


...ละมั้ง


นายเด่นก้มลงเอามือยันกับเข่าตัวเองอย่างเหนื่อยอ่อน พลางยกมือเช็ดเหงื่อที่ไหลซึมทั่วใบหน้า ตาสีน้ำตาลเข้มมองภาพประตูวัดคุ้นตาที่เห็นมาเป็นรอบที่เจ็ด


น่าแปลกใจที่วัดในชนบทแบบนี้มีประตูถึงเจ็ดบาน


ท่าทางตำบลนี้จะศรัทธาต่อศาสนามากจริงๆ


ชายหนุ่มยืนขึ้นเต็มความสูงอีกครั้ง นึกกังวลว่าขากลับจะเดินกลับไปถูกรึเปล่า หรือเขาจะต้องติดอยู่ในวัดไปตลอดชีวิต!


ถึงมันจะร่มเย็น น่าอยู่ แต่ก็ไม่เอาด้วยหรอกนะ


คิดแล้วก็ยิ่งเครียด ยังไงซะ...ก็คงต้องลองเดินดูอีกรอบ ไม่แน่อาจจะเจอชาวบ้านให้ถามทาง(ในวัด)ก็ได้


หลังจากใช้เวลาเดินคลำทางอยู่พักหนึ่ง สายตาที่เริ่มเหนื่อยล้าก็พลันเหลือบไปเห็นศาลาริมน้ำ แต่สิ่งที่ทำให้นายเด่นของเรารู้สึกยินดียิ่งกว่านั้นคือ เงาร่างของใครบางคนที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในศาลา ไม่ต้องเสียเวลาคิดอะไรให้มากความ ปลัดคนใหม่ของตำบลก็ตรงดิ่งเข้าไปหาพร้อมรอยยิ้มและเหงื่อไคลทันที


"เอ่อ...ขอโทษนะครับ"


"ครับ?" ชายหนุ่มที่นั่งอ่านหนังสือเงยหน้าขึ้นมาตามคำทัก ใบหน้าเรียบเฉยนิ่งสนิท


"ไม่ทราบว่า...เห็นเด็กวัดที่ตัวเล็กๆ หน้าตาน่ารักๆ อยู่แถวนี้รึเปล่าครับ"


คราวนี้คิ้วโก่งเหนือนัยน์ตาสีน้ำเงินกับแดงขมวดเข้าหากันเล็กน้อย


"มีธุระอะไรกับเขาหรือครับ?"


ปลัดเด่นเริ่มสงสัยว่าตัวเองคงเผลอหลุดถามอะไรไม่เข้าท่าจึงรีบพูดต่อ


"คือ...ผมแค่อยากเจอเขาอีกครั้ง.."


"ไปเจอกันตอนไหนเหรอครับ?"


คำถามสวนกลับมาอย่างรวดเร็ว ทำเอานายเด่นของเราถึงกับอึ้งไปเล็กน้อย


"วันงานตลาดวัดครับ"


"อ๋อ..คุณนั่นเอง"


อีกฝ่ายพยักหน้ารับรู้ แต่คนฟังน่ะรู้สึกงงแทน


"ผมทำไมเหรอครับ?"


"ไม่มีอะไรหรอกครับ" คุณชายมุกเอ่ยตอบทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด พร้อมกับยกถ้วยชาสีขาวข้างตัวขึ้นจิบ ตาสองสีเบือนกลับไปให้ความสนใจหนังสือในมือต่ออีกครั้ง


แล้วทำไมเขาต้องตอบคำถามของหมอนี่ด้วยล่ะเนี่ย? ไม่ได้มาสอบสัมภาษณ์เสียหน่อย


แค่มาหาคนสวยที่เจอกันเมื่อวันก่อนเท่านั้นเอง


"ถ้า..คุณไม่เห็น ผมก็ขอตัวก่อนนะครับ" นายเด่นเอ่ยตัดบทแล้วเดินจากไป โดยไม่รู้ตัวเลยว่า นัยน์ตาสองสีคู่นั้นกำลังมองตามแผ่นหลังตนด้วยความรู้สึกใด


