ทุกรูปในบล็อกนี้ห้ามทำ hotlink โดยเด็ดขาดค่ะ

[Fic] มนต์รักดอนหอยหลอด [8]

posted on 02 Mar 2008 17:22 by foundation

ฝ่ามรสุมมาอัพได้เสียที = ="


ตามสัญญาฮะ โฮะๆๆๆๆ


*************************************


Title : มนต์รักดอนหอยหลอด [8]
Fandom : Katekyo Hitman Reborn!


--------------------------------

 

ตอน : รอยรักรอยอดีต

 

    บางทีเขาควรจะโดดงานช่วงบ่าย...


    กลับบ้าน หรือไปหาน้องเขี้ยวด้วยความคิดถึง


    นั่นสิ...ทำไมเราไม่ทำอย่างนั้นน้า~ แย่จัง~


    แม้ในความคิดจะดูแฮปปี้ลัลล้า แต่ในความเป็นจริงแล้ว ปลัดเด่นของเรากำลังอยู่ในช่วงวิกฤติค่ะ


    ตึก..


    เฮือก!!!


    เพียงแค่ขายาวๆ ที่พาดอยู่บนโต๊ะขยับลงมาวางขนานกับขาอีกข้าง เซลล์ทั่วทั้งร่างของเจ้าของห้องที่นั่งทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมเหงื่อตกก็พร้อมใจกันกระตุก จนรู้สึกว่าร่างลอยขึ้นจากโซฟาเล็กน้อย แถมตอนที่ตกลงมาขาสองข้างที่เกิดอาการเหน็บกินด้วยการนั่งท่าเทพบุตร (ทำไปเองโดยไม่รู้ตัว) ก็กระแทกเข้ากับเบาะนิ่ม ความเจ็บปวดจึงแล่นพล่านกระตุกไขสันหลังให้ชายหนุ่มนั่งตัวตรงอัตโนมัติ ดูแล้วเหมือนเด็กกำลังถูกพ่ออบรมยังไงยังงั้น แต่เมื่อร่างที่นั่งเอกเขนกไม่มีทีท่าจะทำอะไรนอกจากนั่งมอง ปลัดเด่นจึงค่อยลอบถอนหายใจออกมาได้


    ก็เข้าใจอยู่นะครับว่าพี่น่ะเส้นใหญ่


    แต่ไม่เห็นจะต้องสวมบทมาเฟียด้วยนี่ครับ!!


    แถมไอ้คนที่มักจะเดินเข้าออกอยู่ตลอดเวลาทุกวันน่ะ มันหายหัวกันไปไหนหมดวะ!!!


    จงใจหรือเจตนา?


    จะยังไงก็ตามแต่ ไม่ต้องบอกเขาก็เดาได้ว่าที่อีกฝ่ายโผล่มานั่งมาดมาเฟียอยู่นี่ต้องเป็นเพราะเรื่องนั้นแน่ๆ


    เรื่องของยัยข้าวหลามไหม้ยังไงล่ะ!


    ความเงียบทำให้ปลัดเด่นเริ่มเกิดอาการวิตกจริต


    อะไรกันเล่า!! ก็เขาไม่รู้นี่ว่ามันมีเจ้าของแล้ว แต่ถึงจะรู้ มันก็ไม่ใช่ประเด็น เพราะไม่ว่าชาตินี้ ชาติหน้า หรือชาติต่อๆ ไป ต่อให้ตายแล้วเกิดใหม่สักกี่ครั้ง เขาก็ไม่มีทางตาบอด พิการครบสามสิบสอง สมองเสื่อม จิตตกจนต้องเลือกมันมาเป็นคู่ชีวิตแน่! ที่สำคัญ...เขาจะต้องมาซวยเพราะมันอีกกี่ครั้งกัน!!


    หากเป็นในนิยายที่เคยอ่าน ก็คงจะอธิบายได้ว่าในความเงียบที่หากมีเข็มเล่มหนึ่งหล่นลงพื้นก็อาจจะได้ยินอย่างชัดเจน แต่ไอ้ความเงียบอะไรนั่นไม่ได้อยู่ในความคิดของเขาเลยสักนิด เพราะตอนนี้เสียงหัวใจของเขามันดังจนหนวกหูไปหมดแล้ว ไหนจะเสื้อผ้าที่เริ่มเปียกชื้นจากเหงื่อที่ไหลท่วมตัว คล้ายตัวจุดชนวนนับถอยหลังให้สติแตกเร็วขึ้น


    ไม่! ไม่นะ!!


    นี่เขาจะโดนฆ่าหมกป่าทั้งๆ ที่มาประจำได้ไม่ยังครบเดือนงั้นเหรอ?


    ม่ายยยยย!


    ยังจีบน้องเขี้ยวไม่ติดเลย แฟนก็ยังไม่มี คนรักก็ยังหาไม่ได้ ฤดูใบไม้ผลิในชีวิตของเขาหายไปไหน?! แถมถ้าตายเพราะถูกฆ่าด้วยพิษรักแรงหึงแบบนี้ พ่อแม่ก็ไม่ได้เงินประกันน่ะสิ แล้วยังมีบุญมาอีก ขืนเขาตายไปบุญมาจะคอยรับใช้ใครล่ะ?! จะบอกให้เผาตัวเองตามไปรับใช้เขาบนสวรรค์ก็คงไม่ได้สินะ.. (แกยังคิดว่าตัวเองจะได้ขึ้นสวรรค์อยู่อีกเรอะ-ดอส)


    ระหว่างอาการจิตตกกำลังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จู่ๆ เสียงเข้มก็ดังทะลุขึ้นกลางห้องที่เงียบสงัด


    "แกเป็นอะไรกับข้าวหลาม?"


    !!


    ช่างเป็นคำถามที่ทรงพลังยิ่งนัก


    เพราะแค่คำถามเดียวก็สยบได้ทุกความเคลื่อนไหว ทั้งความเงียบรอบตัว ความอึดอัดรอบกาย อาการสติแตกแบบหลบในของปลัดเด่น หรือแม้แต่การขยับปอดหายใจก็ดูเหมือนจะหยุดชะงักไปด้วย


    ทุกอย่างหยุดนิ่ง มีเพียงคำถามเดียวที่ดังก้องหลอกหลอนซ้ำไปซ้ำมา


    'แกเป็นอะไรกับข้าวหลาม?'


