[Fic]Reborn! : How...[II]
posted on 07 Apr 2008 07:46 by foundation in How-8059-ไม่ใช่ว่าขยันมาอัพแต่เช้านะ
แต่ยังไม่ได้นอนเลยต่างหาก ="=
อาการขยันตอนตี 3 เป็นพิษจริงๆ ช่วงเวลาระหว่างเที่ยงคืนถึง 7 โมงเช้าเป็นช่วงเวลาปั่นฟิคตามปกติของอิเบนซ์ไปซะแล้ว เฮ้อ...
จะให้นอนก่อนแล้วตื่นขึ้นมาเขียนก็ไม่ได้ อารมณ์มันจะขาดแล้วพาลไม่ยอมเขียนซะง่ายๆ = =" (อย่างนี้ต้องทำใจอย่างเดียวสินะ)
บ่นพอละ ไปอ่านกันดีกว่าค่ะ >[]
*****************************************
---------------------------------------------
Part II : How much?
เคยสงสัยไหมว่า...
คนหนึ่งคน...จะรักใครสักคนได้มากเท่าไหร่
ควันสีขาวลอยตัดสีดำของราตรีกาลขึ้นสู่ผืนฟ้าอย่างนุ่มนวล
เสียงพูดคุยหัวเราะเฮฮายังคงดังจากคฤหาสน์ที่อยู่ไกลไปทางด้านหลังด้วยความครึกครื้น
แน่นอนว่ามันต้องเป็นงานเลี้ยงฉลอง งานที่แสนจะพิเศษสำหรับสมาชิกของพวกเขา
มวนบุหรี่สีขาวถูกยกขึ้นจรดริมฝีปากของชายหนุ่มที่หนีงานเลี้ยงออกมานั่งในสวน
จุดแต้มที่แดงตรงปลายสว่างวาบขึ้นก่อนจะหรี่ลงเหลือเพียงประกายเล็กๆ
หากก็ชัดเจนในความมืด
นัยน์ตาคู่เรียวมองออกไปยังสวนสีเขียวงดงามที่เหลือเพียงเงาตะคุ่มสีดำ
ไม่ได้สังเกตอะไรเป็นพิเศษ
เพราะเป็นภาพที่เห็นอยู่ทุกวันจนแทบจะหลับตาเดินลัดเลาะพุ่มไม้เตี้ยที่ถูกตัดแต่งเป็นกำแพงเตี้ยๆ
ไปได้
อันที่จริงเขาไม่ควรหลบออกมาแบบนี้
แต่ก็นั่นล่ะ เขาต้องการสถานที่เงียบๆ เพื่อรวบรวมสมาธิ
จะให้หมกตัวอยู่ในห้องก็กลัวว่าพอถึงเวลาตัวเองจะไม่ยอมออกจากห้อง
กลัวว่าเสียงประกายไฟของเตาผิงกับความอบอุ่นของเตียงนอนจะฉุดดึง
กล่อมรั้งให้เขาหันหลังให้กับความเป็นจริงแล้วเข้าสู่ความฝันที่สวยงามหากหลอกลวง
โกคุเดระอัดบุหรี่เข้าปอดอีกครั้ง ก่อนจะค่อยๆ
ผ่อนเอาควันสีขาวปนเทาออกมา
ทว่าก้อนความรู้สึกที่อัดตัวแน่นอยู่ในอกกลับไม่ได้ขยับหลวมตัวออก
มีแต่จะยิ่งขมวดตัวกันมากยิ่งขึ้น
เขาไม่รู้ว่ามันเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ กว่าจะรู้ตัว...เจ้าก้อนนั้นมันก็ติดคาอยู่ในอกถ่วงน้ำหนักให้รู้สึกอ่อนล้าเสียแล้ว
บางทีมันอาจจะเริ่มตั้งแต่วันนั้น...
พลันสายลมอ่อนโยนก็พัดแผ่วผิวราวกับต้องการปลอบปะโลม ทว่าความหนาวเย็นของมันกลับเสียดแทงเข้าไปถึงหัวใจ
แน่นอน สายลมอาจไม่รู้ตัวว่าความเยียบเย็นของตนได้เผลอทำร้ายใครไปบ้าง ดังนั้นมันจึงยังคงพัดผ่านช้าๆ ด้วยความหวังดี
เหมือนหมอนั่น...