เมื่อเดินออกมาจนเจอประตูวัด นายเด่นจึงหยุดนั่งพักที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ สายลมเย็นพัดมาให้เหงื่อตามตัวระเหยจนรู้สึกเย็นสบาย ชายหนุ่มจึงเอนตัวลงนอนกับพื้นปูนที่โบกขึ้นให้ชาวบ้านได้มานั่งพัก


ไม่ว่าจะเป็นวัดที่อยู่ในตัวเมือง หรือวัดที่อยู่ในชนบท ต่างก็ให้ความรู้สึกสงบ เย็นใจเหมือนกันทุกแห่ง


ตาสีน้ำตาลเข้มหลับลงพลางขยับยิ้มขำเมื่อนึกความคิดของตัวเอง เพราะในเมื่อสมัยที่เขาอยู่กรุงเทพนั้น แทบจะ...ไม่สิ ไม่เคยเข้าวัดเข้าวาเลยสักครั้งต่างหาก มีหลายครั้งที่เคยอยากหาที่สงบๆ ไปนั่งพักทำรายงานที่สูงท่วมหัว สถานที่ที่อยู่ในหัวก็มีแต่ห้องสมุดไม่ก็ห้องนอนของตัวเอง แต่พอเอาเข้าจริงมันไม่สงบอย่างที่คิด มีเสียงพูดคุย สิ่งล่อตาล่อใจให้วอกแวกเต็มไปหมด


"เหนื่อยแล้วเหรอโยม"


คนถูกทักลืมตาขึ้นมามองรอยยิ้มน้อยๆ ของหลวงตา ถัดไปคือไอ้ทากที่ส่งยิ้มกว้างมาให้ และไอ้โตที่ยังคงยืนทำหน้าบูดไม่เปลี่ยน


"เป็นไงล่ะวัดนี้ อาตมาเห็นคุณปลัดเดินไปเดินมาตั้งหลายรอบ คงถูกใจสินะ"


ปลัดเด่นที่กำลังจะลุกขึ้นมานั่งถึงกับชะงักค้างเช่นเดียวกับรอยยิ้มที่ค้างอยู่บนใบหน้า


เดินไปเดินมาตั้งหลายรอบ?


"เอ้อ...ครับ แต่ก็ยังเดินได้ไม่ทั่วเท่าไหร่ จริงสิครับหลวงตา...วัดนี้มีทางเข้าแค่ทางนี้ทางเดียวหรือครับ?" นายเด่นลองเลียบๆ เคียงๆ ถาม ไอ้จะถามไปตรงๆ ว่า วัดนี้มันมีกี่ประตูก็ดูจะฉีกหน้าตัวเองมากเกินไปหน่อย


แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มรู้ทันของหลวงตา ชายหนุ่มก็สะดุ้งเฮือก ดูท่าทางงานนี้คงต้องรีบหาเข็มมาเย็บหน้าให้ตัวเองเป็นแน่


"ถ้านับประตูก็มีทางนี้ทางเดียว แต่จริงๆ แล้วก็มีศาลาริมน้ำหลังวัดอีกทางหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่เอาไว้นั่งเล่นมากกว่า" อาตมาตอบง่ายๆ และไม่ได้พูดอะไรออกมามากกว่านั้น แต่อารมณ์ที่เหมือนเป็นเด็กนักเรียนแล้วถูกคุณครูจับผิดได้ว่าลอกข้อสอบ นายเด่นของเราจึงรีบเปลี่ยนเรื่องทันที


"จะว่าไปผมยังไม่เห็นพวกเด็กวัดเลยนะครับ?"


คราวนี้ไม่เพียงหลวงตาที่ยิ้มแปลกๆ แต่รวมไปถึงเด็กหนุ่มอีกสองคนที่ยืนอยู่ข้างหลังด้วย


"เอ่อ...ผมพูดอะไรผิดเหรอครับ?" ปลัดเด่นถามลังเล ขณะสบตากับหลวงตา ไม่แม้แต่จะหันไปมองไอ้ทากกับไอ้โตที่แอบสบตากันอย่างขำๆ อยู่ด้านหลัง


