[Fic] มนต์รักดอนหอยหลอด [6]
posted on 05 Feb 2008 23:13 by foundationมาแล้วค๊าบบบบบ
ขออภัยที่ทำให้รอนาน พอดีมีปัญหาขลุกขลักนิดหน่อยตอนที่ปั่นครึ่งหลัง เพราะอิเบนซ์เผลอไปอ่านฟิคฮาเร็มของท่านโชกับท่านชุนเข้าให้ เลยโดนรัศมีความโมเอะของซือคุงเข้าไปเต็มๆ บวกกับเผลอไปสูบโดของ Banyu เข้า เลยสับสวิตถ์เป็น D18 ไปซะงั้น = =" กว่าจะเรียกฟิลกลับมาได้แทบแย่เหมือนกัน
***********************************
Title : มนต์รักดอนหอยหลอด [6]
Fandom : Katekyo Hitman Reborn!
----------------------------------
ตอน : ...จำเลยรัก...
"ไอ้เด่น!!!" ข้าวหลามกรีดร้องพลางชี้หน้าชายหนุ่มด้วยกิริยาราวกับเห็นแมลงสาบก็ไม่ปาน
"ไอ้ข้าวหลาม!!!" ฝั่งคุณปลัดไม่ยอมน้อยหน้า ยกมือชี้หน้าสาวเจ้าพร้อมกับร้องตะโกนออกมาเสียงดังไม่แพ้กันกัน ตาสีน้ำตาลเข้มกวาดมองตั้งแต่หัวเงินๆจรดปลายรองเท้าแตะอย่างไม่เชื่อสายตา แล้วภาพความทรงจำอันโหดร้ายที่ไม่อยากจะนึกถึงก็ดันไหลเข้ามาในหัวเป็นฉากๆ คุณภาพเยี่ยมยอดยิ่งกว่าระบบ IMAX แถมเสียงที่ได้ยังเป็นแบบเซอราวด์คมชัดราวกับเรื่องมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
เคราะห์ซ้ำกรรมเก่าอะไรของกรูวะเนี่ย อุตส่าห์เรียนจบแล้วรีบทำงาน หนีมาถึงบ้านนอก ดันเสือกมาเจอมันอีก
ปลัดเด่นเริ่มสบถในใจยาวๆ แต่ปากยังคงปิดสนิท ท่ามกลางความเงียบที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วินาที แต่เขากับรู้สึกว่ามันนานเป็นสิบๆ ปี
"แกมาทำอะไรที่นี่น่ะ"
"ก็ฉันเป็นปลัดนี่" ปลัดเด่นตอบแทบจะทันที "แล้ว.."
"หุบปาก!" ถ้อยคำเสียงหวานกระซิบรอดผ่านไรฟัน หากนายเด่นกลับได้ยินเหมือนเสียงสัตว์ป่าที่กำลังขู่เตรียมขย้ำเหยื่อที่อ่อนแอไร้ทางสู้(?)เสียแทน
"อ้าว พี่ข้าวหลามกับคุณปลัดรู้จักกันเหร..." ไอ้ทากที่กำลังเอ่ยปากถามไม่ทันจะจบประโยคดี นัยน์ตาเรียวของแม่ข้าวหลามก็ตวัดฟึ่บหันมามองพร้อมรอยยิ้มหวานปานขัณฑสกร(?) น่าแปลกที่แม้อีกฝ่ายไม่ต้องเอ่ยปาก เด็กหนุ่มร่างสูงกลับรู้ว่า 'ควร' จะต้องทำอะไร
จะรู้จักกันรึเปล่าก็ช่างมันเถอะงานนี้
"เอ้อ...เดี๋ยวผมกับไอ้โตไปหาอุราหน่อยนะครับ พอดีเพิ่งนึกได้ว่ามีเรื่องด่วน"
ว่าจบแล้วไอ้ทากก็ล็อคคอไอ้โตลากออกไปจากบริเวณนั้นด้วยความเร็วเสียงทันที ไม่แม้แต่จะยอมสบตาอ้อนวอนของปลัดหนุ่มที่ส่งสัญญาณ SOS ด้วยรหัสมอสทางการกระพริบตาถี่ยิบ
เมื่อสิ้นตัวกวน รอยยิ้มหวานจึงเบนกลับมายังใบหน้าเปื้อนเหงื่อของปลัดหนุ่มจากบางกอก ชายหนุ่มรวบรวมความกล้าที่มีอยู่ทั้งหมดขยับปากจะถาม หากทันทีที่ขยับ มือเรียวบางที่จับตะหลิวจับช้อนเงินคันใหญ่มาหลายปีก็คว้าหมับเข้าที่คอเสื้อ ตามมาด้วยแรงกระชากของลำแขนเล็กที่ต้องแบกหม้อขึ้นลงเรือทุกวัน
"เรื่องสมัยที่ฉันอยู่กรุงเทพ แก -ห้าม- เอาไปพูดกับใครเด็ดขาด เข้าใจไหม" ข้าวหลามว่าช้าชัด เน้นย้ำบางคำแสดงความจริงจัง ใบหน้ายื่นเข้าไปประชิดด้วยท่าทางคุกคามอย่างถึงที่สุด
ผมยังไม่ทันพูดอะไรเลยครับแม่...
