[Fic]Reborn! : How...[III]-end-
posted on 11 May 2008 22:16 by foundation
Title : How...
Fandom : Katekyo Hitman Reborn!
Pairing : 8059
Rating : PG
Warning : 7 หน้า A4 อ่านกันให้ตาหลุดไปเลย = =b
-----------------------------------------------------------
Part III : How long?
เคยสงสัยไหมว่า...
คนหนึ่งคน...จะรักใครสักคนได้นานเท่าไหร่
"ไม่ต้องการคนช่วยแน่เหรอ?"
คำถามของคนที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่นั้นเต็มไปด้วยความเป็นห่วง
ทว่าคนฟังกลับส่งยิ้มกว้างให้คล้ายคำตอบว่าไม่ต้องเป็นห่วง
"ไม่เป็นไรหรอกครับ
มือชั้นนี้แล้ว ไม่ต้องให้หมอนั่นมาช่วยหรอกครับ"
สึนะเงียบไป
โกคุเดระก็เช่นกัน
กลิ่นควันไฟ
กลิ่นดินปืน
สีส้มของไฟที่ลุกโชน
สีดำของเศษซากที่เผาไหม้
สีแดงของโลหิตที่หยาดหยด
...เขาคุ้นเคยดี...
เสียงร้องของความเจ็บปวดเพียงชั่วเสี้ยววินาทีก่อนลมหายใจจะถูกช่วงชิงนั้น
ดังต่อเนื่องมาร่วมชั่วโมงแล้ว โกคุเดระพุ่งตัวหลบเข้ามุมเสา
เหงื่อกาฬไหลรินซึมเสื้อสูทที่ขมุกขมอมและขาดวิ่น ที่ขมับที่เลือดสีแดงแห้งกรัง
คาดว่าคงได้มาจากการที่เพดานตึกถล่มลงมาเมื่อครู่ แขนซ้ายหัก ขาขวาถูกยิง
แย่กว่านี้มีอีกไหม
โกคุเดระสบถพลางใช้มือหนึ่งถอดเสื้อสูทตัวนอกออก
อีกมือก็ล้วงเอาระเบิดโยนไปยังด้านหน้าเพื่อข่มขวัญคู่ต่อสู้
ถ้าโชคดีหน่อยก็คงโดนใครเข้าสักคน ชายหนุ่มหอบหายใจหนัก
เรี่ยวแรงที่มีหมดลงตั้งแต่เมื่อสิบนาทีก่อน
ที่ฝืนมาถึงนี่ได้เรียกว่าเพราะกำลังใจล้วนๆ
หรือจริงๆ
แล้วเขาควรจะลากไอ้วัวบ้ามาด้วย?
ไม่...ถึงพามันมาก็มีแต่จะถ่วงมือถ่วงเท้าเปล่าๆ
อีกอย่างตอนนี้ก็เลยเวลานัดที่กำหนดไว้แล้วด้วย
เดี๋ยวคงมีกองหนุนมาเสริม
ที่เหลือก็แค่อยู่ให้รอดไปจนถึงตอนนั้นสินะ
ปังๆๆๆๆ
ขอบเสาที่โกคุเดระใช้กำบังตัวแตกกระจายตามแรงกระสุนที่สาดมา
ชายหนุ่มจึงเบี่ยงตัวเข้าหาเสาอีกครั้งพลางหวั่นใจว่าไอ้เสาต้นนี้มันจะใช้เป็นเกราะได้อีกนานเท่าไหร่
ถ้าหมอนั่นอยู่ด้วย...
ใบหน้าของใครบางคนผุดขึ้นมาในความคิด
ทั้งๆ ที่ตอนนี้เขาควรจะตั้งสมาธิอยู่กับสถานการณ์ที่เลวร้ายขึ้นทุกที
มีสติอยู่กับภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากเจ้านายของเขา ทั้งๆ ที่ควรเป็นเช่นนั้น...
ทำไม...ฉันถึงนึกถึงนาย?
เปรี้ยง!!
เสียงปืนครั้งนี้นั้นดังกว่าทุกนัด
ชัดเจนอยู่ในโสตประสาท โกคุเดระรู้สึกถึงแรงกระแทกตรงบริเวณหน้าอก
สัมผัสเปียกชื้นของเสื้อทำให้เขาต้องก้มลงมอง
เหงื่อ?