"เปล่าหรอก ถ้าโยมหมายถึงไอ้เขี้ยวล่ะก็ เมื่อครู่อาตมาเห็นมันเดินไปทางศาลาท่าน้ำนะ" หลวงตายกมือขึ้นแตะคางด้วยท่าทีสุดสมาร์ท แต่น่าเสียดายที่นายเด่นของเราไม่ได้สังเกต เพราะมัวแต่คิดถึงใบหน้าของเด็กวัดคนสวย(ของตัวเอง)อยู่


อา...คลาดกันสินะ น่าเสียดายจัง


แต่เมื่อผ่านไปได้ห้าวินาที ประโยคแรกที่ตีความได้สองความหมายก็ทำให้นายเด่นต้องรีบบอกปัด


"ผมหมายถึงเด็กวัดทุกคนน่ะครับ ไม่ได้หมายความถึงน้องเขี้ยวคนเดียว"


อื้อหือ...น้องเขี้ยว


ไอ้โตฟังแล้วถึงกับเกิดอาการท้องไส้ปั่นป่วน อยากคายข้าวเช้าขึ้นมากระทันหัน ขณะที่ร่างสูงข้างๆ ถึงกับฉีกยิ้มกว้างแต่ก็ไม่พูดอะไรออกมา สุดท้ายคือหลวงตาที่ยังคงยิ้มน้อยๆ ไม่เปลี่ยนแปลง ก่อนเฉลย


"วัดนี้มีเด็กวัดแค่ไอ้เขี้ยวคนเดียวนั่นล่ะโยมเด่น"


"อ้าว..วัดกว้างอย่างนี้น้องเขี้ยวเขาไม่เหนื่อยเหรอครับ"


หูย...อะไรมันจะเป็นห่วงเป็นใยกันขนาดน้านนนนน ได้ข่าวว่าเพิ่งเจอกันแค่ครั้งเดียว


เด็กหนุ่มผมเงินเริ่มอาการอยากขย้อนของเก่าขึ้นมาเสียจริงๆ ลำบากไอ้ทากต้องคอยทำท่าตบหลังให้ แม้จะรู้ดีว่าท่าทีแบบนั้นมันแสร้งทำก็ตาม


หลวงตาหัวเราะ


"ไม่หรอก อาตมาเองก็ไม่ได้มีงานอะไรมาก ว่างๆ ก็มาช่วยมันกวาดลานวัดไปตามเรื่องตามราว"


เขามีแต่เด็กวัดช่วยพระ แต่วัดนี้เป็นพระช่วยเด็กวัด


แปลกดี...


"แล้วหลังจากนี้โยมเด่นจะไปไหนต่อล่ะ" หลวงตาถามแล้วหันไปมองคนนำทางสองคนด้านหลัง ไอ้ทากหันมายิ้มกว้างก่อนตอบ


"ก็คงพาเดินตลาดน่ะจ้ะหลวงตา"


"เออดีๆๆ จะไปกันเลยรึเปล่าล่ะ เดี๋ยวสายๆ แดดมันจะแรง"



อย่างที่เคยได้บอกไปเมื่อคราวที่แล้วว่า ตลาดนัดที่อยู่ใจกลางตำบลดอนหอยสังฆ์ถือเป็นย่านชุมชนที่สำคัญ ถึงจะไม่มีเซเว่นอิเลเว่น เซ็นทรัล คาร์ฟูล บิ๊กซี แต่ตลาดนัดแห่งนี้ก็ยังเปรียบดั่งสามเหลี่ยมทองคำของภาคเหนือ หรือสยามของบางกอกเลยทีเดียว ของที่ขายมีตั้งแต่กลักไม้ขีดไปจนถึงวัวตัวเป็นๆ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าผลิตในครัวเรือน เช่น พืชผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ข้าวสาร อาหาร และขนมหวาน (นี่แกก๊อปมาจากตอนที่แล้วเลยนี่หว่า / ดอสตบ)


เมื่อสองหนุ่มน้อยกับอีกหนึ่งหนุ่มใหญ่ก้าวขาเข้าสู่เขตที่เรียกว่าตลาด เสียงพูดคุยในตลาดดูจะซาลงไปเล็กน้อย ปลัดเด่นไม่รู้ว่าตัวเองเผลอคิดไปเองหรือเปล่าว่า สายตาหลายคู่ของคนที่เดินซื้อ หรือแม้แต่พวกพ่อค้าแม่ขายต่างจับจ้องมาทางเขา เมื่อหันไปทางขวามือก็สบสายตากับแม่ค้าขายปลาที่ทำท่าตกใจนิดๆ ก่อนจะยิ้มส่งมา พอยิ้มตอบเจ้าหล่อนก็ทำท่าตกใจอีกรอบแล้วหันไปพูดคุยกระซิบกระซาบกับเจ๊ร้านขายเนื้อหมูข้างๆ


