[Fic] มนต์รักดอนหอยหลอด [8]
posted on 02 Mar 2008 17:22 by foundation
ฝ่ามรสุมมาอัพได้เสียที = ="
ตามสัญญาฮะ โฮะๆๆๆๆ
*************************************
Title : มนต์รักดอนหอยหลอด [8]
Fandom : Katekyo Hitman Reborn!
--------------------------------
ตอน : รอยรักรอยอดีต
บางทีเขาควรจะโดดงานช่วงบ่าย...
กลับบ้าน หรือไปหาน้องเขี้ยวด้วยความคิดถึง
นั่นสิ...ทำไมเราไม่ทำอย่างนั้นน้า~ แย่จัง~
แม้ในความคิดจะดูแฮปปี้ลัลล้า แต่ในความเป็นจริงแล้ว ปลัดเด่นของเรากำลังอยู่ในช่วงวิกฤติค่ะ
ตึก..
เฮือก!!!
เพียงแค่ขายาวๆ ที่พาดอยู่บนโต๊ะขยับลงมาวางขนานกับขาอีกข้าง
เซลล์ทั่วทั้งร่างของเจ้าของห้องที่นั่งทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมเหงื่อตกก็พร้อมใจกันกระตุก จนรู้สึกว่าร่างลอยขึ้นจากโซฟาเล็กน้อย
แถมตอนที่ตกลงมาขาสองข้างที่เกิดอาการเหน็บกินด้วยการนั่งท่าเทพบุตร (ทำไปเองโดยไม่รู้ตัว)
ก็กระแทกเข้ากับเบาะนิ่ม
ความเจ็บปวดจึงแล่นพล่านกระตุกไขสันหลังให้ชายหนุ่มนั่งตัวตรงอัตโนมัติ
ดูแล้วเหมือนเด็กกำลังถูกพ่ออบรมยังไงยังงั้น
แต่เมื่อร่างที่นั่งเอกเขนกไม่มีทีท่าจะทำอะไรนอกจากนั่งมอง
ปลัดเด่นจึงค่อยลอบถอนหายใจออกมาได้
ก็เข้าใจอยู่นะครับว่าพี่น่ะเส้นใหญ่
แต่ไม่เห็นจะต้องสวมบทมาเฟียด้วยนี่ครับ!!
แถมไอ้คนที่มักจะเดินเข้าออกอยู่ตลอดเวลาทุกวันน่ะ มันหายหัวกันไปไหนหมดวะ!!!
จงใจหรือเจตนา?
จะยังไงก็ตามแต่ ไม่ต้องบอกเขาก็เดาได้ว่าที่อีกฝ่ายโผล่มานั่งมาดมาเฟียอยู่นี่ต้องเป็นเพราะเรื่องนั้นแน่ๆ
เรื่องของยัยข้าวหลามไหม้ยังไงล่ะ!
ความเงียบทำให้ปลัดเด่นเริ่มเกิดอาการวิตกจริต
อะไรกันเล่า!! ก็เขาไม่รู้นี่ว่ามันมีเจ้าของแล้ว แต่ถึงจะรู้
มันก็ไม่ใช่ประเด็น เพราะไม่ว่าชาตินี้ ชาติหน้า หรือชาติต่อๆ ไป
ต่อให้ตายแล้วเกิดใหม่สักกี่ครั้ง เขาก็ไม่มีทางตาบอด พิการครบสามสิบสอง
สมองเสื่อม จิตตกจนต้องเลือกมันมาเป็นคู่ชีวิตแน่!
ที่สำคัญ...เขาจะต้องมาซวยเพราะมันอีกกี่ครั้งกัน!!
หากเป็นในนิยายที่เคยอ่าน
ก็คงจะอธิบายได้ว่าในความเงียบที่หากมีเข็มเล่มหนึ่งหล่นลงพื้นก็อาจจะได้ยินอย่างชัดเจน
แต่ไอ้ความเงียบอะไรนั่นไม่ได้อยู่ในความคิดของเขาเลยสักนิด
เพราะตอนนี้เสียงหัวใจของเขามันดังจนหนวกหูไปหมดแล้ว
ไหนจะเสื้อผ้าที่เริ่มเปียกชื้นจากเหงื่อที่ไหลท่วมตัว
คล้ายตัวจุดชนวนนับถอยหลังให้สติแตกเร็วขึ้น
ไม่! ไม่นะ!!
นี่เขาจะโดนฆ่าหมกป่าทั้งๆ ที่มาประจำได้ไม่ยังครบเดือนงั้นเหรอ?
ม่ายยยยย!
ยังจีบน้องเขี้ยวไม่ติดเลย แฟนก็ยังไม่มี คนรักก็ยังหาไม่ได้
ฤดูใบไม้ผลิในชีวิตของเขาหายไปไหน?!
แถมถ้าตายเพราะถูกฆ่าด้วยพิษรักแรงหึงแบบนี้
พ่อแม่ก็ไม่ได้เงินประกันน่ะสิ แล้วยังมีบุญมาอีก
ขืนเขาตายไปบุญมาจะคอยรับใช้ใครล่ะ?!
จะบอกให้เผาตัวเองตามไปรับใช้เขาบนสวรรค์ก็คงไม่ได้สินะ..
(แกยังคิดว่าตัวเองจะได้ขึ้นสวรรค์อยู่อีกเรอะ-ดอส)
ระหว่างอาการจิตตกกำลังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จู่ๆ เสียงเข้มก็ดังทะลุขึ้นกลางห้องที่เงียบสงัด
"แกเป็นอะไรกับข้าวหลาม?"
!!