ทว่า...สิ่งที่เปื้อนเสื้อเชิ้ตสีขาวนั้นหาใช่เหงื่ออย่างที่คิด
แต่เป็นของเหลวสีแดงเข้มที่ไหลออกมาจากตัวเขาเอง จากวงเล็กๆ เพียงฝ่ามือก็ค่อยๆ ขยายแผ่กว้างเป็นวงใหญ่
ราวกับว่านั่นเป็นสัญญาณลั่นให้ความรู้สึกทั้งหมดกลับมาอีกครั้ง
ความเจ็บปวดรุนแรงจึงแล่นแปลบปลาบจนร่างของโกคุเดระทรุดลงนั่งพิงกับเสา
เสียงปืนยังคงดังก้องเช่นเดียวกับเสาที่ยังคงแตกหักทีละน้อย
'โกคุเดระ!'
เสียงเรียกชื่อจากคนที่ไม่น่าจะอยู่ที่นี่แทรกมาตามเสียงดังรอบตัว
ขณะที่เปลือกตาทั้งสองปิดลงเพื่อข่มความเจ็บปวด โกคุเดระคิดว่าเขาหูงฝาด
เมื่อเสียงนั้นฟังดูคุ้นเคย
เสียงของไอ้บ้านั่น...
บางทีเสียงนั่นอาจจะเป็นเสียงของกองหนุนที่เพิ่งมาถึง
ถึงจะคิดอย่างนั้น หากริมฝีปากกลับขยับเอ่ยสิ่งที่ขัดแย้งออกไป
"หนวกหูน่า.."
เสียงนั้นแผ่วเบาทว่าเต็มไปด้วยความรำคาญ โดยไม่ได้ลืมตาขึ้น "แผลแค่นี้จะโวยวายไปทำไมวะ"
'โกคุเดระ!!'
เสียงที่คุ้นเคยนั้นเรียกซ้ำอีกครั้ง
และครั้งนี้ก็ใกล้เสียจนชายหนุ่มรู้สึกว่าอีกฝ่ายอยู่ตรงหน้าเขา
ทั้งที่รู้ว่าเป็นแค่อาการหลอนจากความเจ็บปวดจากบาดแผล
แต่ตาสีมรกตนั้นก็ยังลืมขึ้นเพื่อมองหาที่ของเสียง
สิ่งที่โกคุเดระเห็นมันควรจะเป็นใบหน้าตระหนกของไอ้บ้าเบสบอล
เป็นนัยน์ตาสีดำที่มองตรงมาด้วยความเป็นห่วง
เป็นสัมผัสอบอุ่นจากมือใหญ่เข้ามาประคองให้เขายืนขึ้น
ทว่า...
...ข้างหน้านั้นคือความว่างเปล่า...
ชายหนุ่มหลับตาลงอีกครั้ง
รอยยิ้มกระตุกขึ้นให้กับความน่าสมเพชของตัวเอง
เพราะแค่คิดว่า
ถ้าหมอนั่นอยู่ที่นี่...
โกคุเดระรู้สึกถึงอุณหภูมิที่ค่อยๆ
ลดลงจากปริมาณเลือดที่ไหลออกไป สติเริ่มเลือนลาง ชั่ววินาทีนั้น...หูก็สดับถึงเสียงเรียกอีกครั้ง
ใกล้กว่า ชัดเจนกว่า
อ่อนโยนกว่าทุกครั้ง
นั่น...คงเป็นแค่อาการหูแว่วไปเหมือนก่อนหน้านี้
ถึงจะเป็นเช่นนั้นแต่สุดท้ายตาสีเขียวก็ลืมขึ้น
โกคุเดระยิ้มอีกครั้งอย่างอ่อนแรง
"ยิ้มทำซากอะไร...ไอ้บ้า"
แล้วทุกอย่างก็มืดสนิท
-----------------------------------------------------------
กว่าโกคุเดระจะตื่น
ดวงอาทิตย์ก็ทิ้งตัวไปทางตะวันตกเสียแล้ว
ดังนั้นแสงแดดจึงค่อนข้างแรงจนรู้สึกแสบตา
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังยินดีที่จะออกมานั่งอยู่กลางสวนพักผ่อนที่ร้อนจัดอยู่ดี
ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจเอนกายพิงพนักเก้าอี้รถเข็นกึ่งๆ
เบื่อหน่าย เพราะบุหรี่ของเขาถูกยึดไปตั้งแต่วันแรกที่เข้ามารักษาตัว
ตอนนี้ที่ทำได้คือหายใจ หายใจ และหายใจเท่านั้น
บอกให้ไอ้วัวบ้าเอางานมาให้ตั้งแต่เมื่อวาน
ทำไมตอนนี้ยังไม่โผล่หัวมาอีก
ร่างขาวนั้นคิดพลางขมวดคิ้วเข้าหากัน
ก่อนจะขยับตัวตั้งใจว่าจะหลบแดดที่เริ่มเปลี่ยนทิศ
แต่ผ้าพันแผลสีขาวกับบาดแผลทำให้เขาต้องชะงัก ไม่สามารถขยับตัวไปได้มากกว่านี้
เพราะหากทำเช่นนั้นปากแผลคงเปิด
เท่ากับจะออกจากโรงพยาบาลกลับไปทำงานได้ช้ายิ่งขึ้น มีแค่เรื่องนี้เท่านั้นที่โกคุเดระยอมไม่ได้
ชายหนุ่มจึงถอนหายใจอีกรอบ ยอมให้แดดเผาไปเงียบๆ
"ร้อนเหรอ?"