"มาหลบอยู่ที่เอง โกคุเดระคุง"
เสียงทักทุ้มนุ่มทำให้ชายหนุ่มที่นั่งคิดเรื่อยเปื่อยชะงักความคิดแล้วหันกลับไปมอง
ถึงจะบอกว่าบรรยากาศรอบตัวนั้นมืดมิด
แต่ความจริงแล้วแสงจากพระจันทร์เสี้ยวเล็กที่ลอยเหนือศีรษะก็พอจะส่องให้เห็นเงาตะคุ่มที่เหมือนกำลังเดินตรงเข้ามาหา
โกคุเดระรู้จักเงานั้นดี ชายหนุ่มจึงลุกขึ้นยืน
ขยี้บุหรี่ลงกับม้านั่งพร้อมกับรอยยิ้มกว้างที่ระบายขึ้น
แม้อีกฝ่ายอาจจะมองไม่เห็นก็ตาม
"ท่านรุ่นที่สิบมีอะไรหรือเปล่าครับ ถึงออกมาเดินในที่มืดๆ แบบนี้คนเดียว"
เมื่อเงาตะคุ่มนั้นก้าวเข้ามาใกล้ แสงจันทร์ที่เรือนลางก็พอจะทำให้เห็นรอยยิ้มน้อยๆ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของอีกฝ่าย
"เปล่าหรอก...แค่หลบออกมาสูดอากาศนิดหน่อยน่ะ นั่งได้รึเปล่า?"
สึนะถามพลางมองไปยังเก้าอี้ที่ว่างอยู่
โกคุเดระยิ้มรับขยับตัวออกเล็กน้อยให้ร่างเล็กนั้นเดินมานั่ง
แล้วตนจึงนั่งลงยังที่ว่างข้างๆ
"ท่านรุ่นที่สิบออกมาแบบนี้ คนอื่นๆ ไม่บ่นเอาหรือครับ?"
"ไม่หรอก ฉันไม่ใช่เจ้าของงานเสียหน่อย
อีกอย่างตอนนี้หลายคนเริ่มเมากันแล้ว อีกสักคงมีเรื่องมาให้ปวดหัวแน่ๆ
พรุ่งนี้พวกแม่บ้านคงได้เหนื่อยกันหน่อยล่ะ"
คนฟังตอบกลั้วหัวเราะพลางเอนหลังพิงเข้ากับพนักพิงเหล็กสีขาว
โกคุเดระมองภาพนั้นแล้วยิ้มน้อยๆ
ก่อนจะเบนสายตากลับไปมองความมืดตรงหน้าอีกครั้ง
เป็นการเชื้อเชิญความเงียบให้ย่างกรายเข้ามาช้าๆ และนุ่มนวล
เป็นเพราะคนข้างกายเขาหรือเปล่า?
ถึงทำให้รู้สึกว่าบรรยากาศที่แหลมคมเมื่อครู่หายไป
กระทั่งสายลมที่แม้จะยังคงหนาวเย็นแต่กลับอ่อนโยนไม่เหมือนเดิม
...เพราะเป็นนภาที่อ่อนโยน...
ชายหนุ่มเผลอสรุปให้กับตัวเองโดยไม่รู้ตัว ทั้งๆ ที่มันอาจจะเป็นแค่การคิดไปเองฝ่ายเดียวของตนเท่านั้น
"การรอคอย...เจ็บปวดเสมอเลยนะ"
ถ้อยคำนุ่มนวลหยุดทุกสิ่งรอบตัว ทั้งความมืดที่เหมือนจะไหลวน
ความเงียบที่ทิ้งตัวลงมา สายลมที่โบกพัด รวมไปถึงลมหายใจของคนข้างกาย
นัยน์ตาสีเขียวเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยขณะหันมาสบกับนัยน์ตาสีน้ำตาลคู่โตที่จ้องมองมาทางตนตั้งแต่แรก
กลีบปากคู่เล็กยังคงประดับด้วยรอยยิ้ม หากแววตานั้นกลับพุ่งตรงราวกับคนๆ
นี้กำลังมองสิ่งที่อยู่ภายในใจ และมองได้อย่างทะลุปรุโปร่งเสียด้วย
"โดยเฉพาะการรอคอยที่ไม่มีวันสมหวังด้วยแล้ว
ก็ยิ่งเจ็บปวดร้อยเท่าพันเท่า" น้ำเสียงทุ้มหวานมั่นคง
ยิ่งทำให้หัวใจคนฟังกระตุกถี่ โกคุเดระอยากหลบตา
อยากจะเบนสายตากลับไปมองอะไรก็ได้ในความมืด
พูดชี้ชวนให้อีกฝ่ายดูแม้ว่ามันจะไม่มีอะไร ทำเป็นเหมือนไม่ได้ยิน
ไม่รับรู้ ไม่เข้าใจ
แต่เขาทำไม่ได้...