ปลัดเด่นแทบอยากจะตะโกนบอกออกไป แต่เมื่อคิดถึงสวัสดิภาพของตัวเองแล้วก็ขอเลือกที่จะเงียบปากและพยักหน้ารัวเร็วแทนคำตอบ หญิงสาวเห็นอาการอย่างนั้นแล้วก็ถอนหายแผ่วเบา อย่างน้อยก็โล่งใจไปเปลาะหนึ่งว่ามันคงจะไม่เอาเรื่องเธอไปโพนทะนาทั่วตำบล
ก็ลองให้มันกล้าดูสิ...หึ!
ชั่วแวบที่ความคิดนั้นแล่นเข้ามาในสมอง นัยน์ตาสีอ่อนก็ฉายแววประหลาดให้คนมองขนลุกซู่อย่างไม่ทราบสาเหตุ
มันต้องกำลังคิดอะไรที่น่ากลัวแน่ๆ น่ากลัวมากๆ ด้วย
เมื่อแน่ใจว่าอีกฝ่ายคงไม่ปากมาก ข้าวหลามจึงคลายมือที่กำคอเสื้อ แต่ไม่ทันที่ปลัดของเราจะได้ดึงตัวเองกลับไปยืนอย่างปกติ มือใหญ่อีกมือก็คว้าเอาเข้าที่คอเสื้อตำแหน่งเดิม หากคราวนี้แรงกระชากนั้นกลับมากกว่าครั้งแรกจนเทียบไม่ได้ และก่อนที่จะได้ทันรู้ตัวอะไร หมัดลุ่นๆ ก็ซัดผัวะเข้าที่แก้มขวาอย่างแรง
ผัวะ!!!!
"ไอ้เด่น!!!" ข้าวหลามร้องเสียงดังด้วยความตกใจ เมื่อหันไปมองคนออกหมัด เธอก็ต้องสะดุ้งเฮือกกับนัยน์สีแดงที่วาวโรจน์อย่างน่ากลัว และเมื่อเห็นร่างนั้นปราดเข้ามาหมายจะกระทืบอีกฝ่ายซ้ำ เธอจึงจำเป็นต้องเข้าไปขวาง
"ไม่ได้นะพี่ทศ!!!"
สายตาของไอ้ทศยิ่งกร้าวขึ้นไปอีกเมื่อเห็นว่าสตรีผู้ที่ตนรักเอ่ยปากปกป้องไอ้หนุ่มหน้าอ่อนนั่น
นายเด่นที่ลงไปนอนกองกับพื้นแบบงงๆ รับรู้เหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นด้วยสติที่เลือนลาง ตาสีน้ำตาลเข้มปรือมองใบหน้าดุดันของคนที่ยืนห่างออกไปกับแผ่นหลังบางของหญิงสาวที่เขาเดาได้ว่าน่าจะเป็นตัวต้นเหตุที่ทำให้เขาถูกต่อย และชายหนุ่มยังเดาต่อได้อีกว่า หากแม่ข้าวหลามไม่เข้ามาขวางไว้ งานนี้หน้าหล่อๆ หุ่นงามๆ ของเขาคงได้เละกลายเป็นปุ๋ยสดให้ดินแถวนี้แน่ๆ
คิดแล้วเปลือกตาที่หนักอึ้งจะค่อยๆ ปิดลง
...แกล้งตายดีกว่า...
"นี่ข้าวหลามปกป้องมันอย่างนั้นเหรอ?!!"
ไอ้ทศตวาดกร้าวพลางชี้นิ้วทะลุร่างข้างหลามไปยังร่างที่นอน(แกล้ง)ตายอยู่บนพื้น "ทั้งๆ ที่มันลวนลามข้าวหลามกลางวันแสกๆ เนี่ยนะ!!!"