เสียงทุ้มนุ่มถามทักให้คนป่วยหันไปมองตาโต
"ท่านรุ่นที่สิบ!"
สึนะยิ้มเดินเข้ามาขยับรถเข็นเข้าไปยังร่มเงาของต้นไม้ใหญ่
โกคุเดระเอ่ยขอบคุณขณะที่ร่างเล็กเดินอ้อมมานั่งยังม้านั่งสีขาวข้างๆ
"เป็นยังไงบ้างวันนี้"
ถามไถ่ด้วยน้ำเสียงที่ห่วงใยจนคนฟังรู้สึกน้ำตารื้นขึ้นมา
"ดีขึ้นมากแล้วครับ"
โกคุเดระขยับยิ้มที่มุมปาก สึนะมองอาการนั้นแล้วยิ้มตอบ
ทว่าเป็นรอยยิ้มที่ปรากฏแววของความลำบากใจเพียงเสี้ยววินาทีแล้วจึงเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอ่อนโยนเช่นปกติ
ทว่าคนมองกลับก้มหน้าหลบรอยยิ้มนั้นด้วยความรู้สึกผิด
ปกติงานของวองโกเล่นั้นยุ่งยากและค่อนข้างวุ่นวาย
ไม่ว่าเขาจะพยายามช่วยตรวจทานงานแทนได้มากแค่ไหน
บนโต๊ะใหญ่ในห้องทำงานของบอสก็มักจะเต็มไปด้วยเอกสารอยู่เสมอ
และการที่เขาต้องเข้าโรงพยาบาลอย่างนี้มันไม่เท่ากับว่างานทั้งหมดจะต้องตกลงบนบ่าเล็กๆ
ของอีกฝ่ายหรือไง
"กำลังโทษตัวเองอยู่หรือเปล่าโกคุเดระคุง"
คนที่กำลังเหม่อสะดุ้งเฮือกเงยหน้าขึ้นมาสบกับนัยน์ตาสีน้ำตาล สึนะยังคงยิ้ม...ยิ้มอย่างรู้เท่าทันเพื่อนสนิทคนนี้
ไม่ว่าจะเรื่องเล็กน้อยแค่ไหน แต่ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเขาแล้ว
อีกฝ่ายจะต้องคิดมาก ร้อนรน กระตือรือร้นเสมอ
ถึงจะดีใจเพราะนั้นคือความห่วงใยแต่บางครั้งมันก็สร้างความลำบากใจให้ได้เหมือนกัน
"ขอโทษด้วยนะครับ!"
โกคุเดระเอ่ยเสียงดังก้มศีรษะลงอีกครั้ง
ที่จริงเขาอยากลงไปคุกเข่าเสียมากกว่าถ้าไม่ติดว่าตนกำลังบาดเจ็บสาหัส
และอีกฝ่ายคงไม่ยอมให้ทำอย่างนั้นแน่
"ทำไมโกคุเดระคุงถึงต้องขอโทษด้วยล่ะ?"
สึนะถาม ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาคงตกใจลุกลี้ลุกลน
แต่นิสัยแบบนั้นไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา
โกคุเดระเงียบไปพักใหญ่
ขณะที่ตัวคนฟังนั้นก็มีความอดทนมากพอที่จะนั่งรออยู่ในความเงียบกับเสียงลมพัดที่พัดผ่านใบไม้แผ่วเบา
"เพราะผมบาดเจ็บ
ท่านรุ่นที่สิบถึงต้องทำงานหนักอยู่คนเดียว" ชายหนุ่มเริ่มพูด "ถ้าตอนนั้นผมระวังให้มากกว่านี้...ที่สำคัญ
ต้องให้ท่านรุ่นที่สิบมาเยี่ยมทุกวัน ผมนี่มันสมควรตายจริงๆ ครับ!"
"โกคุเดระคุง"
คำเรียกนั้นหนักแน่น มั่นคง และกดดัน
ไม่ต่างจากตาสีน้ำตาลที่มองมาเป็นเชิงปรามกับคำพูดที่ไม่น่าพิศมัย
ให้คนพูดรู้สึกตัวเอ่ยขอโทษแผ่วเบา
"โกคุเดระคุงชอบแอปเปิ้ลไหม?"
