ทุกรูปในบล็อกนี้ห้ามทำ hotlink โดยเด็ดขาดค่ะ

[Fic] มนต์รักดอนหอยหลอด [10]

posted on 19 May 2008 23:45 by foundation

Title : มนต์รักดอนหอยหลอด [10]
Fandom : Katekyo Hitman Reborn!
Pairing : หลายคู่
Warning : AU และ อย่าคาดหวังอะไรกับฟิคเรื่องนี้มากนัก

-------------------------------------------------

 

            เสียงแสกสากดังจากที่ไกลๆ ทำให้หญิงสาวที่นั่งพิงหลังเข้ากับต้นไม้ใหญ่จำต้องเหลือบหน้าโผล่ออกมาดู หากสิ่งที่เห็นก็มีเพียงพุ่มไม้ที่สะบัดไหวไร้ซึ่งที่มา


           
คงเป็นพวกกิ้งก่า ไม่ก็ตะกวดล่ะมั้ง


           
หญิงสาวบอกกับตัวเองก่อนหันกลับมานั่งพิงต้นไม้ต่อ ก่อนจะหยิบเอากิ่งไม้ที่ถือเมื่อครู่มาเขี่ยพื้นดินเล่นใหม่


           
เปล่า...ไม่ได้นั่งทำมิวสิค เธอแค่อยากคิดอะไรนิดหน่อยเท่านั้น


           
แต่ถึงจะทำมิวสิคจริง คนสวยอย่างเธอก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งเจ้ากิ่งไม้ต๊อกต๋อยอันนี้หรอก แค่นั่งเฉยๆ รังสีนางเอกก็เฉิดฉายพอดีอยู่แล้ว


           
ทำไงดีล่ะเนี่ย...


           
จากอารมณ์เริ่ด เชิด หยิ่งเมื่อครู่ดิ่งสู่ความเฟลเต็มพิกัดอย่างรวดเร็ว จนน่าสงสัยว่าเจ้าหล่อนอาจจะอยู่ในช่วงวันนั้นของเดือน ใบหน้าหวานฉายแววของความหงุดหงิดปนลำบากใจอย่างหากได้ยาก


           
ไม่คิดว่ามันจะเข้าทางน้อง


           
หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น กับบุรุษที่พ่อน้องชายตัวดี(ตั้งใจ)ลากมาเล่นซ่อนหาด้วยกัน ตอนแรกก็นึกว่าจะเป็นเด็กหนุ่มเจ้าของรอยยิ้มกว้างที่ช่วงนี้มาช่วยเธอพายเรือขายข้าวแกง แต่พอเดินไปถึงกลับเป็นไอ้หนุ่มเจ้าของโรงสีข้าวเสียนี่


           
และทั้งๆ ที่คิดว่าถ้าได้เจอหน้ากันตรงๆ อีกครั้ง แม่จะด่าให้ลืมบ้านเลขที่ ลืมทางกลับบ้าน แต่สุดท้ายก็ได้เงียบ หมอนั่นก็ไม่ได้พูดอะไรเลยด้วยซ้ำ แม้กระทั่งตอนที่กระเบนสั่งให้ไปปิดตา ไอ้บ้านั่นดันว่าง่ายทำตามแต่โดยดี ไม่โวยวาย ไม่ด่า ไม่หยิบปืน ไม่พูดอะไรทั้งสิ้น


           
หรือไอ้กระเบนไปขอยาอะไรจากยายหม่อน?


           
ไม่ใช่หรอก...ไม่น่าเป็นไปได้ ก็ยาของยัยแก่นั่นแพงหูฉี่ยิ่งกว่าคอนโดกลางกรุงติดถนนใหญ่เสียอีก


           
แต่จะว่าไป...เล่นเข้าทางกระเบนนี่เธอไม่คิดมาก่อน จริงแล้ว...เธอคิดว่าอีกฝ่ายคงไม่มีทางมาตามง้อเสียด้วยซ้ำ


           
................................


           
กร๊อบ!