ช่างเป็นคำถามที่ทรงพลังยิ่งนัก
เพราะแค่คำถามเดียวก็สยบได้ทุกความเคลื่อนไหว ทั้งความเงียบรอบตัว
ความอึดอัดรอบกาย อาการสติแตกแบบหลบในของปลัดเด่น
หรือแม้แต่การขยับปอดหายใจก็ดูเหมือนจะหยุดชะงักไปด้วย
ทุกอย่างหยุดนิ่ง มีเพียงคำถามเดียวที่ดังก้องหลอกหลอนซ้ำไปซ้ำมา
'แกเป็นอะไรกับข้าวหลาม?'
สิ้นประโยคคำถามที่เป็นเหมือนกุญแจไขลิ้นชักแห่งความทรงจำ
ห้วงความคิดของปลัดหนุ่มก็ราวกับถูกจังยัดไทม์แมชชีนในลิ้นชักโต๊ะ
ย้อนเวลาไปสู่วันแรกที่ได้พบกับหญิงสาว
............................................
เป็น...
เด็กหนุ่มผมทองในชุดนักศึกษาใหม่เอี่ยมยืนละล้าละหลังอยู่ท่ามกลางเพื่อนร่วมรุ่นมากหน้าหลายตา
หากมีเพียงหนึ่งเดียวที่แจ่มชัดในความทรงจำ เด็กสาวผมยาว
หน้าตาสะสวยที่ยืนอยู่ข้างๆเขาด้วยสีหน้าเบื่อๆกับโอวาทรับนักศึกษาใหม่ของสถาบัน
เมื่อกี้ตอนอยู่ในบ้านรับน้อง เธอแนะนำตัวว่าชื่อข้าวหลาม เรียนMBA
ชื่อประหลาด หรือจะว่าไป ก็ฟังดูไทยๆดี
สมัยนี้มีพ่อแม่น้อยคนนักที่ยังอนุรักษ์ภาษาไทยด้วยการตั้งชื่อลูกเช่นนี้...
เขาคงคิดเพลิน จ้องหน้าเธอนานไปหน่อย ดวงตาดุๆไม่สมตัวคู่นั้นจึงหันมามองกลับบ้าง
"มองอะไร อยากโดนตีนเรอะ..."
เสียงหวานที่เข่นลอดไรฟันมาแฝงแววคุกคาม เขาสะดุ้งเฮือกพลางส่ายหน้าดิก มุกจีบสาวเสี่ยวแดกระดับทีมชาติถูกกลืนลงลำคอไปแทบไม่ทัน
แม่เจ้า... เกิดมาเพิ่งเคยเจอผู้หญิงที่เสี่ยวด้วยไม่ออก
............................................
ปลัดเด่นกลืนน้ำลายดังเอื้อก
สมองกำลังทำงานแบบโอเวอร์โหลดเพื่อสรรหาถ้อยคำที่เหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงให้เกิดคดีฆาตรกรรมในที่ว่าการอำเภอ
............................................
เป็น...
"แกจะแกล้งตายไปถึงไหนวะ ไอ้เด่น!"
ประโยคด่าความดังไม่ต่ำกว่า120เดซิเบลพุ่งทะลุแก้วหูน้อยๆ
พลางฝ่าเท้าใต้ส้นสูงไซส์สามสิบแปดก็บรรจงกระทืบลงที่สีข้างของคนที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น โดยไม่ลืมที่จะบิดส้นแหลมไปมาด้วยความสนุกเท้า
เขากระเด้งตัวขึ้นเป็นท่านั่งยองๆ ด้วยความเร็วขนาดกบเรียกพี่
สองมือประนมไหว้เหนือศีรษะราวกับจะบนบานกับเจ้าที่เจ้าทาง..
ปากละล้ำละลักพูดแทบไม่เป็นคำ
"ขอโทษคร้าบบบบบ ผมกลัวแล้ว อย่าทำผมเลย"
"ไหว้แม่แกเรอะ!"
เสียงหวานตวาดลั่นขึ้นอีกเรียกสติสตังขวัญน้อยๆให้กลับมาเข้ากระหม่อม
ดวงตาสีน้ำตาลเหลือบมองคนที่ยืนค้ำหัวตนอยู่อย่างหวาดๆ
ก่อนจะถอนใจเฮือกใหญ่
"ไอ้ข้าวหลาม!"
"เออ ฉันเอง หรือแกจะมองผิดเป็นนางสาวไทยก็ได้ หน้าคล้ายๆ กัน"
ถ้อยคำหน้าด้านไม่สมเป็นกุลสตรี แต่ถ้าเปรียบกับบริบทแวดล้อม
หรือพูดง่ายๆคือกอง 'ซาก'
อะไรสักอย่างที่เคยเป็นมนุษย์ซึ่งนอนกองเกลื่อนกลาดอยู่รอบบริเวณด้วยฤทธิ์ส้นสูงของเจ้าหล่อนแล้ว
จะเป็นกุลสตรีหรือเปล่าคงไม่มีใครสน
หากเขาจำได้ว่าตนเองในขณะนั้นได้แต่มองตาค้าง อึ้ง ทึ่ง สยองกับคุณสมบัติของเพื่อนซี้ที่เพิ่งได้เรียนรู้ไปสดๆ ร้อนๆ
แม่ง ผู้หญิงอะไร โหดชิบ--าย
"มองอะไร... ไม่เคยเห็นคนสวยเรอะ!"
นอกจากโหดแล้ว... แม่งยังหลงตัวเองได้อีก
แต่มันดันสวยจริงนี่สิ เถียงไปก็(โดนต่อย)ปากแตกเปล่าๆ
"จะม่อก็ดูตาม้าตาเรือมั่งสิวะ คราวหน้าฉันไม่ช่วยแกแล้วนะเว้ยไอ้เด่น!"