"ตั้งแต่..." เสียงแรกที่ออกมานั้นแหบแห้ง สั่นเครือ "ตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ?"
คำถามที่ไม่ต่างจากการตอบรับ ทำให้รอยยิ้มของสึนะจางหายไป
ร่างเล็กยอมเป็นฝ่ายละสายตาไปมองความมืด
ทว่าสิ่งที่สะท้อนอยู่ในนัยน์ตาคู่นั้น คงจะไม่ใช่ภาพเงาตรงหน้าเป็นแน่
"ไม่รู้สิ มันเหมือนค่อยๆ รับรู้ที่ละเล็กทีละน้อย
รู้ตัวอีกทีก็จำไม่ได้แล้วว่ารู้สึกตั้งแต่เมื่อไหร่"
ถึงตรงนี้สึนะก็หลับตาก้มหน้าลง "บางที...อาจจะตั้งแต่วันนั้น..."
โกคุเดระเงียบกริบ ไม่ต้องเจาะจงว่าวันนั้นที่อีกฝ่ายพูดเป็นวันไหน เขาก็เข้าใจได้ทันที
ท่าทีของเขามันโจ่งแจ้งขนาดนั้นเลยเหรอ?
การกระทำของเขามันเข้าใจง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ?
แล้วทำไม...
...ทำไมหมอนั่นถึงไม่รู้?...
ไม่สิ
เคยได้ยินว่า คนที่มีความรักมักจะเห็นโลกนี้สดใส
ถ้าอย่างนั้นก็ไม่น่าแปลกใจที่หมอนั่นจะไม่สังเกตเห็นท่าทีของเขา
นั่นสินะ...ก็คนกำลังมีความสุขนี่นา จะสนใจไปทำไมว่าคนอื่นเขารู้สึกยังไง
แต่โกคุเดระรู้ดีว่าเหตุผลที่ตนกำลังคิดนั้นไม่ต่างจากการหลอกตัวเอง
เขารู้ดีว่าหมอนั่นไม่มีทางละเลยความรู้สึกของคนรอบตัว
ไม่มีทางเห็นแก่ตัวนึกห่วงความรู้สึกตัวเองเป็นหลัก
เพียงแต่แบบนี้มันดีกว่า...
ดีกว่าการบอกตัวเองว่า
หมอนั่นรู้มาตลอด แต่ก็ทำเป็นไม่สนใจและมองข้ามมันไป
มือที่วางอยู่บนตักกำหมัดแน่นจนสั่นระริกไปทั้งแขน
ริมฝีปากกัดเม้มเข้าหากัน หลงลืมซึ่งความเจ็บปวด
ขอบตาร้อนผ่าวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
จนกระทั่งสัมผัสแผ่วเบาที่แขนดึงให้โกคุเดระหันไป
สึนะส่ายหน้าช้า เพิ่มแรงบีบเล็กน้อยเหมือนกล่าวเตือน ก่อนจะยิ้มเศร้าออกมา
"ขอโทษนะ"
คำขอโทษทำให้คนฟังเบิกตากว้าง
"ทำไมท่านรุ่นที่สิบต้องขอโทษด้วยล่ะครับ!"