           
กิ่งไม้ที่ปักจิ้มลงกับพื้นหักกลางด้วยแรงกดของหญิงสาวที่เริ่มฟุ้งซ่าน


           
ไม่นะ!! เธอไม่ได้งอนที่ไอ้บ้านั่นหายหน้าหายตา ไม่ยอมมาง้ออยู่หลายวันหรอกนะ


           
แค่คิดว่าที่เห็นหายหัวไปแบบนั้นคงไปคว้าผู้หญิงคนใหม่เดินควงอยู่ในอำเภอทุกวันไม่ซ้ำหน้า ทุกวันที่สั่งไอ้ทากพายกลับก็ไม่ได้คาดหวังให้ใครตะโกนเรียกรั้ง ไม่เคยหวังให้ใครมาทุบประตูตะโกนขอโทษทุกเช้า


           
ไม่เคยจริงๆ! (ใครเชื่อก็ควายแล้วเจ๊)


           
หัวเงินๆ หันชะโงกออกไปมองอีกครั้ง และมันก็ยังเป็นแค่พุ่มไม้ที่สะบัดไหวไปมา ไร้วี่แววของคนที่ถูกโบ๊ยให้เป็นคนหา


           
มัวแต่ไปหาถึงไหนกัน! หรือจะหนีกลับไปแล้ว


           
คิดแล้วก็กลับมาหงุดหงิดอีกรอบ ข้าวหลามสะบัดหน้าพรืดกลับมา ทว่าแดดที่เคยส่องวิบวับลอดใบไม้กระทบเข้าตาเธอหายไปแล้ว แถมเงาที่ทาบทับลงมานั้นดูเหมือนไม่ใช่เงาไม้เหมือนเดิม ตาสีอ่อนจึงค่อยเหลือบขึ้นมองด้านบน


           
ร่างสูงใหญ่ กับใบหน้าที่คุ้นตาของคนที่เธอเพิ่งนินทาในใจไปเมื่อครู่ ยืนค้ำหัวมองลงมาด้วยนัยน์ตาดุอย่างที่เจ้าตัวชอบทำ ดูๆ แล้วเหมือนกำลังเข้าฉากสารภาพรักหวานซึ้ง ไม่ก็ฉากคืนดีที่มีซีนเซอร์วิสคนดู มันควรจะเป็นเช่นนั้น หาก...


           
ครม!!!


           
จู่ๆ เท้าเจ้าของรองเท้าไซต์สามสิบแปดก็ยกสูงถีบเข้าท้องคนที่ยืนอยู่อย่างแรง จนร่างนั้นกระเด็นกลิ้งลงไปกับพื้น ข้าวหลามลุกพรวดแล้วเริ่มก้าวจ้ำออกไปทันที


           
ทำไงดี...ทำไงดี!!


           
ใบหน้าขาวเป็นสีแดงเถือกอย่างห้ามไม่อยู่


           
หมอนั่นได้ยินรึเปล่า...ได้ยินรึเปล่านะ ไม่ๆๆ แค่คิดอยู่ในใจมันจะมาตรัสรู้ได้ยังไง แต่...


           
มันอายนี่โว้ยยย!!!


           
"ข้าวหลาม! เดี๋ยวก่อน!" เสียงทุ้มเข้มดังตะโกนเหมือนจะเป็นคำสั่ง หากน้ำเสียงนั้นกลับเหมือนการขอร้อง


           
"ไม่รอโว้ย! จะตามมาทำไม ฉันเลิกเล่นแล้วไอ้เกมบ้าๆ นี่ ไสหัวกลับไปซะ!!" หญิงสาวตะโกนเสียงดังลั่น  กลัวชาวบ้านเขาไม่รู้ว่ากำลังเล่นไล่จับกันอยู่


           
"รอก่อนสิ"


           
แน่นอนว่าขาผู้ชายย่อมยาวกว่าผู้หญิง ดังนั้นจึงไม่ยากอะไรเลยที่ไอ้ทศจะกึ่งวิ่งกึ่งเดินไล่กวดจนคว้าข้อมือเรียวเล็กนั้นไว้


           
"ปล่อย!" ข้าวหลามพยายามสะบัดมือ โดยไม่ยอมหันไปมองหน้า


           
"พี่ไม่ปล่อย"


           
"ไม่ปล่อยฉันถีบนะ!" พูดดีๆ ไม่รู้เรื่องก็ต้องขู่สำทับ แต่แค่คำขู่หรือจะทำให้คนอย่างไอ้ทศกลัวได้


           
"ก็ถีบสิ"


           
เมื่อมีคนขอมา..แม่ข้าวหลามก็จัดให้!