ประกาศเสียงดังก่อนจะก้าวฉับๆจากไป ปล่อยให้เขากอบๆ เก็บๆ หนังสือเรียนของตนที่ตกอยู่แถวๆนั้นกับกระเป๋าของเจ้าหล่อนวิ่งตามไป
............................................
ดวงตาสีแดงขุ่นของคนถามเริ่มหรี่ลงอย่างขัดเคือง
ด้วยเพราะคำตอบที่อยากได้ยังไม่ยอมหลุดออกมาจากปากปลัดหนุ่มเสียที
นายเด่นกระพริบตาอีกหน แล้วภาพวันวานก็หวนกลับมาอีกครั้ง
............................................
เป็น...
"โว้ย!!!
ร้อน-ปี๊ด-หายยังกล้านัดฉันมาเจอบนดาดฟ้าอีกนะ อะไร!! จะขอคบด้วย?!
บ้ารึเปล่า! หัดตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาหัวตัวเองซะบ้างเซ่
หน้าปลาจวดอย่างนายน่ะต่อให้เหลือเป็นผู้ชายอยู่คนเดียวในโลกฉันก็ไม่สน
ไปเกิดใหม่ให้หล่อกว่าชาคริตก่อนค่อยมาใหม่!"
คำโวยวายเสียงดังชวนให้รู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ เหมือนจะเป็นไข้จับสั่น
หากอาการของคนถือกระเป๋าอย่างเขาคงดีกว่าเจ้าหนุ่มหน้าซื่อ (แต่ไม่หล่อ) ที่ยืนขาสั่นพับๆอยู่ตรงหน้าอาเจ๊ข้าวหลามขาเรียว
ไม่รู้เวรกรรมแต่ชาติปางไหนสวรรค์ถึงส่งบุญให้ชาตินี้ชีเกิดมาสวยแต่ดันปากหมาระดับโลก
จบไปมันคงเป็นเจ้าของกิจการฟาร์มสุนัข
พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไม่ต้องไปหาที่ไหน จะบอร์ซอย โกลเด้น ลาบาดอร์ หลังอาน
อัลเซเชียน โดโบแมน ไซบีเรียนฮัสกี้ บีเกิ้ล ปั๊ก บูลด็อก
ในปากเจ้าหล่อนมีหมด
คิดพลางก้มลงจดสถิติยิกๆ
เดือนนี้ก็รายที่สิบแล้ว...
ถ้าเหยื่อปากตะไกรยังเพิ่มด้วยอัตราเร็วขนาดนี้ต่อไป
ก่อนเรียนจบไอ้ข้าวหลามมันคงได้ด่าผู้ชายหมดมหา'ลัยแน่
"ไอ้เด่น! แกจะยืนรอให้มันจีบต่อจากฉันเรอะ ไปได้แล้ว ร้อน!"
คราวนี้เสียงหวานหันมาพูดกับเขาด้วยระดับความดังที่ไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อย
ชายหนุ่มพยักหน้าหงึกแล้วถลาตามไปอย่างว่าง่าย
ไม่ลืมโน้ตไว้ในใจว่าลงจากตึกไปเมื่อไหร่ต้องไปซื้อน้ำให้เจ๊แกด้วย..
......................................
แล้วริมฝีปากของปลัดหน้ามนกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยตอบ
"เป็นลูกพี่ผมเองครับ"
".................."
เป็นความเงียบที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ ไม่มีเสียงหา เสียงหัวเราะ
ไม่มีเสียงหรือปฏิกิริยาใดๆ จากคนฟังเลยแม้แต่น้อย ทั้งๆ
ที่เป็นอย่างนั้นปลัดเด่นก็ควรจะกระโดดโลดเต้นดีใจ
หรืออย่างน้อยก็น่าจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก
แต่กลายเป็นว่าปลัดหนุ่มกลับลุกพรวดขึ้นยืนบนโซฟา ลืมสิ้นแล้วทุกอย่าง
ทั้งความน่ากลัวของคู่กรณี
ทั้งอาการเหน็บชาทีขา ด้วยเพราะความเครียดและความอัดอั้นตันใจที่สะสมมานานนับปีได้ระเบิดออกด้วยคำสารภาพเมื่อครู่
"มันน่าขำใช่ไหมล่ะ!!"
ชายหนุ่มอดีตลูกน้องแม่ค้าข้าวแกงคนสวยถามเสียงดังจนเกือบจะกลายเป็นตะโกน
อย่างที่โบราณเขาว่า เวลาโกรธขึ้นมาไม่ว่าใครก็เห็นช้างตัวเท่ามด
(นั่นมันตอนหิวไม่ใช่เรอะ)
"ผมรู้ว่าคุณไม่เชื่อที่ผมพูด!