    สิ้นประโยคคำถามที่เป็นเหมือนกุญแจไขลิ้นชักแห่งความทรงจำ ห้วงความคิดของปลัดหนุ่มก็ราวกับถูกจังยัดไทม์แมชชีนในลิ้นชักโต๊ะ ย้อนเวลาไปสู่วันแรกที่ได้พบกับหญิงสาว


    ............................................


    เป็น...


    เด็กหนุ่มผมทองในชุดนักศึกษาใหม่เอี่ยมยืนละล้าละหลังอยู่ท่ามกลางเพื่อนร่วมรุ่นมากหน้าหลายตา หากมีเพียงหนึ่งเดียวที่แจ่มชัดในความทรงจำ เด็กสาวผมยาว หน้าตาสะสวยที่ยืนอยู่ข้างๆเขาด้วยสีหน้าเบื่อๆกับโอวาทรับนักศึกษาใหม่ของสถาบัน เมื่อกี้ตอนอยู่ในบ้านรับน้อง เธอแนะนำตัวว่าชื่อข้าวหลาม เรียนMBA ชื่อประหลาด หรือจะว่าไป ก็ฟังดูไทยๆดี สมัยนี้มีพ่อแม่น้อยคนนักที่ยังอนุรักษ์ภาษาไทยด้วยการตั้งชื่อลูกเช่นนี้...


    เขาคงคิดเพลิน จ้องหน้าเธอนานไปหน่อย ดวงตาดุๆไม่สมตัวคู่นั้นจึงหันมามองกลับบ้าง   


    "มองอะไร อยากโดนตีนเรอะ..."


    เสียงหวานที่เข่นลอดไรฟันมาแฝงแววคุกคาม เขาสะดุ้งเฮือกพลางส่ายหน้าดิก มุกจีบสาวเสี่ยวแดกระดับทีมชาติถูกกลืนลงลำคอไปแทบไม่ทัน


    แม่เจ้า... เกิดมาเพิ่งเคยเจอผู้หญิงที่เสี่ยวด้วยไม่ออก


    ............................................


    ปลัดเด่นกลืนน้ำลายดังเอื้อก สมองกำลังทำงานแบบโอเวอร์โหลดเพื่อสรรหาถ้อยคำที่เหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงให้เกิดคดีฆาตรกรรมในที่ว่าการอำเภอ


    ............................................


    เป็น...


    "แกจะแกล้งตายไปถึงไหนวะ ไอ้เด่น!"


    ประโยคด่าความดังไม่ต่ำกว่า120เดซิเบลพุ่งทะลุแก้วหูน้อยๆ พลางฝ่าเท้าใต้ส้นสูงไซส์สามสิบแปดก็บรรจงกระทืบลงที่สีข้างของคนที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น โดยไม่ลืมที่จะบิดส้นแหลมไปมาด้วยความสนุกเท้า


    เขากระเด้งตัวขึ้นเป็นท่านั่งยองๆ ด้วยความเร็วขนาดกบเรียกพี่ สองมือประนมไหว้เหนือศีรษะราวกับจะบนบานกับเจ้าที่เจ้าทาง.. ปากละล้ำละลักพูดแทบไม่เป็นคำ


    "ขอโทษคร้าบบบบบ ผมกลัวแล้ว อย่าทำผมเลย"


    "ไหว้แม่แกเรอะ!"


    เสียงหวานตวาดลั่นขึ้นอีกเรียกสติสตังขวัญน้อยๆให้กลับมาเข้ากระหม่อม ดวงตาสีน้ำตาลเหลือบมองคนที่ยืนค้ำหัวตนอยู่อย่างหวาดๆ ก่อนจะถอนใจเฮือกใหญ่


    "ไอ้ข้าวหลาม!"


    "เออ ฉันเอง หรือแกจะมองผิดเป็นนางสาวไทยก็ได้ หน้าคล้ายๆ กัน"


    ถ้อยคำหน้าด้านไม่สมเป็นกุลสตรี แต่ถ้าเปรียบกับบริบทแวดล้อม หรือพูดง่ายๆคือกอง 'ซาก' อะไรสักอย่างที่เคยเป็นมนุษย์ซึ่งนอนกองเกลื่อนกลาดอยู่รอบบริเวณด้วยฤทธิ์ส้นสูงของเจ้าหล่อนแล้ว จะเป็นกุลสตรีหรือเปล่าคงไม่มีใครสน


    หากเขาจำได้ว่าตนเองในขณะนั้นได้แต่มองตาค้าง อึ้ง ทึ่ง สยองกับคุณสมบัติของเพื่อนซี้ที่เพิ่งได้เรียนรู้ไปสดๆ ร้อนๆ


    แม่ง ผู้หญิงอะไร โหดชิบ--าย


    "มองอะไร... ไม่เคยเห็นคนสวยเรอะ!"


    นอกจากโหดแล้ว... แม่งยังหลงตัวเองได้อีก


    แต่มันดันสวยจริงนี่สิ เถียงไปก็(โดนต่อย)ปากแตกเปล่าๆ


    "จะม่อก็ดูตาม้าตาเรือมั่งสิวะ คราวหน้าฉันไม่ช่วยแกแล้วนะเว้ยไอ้เด่น!"


    ประกาศเสียงดังก่อนจะก้าวฉับๆจากไป ปล่อยให้เขากอบๆ เก็บๆ หนังสือเรียนของตนที่ตกอยู่แถวๆนั้นกับกระเป๋าของเจ้าหล่อนวิ่งตามไป


    ............................................


    ดวงตาสีแดงขุ่นของคนถามเริ่มหรี่ลงอย่างขัดเคือง ด้วยเพราะคำตอบที่อยากได้ยังไม่ยอมหลุดออกมาจากปากปลัดหนุ่มเสียที นายเด่นกระพริบตาอีกหน แล้วภาพวันวานก็หวนกลับมาอีกครั้ง


    ............................................


    เป็น...


    "โว้ย!!! ร้อน-ปี๊ด-หายยังกล้านัดฉันมาเจอบนดาดฟ้าอีกนะ อะไร!! จะขอคบด้วย?! บ้ารึเปล่า! หัดตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาหัวตัวเองซะบ้างเซ่ หน้าปลาจวดอย่างนายน่ะต่อให้เหลือเป็นผู้ชายอยู่คนเดียวในโลกฉันก็ไม่สน ไปเกิดใหม่ให้หล่อกว่าชาคริตก่อนค่อยมาใหม่!"