           
เร็วเท่าความคิด เรียวขาสวยก็ตวัดขึ้นสูงวาดโค้งเป็นวงสวยงาม เป้าหมายคือลำคอของคนที่สูงกว่า หมายมั่นปั้นมือว่ามันจะต้องให้มันหักขาแข้งขาวๆ ของเธอให้ได้! ทว่าไอ้ทศกลับรับข้อเท้าเล็กนั้นไว้ได้อย่างง่ายดาย ข้าวหลามใช้อีกมือที่ว่างตะปบผ้าถุงโดยอัตโนมัติแม้ว่าจะใส่กางเกงขาสั้นไว้อีกชั้นก็เถอะ ถึงจะรู้ว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้แต่ไอ้ท่าทางในตอนนี้มันน่าหวาดเสียวเกินไปแล้วเฟ้ย!


           
"ปล่อยนะโว้ย!" ถึงแม้จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบแต่ฝีปากของเจ้าหล่อนไม่เคยเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ทว่าหน้าคนพูดกลับเป็นสีจัดซะงั้น


           
คนที่กำลังได้เปรียบขยับยิ้มมุมปาก แม้จะติดใจอยู่กับ 'ลูกถีบ' ที่น่าจะเป็น 'ลูกเตะ' เสียมากกว่า แต่ไอ้ทศรู้ดีว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาพูดถึงเรื่องนั้น


           
"ทีนี้จะฟังพี่ได้หรือยัง?" เอ่ยถามเสียงนิ่มเสียงนุ่ม


           
หรือวันนี้อีกฝ่ายเผลอไปตักแม่น้ำหลังบ้านมานั่งจิบต่างเหล้า คำพูดคำจาถึงฟังดูน่าขนลุก


           
"อยู่ท่านี้แล้วฉันจะหนีได้ยังไงกันเล่า!" ข้าวหลามพึมพำอุบอิบเสียงเบาผิดนิสัย คนชอบแกล้งจึงยิ่งยิ้มกว้างขึ้นกับท่าทีที่ไม่ค่อยจะได้เห็น


           
"พี่รู้หมดแล้ว" ไอ้ทศพูดพลางปล่อยขาขาวให้เป็นอิสระ ทว่าคนฟังกลับสนใจอยู่กับคำพูดของเขามากเกินกว่าจะรู้ตัว คิ้วบางขมวดทั้งยกสูง เขาจึงต้องขยายความเพิ่ม


           
"เรื่องระหว่างที่ข้าวหลามไปอยู่กรุงเทพ...พี่รู้หมดแล้ว"


           
...........................................


           
ไอ้เด่น...


           
เอ็ง.......ตาย!!!


           
จะฆ่ามันยังไงดี? แขวนคอแล้วจัดฉากให้เป็นการฆ่าตัวตายเพราะความเครียดดีไหม? ไม่ๆ ไอ้บ้านั่นไม่มีทางเครียดจนแขวนคอตายได้แน่ๆ ยิ่งถ้าบ้านมันสืบขึ้นมา เรื่องต้องแดงแน่ๆ ไม่ดีๆ...เอาเป็นดักทุบหัวกลางทางดีกว่า ได้ข่าวว่ามันชอบมาป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆ วัด ถึงจะเสี่ยงไปหน่อยแต่ก็น่าจะได้ผลกว่าวิธีแรก จากนั้นค่อยปาดคอมันทิ้ง เลาะเนื้อมาทำแกงลูกชิ้นวันพรุ่งนี้ ส่วนกระดูกก็ฝังมันไว้ในสวน อ๊ะ! ไม่สิ...เอาไปถ่วงน้ำดีกว่า จริงสิ ต้องเผาให้เหลือแต่เถ้าก่อน เหลือกระดูกเท่าไหร่ก็ค่อยเอาไปฝังดีกว่า แบบนี้ไม่ต้องเปลืองแรงขุดมากด้วย