โกคุเดระระล่ำระลักออกมา
นึกกังวลว่าตนไปทำอะไรให้อีกฝ่ายต้องถึงกับเอ่ยปากขอโทษ
แต่คำตอบที่ได้ก็มีแต่ความว่างเปล่า
สึนะที่นั่งมองท่าทีลุกลี้ลุกลนอันเป็นนิสัยปกติของมือขวาก็ยิ้มหัวเราะออกมาเบาๆ
ก่อนตัดบทเสียดื้อๆ
"ไม่มีอะไรหรอกโกคุเดระคุง อย่าคิดมากสิ
ฉันไม่อยากได้มือขวาที่มีรอยย่นอยู่ตรงหน้าผากหรอกนะ"
สึนะพูดพลางก็ตบป้าบเข้าที่แผ่นหลังกว้างเสียหลายครั้งเป็นการให้กำลังใจ
นัยน์ตาสีเขียวมองใบหน้าที่ยิ้มแย้มนั้นเพียงครู่เดียวก็ลุกขึ้นยืนโค้งคำนับให้ร่างเล็กที่นั่งอยู่
แม้จะตกใจอยู่บ้าง
แต่สึนะก็พอจะคุ้นชินกับนิสัยแบบนี้ของอีกฝ่ายจึงไม่ได้ลนลานห้ามปรามเหมือนสมัยก่อน
"ท่านรุ่นที่สิบ ขอบคุณมากครับ" โกคุเดระเอ่ยพร้อมรอยยิ้มกว้าง หลังจากดึงตัวเองขึ้นมายืนตัวตรง
"งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ" บอสใหญ่แห่งวองโกเล่พยักหน้ายิ้มๆ
ให้คนพูดหมุนตัวเดินไปยังคฤหาสน์ที่สว่างไสวไปด้วยแสงไฟ
และสดใสไปด้วยเสียงหัวเราะครื้นเครง
----------------------------------------------------
"อ่ะ...มาแล้วค่ะๆ ปล่อยให้หาซะทั่วเลย" เสียงแหลมของฮารุดังกลบเอาเสียงพูดคุยของผู้คนในห้องโถงกว้างให้สงบลง หญิงสาวเดินเข้ามาคว้าแขนโกคุเดระที่เพิ่งกลับเข้ามาเอาไว้แน่นราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะหายไป แล้วลากไปยังแกรนด์เปียโนตัวใหญ่กลางห้อง
ทว่านัยน์ตาสีเขียวนั้นไม่ได้สนใจทิศทางที่ถูกลาก แต่กลับกวาดมองไปรอบๆ
อย่างเหนื่อยปนระอาใจ
เพราะโต๊ะนับสิบที่เคยเป็นระเบียบบัดนี้เอียงกระเท่เร่
ผ้าปูโต๊ะสีขาวเลอะทั้งเศษอาหารเศษเครื่องดื่ม
ที่สำคัญคือตรงกลางห้องถูกเคลียร์พื้นที่ออกเป็นพื้นที่ว่าง
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคงหาเรื่องวางมวยกันเองเป็นแน่
และเจ้าตัวเริ่มเรื่องจะเป็นใครที่ไหนไปไม่ได้นอกจากบุรุษผู้มีตำแหน่งเป็นผู้พิทักษ์อรุณ
หากสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของนัยน์ตาสีมรกตนั้นมากที่สุด...
คงเป็นร่างในชุดสีขาวของคนสองคนที่ยืนอยู่บนเวที
เมื่อทั้งสองหันมาสบตาก็ส่งยิ้มให้อย่างมีความสุข
"วันนี้วันสำคัญทั้งที
ไม่คิดจะเล่นเปียโนให้คุณยามาโมโตะหน่อยหรือไงคะ"
สิ้นเสียงคำถามก็มีเสียงตะโกนตอบรับดังลั่นไปทั่วห้อง
ดึงสายตาของชายหนุ่มกลับมามองยังเปียโนสีขาวบริสุทธิ์
เหมาะกับบรรยากาศของงานในคืนนี้
"ทำไมคนอย่างฉันต้องเล่นอวยพรให้ไอ้บ้าเบสบอลนี่ด้วย!"
ทำไมเขาต้องเจ็บปวดกับการทิ่มแทงตัวเอง
"อ้าว...ก็วันนี้เป็นวันแต่งงานของคุณยามาโมโตะนี่นา
แถมคุณยังไม่เอาของขวัญมาอวยพรให้คู่บ่าวสาวด้วย แบบนี้มันผิดมารยาท
ไม่รู้หรือไงคะ?"
"ก็ไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับฉันนี่"
เมื่อมือที่กุมด้ามดาบนั้นเป็นมือของเขาเอง
"ใจร้าย! งานแต่งงานถือเป็นความฝันสูงสุดของผู้หญิงนะคะ!
เป็นงานฉลองที่ทำให้คนสองคนมีความสุขมากที่สุดครั้งเดียวและครั้งสุดท้ายด้วย!"
แล้วไย...ปลายของมันจึงหันมากรีดหัวใจผู้ถือ
"คนที่หย่าแล้วแต่งงานใหม่ก็มีตั้งเยอะแยะนี่"
กดลึกจนจมลงมิดด้าม
"อ๊ายย!! พูดอย่างนี้ได้ยังไงกันคะ!
คนอย่างคุณยามาโมโตะน่ะรักเดียวใจเดียว ไม่เหมือนคุณหรอกค่ะ
เที่ยวควงทิ้งควงขว้างจนจดสถิติกันไม่ไหว"
ยิ่งขยับมือหนี ก็ยิ่งปาดลึกแทบขาดสะบั้น
เสียงแหลมโต้เถียงสลับกับเสียงทุ้มเรียกเสียงเชียร์จากบรรดาคนรอบข้าง
กลายเป็นความครื้นเครงรอบใหม่ให้เจ้าของงานทั้งสองคนขยับยิ้มหัวเราะออกมาอย่างสนุกสนานไปกับเขาด้วย
"ก็ได้ๆ แค่เล่นเท่านั้นใช่ไหม?!"