    คำโวยวายเสียงดังชวนให้รู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ เหมือนจะเป็นไข้จับสั่น หากอาการของคนถือกระเป๋าอย่างเขาคงดีกว่าเจ้าหนุ่มหน้าซื่อ (แต่ไม่หล่อ) ที่ยืนขาสั่นพับๆอยู่ตรงหน้าอาเจ๊ข้าวหลามขาเรียว ไม่รู้เวรกรรมแต่ชาติปางไหนสวรรค์ถึงส่งบุญให้ชาตินี้ชีเกิดมาสวยแต่ดันปากหมาระดับโลก จบไปมันคงเป็นเจ้าของกิจการฟาร์มสุนัข พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไม่ต้องไปหาที่ไหน จะบอร์ซอย โกลเด้น ลาบาดอร์ หลังอาน อัลเซเชียน โดโบแมน ไซบีเรียนฮัสกี้ บีเกิ้ล ปั๊ก บูลด็อก ในปากเจ้าหล่อนมีหมด


    คิดพลางก้มลงจดสถิติยิกๆ


    เดือนนี้ก็รายที่สิบแล้ว...  ถ้าเหยื่อปากตะไกรยังเพิ่มด้วยอัตราเร็วขนาดนี้ต่อไป ก่อนเรียนจบไอ้ข้าวหลามมันคงได้ด่าผู้ชายหมดมหา'ลัยแน่


    "ไอ้เด่น! แกจะยืนรอให้มันจีบต่อจากฉันเรอะ ไปได้แล้ว ร้อน!"


    คราวนี้เสียงหวานหันมาพูดกับเขาด้วยระดับความดังที่ไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อย ชายหนุ่มพยักหน้าหงึกแล้วถลาตามไปอย่างว่าง่าย ไม่ลืมโน้ตไว้ในใจว่าลงจากตึกไปเมื่อไหร่ต้องไปซื้อน้ำให้เจ๊แกด้วย..


    ......................................


    แล้วริมฝีปากของปลัดหน้ามนกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยตอบ


    "เป็นลูกพี่ผมเองครับ"


    ".................."


    เป็นความเงียบที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ ไม่มีเสียงหา เสียงหัวเราะ ไม่มีเสียงหรือปฏิกิริยาใดๆ จากคนฟังเลยแม้แต่น้อย ทั้งๆ ที่เป็นอย่างนั้นปลัดเด่นก็ควรจะกระโดดโลดเต้นดีใจ หรืออย่างน้อยก็น่าจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก แต่กลายเป็นว่าปลัดหนุ่มกลับลุกพรวดขึ้นยืนบนโซฟา ลืมสิ้นแล้วทุกอย่าง ทั้งความน่ากลัวของคู่กรณี ทั้งอาการเหน็บชาทีขา ด้วยเพราะความเครียดและความอัดอั้นตันใจที่สะสมมานานนับปีได้ระเบิดออกด้วยคำสารภาพเมื่อครู่


    "มันน่าขำใช่ไหมล่ะ!!" ชายหนุ่มอดีตลูกน้องแม่ค้าข้าวแกงคนสวยถามเสียงดังจนเกือบจะกลายเป็นตะโกน อย่างที่โบราณเขาว่า เวลาโกรธขึ้นมาไม่ว่าใครก็เห็นช้างตัวเท่ามด (นั่นมันตอนหิวไม่ใช่เรอะ)


    "ผมรู้ว่าคุณไม่เชื่อที่ผมพูด! ใครจะไปคิดว่าผู้ชายอกสองศอกอย่างผม(สามศอกมันกว้างไป)จะเป็นลูกน้องตามหลังผู้หญิงต้อยๆ คุณรู้ไหม...สมัยเรียนมหา'ลัยน่ะไม่มีใครกล้าหือกับเจ๊แกซักคน ผู้หญิงบ้าอะไรปากจัดยังไม่พอ ตีนยังหนักอีกต่างหาก คิดว่าตัวเองสวยนักเหรอไงถึงได้จิกหัวใช้ตลอดสี่ปี ไอ้เราอุตส่าห์ตั้งใจว่าจะรีบเรียนรีบจบ เอาแค่สามปีก็พอ แต่เจ๊แกดันลากให้ไปเรียนด้วย เลกเชอร์ก็ต้องจด กระเป๋าก็ต้องถือ ซีร็อกก็ต้องวิ่งไปทำให้ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนที่เรียนรัฐศาสตร์อย่างผมถึงต้องไปนั่งเรียนในคลาสของพวกเด็กบริหารด้วย สุดท้ายหน่วยกิจไม่พอต้องอยู่เรียนสี่ปีให้เจ๊แกโขกสับจนจบพร้อมกัน พอเรียนจบต่างคนต่างแยกย้าย ไอ้เราก็คิดว่าจะหมดเวรหมดกรรม แต่ดันต้องมาเจอกันที่นี่อีก แถมไม่ทันจะได้พูดอะไรแม่คุณก็กระชากคอเข้าไปคาดโทษรอล่วงหน้า กำชับไม่ให้ไปบอกใครว่านิสัยที่แท้จริงของมันเป็นยังไง แถมยังต้องมาโดนต่อยอีก คุณเข้าใจความรู้สึกของผมบ้างไหม?! หา!!!!"


    ".........................................................................."


    ...ทั้งห้องเงียบกริบลงอีกครั้ง แต่ด้วยความที่ก่อนหน้านี้มันดังสนั่นด้วยเสียงพร่ำรำพันของปลัดหนุ่มหน้ามน ดังนั้นความเงียบในครั้งนี้จึงรู้สึกได้ว่ามันเงียบกว่าปกติ


    อาการหายใจหนักเหนื่อยหอบหลังจากได้ระบายความอัดอั้นตันใจออกไปจนหมดเปลือก ความหนักอึ้งในใจก็เหมือนจะได้รับการปลดปล่อย หากอาการเหงื่อตกตัวสั่นก็ค่อยๆ กลับมาอีกครั้ง