หันไปทางซ้ายก็เจอะเข้ากับสาวน้อยร้านน้ำแข็งใสที่ยืนขูดน้ำแข็งด้วยท่าทางแปลกๆ (บิดไปมาเหมือนปลาหมึกย่างผิงไฟ)


"เอ่อ...ทาก บอกมาทีว่าการแต่งตัวของฉันมันแปลกมากเลยเหรอ?" ปลัดเด่นสะกิดคนที่เดินนำชี้โน่ชี้นี้ให้ดูเบาๆ ไอ้ทากฟังแล้วก็เหลือบมองไอ้โตที่เดินอยู่ข้างหลังแวบหนึ่ง


ถ้าเทียบกับไอ้โตแล้ว เสื้อผ้าของคุณปลัดดูปกติกว่าตั้งเยอะ


ปากอยากจะพูดออกไปตามที่ใจคิด แต่ขืนทำอย่างนั้นมีหวังได้วางมวยกันกลางตลาดเป็นแน่


"ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับคุณปลัด ชาวบ้านเขาแค่อยากเห็นคนกรุงเท่านั้นล่ะครับ เทียบกันง่ายๆ ก็คล้ายๆ กับบ้านนอกเข้ากรุง แต่คุณปลัดเป็นคนกรุงเข้าบ้านนอกยังไงล่ะครับ" เด็กหนุ่มว่าจบแล้วก็หัวเราะร่าเริง


เปรียบเปรยจนเห็นภาพ แม้ว่าฟังดูทะแม่งๆ เหมือนจะหลอกด่าแต่ก็ไม่ใช่


ปลัดเด่นพยักหน้าหงึกหงัก เบนความสนใจของตัวเองไปยังร้านค้ารอบตัวอีกครั้ง ก่อนสายตาจะไปหยุดอยู่ที่ห้องแถวที่ส่วนใหญ่ด้านหน้าจะถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นร้านค้า หากมีเพียงคูหาเดียวเท่านั้นที่ปิดเงียบ เมื่อดูจากป้ายร้านก็รู้ว่าเป็นร้านขายดอกไม้ไฟ


สงสัยกิจการจะไม่ค่อยดี เพราะกฎหมายห้ามไม่ให้ขายดอกไม้ไฟที่ประกาศออกมา


"ทาก ร้านนี้...."


"ไอ้โต! เมื่อไหร่จะย้ายกองดอกไม้ไฟของเอ็งออกไปจากแผงร้านของฉันเสียที แค่นี้ก็แทบจะไม่มีที่วางขนมอยู่แล้ว"


ปากที่อ้าจะถามถูกเสียงหวานๆ ของเด็กสาวคนหนึ่งที่ขายขนมหวานอยู่ถัดไป


"เอ็งจะขายอะไรมากมายหะอุรา ฉันไม่เคยเห็นใครมาเหมาขนมหมดแผงเสียที ขายไม่ออกก็ยังจะทำอยู่ได้ ทำยังกับจะมีงานบวช งานแต่ง งานศพ เข้าพรรษา ทอดผ้าป่า สงกรานต์ ขึ้นบ้านใหม่ที่ไหนทุกวันอย่างนั้นล่ะ" จบคำปากไม่ทันจะหุบ ทัพพีตักปลากริมไข่เต่าก็ลอยละลิ่วปลิวมาปะทะกับหน้าผากเกลี้ยงๆ ของไอ้คนปากหมาอย่างแม่นยำ


"คำก็ไม่อร่อย สองคำก็ไม่อร่อย แล้วไอ้ที่เอ็งกินอยู่ทุกวันตั้งแต่ย้ายมา มันฝีมือพี่ระเบียงหรือไง!"


ไอ้โตก้มลงหยิบทัพพีพลางบ่นอุบอิบเสียงเบา


...ก็ไม่ได้บอกว่าไม่อร่อยสักหน่อย แค่บอกว่าขายไม่หมด...