           
ระหว่างที่หญิงสาวกำลังคร่ำเคร่งกับความคิดโหดร้ายไม่สมหน้าตา ไอ้ทศก็ถือโอกาสปล่อยมือแล้วรวบเอาร่างบางนั้นเข้ามากอดไว้โดยที่อีกฝ่ายไม่ทันรู้ตัว


           
"พี่ขอโทษ"


           
"หา?!"


           
ความคิดประทุษร้ายทั้งหมดชะงักลง พร้อมๆ กับที่หญิงสาวสะบัดหน้ากลับมาอ้าปากค้าง ลืมหมดว่าอะไรคือมารยาทที่สุภาพสตรีพึงมี


           
"...พี่บอกว่าพี่ขอโทษ" ไอ้ทศเริ่มอึกอัก ก็คนแทบจะไม่เคยขอโทษใคร จู่ๆ จะให้มาพูดซ้ำๆ ก็รู้สึกกระดากปากยังไงไม่รู้


           
"ขออีกทีได้ไหม? แต่รอเดี๋ยวนะ ขอไปหยิบ mp3 มาอัดเก็บไว้ก่อน"


           
ว่าแล้วก็เตรียมปลีกตัววิ่งกลับเข้าบ้านอย่างที่ปากว่า หากไม่ติดตรงมือแกร่งที่คว้าข้อมือไว้เสียก่อน ไอ้ทศออกแรงดึงเพียงเล็กน้อย ร่างบางนั้นก็ปลิวเข้าสู่อ้อมอกของตนอย่างง่ายดาย


           
"เพิ่งรู้ว่าข้าวหลามหูไม่ค่อยดี...งั้นจากนี้พี่จะพูดใกล้ๆ ให้ได้ยินชัดๆ ดีไหม?" คำถามนั้นกระซิบแผ่วเบาที่ริมหู ลมหายใจอุ่นร้อนรดลงมาพัดเอาผมบางส่วนปลิวเคลียแก้มขาว หญิงสาวย่นคอลงเพราะรู้สึกจั๊กกะจี๋และขนลุกซู่ในเวลาเดียวกัน


           
"ใกล้เกินไปแล้ว! อย่ามาฉวยโอกาสกับข้าวหลามนะ" ข้าวหลามโต้กลับ ยกมือดันอกกว้างให้ออกห่างแต่ไม่เป็นผลเมื่อใบหน้าคมเข้มนั้นยังคงคลอเคลียอยู่ไม่ห่าง


           
"ใครฉวยโอกาส? พี่แค่กลัวข้าวหลามจะได้ยินไม่ชัด แล้วเข้าใจผิดงอนพี่ไปอีกเท่านั้นเอง" ไม่พูดเปล่า ริมฝีปากที่ประดับรอยยิ้มก็ขโมยกลิ่นหอมจากพวงแก้มขาวไปเสียฟอดใหญ่ชนิดไม่สนใจว่ามันจะขัดกับคำพูดคำจาตัวเองซักนิด


           
"นะ...นี่พี่!!..!!" ข้าวหลามที่ตกใจไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเล่นมุขหน้าด้านกันแบบหน้าด้านๆ ได้แต่อ้าปากค้าง มือก็แตะตรงแก้มที่ถูกสัมผัส


           
"พี่ก็กำลังง้อข้าวหลามอยู่ไง" ชายหนุ่มว่าพลางขยับยิ้มกว้างอย่างสนุก นึกอยากลองแกล้งคนในอ้อมแขนเพื่อดูปฏิกิริยาน่ารักๆ แบบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ทว่าฝ่ายหญิงสาวนั้นไม่ได้รู้สึกสนุกตามไปด้วย มีแต่จะยิ่งตกใจ ยิ่งช็อก มาดดุเข้มที่เธอเคยเห็นอยู่หลายปีมันหายไปไหนหมด แล้วไอ้ท่าทางกรุ้มกริ่มแบบนี้ คนตรงหน้าไปเรียนมาจากไหน


           
พี่ทศเปลี๊ยนไป๋!!