    ซวยแล้ว...เผลอไปตะคอกใส่เฮียแก


    งานนี้ได้กลายเป็นศพของจริงๆ แน่ๆ


    ปลัดเด่นกลืนน้ำลายดังเอื๊อก ก่อนหดหัวลงเล็กน้อย และค่อยๆ ดึงตัวนั่งลงอย่างสงบเสงี่ยมอีกครั้ง ตาสีน้ำตาลเข้มเหลือบมองคนที่ยังคงนั่งนิ่ง ทั้งๆ ที่ควรจะพุ่งเข้ามาหักคอ หักแขน บอดี้สแลมใส่แท้ๆ


    แต่ไอ้ทศกลับทำเพียงเลิกคิ้วสูง


    เขาตกใจเล็กน้อย


    อย่างแรกคือ การทีไอ้ปลัดหน้าอ่อนนี่กล้าขึ้นเสียงใส่


    อย่างที่สองคือเรื่องของแม่ค้าข้าวแกงคนสวยนามข้าวหลาม


    จริงอยู่ เขาพอจะรู้ว่าลึกๆ แล้วข้าวหลามไม่ใช่สาวน้อยบอบบางที่ต้องการให้ใครมาปกป้อง แต่ก็นึกไม่ถึงว่าเธอจะห้าวขนาดมีลิ่วล้อเป็นของตัวเอง(หนูนาก็มีนะจ๊ะพี่ทศ...อย่าดูถูกสายราชินีเชียว)


    แต่การเหลือบมองแบบแวบไปแวบมาของปลัดเด่น มีหรือจะสามารถอ่านใจไอ้ทศได้อย่างทะลุปรุโปร่ง สุดท้ายนัยน์ตาสีแดงดุที่จ้องเขม็งตรงมาทางเขาเหมือนกับสายตาขอผู้พิพากษาที่กำลังคิดว่าจะใช้วิธีไหนประหารนักโทษดี


    กึก..


    ไอ้ทศขยับตัวลุกขึ้น บุหรี่ในมือถูกขยี้ลงบนมือของเจ้าตัวก่อนจะถูกโยนลงถังขยะข้างโต๊ะ เหลือเพียงเศษขี้เถ้าที่เกลื่อนกระจายอยู่บนพื้น สองขาขยับก้าวเดินตรงไปทางปลัดหนุ่มที่นั่งตัวสั่นหน้าซีด


    กึก..


    มาแล้ว! จะโดนต่อย โดนกระทืบกันแน่นะ?! แต่วันนี้พี่แกสวมบทมาเฟียนี่หว่า งั้นอาจจะหยิบปืนขึ้นมายิงหัวเขา ไม่สิ! ถ้าทำอย่างนั้นคนในอำเภอต้องกรูกันเข้ามาแน่ๆ แต่...จะมากันแน่เหรอ? ขนาดเขาส่งเสียงดังขนาดนั้นยังไม่เห็นแม้แต่แมลงวันซักตัวบินเข้ามา แต่ถ้าใช้ที่เก็บเสียงอย่างที่ในหนังชอบใช้กันก็ไม่มีปัญหาสินะ...


    แล้วทำไมกรูต้องมาคิดวิธีตายของตัวเองด้วยวะเนี่ย!!


    เหลืออีกหนึ่งฟุต...


    อีกยี่สิบเซนต์...


    อีกห้าเซนต์...


    โดนแน่กรู!!!!!


    ความคิดสุดท้ายดังขึ้นในหัว ก่อนตาสองข้างจะหลับปี๋ นับห้าถึงหนึ่งสู่ห้วงเวลาสุดท้ายของตัวเอง...


    "..........................."


    ไม่มีอะไรเกิดขึ้น...


    และเสียงก้าวเดินตอนนี้ก็เลยไปทางประตูห้องแล้วด้วย ชายหนุ่มที่เหมือนจะรอดตายหันไปมองแผ่นหลังของคนที่กำลังเปิดประตูออกกว้าง


    "งั้นก็ขอโทษที่มารบกวน"


    นั่นคือประโยคแรกและประโยคสุดท้ายที่ปลัดเด่นได้ยินจากปากของไอ้ทศ แล้วประตูห้องก็ปิดลงเช่นเดิมพร้อมกับความโล่งอกของชายหนุ่ม


    แต่เดี๋ยวเซ่! นี่ไม่คิดจะขอโทษที่ต่อยเขาเลยเรอะ!!


------------------------------

 

    เหนื่อยชะมัด...


    ปลัดหนุ่มคิดพลางซุกหน้าลงกับพวงมาลัยพาวเวอร์หุ้มหนังสีดำขลับหลังจากที่ดับเครื่องยนต์ลง บุญมาที่นั่งอยู่ด้านข้างได้แต่มองดูเฉยๆ ด้วยไม่รู้ว่าจะช่วยอย่างไร ทั้งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้นเหตุของอาการจิตตกขั้นรุนแรงของนายตนนั้นมาจากเรื่องใด


    "กลับบ้านไปพักไม่ดีกว่าเหรอครับคุณหนู" บุญมาเปรยขึ้นเบาๆ ดูจากสภาพอ่อนระโหยไร้เรี่ยวแรงของอีกฝ่ายแล้วก็อดเป็นห่วงไม่ได้ แต่ถึงจะแย่แค่ไหนอีกฝ่ายก็ยังดันทุรังจะไปหาสุดที่รักของตน(คิดเอาเองฝ่ายเดียว)อยู่ดี


    ปลัดเด่นส่ายหน้าทั้งๆ ที่ยังคงฟุบอยู่ ก่อนเสียงตอบอู้อี้จะตามมา


    "ฉันอยากเห็นหน้าเขาสักหน่อยน่ะ"


    "งั้นเราน่าจะขับไปหาที่วัดเลยไม่ดีกว่าเหรอครับ ทำไมต้องมาจอดที่บ้านกำนันเอี้ยงแล้วเดินไปด้วย" บุญมาถามอีกครั้ง อันที่จริงเขาก็สงสัยมานานแล้ว เพียงแต่ไม่มีจังหวะจะถามเท่านั้น


    คนถูกถามเงยหน้าขึ้นเสยเอาผมสีทองที่ปรกหน้าขึ้นให้เห็นรอยยิ้ม


    "ก็หลวงตาบอกมาว่าเขี้ยวเขาไม่ชอบเสียงรถนี่ เห็นว่าน้องเขาไม่ชอบเสียงดัง ชอบอยู่เงียบๆ มากกว่า" ว่าแล้วก็หัวเราะน้อยๆ เมื่อนึกไปถึงครั้งแรกที่พวกเขาได้เจอหน้ากันตรงๆ แค่ส่งเสียงดังนิดหน่อยก็หงุดหงิด จากนั้นไม้กวาดด้ามยาวในมือก็ฟาดลงกลางกระหม่อมเขาอย่างแม่นยำ ต่อมาก็ที่ท้อง เล่นซะจุก พออ้าปากจะถามเหตุผล ปลายด้ามจับก็ชี้ตรงมาเป็นคำสั่งให้เงียบ