"เอ็งว่าอะไรนะไอ้โต ถ้าขายหมด เอ็งจะได้กินขนมฟรีทุกเย็นแบบนี้ไหม?!"


มิน่าล่ะ...กินทุกวันนี่เองถึงได้ดุนัก


ปลัดเด่นนึกในใจขณะที่ไอ้โตเดินไปยื่นทัพพีคืนให้เด็กสาวผมดำหางม้าที่ยืนเท้าเอวทำท่าดุๆ


ดูๆ ไปก็เหมือนเจ้าของปาท่อนไม้ให้หมาวิ่งไปเก็บแฮะ


เมื่อชายหนุ่มเหลือบไปเห็นแผงขนมแล้วก็ต้องตกใจ เพราะนอกจากขนมหวานตามชื่อร้านแล้ว ยังมีสินค้าอื่นวางกินที่อยู่กว่าครึ่ง ทั้งโอ่ง ประทัด กระเทียม ผึ้ง ไฟร้อน-ไฟเย็น บัวบก หรือแม้แต่พลุที่ใช้จุดกันตามงานวัดก็วางโชว์ไม่กลัวตำรวจอยู่บนแผงเล็กๆ นั่น


กะจะให้วอดกันทั้งตลาดเลยใช่ไหมไอ้น้อง


ระหว่างที่ปลัดของเรากำลังเหงื่อตกกับสภาพร้านขนมหวานตรงหน้า อุราที่ดูจะสงบสติอารมณ์ลงได้บ้างแล้วเพิ่งจะสังเกตเห็นชายหนุ่มหน้าตาไม่คุ้นที่ยืนอยู่ข้างไอ้ทาก ด้วยหน้าตาท่าทางที่ผิดแผกไปจากคนในตำบลเดียวกัน เด็กสาวจึงแทบจะไม่เสียเวลาคิดว่าคนตรงหน้านี้เป็นใคร


หล่อเหลา ดูดี ราศีจับแบบนี้...


ต้องเป็นปลัดคนใหม่ที่ว่าชัวร์!


อุราฟันธง!!!


ไอ้โตขมวดคิ้วเข้าหากันเมื่อจู่ๆ เพื่อนบ้านสาวของเขาเริ่มจัดแจงตักขนมหวานอย่างละนิดอย่างละหน่อยใส่กระทงใบตอง แล้วตบท้ายด้วยการพยายามยัดกระทงเหล่านั้นลงในถุงกระดาษใบใหญ่อีกที(ถุงพลาสติกทำให้โลกร้อน โปรดหลีกเลี่ยงนะจ๊ะ) ก่อนที่สาวเจ้าจะผละจากแผงร้านผ่านหน้าเขาไปยังตำแหน่งของไอ้ปลัดหน้าหล่อนั่นยืนอยู่


"นี่ค่ะคุณปลัด อุราให้ ใจจริงอยากตักพวกกล้วยบวชชีมาให้ แต่อุราไม่ใช้ถุงพลาสติก เอาเป็นว่าไว้คุณปลัดมาคราวหน้าอย่าลืมเอาถ้วยมานะคะ แต่ถ้าอยากทานตอนนี้เลยเดี๋ยวให้ไอ้โตไปเอาถ้วยมาให้ก็ได้ค่ะ"


อุราจ้อยาวให้นายเด่นยิ้มกว้างโบกมือปฏิเสธ


"อย่าเลยครับ ของซื้อของขายแบบนี้" ว่าพลางก็ทำท่าล้วงจะหยิบกระเป๋าเงินออกมาจ่าย แต่อุรากลับรีบโบกมือกลับพลางยัดถุงกระดาษใบใหญ่ใส่มือชายหนุ่ม


"ไม่เอาค่ะ ถือว่าเป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ถ้าคุณปลัดจะจ่ายเงินล่ะก็ เก็บเอาไว้จ่ายตอนมาทานครั้งหน้าดีกว่าค่ะ" สาวน้อยยิ้มกว้างประกอบคำพูด แต่ไอ้โตที่ยืนอยู่ด้านหลังกลับอ้าปากค้าง ก่อนสบถออกมาเบาๆ อย่างหงุดหงิด