"ไม่ใช่! มันไม่ได้เป็นแบบที่พี่ทศคิดนะจ๊ะ! เมื่อกี้ข้าวหลาม...ข้าวหลามแค่......(บอกให้มันห้ามปูดเรื่องของฉันเท่านั้นเอง ขืนมันปากมากภาพลักษณ์ที่ฉันสร้างมาหลายปีก็พังหมดน่ะสิ)"
ข้าวหลามอึกอัก ใบหน้าหวานและตาสีอ่อนมองลงต่ำฉายแววของความลำบากใจปนกังวล เป็นท่าทีที่ไอ้ทศไม่เคยเห็นมาก่อน ยิ่งทำให้หัวใจของเขาปวดร้าวเจียนตาย
ห่วงมันนักหรือ? ทำไมล่ะ? ทำไมถึงต้องปกป้องกันขนาดนี้ด้วย?!
"แค่อะไร?! พูดมาสิข้าวหลาม!! บอกพี่มาว่ามันก็แค่อะไร!!!"
แค่ปกป้องภาพลักษณ์แย่ๆ ของตัวเอง ไม่อยากให้คนที่เธอให้ความสำคัญรู้สึกแย่นี่มันผิดด้วยเรอะ?!
ข้าวหลามหลบตา ไม่กล้าบอกความจริง
"ข้าวหลาม..."
ไอ้ทศมองหญิงสาวที่ไม่ยอมพูดอะไร ไม่...แม้แต่จะสบตา
"งั้นก็หลีกไปซะ พี่จะกระทืบสั่งสอนให้มันรู้ซะบ้างว่ามันกำลังยุ่งกับผู้หญิงของใคร"
"ไม่ได้นะ!!" ข้าวหลามขึ้นเสียงแข็งจนคนฟังตกใจ เพราะไม่ว่าจะมีปัญหามากแค่ไหน หรือโกรธใครซักคน เขาก็ไม่เคยเห็นหล่อนตะคอกใส่แบบนี้
"เอะอะก็ใช้แต่กำลัง คิดหรือว่ามันจะช่วยแก้ไขอะไรได้"
ขืนปล่อยให้คนตรงหน้ากระทืบไอ้เด่น เกิดมันหลุดปากพูดอะไรออกมา เธอได้ฉิบหายแน่ๆ งานนี้จะโทษใครก็ไม่ได้นอกจากไอ้เด่นที่ดันเสือกมาเป็นปลัดที่อำเภอนี่
เออ จริงสิ...มันทำงานที่อำเภอแล้วดันแสล๋นมาเดินหาหอกอะไรแถวนี้วะ
"ข้าวหลามไม่คิดเลยนะว่าพี่ทศจะเป็นคนแบบนี้"
ต้องขอบคุณสกิลตอแหลที่ฝึกมาสมัยอยู่กรุงเทพ ที่ทำให้เธอคิดอย่าง พูดอีกอย่าง แสดงสีหน้าได้อีกอย่างโดยไม่ตะขิดตะข่วงใจ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าตนได้เผลอไปทำให้คนฟังรู้สึกเจ็บปวดมากเพียงใด
ยิ่งกว่าคำด่านับร้อย
มากกว่ากว่าการเมินเฉยนับพัน
งั้นที่ผ่านมาคือการปั่นหัวเขาเล่น? หรือแค่อยากจับปลาสองมือ?!
เมื่อโทสะบังตา มือใหญ่ก็คว้าแขนเรียวแล้วกระชากจนร่างนั้นถลาไปตามแรง พร้อมกดร่างบางนั้นเข้าผนังบ้าน ข้อมือขาวจึงถูกกระแทก แรงเสียงจนข้าวหลามหลุดเสียงร้องออกมา
"ปล่อยนะพี่ทศ!"
นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้นเนี่ย!!
"ไม่! จนกว่าข้าวหลามจะสัญญาว่าจะไม่ไปยุ่งกับไอ้หนุ่มนั่นอีก!!"
"ไม่!" เธอตอบแทบจะทันที ไม่มีทางที่จะทำอย่างนั้นได้แน่ ขืนปล่อยมันไปแล้วเธอจะรู้ได้ยังไงว่ามันปากโป้งเอาเรื่องของเธอไปบอกกับคนอื่นเขาหรือเปล่า ที่สำคัญกว่านั้น...มันเป็นเพื่อนของฉันนะโว้ยยย!!!!
ด้วยความที่สติเริ่มหลุด อาการ คำพูด กิริยาที่เก็บเข้ากรุไว้นานปีก็เริ่มถูกขุดขึ้นมาใช้โดยไม่รู้ตัว
"ฉันจะคบใคร จะคุยกับใคร มันก็เรื่องของฉัน คุณไม่มีสิทธิมาห้าม!!!"