    ก็พอจะรู้อยู่ว่าเป็นคนพูดน้อย แต่ไม่คิดว่าจะเป็นคนขี้อายขนาดนั้นด้วย


    ก๊อกๆ


    เสียงเคาะกระจกดังขึ้นข้างตัวให้ปลัดหนุ่มหลุดจากความคิดหันไปมอง


    "อ้าว...มีอะไรเหรอครับหนูนา อุรา"


    สองสาวที่ยืนอยู่ด้านนอกยิ้มกว้าง แล้วหนูนาก็เป็นฝ่ายเอ่ยถาม


    "พอดีว่า...มีเรื่องอยากจะถามนิดหน่อยน่ะค่ะ" ปลัดเด่นได้ยินแล้วก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้า เปิดประตูลงมาจากรถอย่างว่าง่าย


    "มีอะไรเหรอคระ..." ถามไม่ทันจบประโยค ก็ถูกสองสาวคว้าแขนกึ่งลากกึ่งดึงให้ต้องเดินตามอย่างช่วยไม่ได้ บุญมาที่เห็นเหตุการณ์ก็ตกใจ คิดว่าเจ้านายจะถูกพวกสาวๆ ทำมิดีมิร้าย(?) รีบเปิดประตูลงมาหวังจะช่วย แต่อุรากลับกระโดดเข้ามาขวาง ปล่อยให้หนูนาลากปลัดเด่นเข้าใต้ถุนเรือนไปคนเดียว


    "ตามเข้าไปไม่ได้นะคะ อุรากับคุณหนูนาแค่อยากถามอะไรคุณปลัดนิดหน่อยเท่านั้นจริงๆ ค่ะ คุณบุญมาช่วยรออยู่ตรงนี้ด้วยนะคะ" สิ้นคำขาดนั้น มือขาวๆ ที่จับพายไม้ทุกวันก็ล้วงเอาบางสิ่งบางอย่างออกมา แล้วคว้าแขนคนที่สูงกว่าขึ้นพร้อมฟันอีกมือหนึ่งลงมาทันใด


    กริ๊ก...


    บุญมาที่กำลังงงว่าเกิดอะไรขึ้น หันไปมองตามเสียงเล็กๆ แล้วอุราก็เห็นสีหน้าของความตกใจ (แต่อุราไม่รู้ว่าบุญมาเบิกตากว้างรึเปล่า เพราะไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น)


    มือข้างหนึ่งของเขาถูกพันธนาการไว้กับกรอบหน้าต่างรถด้วยกุญแจมือสีเงิน


    "นี่มันเรื่องอะไรกันครับ?! แล้วคุณอุราไปเอากุญแจมือมาจากไหน"


    อุราฉีกยิ้มกว้างอย่างเจ้าเล่ห์


    "ก็แค่ของเล่นน่ะค่ะ ไม่ต้องห่วงนะคะ ไว้เสร็จเรื่องแล้วอุราจะมาไขกุญแจให้" ว่าแล้วก็ชูกุญแจดอกเล็กในมือให้ดู ก่อนเธอจะหมุนตัวเดินฮัมเพลงออกไปอย่างมีความสุข


    ต้องอย่างนี้สิ ถึงจะเหมือนในหนังสืบสวนหน่อย


    ฝ่ายบุญมาที่ถูกล็อกไว้ก็ได้แต่มองตามแผ่นหลังของแม่ค้าร่างเล็กไปพร้อมถอนหายใจเฮือก ยอมกลับไปนั่งยังที่นั่งข้างคนขับเช่นเดิม จริงอยู่ว่าเขาจะกระชากให้โซ่ของเล่นนี่ขาดออกจากกันก็ได้ แต่ถ้าทำอย่างนั้น ไม่รู้ว่ารถของเจ้านายจะเป็นรอยรึเปล่านี่สิ...เฮ้อ


    ตัดมาที่หนูนาที่บังคับขืนใจชายหนุ่ม(?)มาได้สำเร็จก็จัดการพาไปนั่งบนแคร่ตัวหนึ่งที่มีโคมไฟตั้งโต๊ะวางอยู่ ปลัดเด่นขมวดคิ้วเล็กน้อย แปลกใจว่าทำไมโคมไฟถึงมาอยู่ตรงนี้ อีกทั้งตัวแคร่ถูกเลื่อนมาเสียเกือบกลางเรือน ไม่มีปลั๊กไฟให้เสียบแล้วมันจะใช้งานได้ยังไงล่ะ? แต่เมื่อตาสีน้ำตาลเข้มมองลงต่ำก็เห็นเต้ารับแบบพกพา สายของมันยาวเรื่อยขึ้นไปตามขั้นบันได


    ช่าง...ลงทุน


    ปลัดเด่นคิดในใจ อยากจะหัวเราะออกมาด้วยความขำ แต่สีหน้าจริงจังของเด็กสาวทำให้ต้องหุบปากสนิท


    "นั่งตรงนี้ค่ะ" หนูนาว่าพร้อมกับชี้ยังตำแหน่งที่นั่ง ด้วยความที่ถือคติไม่ปฏิเสธสตรี ชายหนุ่มจึงนั่งลงอย่างว่าง่าย และนั่นทำให้เขาสังเกตเห็นอะไรอีกอย่าง


    โคมไฟที่ตั้งอยู่บนแคร่ตรงหน้าเขานั้น ถูกจับให้หงายขึ้นจนเห็นหลอดไฟสีขาวแบบตะเกียบขนาดสิบเอ็ดวัตถ์ ชวนให้สงสัยว่าสองสาวคิดจะทำอะไรกันแน่ หากไม่ทันที่จะได้ถาม แสงไฟจ้าก็สาดพรึ่บใส่หน้า