อะไรจะโอ๋กันขนาดนี้ฟะ...ทีกับเรา แค่ของเหลือยังต้องล้างจานใช้ด้วยซ้ำ


"เอ่อ งั้นก็ขอบคุณมากนะครับ น้องอุรา" ปลัดเด่นลังเลเล็กน้อย แต่เมื่อสบตาสีดำจริงจังนั่นจึงจำต้องรับถุงกระดาษใบใหญ่มาอย่างเต็มใจ ยิ่งสร้างความไม่พอใจให้กับเด็กหนุ่มหัวเงินยิ่งขึ้น ไอ้ทากที่ยืนดูอยู่วงนอกเห็นแววไม่ดีมารำไรจึงรีบเข้ามาตัดบท


"ไปกันต่อเลยดีไหมครับ แดดเริ่มแรงขึ้นแล้วด้วย"


"อ๊ะ! จริงสิ ขอโทษนะคะที่รั้งตัวเอาไว้" อุราขอโทษด้วยรอยยิ้มที่ไม่ยอมหุบลงเสียที คนถูกขอโทษบอกปัดไม่เป็นไร ก่อนจะพากันเดินจากมา


จากนั้นการเดินชมตลาดก็ดำเนินต่อ แต่เพราะตำบลดอนหอยน้ำพริกมีขนาดเล็ก จึงไม่ค่อยมีอะไรให้ดูมากนัก นานครั้งปลัดเด่นจึงจะเอ่ยถามให้ไอ้ทากอธิบาย ส่วนไอ้โตก็ยังคงเดินหงุดหงิดรั้งท้ายเหมือนเดิม


จนกระทั่งนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มไปสะดุดเข้ากับรถเข็นทาสีเขียว ขาว ส้ม ละม้ายคล้ายสัญลักษณ์เฟรนไชน์ร้านสะดวกซื้อที่มีสาขาแพร่หลายไปทั่วประเทศ(บรรยายมาซะขนาดนี้ ได้ค่าโฆษณาบ้างมั้ยเนี่ย - ก็ไม่ได้น่ะเซ่!!) สินค้าในตู้กระจกบ่งบอกว่ามันเป็นขนมจีบ ซาลาเปา ไม่ใช่บะหมี่หมูแดงของชายสี่หมี่เกี๊ยว เฮียห้าขาหมู หรือซ้อหกข้าวหมกไก่แน่นอน แต่ไหงเพื่อนร่วมตู้มันถึงกลายเป็นปลาหมึกย่างแทนที่จะเป็นฮะเก๋าล่ะเนี่ย


"ร้านนี้เองสินะ" เสียงไอ้โตพึมพำดังมาเบาๆ ให้นายเด่นระลึกถึงสาเหตุที่ถูกอีกฝ่ายต่อยเมื่อหลายวันก่อน หากไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้พูดอะไร ก็มีเสียงเล็กๆ ดังขึ้น


"จาลับอาไลลีคะ?" (กรุณาอ่านออกสำเนียงจีนๆ)


ร่างสูงก้มลงมองอีกฟากของรถเข็นแล้วก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่าเจ้าของรถเข็นขายของคันนี้เป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่ถักเปียคู่ห้อยลงมาข้างใบหน้ารูปไข่ ตาชั้นเดียวแบบคนเชื้อสายจีนจ้องเป๋งมาทางเขา บวกกับเสื้อคอจีนสีแดงกับกางเกงขายาวสีดำที่พับขาขึ้นมาหลายทบ ดูแล้วน่ารักน่าเอ็นดูจนอยากจะเหมาขนมจีบ ซาลาเปาให้หมดตู้ แต่ปลาหมึกย่างนั่น...ขอคิดดูก่อน


กะประมาณอายุดูแล้วไม่น่าจะเกินเจ็ดขวบ


ปลัดเด่นคำนวนในใจ (แกมีงานอดิเรกเป็นการคำนวนอายุสาวๆใช่ไหม-ดอส)


"อ้าว! ขนมผิง วันนี้ก็มาขายแทนอาจารย์ด้วยเหรอ?"