แล้วด้ายแดง เอ้ย! ฟางเส้นสุดท้ายก็ขาดสะบั้นลง
ไอ้ทศเหยียดยิ้มเหี้ยมในแบบที่ข้าวหลามไม่เคยเห็นมาก่อน
"ดี! ฉันจะแสดงให้เธอดูเองว่าฉันมีสิทธิแค่ไหน"
สิ้นคำพูด ชายหนุ่มก็ก้มลงประกบริมฝีปากทันที ลิ้นร้อนพยายามดุนดันเข้าไปหาโพรงปากหวาน หากหญิงสาวก็กัดฟันเม้มปากเสียแน่น ร่างบางขัดขืนดิ้นรน แต่แรงของผู้หญิงบอบบางเช่นหล่อนจะสู้ผู้ชายอกสามศอกอย่างคนตรงหน้าได้
ไอ้ทศบดริมฝีปากตนเข้ากับกลีบปากบางก่อนจะกัดเข้าที่กลีบปากล่าง ความเจ็บปวดที่จู่ๆ ก็ได้รับทำให้ข้าวหลามเผลออ้าปากตามปฏิกิริยารีเฟลก(?) ลิ้นร้อนจึงฉวยโอกาสล่วงล้ำเข้าไปได้เป็นผลสำเร็จ
จูบที่รุนแรง บดขยี้ ทำให้ข้าวหลามไม่รู้สึกอะไรนอกจากความขยะแขยง กักขฬะ แต่ยิ่งเธอขัดขืนมากเท่าไหร่ ร่างสูงนั้นก็ยิ่งจูบเธอรุนแรงมากขึ้น
ท่ามกลางการดิ้นรนของข้าวหลาม ไอ้ทศที่ขาดสติกลับมัวแต่เพลิดเพลินกับความหวานที่ได้ลิ้มรส หากโทสะก็ยังคงคุกรุ่นไม่จาง
เพี๊ยะ!
ฝ่ามือบางฟาดปะทะเข้าที่แก้มทันทีที่ไอ้ทศถอนจูบออกมา วูบเดียวรอยมือสีแดงก็เรื่อยขึ้นบนใบหน้าเข้ม มือใหญ่ยกขึ้นแตะแก้มที่ร้อนฉ่าจากแรงปะทะ จากความเจ็บปวดค่อยๆ เปลี่ยนเป็นอาการชา
คนที่แม้จะปากเสียไปบ้าง แต่ก็ยิ้มให้เขาอย่างอ่อนหวาน ไม่เคยแม้แต่จะตะคอก หรือมองเข้าด้วยสายตาที่เป็นอยู่ในตอนนี้
สายตาของความเกลียดชัง
และก่อนที่ไอ้ทศจะทันได้เห็นความเจ็บปวดที่ทอคู่ขึ้นมา ความรู้สึกเหมือนถูกปฏิเสธ ภาพรอยยิ้มถูกสลับอย่างรวดเร็วกับฉากบาดตาเมื่อครู่ กลายเป็นเชื้อเพลงให้ไฟโทสะยิ่งโหมกระพือ
ริมฝีปากร้อนจึงประกบลงไปอีกครั้ง จาบจ้วงกว่า รุนแรงกว่าครั้งแรก อาจเป็นเพราะรสเลือดที่ไหลซึมมาจากบาดแผลที่ริมฝีปากบาง ความหวานจึงเจือไปด้วยรสและกลิ่นของเหล็ก
เพี๊ยะ!!!
มือขาวฟาดเข้าที่ตำแหน่งเดิมอย่างแม่นยำ แก้มที่เป็นรอยเรื่ออยู่แล้วจึงแดงขึ้นเห็นเป็นรอยมือชัดเจน นัยน์ตาสีแดงวาววับ ความอดทนใกล้ถึงจุดสิ้นสุด ไอ้ทศก็ต้องชะงักกึกทันทีที่เห็นว่าดวงตาสีสวยคู่เรียว บัดนี้มีน้ำใสๆ ไหลคลอหน่วย เมื่อขอบตาไม่สามารถรองรับมันได้อีกต่อไป หยาดน้ำใสจึงไรรินอาบแก้มขาว ริมฝีปากแดงช้ำซ้ำยังมีรอยเลือดเปรอะเม้มแน่น ร่างทั้งร่างสั่นอย่างห้ามไม่อยู่
ความเชื่อใจพังทลาย พร้อมกับน้ำตาที่อาบแก้ม
ชั่วจังหวะนั่นเองที่แรงเกาะกุมคลายตัวลงจากความตกใจ ข้าวหลามจึงฟาดมือเข้าที่แก้มของไอ้ทศอีกครั้ง พร้อมกับเสียงหวานที่กรีดร้องอย่างเจ็บปวด
"ฉันเกลียดคุณ!!!"