    "เฮ้ย!!" ชายหนุ่มเผลออุทานเสียงดัง เบือนหน้าหนีตามปฏิกิริยาตอบโต้ แต่ก็ถูกมือขาวๆ นิ่มๆ จับให้หันกลับมาเผชิญหน้ากับแสงไฟอีกครั้ง จะด้วยเพราะหลงกับความนิ่มของมือนั้น หรือเพราะไม่อยากขัดใจเด็กสาว ปลัดของเราก็ได้แต่กระพริบตาถี่ให้ชินกับแสงจ้าตรงหน้าโดยไม่ได้ซักถามอะไร


    ฝ่ายหนูนาที่เห็นปลัดหนุ่มทำตัวว่าง่ายก็ส่งยิ้มหวานคล้ายจะเป็นรางวัล ทำเอาคนมองถึงกับหัวใจเต้นผิดจังหวะไปเลยทีเดียว


    "เอาล่ะค่ะ อุรามีเรื่องจะถามคุณปลัดแค่สองสามข้อเท่านั้นนะคะ" พลันเสียงหวานของแม่ค้าสาวน้อยก็ดังขึ้น ปลัดเด่นหันหน้ากลับไปมอง ยิ้มแห้งและถาม


    "เรื่องอะไรเหรอครับอุรา"


    อุราฉีกยิ้ม จิ้มนิ้วเข้าที่แก้มตัวเอง เคาะเบาๆ สองสามครั้งก่อนถาม


    "รอยนั่น คุณปลัดไปโดนใครต่อยมาเหรอคะ?"


    "..........................................."


    พระเจ้าครับ...หรือนี่จะเป็นบทลงโทษที่ตอนเด็กผมชอบเบี้ยวไม่ยอมเข้าพิธีมิสซา


    "ชะ..ใช่ซะที่ไหนล่ะ ผมตกบันไดต่างหาก ก็บอกหนูนาไปแล้วนี่ครับ" ประโยคสุดท้ายหันไปพูดกับเด็กสาวเจ้าของรอยยิ้มพิมพ์ใจที่ชายหนุ่มรู้สึกว่าช่างถอดแบบมาจากแม่นวลมาเป๊ะๆ ไม่มีผิด


    นี่สินะ...ที่เขาว่าดูนางให้ดูแม่ เพิ่งจะรู้ซึ้งถึงความหมายก็วันนี้นี่ล่ะ


    "อย่ามาโกหกกันดีกว่าค่ะ!!" แม่อุราขึ้นเสียงพร้อมตบแคร่ดังปึงใหญ่ให้จำเลยสะดุ้งจนตัวลอย คิ้วเข้มโก่งขมวดเข้าหากัน ใบหน้าเคร่งเครียดราวกับคนตรงหน้าเพิ่งไปก่อคดีฆาตกรรมมาหมาดๆ


    "อุรากับคุณหนูนาน่ะ ทำแผลให้ไอ้โตมาตั้งแต่เด็ก อันไหนรอยโดนต่อย อันไหนรอยตกบันได พวกเราแยกออกนะคะ" ว่าจบก็หรี่ตาลง บีบเค้นให้จำเลยเริ่มเกิดอาการเครียดจัด


    นี่มันบ้าอะไรวะเนี่ย!!!


    เพิ่งโดนขาใหญ่ประจำตำบลซักมาไม่พอ ยังต้องมาถูกเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆสอบปากคำเหมือนเขากำลังปกปิดเรื่องที่อาจจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติยังไงยังงั้น


    เมื่อเห็นว่าจำเลยยังคงปากแข็งไม่ยอมรับสารภาพ นักสืบสาวมือวางอันดับหนึ่งประจำตำบลจึงผละออกมานั่งกอดอก แต่ยังไม่ยอมคลายสีหน้าอันเคร่งเครียด เธอหันไปทางผู้ช่วยนักสืบสาวที่ตอนนี้หยิบเอาพานดอกไม้มาร้อยมาลัยอย่างขอการตัดสินใจ และเมื่ออีกฝ่ายพยักหน้ายิ้มๆ คล้ายเอ่ยอนุญาตอะไรบางอย่างโดยที่เธอไม่ต้องอธิบาย อุราก็หันกลับมามองหนุ่มหล่อเมืองกรุงที่นั่งก้มหน้าก้มตา ไม่รู้ว่าเพราะอากาศบริเวณใต้ถุนร้อนนั้นร้อนอบอ้าวหรือเพราะแรงกดดันจากสองสาว เหงื่อกาฬไหลจึงซึมเนื้อผ้าหนาสีกากีจนเห็นเป็นรอยเปียกชื้น ไม่เว้นแม้แต่ใบหน้าขาวที่เต็มไปด้วยเหงื่อเม็ดโต


    "วันที่คุณปลัดโดนต่อย..." เสียงหวานเปรยขึ้นต้นช้า เรียบเรื่อย หากแฝงไปด้วยความกดดันหนักหน่วง "ยายละมุดให้การว่าวันนั้นพี่ทศได้ขับรถออกไปเพื่อที่จะพาพี่ข้าวหลามไปทานข้าวในอำเภอ แต่พี่ทศกลับกลับมาก่อนเวลาแถมยังดูหงุดหงิดมากเสียด้วย ยายละมุดยังให้การเพิ่มอีกว่าเหมือนเห็นรอยฝ่ามือบนหน้าพี่เขาด้วย วันต่อมาพี่ข้าวหลามไม่ได้ไปขายข้าวแกงที่บ้านพี่ทศแถมยังให้ไอ้ทากไปช่วยพายเรือ จากคำให้การของพยานแถวนั้นพบว่า ข้อมือทั้งสองข้างของพี่ข้าวหลามมีผ้าพันเอาไว้ แต่เพราะไม่มีใครกล้าถามจึงไม่อาจรู้ถึงสาเหตุที่แท้จริง จะอย่างไรก็-ตาม-แต่!!..."


    ประโยคขาดช่วงพร้อมกับเสียงตบแคร่อีกหน


    "วันนั้นอุราจำได้ว่าหลังจากที่พวกไอ้โตกับคุณปลัดแวะคุยกับอุราที่ร้านแล้ว ก็เดินไปทางท้ายตลาดซึ่งถ้าเดินไปเรื่อยๆ ก็จะไปถึงบ้านพี่ข้าวหลาม ที่สำคัญหลังจากที่พวกคุณปลัดไปได้ไม่นาน ไอ้ทากกับไอ้โตก็กลับมากันแค่สองคน พออุราถาม ไอ้โตก็บอกว่าถูกพี่ข้าวหลามไล่มา..."