โกคุเดระเงยหน้าพรวด
มองผลไม้สีแดงสดแววาวสลับกับใบหน้าของคนถาม แม้จะสงสัยอยู่บ้างที่จู่ๆ ก็ถูกเปลี่ยนหัวข้อ
แต่ก็ยังพยักหน้าเร็วๆ สึนะยิ้มรับ
ก้มลงหยิบเอามีดกับจานที่ขอมาลงมือปอกเปลือกสีแดง
เมื่อโกคุเดระเบนสายตากลับไปมองสวนที่อยู่ข้างหน้าต่อ รอยยิ้มนั้นจึงค่อยๆ จางไป
คนภายนอกคงไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง
โกคุเดระยังคงเป็นโกคุเดระ
เป็นมือขวาของวองโกเล่รุ่นที่สิบ เป็นผู้พิทักษ์ที่น่าเชื่อถือ
เป็นเพื่อนร่วมงานที่ฝากชีวิตได้...
ทว่าภายใจกลับเริ่มผุกร่อนไปทีละน้อย
ไม่ต่างจากสนิมที่เกาะกินเหล็กกล้า
เพียงเพราะน้ำฝนที่ไหลรินนั้นไม่ได้เหือดแห้งไปตามกาลเวลา
และต่อให้เป็นนภาเช่นเขา...ก็ไม่อาจพัดพาฝนนั้นให้หายไปได้
"ถ้ารอแรมโบ้เอางานมาให้ล่ะก็
ฉันสั่งห้ามไว้แล้วล่ะ"
ชายหนุ่มที่กำลังเหม่อมองออกไปสะดุ้งน้อยๆ
ก่อนที่นัยน์ตาสีเขียวจะหันกลับมามองคนพูดแบบงงๆ
"ครับ? เอ้อ...ทำไมล่ะครับ? ถึงผมจะบาดเจ็บแต่ถ้าแค่ตรวจงาน..."
"ไม่ได้
บอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าให้พักผ่อน จนกว่าจะหายดีห้ามนายทำงานทุกอย่างเด็ดขาด ถึงจะแค่ตรวจเอกสารก็เถอะ"
"แต่ว่า..."
"ไม่เป็นไรหรอก
งานนั้นให้แรมโบ้ทำอยู่ คนอื่นๆ เองก็กำลังพยายามอยู่เหมือนกัน
เพราะฉะนั้นนายต้องรีบหายไวๆ นะ" สึนะว่ายิ้มๆ วางแอปเปิ้ลชิ้นเล็กลงบนจาน
"ถึงจะพูดอย่างนั้นก็เถอะครับ
แต่จะให้ไว้ใจเจ้าวัวบ้านั่น ผมคงทำใจได้ยากอยู่ แต่ถ้าเป็นไอ้บ้า..."
"เอ้า...ปอกเสร็จเรียบร้อย
ทานให้เยอะๆ นะ" ร่างเล็กเอ่ยขัดขึ้นมาให้เสียงของอีกฝ่ายเงียบลง หรือบางที...คนพูดอาจจะเงียบไปก่อนที่เขาจะขัดก็เป็นได้
จากนั้นบทสนทนาก็ถูกเปลี่ยนเป็นเรื่องอื่น
อย่างเรื่องวันลาพักร้อนของโกคุเดระที่เยอะเสียจนสามารถลาได้ทั้งปี
เรื่องของพยาบาลที่ผลัดกันเข้ามาตรวจทุกๆ สิบนาทีในวันแรกที่เขารู้สึกตัว
จนต้องโวยวายออกไปขบวนพาเหรดจึงลดเหลือทุกๆ ครึ่งชั่วโมง
(โกคุเดระไม่ได้สังเกตเลยว่าพยาบาลที่มาตรวจในแต่ละวันนั้นแทบจะไม่ซ้ำหน้ากันเลย)
จนกระทั่งเสียงโทรศัพท์มือถือของผู้มาเยี่ยมดังขึ้น
"เดี๋ยวฉันต้องไปแล้วล่ะ
จะกลับเข้าไปพักในห้องเลยไหม?" สึนะมองเบอร์โทรที่โชว์อยู่บนหน้าจอแล้วเงยหน้าขึ้นถาม
โกคุเดระส่ายหน้ายิ้มๆ
"ไม่เป็นไรครับ
ผมขอสูดอากาศต่ออีกสักพักดีกว่า
หลายวันมานี้ได้แต่นั่งอยู่บนเตียงจนผมเริ่มกลัวเตียงไปแล้วล่ะครับ"
"จะดีเหรอ?