ใครจะไปคิดว่าผู้ชายอกสองศอกอย่างผม(สามศอกมันกว้างไป)จะเป็นลูกน้องตามหลังผู้หญิงต้อยๆ
คุณรู้ไหม...สมัยเรียนมหา'ลัยน่ะไม่มีใครกล้าหือกับเจ๊แกซักคน
ผู้หญิงบ้าอะไรปากจัดยังไม่พอ ตีนยังหนักอีกต่างหาก
คิดว่าตัวเองสวยนักเหรอไงถึงได้จิกหัวใช้ตลอดสี่ปี
ไอ้เราอุตส่าห์ตั้งใจว่าจะรีบเรียนรีบจบ เอาแค่สามปีก็พอ
แต่เจ๊แกดันลากให้ไปเรียนด้วย เลกเชอร์ก็ต้องจด กระเป๋าก็ต้องถือ
ซีร็อกก็ต้องวิ่งไปทำให้
ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนที่เรียนรัฐศาสตร์อย่างผมถึงต้องไปนั่งเรียนในคลาสของพวกเด็กบริหารด้วย
สุดท้ายหน่วยกิจไม่พอต้องอยู่เรียนสี่ปีให้เจ๊แกโขกสับจนจบพร้อมกัน
พอเรียนจบต่างคนต่างแยกย้าย ไอ้เราก็คิดว่าจะหมดเวรหมดกรรม
แต่ดันต้องมาเจอกันที่นี่อีก
แถมไม่ทันจะได้พูดอะไรแม่คุณก็กระชากคอเข้าไปคาดโทษรอล่วงหน้า
กำชับไม่ให้ไปบอกใครว่านิสัยที่แท้จริงของมันเป็นยังไง
แถมยังต้องมาโดนต่อยอีก คุณเข้าใจความรู้สึกของผมบ้างไหม?! หา!!!!"
".........................................................................."
...ทั้งห้องเงียบกริบลงอีกครั้ง
แต่ด้วยความที่ก่อนหน้านี้มันดังสนั่นด้วยเสียงพร่ำรำพันของปลัดหนุ่มหน้ามน
ดังนั้นความเงียบในครั้งนี้จึงรู้สึกได้ว่ามันเงียบกว่าปกติ
อาการหายใจหนักเหนื่อยหอบหลังจากได้ระบายความอัดอั้นตันใจออกไปจนหมดเปลือก
ความหนักอึ้งในใจก็เหมือนจะได้รับการปลดปล่อย
หากอาการเหงื่อตกตัวสั่นก็ค่อยๆ กลับมาอีกครั้ง
ซวยแล้ว...เผลอไปตะคอกใส่เฮียแก
งานนี้ได้กลายเป็นศพของจริงๆ แน่ๆ
ปลัดเด่นกลืนน้ำลายดังเอื๊อก ก่อนหดหัวลงเล็กน้อย และค่อยๆ
ดึงตัวนั่งลงอย่างสงบเสงี่ยมอีกครั้ง
ตาสีน้ำตาลเข้มเหลือบมองคนที่ยังคงนั่งนิ่ง ทั้งๆ ที่ควรจะพุ่งเข้ามาหักคอ
หักแขน บอดี้สแลมใส่แท้ๆ
แต่ไอ้ทศกลับทำเพียงเลิกคิ้วสูง
เขาตกใจเล็กน้อย
อย่างแรกคือ การทีไอ้ปลัดหน้าอ่อนนี่กล้าขึ้นเสียงใส่
อย่างที่สองคือเรื่องของแม่ค้าข้าวแกงคนสวยนามข้าวหลาม
จริงอยู่ เขาพอจะรู้ว่าลึกๆ
แล้วข้าวหลามไม่ใช่สาวน้อยบอบบางที่ต้องการให้ใครมาปกป้อง
แต่ก็นึกไม่ถึงว่าเธอจะห้าวขนาดมีลิ่วล้อเป็นของตัวเอง(หนูนาก็มีนะจ๊ะพี่ทศ...อย่าดูถูกสายราชินีเชียว)
แต่การเหลือบมองแบบแวบไปแวบมาของปลัดเด่น
มีหรือจะสามารถอ่านใจไอ้ทศได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
สุดท้ายนัยน์ตาสีแดงดุที่จ้องเขม็งตรงมาทางเขาเหมือนกับสายตาขอผู้พิพากษาที่กำลังคิดว่าจะใช้วิธีไหนประหารนักโทษดี
กึก..
ไอ้ทศขยับตัวลุกขึ้น
บุหรี่ในมือถูกขยี้ลงบนมือของเจ้าตัวก่อนจะถูกโยนลงถังขยะข้างโต๊ะ
เหลือเพียงเศษขี้เถ้าที่เกลื่อนกระจายอยู่บนพื้น
สองขาขยับก้าวเดินตรงไปทางปลัดหนุ่มที่นั่งตัวสั่นหน้าซีด
กึก..
มาแล้ว! จะโดนต่อย โดนกระทืบกันแน่นะ?!
แต่วันนี้พี่แกสวมบทมาเฟียนี่หว่า งั้นอาจจะหยิบปืนขึ้นมายิงหัวเขา ไม่สิ!
ถ้าทำอย่างนั้นคนในอำเภอต้องกรูกันเข้ามาแน่ๆ แต่...จะมากันแน่เหรอ?
ขนาดเขาส่งเสียงดังขนาดนั้นยังไม่เห็นแม้แต่แมลงวันซักตัวบินเข้ามา
แต่ถ้าใช้ที่เก็บเสียงอย่างที่ในหนังชอบใช้กันก็ไม่มีปัญหาสินะ...
แล้วทำไมกรูต้องมาคิดวิธีตายของตัวเองด้วยวะเนี่ย!!
เหลืออีกหนึ่งฟุต...
อีกยี่สิบเซนต์...
อีกห้าเซนต์...
โดนแน่กรู!!!!!
ความคิดสุดท้ายดังขึ้นในหัว ก่อนตาสองข้างจะหลับปี๋ นับห้าถึงหนึ่งสู่ห้วงเวลาสุดท้ายของตัวเอง...
"..........................."
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น...
และเสียงก้าวเดินตอนนี้ก็เลยไปทางประตูห้องแล้วด้วย ชายหนุ่มที่เหมือนจะรอดตายหันไปมองแผ่นหลังของคนที่กำลังเปิดประตูออกกว้าง
"งั้นก็ขอโทษที่มารบกวน"
นั่นคือประโยคแรกและประโยคสุดท้ายที่ปลัดเด่นได้ยินจากปากของไอ้ทศ แล้วประตูห้องก็ปิดลงเช่นเดิมพร้อมกับความโล่งอกของชายหนุ่ม
แต่เดี๋ยวเซ่! นี่ไม่คิดจะขอโทษที่ต่อยเขาเลยเรอะ!!