    เสียงหายไปอีกครั้ง และคราวนี้มันก็มาพร้อมกับความตึงเครียด ราวกับต้องการให้จำเลยได้คิดหาทางออกที่มองไม่เห็น ขณะเดียวกันก็ทบทวนถึงข้อได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างการดื้อแพ่งหรือการรับสารภาพ


    จนเวลาผ่านไป...ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ แต่สุดท้ายอุราก็เอ่ยขึ้น


    "คุณปลัดเป็นอะไรกับพี่ข้าวหลามเหรอคะ?"


    อีกแล้ว...


    คำถามนี้อีกแล้ว...


    เขาเชื่อแล้วว่าคนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นเดียวกัน มักมีความเชื่อคล้ายคลึงกันไปตามกระแสของสังคมรอบข้าง


    แต่นี่ไม่ใช่เวลามาพิสูจน์ทฤษฎีตามหลักสังคมศาสตร์ภูมิภาค ตอนนี้เขาควรหาทางเอาตัวให้รอดปลอดภัย จากทั้งเงื้อมมือของสองสาวน้อยหน้าแฉล้ม และเงื้อมตีนของไอ้ข้าวหลาม(ที่จะตามมาแน่ๆ แม้จะช้า แต่ ชัวร์!)


    "คือว่า...ผม..."


    ริบฝีปากแห้งๆขยับจะเอ่ยคำให้การ แต่ดูท่าเจ้าหน้าที่สืบสวนจะใจร้อน มือบางที่ปกติใช้บรรจงพับกระทงขนมตบลงบนโต๊ะอีกปังใหญ่


    "ผมอะไรคะคุณปลัด? ผมแห้ง ผมเสีย ผ่านการทำสี (ใช้ออร์ด๊าส.... มุกไม่ผ่าน) หรือผมร่วงมากไป (อันนี้ใช้เบอกาม็อด) จะผมอะไรก็รีบๆตอบมา!"


    ...หนูอุราครับ แน่ใจนะว่าไม่อยากเปลี่ยนอาชีพไปเป็นคนทวงหนี้...


    ผมว่าเอาเข้าจริงหนูโหดได้ไม่แพ้ไอ้ข้าวหลามเลยล่ะ


    หากคำให้การที่เหลือไม่มีโอกาสได้ลอดผ่านริมฝีปากของคุณปลัดมาเข้ารูหูใคร เพราะพลันนั้นเอง แสงไฟที่ส่องหน้าก็ดับวูบ!


    
"กรี๊ด!"


    คัท!


    เอิ่ม...ไม่ใช่ นี่ไม่ใช่ฟิคสยองขวัญ  เอ้า เอาใหม่...



    แอค 69 เทค 18 แอคชั่น!


    หากคำให้การที่เหลือไม่มีโอกาสได้ลอดผ่านริมฝีปากของคุณปลัดมาเข้ารูหูใคร เพราะพลันนั้นเอง แสงไฟที่ส่องหน้าก็ดับวูบ!


    ก่อนจะประพริบติดขึ้นใหม่อีกครั้ง...แต่ยังไม่ทันส่องสว่างเต็มประสิทธิภาพอย่างในโฆษณาโทรทัศน์ ก็มีอันต้องดับลงใหม่ ติดๆดับๆเช่นนี้ราวกับโรงไฟฟ้าไฟฟ้าบ้านนอกจ่ายกระแสไฟได้ไม่สม่ำเสมอ ไฟส่องหน้าเลยเปลี่ยนสถานะเป็นไฟดิสโก้ไปซะงั้น


    "ไอ้แหล่ม!"


    หนูนาตั้งสติได้คนแรกตวาดลั่น ก่อนพานดอกไม้และมาลัยจะถูกวางลงข้างตัว มือบางเอื้อมไปหมายจะคว้าตัวเด็กชายตัวเล็กที่ดอดเข้ามาเล่นกับสายต่อปลั๊กไฟตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ หากไอ้แหล่มคงเคยก่อวีรกรรมไว้มาก ถึงได้มีสกิลการหลบหลีกมือนิ่มๆ นั้นแบบที่เรียกได้ว่าเข้าขั้นเทพ แม้แต่นับสืบใหญ่อย่างแม่อุรายังต้องเข้าไปร่วมวงวิ่งไล่จับกับเขาด้วย จำเลยจำเป็นอย่างปลัดเด่นจึงแหกคุกออกมาได้โดยสวัสดิภาพ


    วันหลังมาอีก จะซื้อลูกกวาดมาฝากไอ้แหล่มสักสามกิโล...


    อย่างที่เขาว่าในโชคร้ายมักมีเรื่องดีๆ เสมอ


    ปลัดเด่นจึงรีบฉวยโอกาสที่สองสาวกำลังกรี๊ดกร๊าดวิ่งไล่จับไอ้แหล่ม หลบหนีออกจากใต้ถุนสืบสวน(คล้ายๆ กับห้องสืบสวนแต่ใหญ่กว่า และลมโกรกกว่า)


    ถือโอกาสหลบไปหาน้องเขี้ยวซะเลยดีกว่า ไว้เย็นๆ ค่อยกลับมาเอารถ


    นั่นคือความคิดของปลัดหนุ่มรูปงามขณะวิ่งออกจากเรือนของพ่อกำนันเอี้ยงสุดชีวิต



    ว่าแต่..ลืมอะไรรึเปล่า?


    "เอ่อ... คุณอุรา..."


    "ค่ะ มีอะไรคะลุงบุญมา?"


    เสียงใสเอ่ยถามขณะเจ้าตัวละสายตาจากชิ้นพลาสติกในมือมามองหน้าเขา ดวงตากลมโตมีแววใสซื่อ


    "ผมทำเองไหมครับ?" ว่าพลางบุ้ยปากไปยังกุญแจมือพลาสติกที่สาวน้อยเพียรไขอยู่กว่าครึ่งชั่วโมง แต่ยังไม่มีทีท่าว่าสลักมันจะหลุด ปล่อยเขาให้เป็นอิสระได้ง่ายๆ


    หรือนี่จะเป็นบทลงโทษจากฟ้า ที่หวงพื้นที่บนตัวถังรถมากไป ไม่ยอมให้นกที่ไหนมาขี้ใส่ เลยต้องถูกล็อคเป็นหุ่นไล่กาอยู่อย่างน
ถ้าใครรู้เข้าคุณหนูต้องขายหน้าแน่ๆ...