สุดท้ายเจ้าของนัยน์ตาสีเขียวก็ถอนหายใจเฮือกเอ่ยถามราวหงุดหงิด
ทั้งที่ความจริงแล้ว...หลายเดือนมานี้เขาได้ซุ่มเขียนบทเพลงอวยพรเพื่อใช้บรรเลงในงาน
แต่พอมาถึงวันจริง เขากลับไม่กล้าที่จะเอ่ยปากบอก
เพราะนิสัยที่ปากไม่ตรงกับใจ?
หรือเพราะไม่ต้องการให้หัวใจบอบช้ำมากไปกว่านี้กันแน่?
เสียงพูดคุยเงียบลงทันทีที่โกคุเดระนั่งลงตรงหน้าแกรนด์เปียโนตัวใหญ่
ไม่มีใครหัวเราะ ไม่มีคนหยอกล้อหรือแม้แต่หายใจแรงๆ
แม้แต่แรมโบ้ที่นอนกรนอย่างสบายใจอยู่เมื่อครู่ก็ตื่นขึ้นมานั่งงัวเงียรอฟังบทเพลงที่แสนพิเศษนี้
บทเพลง...เพื่อความรักที่สวยงาม
โกคุเดระหลับตาลงรวบรวมสมาธิ คิดถึงตัวโน้ตที่ตนเป็นคนเรียบเรียงตั้งแต่ต้นจนจบ
บทเพลง...ที่บรรเลงเพื่อคนสองคน
นิ้วเรียวยาววางลงบนคีย์สีขาวดำ ก่อนจะขยับไหวก่อเกิดเป็นท่วงทำนองแช่มช้า
พบเจอ...กับสิ่งที่เรียกว่าความสุข
ถนน...ที่สะท้อนแสงสีขาวของเช้าวันใหม่ กับเด็กหนุ่มสามคนที่เดินไปโรงเรียนพร้อมกัน
'ทำไมฉันต้องมาเจอแกตั้งแต่เช้าด้วยวะเนี่ย'
'ก็ทั้งฉันทั้งนายอยากไปโรงเรียนพร้อมกับสึนะนี่'
'แต่ฉันไม่อยากไปกับแกเฟ้ย!!'
ทำนองถี่กระชั้น รัวเร็ว กระฉับกระเฉง เมื่อผู้บรรเลงแสดงความสามารถ พร้อมเม็ดเหงื่อที่ผุดพรายด้วยสมาธิและความตั้งใจ
รื่นเริง...กับความรักที่ก่อตัว
ดาดฟ้า...ที่มักสว่างสดใสด้วยแดดยามบ่าย กับเด็กหนุ่มสามคนที่นั่งทานข้าวพูดคุยเฮฮา
'ไอ้บ้า!! ใครใช้ให้แกเปลี่ยนชื่อคนอื่นเล่น ตายซะเถอะ!'
'ฮะๆ เอาน่า 'กคคุง' นายก็เรียกฉันว่า 'ยามามจจี้' สิ'
'มนุษย์บ้านแกน่ะเซ่ที่ชื่อ 'กคคุง' แหลกไปซะเถอะ!!'
พลันทำนองก็ชะลอช้าลง บางช่วงทิ้งเสียงยาวเกิดความเงียบที่บีบอัดหัวใจ
สับสน ลังเล...กับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่แน่นอน
ห้องเรียน...ที่กลายเป็นสีส้มแดงจากแสงอาทิตย์ยามเย็น กับเด็กหนุ่มสามคนที่พากันกลับบ้านด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
'จะกลับกันได้รึยัง! ท่านรุ่นที่สิบรอจนเมื่อยแล้วนะเฟ้ย'
'ขอโทษๆ เสร็จแล้วๆ'
'อืดอาดจริงๆ เลยนะแกน่ะ'
แล้วบทเพลงก็เข้าสู่บทสรุปด้วยเสียงที่ทุ้มหวาน ให้ลมหายใจผ่อนคลายพร้อมรอยยิ้มที่คลี่แย้มโดยไม่รู้ตัว
ยิ้มแย้ม...ให้กับความรักที่สมหวัง
'มีเรื่องอะไร ถึงขนาดให้ฉันต้องทิ้งงานมาเนี่ย'
'โกคุเดระ พวกฉันจะแต่งงานกันล่ะ'
'..............................................'