ช่วงนี้ฝนตกบ่อยนะ" สึนะเปรยถามพลางเงยหน้ามองก้อนเมฆที่เริ่มรวมตัวกัน
"พยากรณ์อากาศก็บอกว่าวันนี้ฝนจะตกด้วย"
ทว่าคนฟังยังยืนกรานขอนั่งอยู่ในสวนต่อ
โดยให้สัญญาว่าถ้าเห็นเมฆฝนตั้งเค้าเมื่อไหร่จะเรียกพยาบาลให้พากลับห้องทันที
สึนะจึงได้แต่ยิ้มกับความดื้อของมือขวาคนสนิท
ก่อนจะเดินจากไปโดยไม่ลืมสั่งกำชับอีกฝ่ายให้พักผ่อนมากๆ
เมื่อร่างเล็กนั้นลับตา
ความเงียบก็กลับมาอีกครั้ง
โกคุเดระรู้ดีว่าเขากำลังจะโกหกรุ่นที่สิบ
ฝนนั้นไม่ได้ตกบ่อย...
...แต่ฝนตกทุกวันต่างหาก
หลายวันที่เขาได้แต่นั่งๆ
นอนๆ อยู่บนเตียง สิ่งที่ทำได้ในเวลานั้นคือการมองออกไปนอกหน้าต่าง
มองหยดน้ำนับล้านที่ตกลงมา บางวันเป็นแค่การพร่างพรมให้รู้สึกสดชื่น
บางวันก็หนาเม็ดจนเสียงซ่าของมันดังติดหูแม้ว่าฝนจะหยุดไปแล้วก็ตาม
และจะได้ยินทุกครั้งที่ความเงียบคืบคลานเข้ามา
คงคล้ายกับการสะกดจิต
เพราะไม่นาน...จากการเฝ้ามองก็ไม่เพียงพออีกต่อไป
ทันทีที่ไรับอนุญาตให้ออกมาข้างนอกได้ สิ่งที่เข้ามาในหัวเป็นอย่างแรกคือ...ฝน
เขาอยากตากฝน
อยากอยู่ท่ามกลางหยดน้ำเหล่านั้น
อยากได้ยินเสียงซ่าของมันอย่างใกล้ชิด
เพราะฉะนั้นเขาถึงคิดจะโกหก
และมันคงกลายเป็นการโกหกจริงๆ
...เพียงแค่วันนี้
ฝนไม่ได้ตกลงมา...
-----------------------------------------------------------
เคยมีคนบอกไว้ว่า...
การที่เราจะรักใครสักคน
อาจใช้เวลาแค่ชั่วเสี้ยววินาที
การที่เราจะพิสูจน์ว่ารักใครมากเท่าไหร่
อาจใช้เวลาแค่ไม่กี่ปี
ทว่า...การที่เราจะลืมใครสักคน
บางครั้ง...แม้จะใช้เวลาทั้งชั่วชีวิตก็ไม่อาจลืม
ทันทีที่ดินก้อนสุดท้ายถูกฝังกลบ
ผู้คนต่างก็ขยับตัว...
บางคนพูดคุยกระซิบกระซาบ
บางคนก็ร้องไห้ออกมาอย่างไม่สนใจว่ามันจะเป็นเรื่องน่าอายหรือไม่ แต่ก็มีบางคนที่ยังคงยืนนิ่งปราศจากคำพูด
สึนะเองก็ยังคงยืนอยู่ตรงนั้น
ตรงหน้าสุด
ในตำแหน่งตรงข้ามกับป้ายหินสลักสีเข้มที่ตั้งตรงประกาศถึงความเป็นจริงอันเจ็บปวด
นัยน์ตาสีน้ำตาลมองชื่อที่จารึกลงไปบนแผ่นหินนั้นอย่างสงบนิ่ง
ไม่มีแม้ใบหน้าปวดร้าว หรือน้ำตาของความเสียใจ
หากใครได้เห็นคงคิดว่าเขาช่างใจดำนัก
ร่างในชุดดำหลายคนเดินเข้ามาเอ่ยลา
สึนะทำเพียงแค่ยิ้มน้อยๆ ให้แล้วพยักหน้า ก่อนจะขยับเดินออกมาเล็กน้อย
เพื่อเอ่ยฝากฝังเรื่องงานสองสามเรื่องให้พวกเขากลับไปจัดการล่วงหน้า
ก่อนจะหันกลับไปยังทิศทางเดิม
ทว่าในครั้งนี้สายตาของเขาไม่ได้อยู่ที่แท่นหิน
แต่เป็นเหล่าคนที่ยังคงยืนนิ่งอยู่เป็นกลุ่มสุดท้ายต่างหาก
บุรุษที่อยู่ริมสุดเป็นคนแรกที่เริ่มขยับตัว
เขาเพียงแค่พยักหน้าน้อยๆ
ให้กับอากาศเบื้องหน้าแล้วก็หมุนตัวหันกลับมาสบตากับสึนะเพียงเสี้ยววินาทีขณะที่เดินจากไป
สึนะขยับยิ้มน้อยๆ
อีกครั้ง
ยอมรับว่าถึงจะส่งบัตรไปแจ้ง
แต่ก็ไม่ได้คาดหวังว่าอีกฝ่ายจะมาร่วมงาน และการที่ยอมอยู่จนถึงงานเลิกแบบนี้...