แล้วภาพตรงหน้าก็ถูกบดบังด้วยเรือนผมสีเงินงามที่สะบัดไหว พร้อมกับร่างของข้าวหลามที่วิ่งเข้าบ้านพร้อมเสียงปิดประตูปังใหญ่
ความเงียบกับมาอีกครั้งพร้อมความรู้สึกผิด
หากไฟโทสะก็ยังคงไม่มอดดับ นัยน์ตาสีแดงปรายไปมองร่างที่ยังคงนอนอยู่บนพื้นอย่างสงบ
เพราะมัน! เป็นเพราะมัน!!
ใจของไอ้ทศร้อนดั่งถูกไฟเผา อยากเดินเข้าไปกระทืบให้ไอ้หนุ่มนั่นกระอั่กเลือดตายคาตีนไปเลย แต่ก็ทำไม่ได้ เขารู้...แค่นี้เรื่องมันก็แย่พออยู่แล้ว และถ้าเขาทำอย่างที่ใจคิด หญิงสาวที่เพิ่งวิ่งหนีไปคงไม่มีวันให้อภัยเขาไปตลอดชีวิต
"โธ่เว้ย!"
ปึง!!!!
กำปั้นทั้งสองกระแทกเข้ากับผนังอย่างขัดใจ โกรธเคือง และไม่เข้าใจ
เพราะรักถึงห่วง เพราะหวงถึงอยากเก็บไว้คนเดียว
แบบนั้นมันผิดหรือไง!!!!
ไอ้ทศสบถยาวเหยียด ใจอยากพังประตูแล้ววิ่งเข้าไปกระชากคนที่ทำให้เขาเป็นเหมือนคนบ้าแบบนี้เข้ามาจูบ อธิบาย เช็ดน้ำตานั่นให้แห้งเหือดไป แต่เขาก็รู้ดีอีกเช่นกันว่าตอนนี้มันสายไปเสียแล้ว และเขาเองก็ไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่จะฟังใครพูดถึงเรื่องนี้เงียบๆ ได้อีกด้วย
ชายหนุ่มผละถอยหลังออกมา นัยน์ตาสีแดงมองผนังบ้านไล่ขึ้นไปยังชั้นสอง หวังอยากให้สายตาของตนสามารถมองทะลุไปยังสตรีผู้เป็นที่รัก แต่สิ่งที่เห็นก็ยังคงเป็นกำแพงปูนและไม้ที่เย็นชา กลั่นแกล้ง และขัดขวาง
"บ้าที่สุด!"
ร่างสูงสบถอีกครั้ง ก่อนยอมตัดใจหมุนตัวไปขึ้นรถ แล้วเร่งเครื่องเหยียบคันเร่งให้รถกระบะตะบึงออกไปอย่างแรงจนเสียงดังเสียดหูดังไปทั่ว
ไม่นาน...อาจจะแค่ไม่กี่วินาที แต่คนที่(แกล้ง)นอนสลบอยู่รู้สึกยาวนานนับชั่วโมง
เปลือกตาที่หลับอยู่ปรือน้อยๆ ค่อยๆ ลืมขึ้นเมื่อแน่ใจว่าบริเวณนั้นไม่มีใครอยู่อีกแน่ๆ
ปลัดเด่นรีบผุดลุก ปัดเสื้อกางเกงลวกๆ ตามนิสัยที่เคยเป็น ความเจ็บปวดที่แก้มยังคงเต้นตุบเตือนให้ระลึกถึงคนเป็นเจ้าของหมัด เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจผิดเลยเถิดกันไปถึงขนาดนั้น คิดแล้วก็รู้สึกสำนึกผิดขึ้นมา
เป็นเพราะเขาแท้ๆ ที่ทำให้คู่รักคู่หนึ่งต้องผิดใจกัน
นายเด่นส่ายหน้าน้อยๆ หมุนตัววิ่งออกไป
แต่ให้ตายเถอะ...มันส์ยิ่งกว่าละครหลังข่าวช่องสาม ห้า เจ็ด รวมกันซะอีก
ถัดไปไม่ไกล...ใช่ ไม่ไกลพอที่จะไม่เห็นหรือไม่ได้ยินอะไร แต่ก็ไม่ใกล้พอที่จะทำให้ใครที่กำลังเป็นเป้าสายตารู้ตัวว่ามีใครอีกคนแอบมองอยู่
"ชิ..ชิ..ชิ..ชิ.."
เสียงหัวเราะรอดฟันอันเป็นนิสัยประจำตัวดังแผ่วเบา พร้อมกำปั้นน้อยๆ ที่เงื้อขึ้นเล็กน้อยก่อนดึงลงข้างกายอย่างน่ามีซาวเอฟเฟค 'เยส!' ประกอบ ก่อนที่ร่างนั้นจะค่อยๆ ถอยห่างออกจากจุดซุ่มมองเพื่อเตรียมแผนการที่เพิ่งนึกขึ้นมาได้สดๆ ร้อนๆ
งานนี้เห็นคนเขายิงปืนนัดเดียว แต่เราได้นกถึงสามตัว
บรืน...