เสียงเปียโนเงียบลง
แทนที่ด้วยความเงียบและความชื่นชมที่ลอยอบอวลในอากาศ
ก่อนที่เสียงตบมือจะดังสนั่นตามมาพร้อมเสียงผิวปากถูกใจของเหล่าบรรดาคนฟัง
ขณะที่ตัวเจ้าสาวนั้นถึงกับร้องไห้ออกมาจนยามาโมโตะต้องหากระดาษมาช่วยซับน้ำตา
โกคุเดระเห็นการกระทำเหล่านั้นทางหางตา เขายืนขึ้นมองไปยังฮารุที่ยืนตัวแข็งอึ้งอยู่กับที่
"พอใจรึยัง?"
นั่นจึงทำให้คนถูกถามดึงสติกลับมาวีนใส่คนพูดได้เป็นปกติอีกครั้ง
จนชายหนุ่มเริ่มหงุดหงิดกับเสียงแจ๋วๆ
ไหนจะไอ้บ้าหัวสนามหญ้าที่เริ่มหาเรื่องท้าตีท้าต่อยกับคนอื่นอีกหน
ตาสีเขียวมองสภาพงานเลี้ยงที่เละเทะไม่มีชิ้นดีแล้วถอนหายใจ
ก็ตั้งใจว่าจะหาอะไรกินก่อนกลับห้อง แต่ดูท่าทางงานนี้คงต้องอด
คิดแล้วก็หมุนตัวเตรียมเดินออกจากโถงเลี้ยง
ถ้าไม่ติดเสียงทุ้มคุ้นหูที่ส่งเสียงเรียกจากทางด้านหลัง
ชายหนุ่มร่างสูงในชุดสีขาวบริสุทธิ์กึ่งวิ่งกึ่งเดิน กระโดดข้ามสมาชิกบางคนที่เมาฟุบไปเรียบร้อยแล้วมาหยุดอยู่ตรงหน้า
"ขอบใจนะ เป็นเพลงที่เยี่ยมมาก เป็นของขวัญที่วิเศษจริงๆ"
ยามาโมโตะพูดด้วยรอยยิ้มกว้างเช่นปกติ
หากวันนี้มันกลับดูสว่างไสวจนคนมองถึงกับต้องเสแสร้งแกล้งหันไปมองทางอื่น
"เฮอะ! หูระดับแกเนี่ยนะ จะฟังความหมายของเพลงฉันออก?"
"ฮะๆๆ" ร่างสูงหัวเราะร่าเริงไม่ถือสาคำพูดของอีกฝ่าย "ยังไงก็ตาม ขอบใจจริงๆ นะที่เล่นเปียโนให้ฟังวันนี้"
โกคุเดระไม่ได้ตอบอะไร เขาเพียงแต่ยกมือขึ้น หันหลังแล้วเดินจากไป
----------------------------------------------------
เป็นบทเพลงที่ไพเราะจริงๆ
ร่างเล็กของบอสใหญ่แห่งวองโกเล่แฟมิลี่ลืมตาขึ้น
เมื่อเสียงเปียโนแผ่วหายและถูกแทนที่ด้วยเสียงดังเฮฮาเช่นเดิม
นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนเหม่อมองขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างยากจะคาดเดาว่ากำลังคิดอะไรอยู่
หากไม่นานนักตาคู่นั้นก็ถูกดึงลงมาจ้องมองเงาร่างที่ซ่อนอยู่ในเงามืดก่อนจะขยับยิ้มให้
"โคลมเหรอ?"
ร่างเล็กขยับเล็กน้อยเหมือนจะตอบรับคำถามนั้น
สึนะพยักหน้าแล้วหันกลับขึ้นไปมองท้องฟ้าเช่นเดิม
ด้วยรู้ดีว่าอีกฝ่ายยินดีที่จะอยู่ในความมืดมากกว่าเดินออกมานั่งคู่กับเขา
"ฉันนี่เป็นคนที่เลวจริงๆ
ที่ไม่บอกให้โกคุเดระคุงบอกความรู้สึกออกไป
ฉันควรจะบอกให้เขาลองพูดออกไปดูตั้งแต่ที่เริ่มรู้ตัวแล้วสินะ
แต่สุดท้ายก็เอาแต่ปิดปากเงียบมาตลอด"
นั่นคือความผิดที่แม้ว่าจะขอโทษสักกี่ครั้งก็คงไม่อาจได้รับการให้อภัย
"จะมีคนฟังออกรึเปล่านะ เพลงของโกคุเดระคุงน่ะ"
คำเปรยแผ่วเบาผ่านริมฝีปากเหมือนรำพึงกับตัวเองเสียมากกว่า
ทว่าในความเงียบสงัดของค่ำคืน
คำพูดนั้นจึงดังพอที่จะทำให้คนที่ยืนอยู่ไม่ไกลได้ยินอย่างชัดเจน
โคลมไม่ได้ตอบ
"ถ้าฉันไม่รู้เรื่องอะไร
คงบอกได้ว่ามันเป็นเพลงรักที่อ่อนหวานที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา"
สึนะพูดต่อ หลับตาลงนึกย้อนไปถึงตัวโน้ตสูงต่ำที่เพิ่งได้ยินเมื่อครู่
"ทั้งที่ความจริงแล้ว...มันเป็นเพลงรักที่เจ็บปวดที่สุดของคนหนึ่งคนจะรู้สึกได้ต่างหากล่ะ"
ซ่า...