           
"เรื่องคราวนี้พี่ขอโทษที่ทำรุนแรงกับข้าวหลาม" น้ำเสียงหยอกล้อเมื่อครู่เปลี่ยนกลับมาเป็นนุ่มนวล จนคนฟังตั้งตัวไม่ติด วงแขนแกร่งละออกเพื่อให้ชายหนุ่มกุมมือบางทั้งสองขึ้นจูบแผ่วเบาตรงข้อมือ


           
"ยังเจ็บอยู่รึเปล่า?" ร่างสูงถามด้วยแววตาเป็นห่วง ขณะที่ข้าวหลามเริ่มตั้งตัวได้ ฤทธิ์ปากหมาก็กลับมาสำแดงอีกหน


           
"ไม่รอให้ข้าวหลามตายก่อน แล้วค่อยเคาะโลงถามล่ะ"


           
ถ้าเป็นคนปกติคงถึงกับเซ็ง อุตส่าห์สร้างบรรยากาศมาตั้งนาน มาพังเอาตอนเสียงหวานๆ หลุดออกมาจากปากเจ้าหล่อนนี่ล่ะ แต่ก็นะ...ใดๆ ในโลกนี้ล้วนมีข้อยกเว้น เช่นเดียวกับที่ละครแม้จะน้ำเน่าแต่ก็ยังมีคนดู ดังนั้นจึงไม่ต่างอะไรกับการที่แม้แม่ข้าวหลามจะเลี้ยงสุนัขเป็นฝูงไว้ในปากแต่ไอ้ทศก็ยังรักอยู่ดี(ไม่เกี่ยวละ) กิริยานี้สำหรับชายหนุ่มจึงกลายเป็นการแสดงความเขินอายของหญิงสาวไปเสียอย่างนั้น


           
"แล้วก็ไม่ต้องมาขอโทษด้วย! ตอนทำล่ะไม่รู้จักคิด ทำตัวเป็นเด็กอมมือไปได้" ข้าวหลามต่อว่าอีก ทว่าอาการดิ้นรนขัดขืนนั้นหายไปเสียแล้ว


           
"ก็ตอนนั้นมันหึง" ไอ้ทศยอมรับตรงๆ แบบหน้าด้านๆ คนที่อายจึงกลายเป็นคนเอ่ยปากต่อว่าเสียอย่างนั้น "แต่พี่สัญญานะ ว่าจะไม่ทำตัวแบบนั้นอีกแล้ว จะถาม จะฟังข้าวหลามก่อน"


           
"ไม่เชื่อและไม่ให้อภัย!" แม่ค้าคนสวยสวนกลับแทบจะทันที ไอ้ทศถึงกับสะอึก นี่คะแนนความน่าเชื่อถือของเขาตกฮวบลงขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่ได้! ต้องรีบทำคะแนนคืน


           
"งั้นทำยังไงข้าวหลามถึงจะเชื่อ ถึงจะให้อภัย"


           
ตาสีอ่อนปรายสบตาสีแดงเพียงครู่หนึ่ง ก่อนกลีบปากบางจะแสยะยิ้มชั่วร้ายให้คนมองสะดุ้งเฮือก


           
"ต้องช่วยข้าวหลามเชือดไอ้เด่นก่อนถึงจะให้อภัย"


           
ไอ้ทศอึ้ง และคราวนี้ก็อึ้งนานเสียด้วย ด้วยเงื่อนไขนั้นเสี่ยงคุกเสี่ยงตารางเหลือเกิน(ไม่ใช่แค่เสี่ยงโว้ย แต่คุกเลยล่ะ) เขาควรจะเอ่ยปากห้ามสินะ อย่างแรกเพราะมันผิดกฎหมาย อย่างที่สองเขาไม่ต้องการให้คนที่เขารักต้องกลายเป็นฆาตกรอำมหิต เพราะมันไม่เข้ากับหน้าสวยๆ ของข้าวหลามเลย(?) ยิ่งเขาโดนเพ่งเล็งจากกำนันเอี้ยงอยู่ด้วย การไปยุ่งเกี่ยวกับไอ้ปลัดหน้าอ่อนนั่นย่อมไม่ใช่เรื่องดี แถมถ้าเรื่องแดงขึ้นมา ตำแหน่งกำนันในอนาคตคงต้องดับไปด้วย ไม่ว่ามองมุมไหนก็ไม่ควรตกลงรับเงื่อนไขทั้งนั้น


           
...........................................