เสียงเครื่องยนต์กระหึ่มดังคำรามก่อนจะเงียบลงทันที ตามมาด้วยเสียงตวาดโวยวายทำให้ยายละมุดที่กำลังนั่งเย็บผ้าซิ่นลายใหม่ชะงักมือเงยหน้าขึ้นมอง ทันเห็นบุตรชายของตนเดินปึงปังเข้ามาด้วยสีหน้าที่พร้อมจะฆ่าใครก็ได้หากคนๆ นั้นดวงถึงฆาต หรือดวงกุดไปขวางหูขวางตาพี่แกเข้า
แน่นอน...แม้แต่ยายละมุดที่เป็นแม่ก็ยังไม่คิดเข้าไปแหยม ได้แต่มองตามคนอารมณ์เสียเดินกระแทกส้นเท้าขึ้นชั้นสองไป
เห็นบอกว่าจะชวนแม่ข้าวหลามไปกินข้าวในอำเภอ แล้วนี่ทำอีท่าไหนไปกินรังแตนมาแทนล่ะเนี่ย
พอหันกลับมาก็เห็นนังระวีทำท่าสะอึกสะอื้น และเพราะมือต้องถือถาดที่เต็มไปด้วยเศษแก้ว น้ำมูกน้ำตาที่ไหลออกมาจึงเปรอะไปทั่วใบหน้าเข้มนั่น ประกอบกับห่วงเหล็กที่เจาะตามปากตามคิ้ว ดูแล้วรู้สึกสยองขนพองมากกว่าน่าสงสาร
"เกิดอะไรขึ้นอีกล่ะ" ยายละมุดเอ่ยถามพลางโฟกัสไปที่เศษแก้ว
"ไม่รู้ค่ะ ระวีแค่เอาน้ำไปให้คุณทศตามปกติ แล้ว...แล้วคุณทศ...." แล้ว...ริมฝีปากหนานั่นก็เริ่มแบะออกเหมือนเด็กน้อยถูกขัดใจ เสียแต่เด็กทำแล้วมันดูน่ารักกว่าผู้ใหญ่ตัวโตเท่าควายแถมน่าตาดูไม่ได้เท่านั้นเอง (สาบานได้ว่าไม่ได้หลอกด่า)
ยายละมุดส่ายหน้าน้อยๆ โบกมือให้ระวีเดินไปจัดการกับเศษแก้วในถาด แล้วเบนกลับไปมองบันไดที่บุตรชายเพิ่งเดินขึ้นไป
ก็คงถูกแม่ข้าวหลามปฏิเสธมาอีกนั่นล่ะ ถึงได้หัวเสียขนาดนี้
คิดแล้วก็หันกลับมาใส่ใจกับผ้าซิ่นแฮนด์เมดของตนต่อ
------------------------------------------
ก๊อก...ก๊อก...
เสียงของบางสิ่งบางอย่างกระทบเข้ากับหน้าต่างกระจกปลุกเจ้าของห้องให้งัวเงียลืมตาตื่นขึ้นมา
นัยน์ตาสีดำกวาดมองรอบห้องตัวเองด้วยยังไม่ตื่นดีนัก เสียงก๊อกๆ นั่นก็ยังคงดังเป็นจังหวะประสานกับเสียงนกร้องยามเช้า
"เกิดอะไรขึ้นน่ะกระเบน มาแต่เช้าเชียว" ไอ้ทากเปิดหน้าต่างชะโงกลงมาทักเมื่อเห็นว่าแขกยามเช้าเป็นใคร เด็กหนุ่มผมสีทองฉีกยิ้มกว้างกวักมือเรียก ฝ่ายคนถูกเรียกเห็นอย่างนั้นก็พยักหน้าหงึกๆ เป็นเชิงเข้าใจ เขาเองก็ไม่อยากตะโกนคุยกันสักเท่าไหร่นัก ก่อนเดินลงจากชั้นสองลงมาเปิดประตูบ้าน
"ไอ้ทาก วันนี้ไปช่วยพี่ข้าวหลามพายเรือให้หน่อยสิ" กระเบนเอ่ยเข้าประเด็นทันทีที่ร่างสูงเดินเข้ามา ไม่พอยังเอื้อมไปจับมืออย่างสนิทสนม
"อ้าว! เกิดอะไรขึ้นกับพี่ข้าวหลามเหรอ? เมื่อวานยังเห็นดีๆ อยู่เลย" ไอ้ทากตกใจ ใช่...ดีถึงขนาดส่งสายตาพิฆาตมาให้เขากับไอ้โตได้อยู่เลย
"พี่ข้าวหลามมือเจ็บ กระเบนก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไปทำอะไรมา" เด็กหนุ่มว่าหน้าซื่อตาใส แต่คนฟังคงมองไม่เห็นหรอก ก็ผมหน้าปิดซะมิดขนาดนั้น "นะ ช่วยหน่อยนะ วันนี้กระเบนรับปากยายหม่อนไว้ว่าจะไปช่วยเก็บค่าคุ้มครองในอำเภอ แต่ก็อดห่วงพี่ข้าวหลามไม่ได้"