เสียงลมพัดเอาใบไม้ให้เสียดสีกันเกิดเป็นเสียงคล้ายการอือออตอบรับแทนคนที่ยืนอยู่
สึนะลืมตาขึ้น มองเงาร่างในความมืดอีกครั้ง หากครั้งนี้ไร้ซึ่งรอยยิ้ม
"จะไม่แสดงความเห็นหน่อยหรือไง มุคุโร่?"
เงาร่างนั้นไม่ได้ขยับในทันที
แต่นิ่งรอเหมือนหลอกล่อให้คนมองเกิดความลังเล
แต่เมื่อสิ่งที่ทอออกมาจากตาคู่สวยนั้นมีแต่ความมั่นใจเต็มเปี่ยม
ร่างนั้นจึงยอมเดินออกมาจากความมืด
จากร่างเล็กๆ ของหญิงสาว บัดนี้กลายเป็นร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่ม
ปอยผมสีน้ำเงินเข้มยาวสะบัดไหวไปตามสายลม
ใบหน้าขาวซีดพร้อมรอยยิ้มเหยียดที่ดูแคลนทุกสิ่งในโลกนี้ปรากฏขึ้นแก่สายตา
"จะให้ผมพูดอะไรล่ะครับ? ความจริง? หรือคำหลอกลวง?" มุคุโร่ถามเสียงกลั้วหัวเราะขณะเดินมาหยุดลงตรงหน้าคนที่นั่งอยู่
"สำหรับนาย จะอันไหนก็ไม่สนไม่ใช่หรือไง"
ร่างสูงหัวเราะเสียงดังขึ้น ฝ่ามือใหญ่ภายใต้ถุงมือหนังสีดำแตะเข้ากับเรือนผมยาวสีน้ำตาลที่ระตามลาดไหล่บาง
"พบเจอ...ค้นหา รื่นเริง...เจ็บปวด สับสน...มั่นใจ
รอยยิ้ม...น้ำตา" เสียงทุ้มกระซิบแผ่วให้คำตอบนั้นลอยไปตามสายลม
ก่อนมือนั้นจะแตะเอาปลายผมส่วนหนึ่งยกขึ้นจุมพิต
"ถูกไหมครับ?"
ทว่าสึนะไม่ตอบแม้ว่าตนจะเป็นฝ่ายเอ่ยถามก่อน
ไม่มีรอยยิ้มอย่างที่มักปรากฏบนใบหน้า
มีเพียงสายตาที่มองตรงเข้าไปในนัยน์ตาสองสีของคนตรงหน้า
"การรอคอยน่ะ...เจ็บปวดเสมอ"
คำพูดที่เคยพูดไว้กับมือขวาย้อนผ่านริมฝีปากคู่เดิมอีกครั้ง หากคราวนี้...ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อตัวเขาเองต่างหาก
"คนอย่างนายน่ะ...เกลียดการรอคอยใช่ไหมล่ะ?"
"ตั้งใจจะพูดอะไรหรือครับ?" มุคุโร่ตอบด้วยคำถามและรอยยิ้มที่มุมปาก
"สัญญาได้รึเปล่า? ว่าจะไม่ตายเพื่อฉัน"
คิ้วเข้มเลิกสูงเมื่อได้ยินคำถามที่ไม่คาดคิด หากสึนะยังคงพูดต่อไป
"ฉันไม่รู้หรอกนะว่านายกำลังคิดอะไรอยู่
แต่สามคนนั่น...กำลังพยายามพานายออกมา
แต่ถ้าทำแบบนั้นมันก็ไม่ต่างจากอดีตที่ผ่านมา
เพราะฉะนั้น...สัญญาได้รึเปล่า? ว่าถ้านายออกมาแล้วจะไม่ตายเพื่อฉัน
จะอยู่เพื่อตัวนายเอง เพื่อคนที่เป็นห่วงนาย"
มุคุโร่เงียบไปครู่ใหญ่ และสุดท้ายก็หัวเราะออกมา ก้มลงมองนิ้วเรียวยาวที่เริ่มหมุนเอาปอยผมในมือพันเล่นไปมา
"คุณคิดว่าผมจะรู้สึกว่าติดหนี้บุญคุณอย่างนั้นหรือครับ?"