คุณฮิบาริก็คงโศกเศร้าเหมือนกันสินะ
แล้วหนึ่งในหญิงสาวตรงหน้าก็เดินเข้ามากุมมือของคนที่เผลอก้มหน้าให้ต้องเงยขึ้นมาสบตา
โคลมไม่ได้พูดอะไรเช่นกัน
เธอเพียงแต่บีบมือเขาเบาๆ
ก่อนจะหันไปมองแผ่นหลังของคนที่ตอนนี้ยืนอยู่หน้าสุดแทนสึนะที่เดินออกมา
เคียงข้างกับเด็กชายตัวน้อยที่ยืนกุมมือมารดาเอาไว้
อีกมือหนึ่งนั้นก็จับขากางเกงของคนข้างๆ ไว้แน่น
คงอยากจะเข้าไปบีบมือปลอบเหมือนที่บีบมือเขา
แต่โคลมก็หันกลับมาและก้มศีรษะเป็นคำลาอันเงียบงัน
จู่ๆ
แรมโบ้ก็กระโดดเข้ามากอด
ซุกหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาและน้ำมูกเข้ากับสูทสีดำราคาแพงของสึนะ ร่างเล็กไม่ได้ติเตียน โวยวายหรือผลักไส้เด็กหนุ่มออกไป
แต่เขาเริ่มลูบศีรษะนั้นช้าๆ อย่างอ่อนโยน
คงไม่อยากแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น
จึงทนไม่ร้องไห้มาได้เกือบทั้งวันนี่นะ
เรียวเฮที่ยืนถัดไปไม่ไกล
ขยับเดินไปชกตรงไหล่ของบุรุษที่ยืนอยู่หน้าสุดจนร่างนั้นเซไปเล็กน้อย
นั่นคงเจ็บอยู่ไม่ใช่น้อย
สึนะคิดอยู่ในใจ
ปกติคงมีอาการโวยวายจากคู่กรณี หรืออาจจะถึงขั้นวางมวยกันสักยก แต่ร่างนั้นกลับยังคงยืนนิ่ง
ราวกับไม่รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่
รุ่นพี่ที่มักจะโวยส่งเสียงดัง
ทำตัวไม่ต่างจากพระอาทิตย์
วันนี้กลับสงบเงียบ
แม้แต่รอยยิ้มสดใสก็ไม่สามารถผลิแย้มได้
นัยน์ตาสีน้ำตาลเบือนกลับไปมองรอยสลักบนแผ่นหินอีกครั้ง
มันเป็นระเบียบและงดงาม
...แต่เป็นความงามที่ไม่มีใครต้องการ...
สึนะอยากเดินเข้าไปพูดอะไรสักอย่าง
แต่สมองกลับไม่สามารถคิดได้ว่าสิ่งที่เขาควรจะพูดนั้นคืออะไร
บางทีอาการนี้คงเกิดขึ้นกับทุกคนที่เพิ่งเดินจากไป
เพราะไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมาเลยสักคำเดียว...
ไม่มีคำปลอบโยน
ไม่มีคำพูดให้กำลังใจ
ทุกคนต่างรู้ดีว่าเวลานี้
คำพูดกลายเป็นสิ่งไร้ค่าเมื่อเทียบกับสิ่งที่พวกเขาสูญเสียไป
ไม่ว่ากี่ร้อยกี่พันคำก็ไม่สามารถแสดงความเจ็บปวดทั้งหมดออกมาได้
ความสูญเสีย...ไม่เคยมีใครปรารถนา
สุดท้ายสึนะจึงทำได้เพียงแต่เดินเข้าไปตบบ่าของร่างสูงนั้นเบาๆ
และหมุนตัวเดินมาขึ้นรถสีดำมันปลาบที่จอดรออยู่ ทันทีที่รถออกตัว
นัยน์ตาสีน้ำตาลก็เหลียวกลับไปมองอีกครั้ง
คือภาพของแผ่นหินนับร้อย
กับเงาร่างอีกสามร่างที่ตั้งตรงราวกับท่อนไม้สลัก
ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่กว่าที่หญิงสาวจะรู้สึกตัว เธอก้มลงมองลูกชายที่บีบมืองอแงหิวข้าว ริมฝีปากบางนั้นขยับยิ้มเป็นเชิงขอโทษที่ให้เด็กน้อย และยกมือที่ร้อนจัดจากการกุมมือเป็นเวลานั้นขึ้นลูบเส้นผมสีดำขลับคล้ายชมเชย ที่อุตส่าห์ยืนนิ่งไม่งอแงจนกระทั่งงานเลิก
ตาสีอ่อนเงยขึ้นมองร่างสูงที่ยืนเคียงข้าง
ใบหน้าขาวนั้นเรียบสนิทอย่างไม่สามารถอ่านความคิด ความรู้สึกได้
เธอเอ่ยพึมพำเป็นคำขอบคุณและกล่าวลา
ทว่าร่างนั้นก็ยังคงยืนนิ่งเหมือนไม่ได้ยิน เธอจึงได้แต่ยิ้มเศร้าๆ ไม่นึกโทษอะไร
เพราะหากจะมีหนทางใดที่สามารถปลุกร่างที่หลับอยู่ใต้ผืนดินเบื้องหน้าให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้งได้แม้ว่าจะต้องแลกด้วยชีวิต
ผู้ที่จะยอมทำเช่นนั้นนอกเหนือจากเธอแล้ว...
ก็คงเป็นคนๆ นี้
เมื่อเดินลงมาถึงถนนเบื้องล่าง
คิ้วบางก็ต้องเลิกสูงขึ้นอย่างแปลกใจที่เห็นรถยนต์สีดำสองคนจอดรออยู่
คันหนึ่งนั้นเธอพอจะเดาได้ว่าเป็นของชายหนุ่มที่ยังคงยืนอยู่ตรงนั้น
แต่อีกคันนี่สิ...
แล้วจู่ๆ
ประตูรถก็เปิดออกให้บุรุษในชุดสูทสีดำสนิทคุ้นตาวิ่งเข้ามาแจ้งว่า
ชายผู้เป็นทั้งหัวหน้าและเพื่อนรักของสามีสั่งให้เขาพาทั้งสองคนกลับไปยังที่พัก
ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของพวกเธอ
หญิงสาวฟังแล้วยิ้มและพยักหน้าอย่างว่าง่าย
เด็กน้อยที่เงยหน้ามองผู้ใหญ่สองคนคุยกันจึงยิ้มร่า
วิ่งไปเปิดประตูรถอย่างกระตือรือล้น ให้คนมองพากันยิ้มเอ็นดู
ก่อนที่นัยน์ตาสีอ่อนจะหันกลับไปมองข้างหลังอีกครั้ง
รอยยิ้มนั้นจึงหายไปแทนทีด้วยแววตาเจ็บปวด
เมื่อเค้าร่างของมนุษย์หนึ่งคนนั้น
ไม่ต่างอะไรกับป้ายหลุมศพอันเย็นเยียบที่อยู่ข้างกัน
YAMAMOTO TAKESHI
ตัวอักษรบนแผ่นหินนั้นสวยงาม
มันคือความตั้งใจของคนสลัก
เป็นสิ่งสุดท้ายที่พอจะทำได้ให้คนที่เหลืออยู่สามารถจดจำได้ว่า
บุคคลที่อยู่ใต้แท่นหินนี้คือใคร
เปลือกตาบางกระพริบช้าๆ
ก่อนมือที่ทิ้งอยู่ข้างตัวจะขยับขึ้นแตะศิลาสีเข้มเบื้องหน้า
ราวกับว่าการกระพริบตานั้นได้ตัดบางสิ่งบางอย่างที่เชื่อมเขากับภาพของอดีตออกจากกัน
และหวนคืนสู่ปัจจุบันอย่างรวดเร็ว
การจะลืมใครสักคน อาจต้องใช้เวลาชั่วชีวิต...
ร่างที่ยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อนอยู่หลายชั่วโมง
บัดนี้เริ่มเคลื่อนไหว
ขาทั้งสองก้าวไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้าพาร่างของโกคุเดระเข้าไปใกล้
และนั่งลงตรงเบื้องหน้า
มือที่วางอยู่ไล้สัมผัสไปทั่วผิวที่เรียบลื่นและเย็นเฉียบช้าๆ
ผ่านรอยสลักชื่อของคนๆ นั้น ราวกับต้องการให้ทุกสัมผัสตราตรึงลงบนฝ่ามือไม่มีวันลบเลือน
ทว่าสำหรับคนบางคน...