------------------------------
เหนื่อยชะมัด...
ปลัดหนุ่มคิดพลางซุกหน้าลงกับพวงมาลัยพาวเวอร์หุ้มหนังสีดำขลับหลังจากที่ดับเครื่องยนต์ลง
บุญมาที่นั่งอยู่ด้านข้างได้แต่มองดูเฉยๆ ด้วยไม่รู้ว่าจะช่วยอย่างไร
ทั้งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้นเหตุของอาการจิตตกขั้นรุนแรงของนายตนนั้นมาจากเรื่องใด
"กลับบ้านไปพักไม่ดีกว่าเหรอครับคุณหนู" บุญมาเปรยขึ้นเบาๆ
ดูจากสภาพอ่อนระโหยไร้เรี่ยวแรงของอีกฝ่ายแล้วก็อดเป็นห่วงไม่ได้
แต่ถึงจะแย่แค่ไหนอีกฝ่ายก็ยังดันทุรังจะไปหาสุดที่รักของตน(คิดเอาเองฝ่ายเดียว)อยู่ดี
ปลัดเด่นส่ายหน้าทั้งๆ ที่ยังคงฟุบอยู่ ก่อนเสียงตอบอู้อี้จะตามมา
"ฉันอยากเห็นหน้าเขาสักหน่อยน่ะ"
"งั้นเราน่าจะขับไปหาที่วัดเลยไม่ดีกว่าเหรอครับ
ทำไมต้องมาจอดที่บ้านกำนันเอี้ยงแล้วเดินไปด้วย" บุญมาถามอีกครั้ง
อันที่จริงเขาก็สงสัยมานานแล้ว เพียงแต่ไม่มีจังหวะจะถามเท่านั้น
คนถูกถามเงยหน้าขึ้นเสยเอาผมสีทองที่ปรกหน้าขึ้นให้เห็นรอยยิ้ม
"ก็หลวงตาบอกมาว่าเขี้ยวเขาไม่ชอบเสียงรถนี่
เห็นว่าน้องเขาไม่ชอบเสียงดัง ชอบอยู่เงียบๆ มากกว่า"
ว่าแล้วก็หัวเราะน้อยๆ เมื่อนึกไปถึงครั้งแรกที่พวกเขาได้เจอหน้ากันตรงๆ
แค่ส่งเสียงดังนิดหน่อยก็หงุดหงิด
จากนั้นไม้กวาดด้ามยาวในมือก็ฟาดลงกลางกระหม่อมเขาอย่างแม่นยำ
ต่อมาก็ที่ท้อง เล่นซะจุก พออ้าปากจะถามเหตุผล
ปลายด้ามจับก็ชี้ตรงมาเป็นคำสั่งให้เงียบ
ก็พอจะรู้อยู่ว่าเป็นคนพูดน้อย แต่ไม่คิดว่าจะเป็นคนขี้อายขนาดนั้นด้วย
ก๊อกๆ
เสียงเคาะกระจกดังขึ้นข้างตัวให้ปลัดหนุ่มหลุดจากความคิดหันไปมอง
"อ้าว...มีอะไรเหรอครับหนูนา อุรา"
สองสาวที่ยืนอยู่ด้านนอกยิ้มกว้าง แล้วหนูนาก็เป็นฝ่ายเอ่ยถาม
"พอดีว่า...มีเรื่องอยากจะถามนิดหน่อยน่ะค่ะ"
ปลัดเด่นได้ยินแล้วก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้า
เปิดประตูลงมาจากรถอย่างว่าง่าย
"มีอะไรเหรอคระ..." ถามไม่ทันจบประโยค
ก็ถูกสองสาวคว้าแขนกึ่งลากกึ่งดึงให้ต้องเดินตามอย่างช่วยไม่ได้
บุญมาที่เห็นเหตุการณ์ก็ตกใจ คิดว่าเจ้านายจะถูกพวกสาวๆ ทำมิดีมิร้าย(?)
รีบเปิดประตูลงมาหวังจะช่วย แต่อุรากลับกระโดดเข้ามาขวาง
ปล่อยให้หนูนาลากปลัดเด่นเข้าใต้ถุนเรือนไปคนเดียว
"ตามเข้าไปไม่ได้นะคะ
อุรากับคุณหนูนาแค่อยากถามอะไรคุณปลัดนิดหน่อยเท่านั้นจริงๆ ค่ะ
คุณบุญมาช่วยรออยู่ตรงนี้ด้วยนะคะ" สิ้นคำขาดนั้น มือขาวๆ
ที่จับพายไม้ทุกวันก็ล้วงเอาบางสิ่งบางอย่างออกมา
แล้วคว้าแขนคนที่สูงกว่าขึ้นพร้อมฟันอีกมือหนึ่งลงมาทันใด
กริ๊ก...