ว่าแล้วรอยยิ้มก็สลดลง...แน่นอนว่ามันคือการแถตามนิสัยที่สืบทอดมาจากพี่สาว
ฝั่งไอ้ทาก เมื่อได้ยินคำขอร้องบวกสีหน้าซึมๆ นั้นแล้วก็ยิ้มกว้างพยักหน้าตอบตกลงอย่างไม่คิดอะไรมาก ก็คนบ้านใกล้เรือนเคียงรู้จักกัน มีอะไรก็ต้องช่วยเหลือกันสิ
เมื่อเห็นอาการพยักหน้านั้นแล้วรอยยิ้มกว้างของกระเบนก็ฉีกขึ้นอีกครั้ง เด็กหนุ่มเอ่ยขอบใจก่อนจะขอตัววิ่งจากไปทันที
หลังจากอาบน้ำอาบท่าจัดการกับตัวเองเรียบร้อยแล้ว ไอ้ทากจึงเอ่ยบอกผู้เป็นบิดาว่าวันนี้ของงดช่วยงานหนึ่งวัน ซึ่งอีกฝ่ายก็ไม่ได้ว่าอะไรแถมยังฝากทักทายแม่ค้าขายข้าวแกงอีกด้วย
เด็กหนุ่มวิ่งเหยาะๆ ไปตามทางที่คุ้นเคย อย่างแรกเป็นเพราะกลัวว่าหญิงสาวที่ถูกฝากฝังให้ช่วยจะรอนาน อย่างที่สองคือเขาต้องการอบอุ่นร่างกายก่อนพายเรือ(แกไปช่วยพายเรือขายข้าวแกงนะเว้ย ไม่ใช่ไปแข่งแจวเรือ!!)
ทางฝั่งข้าวหลามที่ยืนกอดอกอยู่หน้าบ้านอยู่พักใหญ่ก็เริ่มหงุดหงิดขึ้นมาทีละน้อย ก็พ่อน้องชายของเธอน่ะสิ บอกว่าจะรีบไปหาคนมาช่วย แล้วนี่อะไร ผ่านไปตั้งสิบห้านาทีแล้วยังไม่เห็นโผล่มาซักหัว คิดพลางนัยน์ตาสีอ่อนก็ก้มมองข้อมือทั้งสองข้างของตนที่มีผ้ายืดพันเอาไว้ เตือนให้นึกถึงเหตุการณ์ที่ไม่น่าจดจำ
ถ้าขายขาดทุนขึ้นมา แม่จะไปฟ้องศาลเรียกค่าเสียหายให้ล้มละลายแม่งมันซะเลย
แล้วตาคู่เรียวก็หรี่ลงอย่างเจ็บปวด เธอรู้ว่าตัวเองผิดที่ไม่ยอมพูดความจริง แต่ไอ้บ้านั่นก็ไม่มีสิทธิที่จะทำกับเธอ 'แบบนั้น'
ริมฝีปากบางเม้มแน่น เบือนหน้าหนีข้อมือของตัวเอง
แค่ไม่อยากถูกเกลียด แค่นั้น...มันผิดด้วยหรือไง?
ก่อนที่อารมณ์จะจมดิ่งมากไปกว่านี้ ตาสีอ่อนก็เหลือบไปเห็นเงาร่างของใครบางคนในหมอกสีจางกำลังตรงมาทางที่เธอยืนอยู่
"ไอ้กระเบน!! เอ็งไปตามคนมาช่วยถึงอิตาลีหรือไง ถึงได้ช้านัก!!!"
เสียงหวานตะโกนดังก้องอย่างไม่แน่ใจว่าฝึกจากการตะโกนขายข้าวแกงหรือเป็นนิสัยติดตัวกันแน่ เงาร่างในสายหมอกบางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเคลื่อนไหวอีกครั้งด้วยท่าทีเหมือนกำลังวิ่งมาหาเต็มกำลัง
ปากหญิงสาวอ้าเตรียมบ่นอีกครั้งแต่ก็ต้องชะงักไป เมื่อเห็นชัดๆ ว่าเงาร่างนั้นหาใช่น้องชายของตนไม่
"ขอโทษที่มาช้าครับพี่ข้าวหลาม"
เด็กหนุ่มร่างสูงเอ่ยด้วยรอยยิ้มคุ้นตา
"อ้าว...ทากนี่เอง พี่คิดเป็นกระเบนเสียอีก" ข้าวหลามลดเสียงพูดลงมาอยู่ในระดับปกติ ตาสีอ่อนก็มองผ่านไปด้านหลังหาน้องชายตัวแสบ
"แล้วนี่กระเบนอยู่ไหนล่ะ?"