มันต้องใช้เวลามากกว่าทั้งชีวิต...เพื่อที่จะเอ่ยคำเพียงคำเดียว
"ฉันรักนาย"
~Fin~
*****************************************
Special Thx : Sadoz ที่นอกจะโดนสปอยตอนจบ(โดยที่ยังไม่ได้อ่านตอนแรก)แล้ว ยังอีดิท ช่วยกันสุมหัวคิด/แก้พล็อตในตอนนี้ให้ด้วย thx หลายเน้อออ
*****************************************
ในที่สุดมันก็จบแล้ว ฮูเร่!!!!!!!!!!!!!!
(วิ่งรอบห้อง 8059 รอบ)
หยุดก่อน!!!
ใครที่คว้าหม้อ ไห กะละมัง อีโต้ ปังตอ หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่เตรียมจะปาหัวอิเบนซ์จงสงบลงก่อน ขอให้อิเบนซ์ได้อธิบายฟิคตอนนี้นิดนึง
สำหรับตอนนี้มีใครดูออกบ้างว่า อิเบนซ์เขียนเรียงเนื้อเรื่องเป็น 3 - 2 - 1?
ใช่แล้วฮะ (คิดว่าคงมีคนงง) สำหรับ Theme ของตอนนี้คือ How long? และคำตอบของตอนนี้ก็อยู่ที่ช่วงแรกเลยล่ะ นั่นคือ....
โกเคะของทุกท่านเดี้ยงดับ จอดสนิทยังไงล่ะ
(เน้นตัวโตๆ ให้ตัวเองกลายเป็นเป้าปืนมากยิ่งขึ้น)
แต่ใครอยากจะเรียงเป็น 1 - 2 - 3 ก็ได้น้าา เพราะอย่างนั้นถึงได้พยายามเขียนให้สามารถเรียงเรื่องได้ทั้งแบบปกติ และแบบ backward เล่นเอาปวดหัวเลยเหมือนกัน
เรื่องนี้จุดที่เขียนอยากที่สุดคือท่อนสุดท้าย นั่งคิดหัวแทบแตก ทำยังไงให้มันพูดตอนสุดท้ายได้วะเนี่ย = =" สุดท้ายต้องขอให้ดอสช่วยคิด (thx อีกครั้งเน้ออ)
สุดท้ายนี่ ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ตามอ่านมาตั้งแต่ตอนแรก แม้ว่าอิเบนซ์จะอัพช้าไปบ้าง (ไม่บ้างแล้วล่ะโว้ย!)
ขอบคุณมากๆ เลยค๊าบบบ m(_ _)m
ขอ edit เพิ่มนิดนึง เหมือนจะมีคนสับสน (ก็น่าอยู่ = = )
ที่บอกว่า เรียง 3 - 2 - 1 หมายถึง เฉพาะตอนนี้นะฮะ แบ่งตามเส้นประที่ขีดคั่นในแต่ละช่วงนั่นล่ะฮะ
ไหนๆ ก็พล่ามแล้ว ขอชี้แจงยาวๆ เลยดีกว่า เพราะฟิคแต่ละเรื่องนั้น อิเบนซ์ไม่เคยเขียนเต็ม 100% เลยซักครั้ง (อย่าง Truth ก็เขียนแค่ 70-80% เท่านั้น)
อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่าสำหรับเรื่องนี้ Theme หลักจริงๆ คือ How long?
แต่ไอ้จะเขียนเรียง 1-2-3 ตรงๆ มันน่าเบื่อ บวกกับอิเบนซ์อยากลองเขียนแบบนี้มานานแล้ว อีกทั้ง point ของเรื่องนี้จะอยู่ที่คำบอกรักของโกคุที่เจ้าตัวไม่เคยพูดมาตลอดทั้งชีวิต ซึ่งมันน่าจะอยู่หลังสุด
สุดท้ายเลยตัดสินใจเขียน backward ฮะ
ถ้าจะเรียงให้ถูกต้องตาม timeline ที่วางไว้ ก็จะเป็น....
1. ยามะตาย
2. โกคุเข้าโรงพยาบาล (มี battle แต่อิเบนซ์ไม่พูดถึงนั่นเอง)
3. โกคุเดี้ยง
นั่นเอง ^^
แต่ตอน How fast? กับ How much? นั้นเขียนเรียง 1-2-3 ตามปกตินะฮะ


เบนซ์บ้า!! (ฮา)
แต่เขาชอบแบบนี้กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด จบแบบนี้เขาปลื้มมากมายฮ้า~~~ *ถือมีดอีโต้วิ่งเข้าไปหา*
เอาเหอะสุดท้ายแล้ว ... 8059 ก็ต้อง 8059 แยกกันไม่ได้ตัดกันไม่ขาด(กร๊ากกกกก)
#1 By ซัสจี้ on 2008-05-11 23:26