"อื้อ!" เด็กน้อยพยักหน้าตาใส แก้มใสเป็นสีเรื่อจากความร้อนของดวงอาทิตย์และเตาไฟด้านข้าง ริมฝีปากคู่เล็กยกขึ้นยิ้มกว้าง "แล้ววังนี้อาทั่กจากิงอาไลลีล่ะ?"


เค้าจะเอากลับบ้าน!!!!~♥


ปลัดเด่นแอบสครีมอยู่ในใจ


นี่มันน่ารักเกินไปแล้ว!!


"อื้อ...งั้นเอาเป็นปลาหมึกสองตัวก็แล้วกัน" สิ้นคำบอกนั้น ขนมผิงก็หยิบปลาหมึกในตู้มาบดกับเครื่องบดอย่างคล่องแคล่ว สมกับที่มาขายแทนอาจารย์ทุกวัน (หมายความว่าไงวะนั่น) ระหว่างที่รอปลาหมึกสุก ไอ้ทากก็ถามขึ้น


"แล้วเมื่อไหร่อาจารย์จะกลับมาล่ะ?"


"อ๋อ...ทั่งอาจาง SMS มาบ่อกว่าตองนี้กะลังตางหาสูกฮะเก๋าอยู่ที่เขาเหลียงซาน ถ้าม่ายตกเขาตายไปซะก่อง ปายปีหน้าคงจะล่ายกักมา"


ไอ้ทากพยักหน้ารับโดยไม่รู้สึกตะขิดตะข่วงใจอะไรกับประโยคท้ายๆ


หลังจากกลับปลาหมึกไปมาเพื่อให้สุกได้ทั่วๆ ขนมผิงก็จัดการหยิบปลาหมึกสองตัวนั้นใส่ถุงกระดาษพับยื่นให้พร้อมประโยคคุ้นหู


"ลับคาหนงจิก ซาลาเปาเพิ่งล่วยมั้ยค้า?"


ปลัดเด่นสะดุ้ง


อิทธิพลเมืองช่างรุนแรงจริงๆ


เมื่อหลุดจากตลาดแล้ว ทุกอย่างรอบตัวก็เหลือเพียงแต่ที่นา ป่าไร่ เห็นไกลๆ ลิบคือบ้านคนที่ปลูกห่างกันเป็นกิโล ดูแล้วถึงเวลาเก็บเกี่ยวคงเหนื่อยกันน่าดู พอชายหนุ่มพูดไปอย่างนั้น คนฟังก็หัวเราะน้อยๆ พร้อมอธิบายว่าเมื่อถึงตอนนั้นเจ้าของไร่เขาจะไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านให้มาช่วยกันเก็บเกี่ยว ส่วนค่าตอบแทนก็เป็นผลผลิตในครั้งนั้นๆ กับข้าวเที่ยงและข้าวเย็นวันละสองมื้อเท่านั้น


"อ้าว...นี่มันทางไปบ้านพี่ข้าวหลามนี่นา"


อยู่ๆไอ้ทากก็อุทานขึ้นกลางปล้อง ปลัดหนุ่มรูปหล่อหน้าซีดสะดุ้งเฮือก


ไม่น่า...ไม่ใช่หรอก


ประเทศไทยมีประชากรหกสิบกว่าล้านคน จะมีคนชื่อซ้ำกันบ้างก็คงไม่แปลก (ข้าวหลามเนี่ยชื่อโหลเรอะแก!)


"อ้าว...พูดถึงก็กลับมาพอดี ตายยากจริงๆ ว่ะ"


ไอ้โตที่เงียบมานานว่าแล้วก็ชี้มือไปยังร่างบอบบางทีกำลังลำเลียงหม้อสเตนเลส(ตรานกนางนวล)จากรถเข็นเข้าบ้านครึ่งปูนครึ่งไม้หลังเล็ก ปลัดเด่นมองตามมือไปแล้วใจสั่น


ชื่อแบบนี้...


ผมสีเงินยาวๆ แบบนี้...


หรือว่า...


"เจ๊! เจ๊ข้าวหลามครับ!!"


หรือว่า......


ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคย และเมื่อร่างบางนั้นเอี้ยวตัวมามองจนเห็นชัดๆ ว่าปลัดหนุ่มคนใหม่รูปงามแค่ไหน หม้อแกงในมือข้าวหลามก็ถึงกับหล่นลงพื้นทันที


เคร้ง!