ชายหนุ่มหยุดเล็กน้อยรอดูปฏิกิริยาของฝ่ายตรงข้าม แต่ก็เห็นเพียงความสงบและมั่นใจในแววตาเท่านั้น
"คุณนี่ยังอ่อนหัดไม่เปลี่ยนเลยนะครับ"
มุคุโร่ถอนหายใจเฮือกใหญ่
"ผมบอกแล้วว่าไม่สนวิธีการ
ขอแค่ได้ทำลายโลกที่น่ารังเกียจนี่ก็เพียงพอแล้ว การที่คุณจะคิดสั้น โง่งม
หยิบยื่นความช่วยเหลือให้หายนะนั้นมาถึงเร็วขึ้น
สำหรับผม...ถือว่าเป็นความยินดีนะครับ"
คำพูดเต็มไปด้วยความโหดร้าย เหยียดหยาม ดูถูก
ทว่าสึนะกลับยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่สวยงาม
รอยยิ้มของคนที่อยู่ในโลกที่สงบสุขซึ่งตรงข้ามกับสถานะของเจ้าตัวในขณะนี้
ไม่ว่าจะกี่ปี...รอยยิ้มนี้ก็ไม่เคยเปลี่ยน
"งั้นฉันก็โล่งใจ"
อาจเป็นเพราะคำพูด
หรือบางสิ่งบางอย่างที่สะท้อนออกมาจากนัยน์ตาคู่สวย
ทำให้คนมองรู้สึกกระตุกวาบที่หน้าอกอันเป็นตำแหน่งของหัวใจ
หัวใจที่ไม่เคยคิดว่าจะมี...
"แต่ว่านะครับ..."
กว่าจะทันรู้ตัวคำพูดก็ผ่านริมฝีปากไปเสียแล้ว
นิ้วยาวเลื่อนมาแตะเข้าที่ปลายคางของสึนะ ออกแรงเพียงเล็กน้อยก็ทำให้ใบหน้าขาวนั้นเงยขึ้นสบกับตาสองสีของตน
"ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน
ต่อให้เป็นสวรรค์ชั้นสูงสุดหรือนรกขุมที่ลึกที่สุด
คนที่จะสามารถเหยียบย่ำคุณ ทำให้คุณแปดเปื้อนได้..."
น้ำเสียงขาดหาย ร่างสูงโน้มตัวลงต่ำให้คนตรงหน้าเห็นเพียงแต่เขา
"คือผมคนเดียวเท่านั้นนะครับ...วองโกเล่"
แล้วริมฝีปากก็ประทับลงไปย้ำคำพูดว่านั่นคือความจริงที่ต่อให้ดิ้นรนแค่ไหนก็ไม่สามารถหลุดพ้นไปได้
****************************TBC....
ปล...ใครรู้แหล่งโหลดรีบอร์นแบบดิบบ้างคะ? เมื่อก่อนคุ้ยจากห้องสมุด ตอนนี้เหมือนเขาจะไม่อัพกันละ (ปวดใจ)
ปปล...บล็อกเบี้ยวอีกแล้ว กรี๊ดดดดปปปล...แปะลิงค์โหลด ED7 เจ้าค่ะ เสียงเบาไปหน่อยแต่ท่านฮิเสยก็โอเคล่ะค่ะ (อ้าว นังนี่) จิ้มสิคะ >[]</
น่าอิจฉา เอ้ย ไม่ใช่!!
(/แอบลุ้นให้ผันเป็น2769อยู่ลึกๆนะคะนี่ ฮา)
เป็นฟิคที่...โกเคะ ช่าง..
แอบปลื้มใจมี 6927>/////<
หอสมุด..เราก็ไม่เห็นปล่อยแล้วเหมือนกันอ่ะค่ะ..
พยายามหาอยู่เหมือนกัน//ซริกๆ
ขอบคุณสหรับ ED7 ค่า ป๋ามาเป็นเงา ก็เอาคร่าTwT
#1 By 「カナセキ」 : โหมตบ้าซันโฮระ on 2008-04-07 11:09