บุญมาที่กำลังงงว่าเกิดอะไรขึ้น หันไปมองตามเสียงเล็กๆ
แล้วอุราก็เห็นสีหน้าของความตกใจ
(แต่อุราไม่รู้ว่าบุญมาเบิกตากว้างรึเปล่า เพราะไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงใดๆ
ทั้งสิ้น)
มือข้างหนึ่งของเขาถูกพันธนาการไว้กับกรอบหน้าต่างรถด้วยกุญแจมือสีเงิน
"นี่มันเรื่องอะไรกันครับ?! แล้วคุณอุราไปเอากุญแจมือมาจากไหน"
อุราฉีกยิ้มกว้างอย่างเจ้าเล่ห์
"ก็แค่ของเล่นน่ะค่ะ ไม่ต้องห่วงนะคะ
ไว้เสร็จเรื่องแล้วอุราจะมาไขกุญแจให้" ว่าแล้วก็ชูกุญแจดอกเล็กในมือให้ดู
ก่อนเธอจะหมุนตัวเดินฮัมเพลงออกไปอย่างมีความสุข
ต้องอย่างนี้สิ ถึงจะเหมือนในหนังสืบสวนหน่อย
ฝ่ายบุญมาที่ถูกล็อกไว้ก็ได้แต่มองตามแผ่นหลังของแม่ค้าร่างเล็กไปพร้อมถอนหายใจเฮือก
ยอมกลับไปนั่งยังที่นั่งข้างคนขับเช่นเดิม
จริงอยู่ว่าเขาจะกระชากให้โซ่ของเล่นนี่ขาดออกจากกันก็ได้
แต่ถ้าทำอย่างนั้น ไม่รู้ว่ารถของเจ้านายจะเป็นรอยรึเปล่านี่สิ...เฮ้อ
ตัดมาที่หนูนาที่บังคับขืนใจชายหนุ่ม(?)มาได้สำเร็จก็จัดการพาไปนั่งบนแคร่ตัวหนึ่งที่มีโคมไฟตั้งโต๊ะวางอยู่
ปลัดเด่นขมวดคิ้วเล็กน้อย แปลกใจว่าทำไมโคมไฟถึงมาอยู่ตรงนี้
อีกทั้งตัวแคร่ถูกเลื่อนมาเสียเกือบกลางเรือน
ไม่มีปลั๊กไฟให้เสียบแล้วมันจะใช้งานได้ยังไงล่ะ?
แต่เมื่อตาสีน้ำตาลเข้มมองลงต่ำก็เห็นเต้ารับแบบพกพา
สายของมันยาวเรื่อยขึ้นไปตามขั้นบันได
ช่าง...ลงทุน
ปลัดเด่นคิดในใจ อยากจะหัวเราะออกมาด้วยความขำ แต่สีหน้าจริงจังของเด็กสาวทำให้ต้องหุบปากสนิท
"นั่งตรงนี้ค่ะ" หนูนาว่าพร้อมกับชี้ยังตำแหน่งที่นั่ง
ด้วยความที่ถือคติไม่ปฏิเสธสตรี ชายหนุ่มจึงนั่งลงอย่างว่าง่าย
และนั่นทำให้เขาสังเกตเห็นอะไรอีกอย่าง
โคมไฟที่ตั้งอยู่บนแคร่ตรงหน้าเขานั้น
ถูกจับให้หงายขึ้นจนเห็นหลอดไฟสีขาวแบบตะเกียบขนาดสิบเอ็ดวัตถ์
ชวนให้สงสัยว่าสองสาวคิดจะทำอะไรกันแน่ หากไม่ทันที่จะได้ถาม
แสงไฟจ้าก็สาดพรึ่บใส่หน้า
"เฮ้ย!!" ชายหนุ่มเผลออุทานเสียงดัง เบือนหน้าหนีตามปฏิกิริยาตอบโต้
แต่ก็ถูกมือขาวๆ นิ่มๆ จับให้หันกลับมาเผชิญหน้ากับแสงไฟอีกครั้ง
จะด้วยเพราะหลงกับความนิ่มของมือนั้น หรือเพราะไม่อยากขัดใจเด็กสาว
ปลัดของเราก็ได้แต่กระพริบตาถี่ให้ชินกับแสงจ้าตรงหน้าโดยไม่ได้ซักถามอะไร
ฝ่ายหนูนาที่เห็นปลัดหนุ่มทำตัวว่าง่ายก็ส่งยิ้มหวานคล้ายจะเป็นรางวัล ทำเอาคนมองถึงกับหัวใจเต้นผิดจังหวะไปเลยทีเดียว
"เอาล่ะค่ะ อุรามีเรื่องจะถามคุณปลัดแค่สองสามข้อเท่านั้นนะคะ"
พลันเสียงหวานของแม่ค้าสาวน้อยก็ดังขึ้น ปลัดเด่นหันหน้ากลับไปมอง
ยิ้มแห้งและถาม
"เรื่องอะไรเหรอครับอุรา"
อุราฉีกยิ้ม จิ้มนิ้วเข้าที่แก้มตัวเอง เคาะเบาๆ สองสามครั้งก่อนถาม
"รอยนั่น คุณปลัดไปโดนใครต่อยมาเหรอคะ?"
"..........................................."
พระเจ้าครับ...หรือนี่จะเป็นบทลงโทษที่ตอนเด็กผมชอบเบี้ยวไม่ยอมเข้าพิธีมิสซา
"ชะ..ใช่ซะที่ไหนล่ะ ผมตกบันไดต่างหาก ก็บอกหนูนาไปแล้วนี่ครับ"
ประโยคสุดท้ายหันไปพูดกับเด็กสาวเจ้าของรอยยิ้มพิมพ์ใจที่ชายหนุ่มรู้สึกว่าช่างถอดแบบมาจากแม่นวลมาเป๊ะๆ
ไม่มีผิด
นี่สินะ...ที่เขาว่าดูนางให้ดูแม่ เพิ่งจะรู้ซึ้งถึงความหมายก็วันนี้นี่ล่ะ
"อย่ามาโกหกกันดีกว่าค่ะ!!"