    บุญมาแอบซับน้ำตาในใจ ขณะที่อุราก้มลงไขๆ เขี่ยๆ รูกุญแจต่อ


    และแล้ว...


    แกร๊ก...


    "อ้ะ!"


    "อะไรครับ? ไขออกแล้วเหรอ?"


    "เปล่าค่ะ อุราแค่ทำกุญแจหักคาไปแล้วน่ะค่ะ... แหะๆ"



********************************TBC....

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยย
กลั้นหัวเราะเพราะไม่ได้อยู่คนเดียวจนปวดท้องแล้วค่ะ
ปลัดน่ารักมากเลยค่ะพี่ ชอบสุดๆ
คุณทศด้วย

ว่าแต่...บุญมาจะรอดออกมาจากกุญแจมือมั๊ยเนี่ย...
แล้ว..ปลัดจะรอดจากข้าวหลามหรือว่าเตรียมตัวตาย???

#1 By (themagician) on 2008-03-02 17:48

แอค 69 เทค 18 แอคชั่น!

มันคืออะร๊ายยยยยยยยยยยยยยย
เป็นลูกน้องเจ๊หลามเหรอจ๊ะ *3*

#2 By yukachan ❤ selpher on 2008-03-02 17:51

สงสารบุญมาจริงๆ
ยิ่งกว่านั้น...สงสารบอส เอ๊ย ปลัดเด่นของนู๋ววววววววว
ซวยจริงๆ
อ่านไปชักคิดว่า ที่นี่มันฮินามิซาว่าเรอะsad smile
รออ่านต่อนะคร้า
อดีตน้องหลามมันช่าง -[]- น่าร๊ากกกก ไม่ต้องกลัวพี่ทศไม่รักหรอกจ๊ะน้องหลามเอ๋ย~~พี่ทศเค้ารับด้ายยยย

รักจริง แค่มือตีน(เมีย)ต้องทนด้ายยยยยยยยย

#4 By [Joey]I'm the tutor home Reborn on 2008-03-02 18:14

มันช่างอัดอั้น....ใช่ไหมดีโน่
สุดท้ายแล้วกุญแจมือนั่น...ให้พี่ทศเอาขวานจามไหม?sad smile

#5 By KenzaKi (124.157.190.23) on 2008-03-02 19:19

โอ้ยยยยยยยย ปลัดเด่นน่ารักจะขาดใจตาย >////////<
แม่อุราดูเหมือนเวลาเขาสอบสวนคนร้ายใน CSI มาก เชื่อมโยงหลักฐานได้แบบว่าคนอ่านยังอึ้ง(ไปเรียนสืบสวนแทนขายขนมดีมั้ยsad smile)

ปล.บุญมาจะเป้นไงต่อไป
ปล2. ตอนหน้าปลัดเด่นจะโดนข้าวหลามอัดเละหรือไม่???
...จะรอต่อไปในดอนหอยหลอดตอนที่ 9 .....

#6 By : zheanarzhean : on 2008-03-02 19:28

กร๊ากกกกกก โอ๊ยขำ!!!!

พี่โน่บังอาจมากเลยนะครับนั้นไปพูดกับพี่ทศแบบนั้น
**หัวเราะ

(หนูนาก็มีนะจ๊ะพี่ทศ...อย่าดูถูกสายราชินีเชียว) <<< ถูกต้องนะคร้าบ!!!

อ๊างงงง รอตอน9นะครับ กรี๊ซซซซซซซซ
โอ้ก็อดดดดsad smile
ปลัดขา เจอขนาดนั้นปลัดยังมีกะใจไปจีบน้องเขี้ยว(คนสวย?)อีกเหรอเคอะ...แหม่ อานุภาพแห่งรักสินะ
ตอนแรกก็งงๆว่าเค้าเอาโคมไฟมาทำไม แหม่เกินคาด เอามาสอบปลัดของเรานี่เอง ฮุ~~ มุขนี้กินขาดopen-mounthed smile

#8 By -((666 Error))- on 2008-03-02 19:59


เป็น...

"เป็นลูกพี่ผมครับ"

ฮาโคตรรรรรรร
กร๊ากกกกกกกกก

แล้วเฮียยศของเราจะคืนดีกัน้องข่าวหลามได้ไม่แน่?
ต่อไวๆเน่อ~~
เพิ่งตามอ่าน...

แหมปลัดเด่น เหมือนได้หลอกด่ามาเฟียบ้านนอกเนาะ ประมาณว่าขอระบายหน่อยใช่มะ

สายราชินี....มันราชินีทั้งหมู่บ้านหรือชายฉกรรจ์แดนหอยหลอดเทิดทูนเพศแม่ (ฟระ) เนี่ย

หมู่บ้านนี้น่ามีอยู่จริง

#10 By devil เม็ดถั่ว on 2008-03-02 20:51

แง้ ตอนเก่ายังตามอ่านไม่ทัน

เดี๋ยวตามไปอ่านตอนเก่าให้จบ แล้วมาอีกรอบคร่า อะโฮรกกกกกกกกกกก

#11 By K@De_alchemist on 2008-03-02 22:57

หลังสอบเสร็จจะตามอ่านนะ โฮกกกกกกก
ตอน 8 แล้ว กะรี๊ด
ฟิกตอนนี้มัน "แหล่ม"จริงๆไม่ติงนัง!!! (ขอบคุณแหล่มมากนะจ๊ะ ช่วยปลัดออกมาจากดงส้นสาว)

โอยยยย สมเพ...อ่ะ สงสารบุญมาเสียนี่กระไร~~

น้องชายหนูหาว่าหนูโรคจิต นั่งหัวเราะคนเดียวอยู่หน้าคอมมมม เอิ๊กกกก~~

ปลัดเด่นเป็นอดีตทาสรับใช้ผู้ซื้อสัตย์รึนี่!! (ช่างไม่สมชายอย่างแรง)

พี่ทศโล่งใจที่หลามไม่มีชายอื่นใด โอนลี่ทศคนเดียวนะจ๊ะ~~

#13 By tako-ika on 2008-03-02 23:01

ตอนเก่ายังไม่รอดเลยค่ะคุณน้อง!! =[]="
อัฟไวมากกกกกกกก!!
(ไวกว่าเจ๊ที่กำลังดองฟิก KHR เลยง่ะ!! =[]=)