 

************************************TBC...

 

Casting

Sawada Nana เป็น แม่นวล

Rambo เป็น ไอ้แหล่ม

Iiping เป็น ขนมผิง

 


ตอนหน้ากับการพบกันโดยคาดไม่ถึงของสองหนุ่มสาว ที่นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

พบกันแน่กับตอนที่ 6 ที่มีชื่อว่า

...จำเลยรัก...

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

กร๊าซซซซซซ อย่างฮาเลยเจ้าค่า

รับขนมจีบซาลาเปาเพิ่มไหมค่ะ? กร๊าซซซ

ชื่อตอนแบบว่า =[]="a

#1 By 「 Hi-bird 」 on 2008-01-29 17:52

เอาสงครามนางฟ้าด้วยเลยแก
5555+ เอาเข้าไป๊ พ่อปลัดฮะเรียก"น้องเขี้ยว"เจียวรึ(แถมยังมี"คนสวย"อีก =[]=)
รู้สึกพี่ปลัดเราจะจับปลาหลายมือเหลือเกินนะเนี่ย ทั้งน้องเขี้ยว หนูนา (หรือจะขนมผิงด้วยwink)
ปูเสื่อรอตอนจำเลยรักopen-mounthed smile
ปอลอว์ สรุปแล้วคุณชายมุกเค้าไปทำอะไรที่วัดเนี่ย=[]=

#3 By -((666 Error))- on 2008-01-29 19:14

อยากบอกว่ารักพี่เบนซ์มาก
ปล.จากชื่อตอน ตอนต่อไปจะเป็นไงหว่า?

#4 By : zheanarzhean : on 2008-01-29 19:22

โอย อี๋ผิงน่าร๊ากกกก จาอาวกลับบ้าน อือ คิดได้ไงคุณปลัดว่า(ไอ้)คุณท่านเขี้ยวเป้นผู้หญิง กร๊ากกกก

...ส่วนคุณ(ไอ้)โต ใจคอไม่ไว้หน้าตำรวจเลยใช่มั้ยนั้น ตั้งซะล่อ...

#5 By [Joey]I'm the tutor home Reborn on 2008-01-29 20:09

กร๊ากกกกก คุณปลัดช่างรั่วววว(แต่น่ารักเว้ยเฮ้ย)

ว่าแต่พี่แกม่อไปทั่วเลยนะฮะ ตกลงคู่ใครเนี่ย(รึไม่มีคู่)

ป.ล. 6918เรอะ?
ป.ป.ล. เอาตอนต่อไปมาเร็วๆ เค้าอยากอ่านนนน

#6 By Kay on 2008-01-29 20:55

โปรยซะให้คิดลึกเชียวแก =w=

ปล.ชั้นอยากได้เพลงเรื่องจำเลยรักอ่ะแกทำไงดี 555+

#7 By dearchan on 2008-01-30 19:32

หลวงตา..แหกหน้าพ่อปลัดซะแรงแซงโค้งแหล่ว วัดจะมีประตูตั้ง 7 เลยเร้อ ก๊าก.. ท่าทางว่าปลัดจะชอบน้องเขี้ยว(/ท่อนไม้ลอยมา)ม้าก มากopen-mounthed smile ที่เขี้ยวเดินไปศาลาไม่แคล้วจะไปไล่ยำคุณชายนั่นแหละ =w=b

เบี้ยงกี้เรื่องนี้ไม่มีอาหารพิษ!!!!

ปลัด..หม้อเกินไปแล้ว!!! พรากผู้เยาว์..แต่น่ารักจริง ๆ cry cry
ตอนต่อไป..หึหึ..
ถ้าคนขับรถไม่ใช่ทั้งจิกทั้งเคนก็เหลือแต่...แล้วสิ -////- (จะเขินทำไม..)
แม่อร=รีบอร์น?(/วิ่งออกไป)

#8 By KenzaKi (222.123.9.162) on 2008-01-31 09:49

โฮกก~ไม่ไหวแล้ววววววว!!
ขอสครีมให้ลั่นซักทีนึงอ่านะ555+

#9 By x「Quizie」x on 2008-02-01 20:14