แม่อุราขึ้นเสียงพร้อมตบแคร่ดังปึงใหญ่ให้จำเลยสะดุ้งจนตัวลอย
คิ้วเข้มโก่งขมวดเข้าหากัน
ใบหน้าเคร่งเครียดราวกับคนตรงหน้าเพิ่งไปก่อคดีฆาตกรรมมาหมาดๆ
"อุรากับคุณหนูนาน่ะ ทำแผลให้ไอ้โตมาตั้งแต่เด็ก อันไหนรอยโดนต่อย
อันไหนรอยตกบันได พวกเราแยกออกนะคะ" ว่าจบก็หรี่ตาลง
บีบเค้นให้จำเลยเริ่มเกิดอาการเครียดจัด
นี่มันบ้าอะไรวะเนี่ย!!!
เพิ่งโดนขาใหญ่ประจำตำบลซักมาไม่พอ
ยังต้องมาถูกเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆสอบปากคำเหมือนเขากำลังปกปิดเรื่องที่อาจจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติยังไงยังงั้น
เมื่อเห็นว่าจำเลยยังคงปากแข็งไม่ยอมรับสารภาพ
นักสืบสาวมือวางอันดับหนึ่งประจำตำบลจึงผละออกมานั่งกอดอก
แต่ยังไม่ยอมคลายสีหน้าอันเคร่งเครียด
เธอหันไปทางผู้ช่วยนักสืบสาวที่ตอนนี้หยิบเอาพานดอกไม้มาร้อยมาลัยอย่างขอการตัดสินใจ
และเมื่ออีกฝ่ายพยักหน้ายิ้มๆ
คล้ายเอ่ยอนุญาตอะไรบางอย่างโดยที่เธอไม่ต้องอธิบาย
อุราก็หันกลับมามองหนุ่มหล่อเมืองกรุงที่นั่งก้มหน้าก้มตา
ไม่รู้ว่าเพราะอากาศบริเวณใต้ถุนร้อนนั้นร้อนอบอ้าวหรือเพราะแรงกดดันจากสองสาว
เหงื่อกาฬไหลจึงซึมเนื้อผ้าหนาสีกากีจนเห็นเป็นรอยเปียกชื้น
ไม่เว้นแม้แต่ใบหน้าขาวที่เต็มไปด้วยเหงื่อเม็ดโต
"วันที่คุณปลัดโดนต่อย..." เสียงหวานเปรยขึ้นต้นช้า เรียบเรื่อย
หากแฝงไปด้วยความกดดันหนักหน่วง
"ยายละมุดให้การว่าวันนั้นพี่ทศได้ขับรถออกไปเพื่อที่จะพาพี่ข้าวหลามไปทานข้าวในอำเภอ
แต่พี่ทศกลับกลับมาก่อนเวลาแถมยังดูหงุดหงิดมากเสียด้วย
ยายละมุดยังให้การเพิ่มอีกว่าเหมือนเห็นรอยฝ่ามือบนหน้าพี่เขาด้วย
วันต่อมาพี่ข้าวหลามไม่ได้ไปขายข้าวแกงที่บ้านพี่ทศแถมยังให้ไอ้ทากไปช่วยพายเรือ
จากคำให้การของพยานแถวนั้นพบว่า
ข้อมือทั้งสองข้างของพี่ข้าวหลามมีผ้าพันเอาไว้
แต่เพราะไม่มีใครกล้าถามจึงไม่อาจรู้ถึงสาเหตุที่แท้จริง
จะอย่างไรก็-ตาม-แต่!!..."
ประโยคขาดช่วงพร้อมกับเสียงตบแคร่อีกหน
"วันนั้นอุราจำได้ว่าหลังจากที่พวกไอ้โตกับคุณปลัดแวะคุยกับอุราที่ร้านแล้ว
ก็เดินไปทางท้ายตลาดซึ่งถ้าเดินไปเรื่อยๆ ก็จะไปถึงบ้านพี่ข้าวหลาม
ที่สำคัญหลังจากที่พวกคุณปลัดไปได้ไม่นาน
ไอ้ทากกับไอ้โตก็กลับมากันแค่สองคน พออุราถาม
ไอ้โตก็บอกว่าถูกพี่ข้าวหลามไล่มา..."
เสียงหายไปอีกครั้ง และคราวนี้มันก็มาพร้อมกับความตึงเครียด
ราวกับต้องการให้จำเลยได้คิดหาทางออกที่มองไม่เห็น
ขณะเดียวกันก็ทบทวนถึงข้อได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างการดื้อแพ่งหรือการรับสารภาพ
จนเวลาผ่านไป...ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ แต่สุดท้ายอุราก็เอ่ยขึ้น
"คุณปลัดเป็นอะไรกับพี่ข้าวหลามเหรอคะ?"
อีกแล้ว...
คำถามนี้อีกแล้ว...
เขาเชื่อแล้วว่าคนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นเดียวกัน มักมีความเชื่อคล้ายคลึงกันไปตามกระแสของสังคมรอบข้าง
แต่นี่ไม่ใช่เวลามาพิสูจน์ทฤษฎีตามหลักสังคมศาสตร์ภูมิภาค
ตอนนี้เขาควรหาทางเอาตัวให้รอดปลอดภัย
จากทั้งเงื้อมมือของสองสาวน้อยหน้าแฉล้ม
และเงื้อมตีนของไอ้ข้าวหลาม(ที่จะตามมาแน่ๆ แม้จะช้า แต่ ชัวร์!)
"คือว่า...ผม..."
ริบฝีปากแห้งๆขยับจะเอ่ยคำให้การ แต่ดูท่าเจ้าหน้าที่สืบสวนจะใจร้อน มือบางที่ปกติใช้บรรจงพับกระทงขนมตบลงบนโต๊ะอีกปังใหญ่
"ผมอะไรคะคุณปลัด? ผมแห้ง ผมเสีย ผ่านการทำสี (ใช้ออร์ด๊าส....