"อ๋อ เห็นบอกว่าต้องไปทำธุระกับยายหม่อนในเมืองนี่ครับ" ไอ้ทากตอบพลางมองสภาพข้อมือของอีกฝ่าย ขณะที่เจ้าตัวกำลังพึมพำสวดเจริญพรให้น้องชายสุดที่รัก
"ผมไปขนหม้อมาเลยดีกว่านะครับ เดี๋ยวสายกว่านี้จะไม่ทัน"
ข้าวหลามฟังแล้วก็พยักหน้าก่อนเดินนำเข้าไปในครัว เพื่อยกหม้อแกงที่อุ่นรอคนขนไปวางบนรถซาเล้งเพื่อที่ขนไปยังท่าน้ำต่อไป
อันที่จริงไอ้ทากเคยสงสัยมานานแล้วว่า ทำไมหญิงสาวถึงต้องลำบากลำบนขนหม้อไปกลับที่ท่าน้ำทุกวันเพื่อพายเรือขาย ทั้งๆ ที่บ้านของสองพี่น้องก็ไม่ได้อยู่ริมคลองสักหน่อย สู้หาที่เหมาะๆ ตั้งเป็นร้านขึ้นมาคงสะดวกกว่าเป็นไหนๆ (ที่สำคัญตลาดมันอยู่ใกล้ท่าน้ำกว่าตั้งเยอะ) แต่ก็หาจังหวะถามไม่ได้เสียที
...แม้แต่วันนี้ก็ตาม
ด้วยความที่ต้องเพิ่มคนพายอีกหนึ่งคน ทำให้ข้าวหลามจำต้องลดจำนวนกับข้าวที่ขายทุกวันลงสองอย่าง กับข้าววันนี้จึงเหลือให้ลูกค้าเหลือไม่กี่อย่าง บางที...นั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้การค้าขายในวันนี้ออกจะเงียบเหงา
ไม่ว่าจะเป็นตัวแม่ค้าที่ตักกับข้าวแบบสงบปากสงบคำ หรือตัวลูกค้าที่ได้แต่รับจานไปนั่งกินเงียบๆ ทั้งๆ ที่ปกติมักจะมีเสียงหัวเราะเฮฮาหรืออาการปากหมาของแม่ค้าคนสวยมาให้ได้ยินเป็นระยะๆ
ดูท่าทางคงมีอะไรมากกว่าแค่ข้อมือเจ็บแล้วล่ะมั้ง
ไอ้ทากคิดขณะทำหน้าที่พายเรือไปเงียบๆ แน่นอนเขาอยากถามใจจะขาด แต่เห็นสีหน้าเรียบๆ ของอีกฝ่ายแล้วก็รู้สึกพูดไม่ออกขึ้นมา
เวลาล่วงไปจนบ่ายคล้อย เด็กหนุ่มกระทุ้งปลายไม้พายเบาๆ เพื่อให้ตัวเรือลอยห่างจากท่า หากก่อนที่เขาจะได้จ้ำพายต่อไปยังเรือนหลังสุดท้าย เสียงใสๆ ก็ขัดขึ้น
"กลับกันได้แล้วล่ะทาก"
"อ้าว" ไอ้ทากร้องแปลกใจ ชะงักฝีพาย "วันนี้พี่ข้าวหลามไม่ไปเรือนพี่ท.."
"ไอ้ทาก...เอ็งจะว่ายกลับหรือจะพายเรือกลับ"
เมื่อคำประกาศิตสาดเปรี้ยงลงมา บวกกับไม่อยากว่ายน้ำกลับเพราะระยะทางที่ไกลโขอยู่ ไอ้ทากจึงจำต้องวาดพายกลับเรือไปอย่างสงบเสงี่ยมตามประสาลูกมือ(?)ที่ดี
*************************TBC...
Casting
Belphegor เป็น กระเบน


โอ้ว มันส์แน่งานนี้ คุฟุฟุ
อ่า~อยากอ่านตอนต่อไปเร็วๆจัง!!
อยากรู้อดีตของแม่ข้าวหลามมากๆ~
ไปแอบทำอะไรกับคุณปลัดล่ะเนี่ย?? คึหึหึๆ
#1 By x「Quizie」x on 2008-02-06 01:41