มุกไม่ผ่าน) หรือผมร่วงมากไป (อันนี้ใช้เบอกาม็อด) จะผมอะไรก็รีบๆตอบมา!"
...หนูอุราครับ แน่ใจนะว่าไม่อยากเปลี่ยนอาชีพไปเป็นคนทวงหนี้...
ผมว่าเอาเข้าจริงหนูโหดได้ไม่แพ้ไอ้ข้าวหลามเลยล่ะ
หากคำให้การที่เหลือไม่มีโอกาสได้ลอดผ่านริมฝีปากของคุณปลัดมาเข้ารูหูใคร เพราะพลันนั้นเอง แสงไฟที่ส่องหน้าก็ดับวูบ!
"กรี๊ด!"
คัท!
เอิ่ม...ไม่ใช่ นี่ไม่ใช่ฟิคสยองขวัญ เอ้า เอาใหม่...
แอค 69 เทค 18 แอคชั่น!
หากคำให้การที่เหลือไม่มีโอกาสได้ลอดผ่านริมฝีปากของคุณปลัดมาเข้ารูหูใคร เพราะพลันนั้นเอง แสงไฟที่ส่องหน้าก็ดับวูบ!
ก่อนจะประพริบติดขึ้นใหม่อีกครั้ง...แต่ยังไม่ทันส่องสว่างเต็มประสิทธิภาพอย่างในโฆษณาโทรทัศน์
ก็มีอันต้องดับลงใหม่
ติดๆดับๆเช่นนี้ราวกับโรงไฟฟ้าไฟฟ้าบ้านนอกจ่ายกระแสไฟได้ไม่สม่ำเสมอ
ไฟส่องหน้าเลยเปลี่ยนสถานะเป็นไฟดิสโก้ไปซะงั้น
"ไอ้แหล่ม!"
หนูนาตั้งสติได้คนแรกตวาดลั่น ก่อนพานดอกไม้และมาลัยจะถูกวางลงข้างตัว
มือบางเอื้อมไปหมายจะคว้าตัวเด็กชายตัวเล็กที่ดอดเข้ามาเล่นกับสายต่อปลั๊กไฟตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
หากไอ้แหล่มคงเคยก่อวีรกรรมไว้มาก ถึงได้มีสกิลการหลบหลีกมือนิ่มๆ
นั้นแบบที่เรียกได้ว่าเข้าขั้นเทพ
แม้แต่นับสืบใหญ่อย่างแม่อุรายังต้องเข้าไปร่วมวงวิ่งไล่จับกับเขาด้วย
จำเลยจำเป็นอย่างปลัดเด่นจึงแหกคุกออกมาได้โดยสวัสดิภาพ
วันหลังมาอีก จะซื้อลูกกวาดมาฝากไอ้แหล่มสักสามกิโล...
อย่างที่เขาว่าในโชคร้ายมักมีเรื่องดีๆ เสมอ
ปลัดเด่นจึงรีบฉวยโอกาสที่สองสาวกำลังกรี๊ดกร๊าดวิ่งไล่จับไอ้แหล่ม
หลบหนีออกจากใต้ถุนสืบสวน(คล้ายๆ กับห้องสืบสวนแต่ใหญ่กว่า และลมโกรกกว่า)
ถือโอกาสหลบไปหาน้องเขี้ยวซะเลยดีกว่า ไว้เย็นๆ ค่อยกลับมาเอารถ
นั่นคือความคิดของปลัดหนุ่มรูปงามขณะวิ่งออกจากเรือนของพ่อกำนันเอี้ยงสุดชีวิต
ว่าแต่..ลืมอะไรรึเปล่า?
"เอ่อ... คุณอุรา..."
"ค่ะ มีอะไรคะลุงบุญมา?"
เสียงใสเอ่ยถามขณะเจ้าตัวละสายตาจากชิ้นพลาสติกในมือมามองหน้าเขา ดวงตากลมโตมีแววใสซื่อ
"ผมทำเองไหมครับ?"
ว่าพลางบุ้ยปากไปยังกุญแจมือพลาสติกที่สาวน้อยเพียรไขอยู่กว่าครึ่งชั่วโมง
แต่ยังไม่มีทีท่าว่าสลักมันจะหลุด ปล่อยเขาให้เป็นอิสระได้ง่ายๆ
หรือนี่จะเป็นบทลงโทษจากฟ้า ที่หวงพื้นที่บนตัวถังรถมากไป ไม่ยอมให้นกที่ไหนมาขี้ใส่ เลยต้องถูกล็อคเป็นหุ่นไล่กาอยู่อย่างน
ถ้าใครรู้เข้าคุณหนูต้องขายหน้าแน่ๆ...
บุญมาแอบซับน้ำตาในใจ ขณะที่อุราก้มลงไขๆ เขี่ยๆ รูกุญแจต่อ
และแล้ว...
แกร๊ก...
"อ้ะ!"
"อะไรครับ? ไขออกแล้วเหรอ?"
"เปล่าค่ะ อุราแค่ทำกุญแจหักคาไปแล้วน่ะค่ะ... แหะๆ"
********************************TBC....


กลั้นหัวเราะเพราะไม่ได้อยู่คนเดียวจนปวดท้องแล้วค่ะ
ปลัดน่ารักมากเลยค่ะพี่ ชอบสุดๆ
คุณทศด้วย
ว่าแต่...บุญมาจะรอดออกมาจากกุญแจมือมั๊ยเนี่ย...
แล้ว..ปลัดจะรอดจากข้าวหลามหรือว่าเตรียมตัวตาย???
#1 By (themagician) on 2008-03-02 17:48