           
...........................................


           
"เอาสิ ถ้าข้าวหลามต้องการอย่างนั้น"


           
ปราศจากคำห้ามปราม ปราศจากคำท้วง แม่(ทูนหัว)ว่ายังไง ไอ้ทศก็ว่าตามกัน เพราะเมื่อคิดไปคิดมา ถ้าจัดการวางแผนดีๆ ก็คงพรางคดีได้ไม่ยาก ไม่ว่าจะอิทธิพลหรือเงิน เขาก็มีให้ใช้ทั้งนั้น และถ้าไม่อยากให้ข้าวหลามเป็นฆาตกร งั้นตนเป็นคนลงมือก็ได้ ไม่เห็นจะยากอะไรแถมจะได้ไม่ต้องมานั่งกังวลว่าจะตายจริงหรือเปล่า เพราะที่จริงแล้วเขาก็แอบสงสัยว่าแขนเล็กๆ อย่างนั้นจะใช้วิธีไหนเชือดผู้ชายอก...หนึ่งศอกอย่างไอ้ปลัดหน้าอ่อนได้ ถ้าจัดการดีๆ ก็ไม่มีใครรู้ เมื่อไม่มีใครรู้ก็ไม่มีอะไรเสียหาย


           
ที่เหลือก็แค่เตรียมคนและวางแผนเท่านั้น


           
สิ้นความคิดนัยน์ตาคู่คมก็ตวัดมองสบกับนัยน์ตาคู่หวานที่วาววับด้วยความคิดชั่วร้ายไม่แพ้กัน ก่อนที่เสียงหัวเราะหึๆ จะค่อยๆ ผ่านริมฝีปากของคนทั้งคู่สอดประสานกันเป็นเสียงเดียว เสียงนกเสียงแมลงที่ดังอยู่เมื่อครู่พร้อมใจกันเงียบกริบ เปิดทางให้เสียงหัวเราะสร้างความสยดสยองและวังเวงให้กับป่ารอบข้าง หากใครมาเห็นคงคิดว่าตนได้หลุดเข้าไปอยู่ในหนังชัคกี้ แค้นฝังหุ่นภาค 4 เป็นแน่

 

------------------------------------------------

 

            ภาพตัดมา ที่ตลาด...อีกแล้ว


           
กล้องตัวแรกแพนเก็บภาพมุมกว้าง เห็นสภาพความเป็นไปของตลาดขนาดเล็กแต่สะอาดเรียบร้อย สินค้าบนแผงหน้าร้านที่ต่อจากไม้ไผ่เป็นส่วนใหญ่เริ่มบางตา เนื่องจากเป็นเวลาเย็นใกล้ค่ำ แม่บ้านแม่เรือนส่วนใหญ่ซื้อกับข้าวกลับไปประกอบอาหารมื้อเย็นให้ครอบครัว ส่วนบรรดาพ่อค้าแม่ขายก็กำลังเก็บแผงเตรียมจะไปจัดการงานในครัวเรือนของตนบ้าง ทุกมือกำลังวุ่นวาย ทุกสายตากำลังจับจ้องกับการทำงานของตนเพื่อแข่งกับแสงตะวันที่กำลังจะลับขอบฟ้า จนเมื่อไอ้ทากปรากฏตัวขึ้น เสียงตอบรับ(?)จึงดูจะเบาบางกว่าที่เคย


           
กล้องตัวที่สองซูมจับใบหน้าของเด็กหนุ่มผมดำตาดำแต่ไม่ใส่แว่น ที่กำลังยืนเกาหัวแกรกๆ ตามความเคยชินมากกว่าจะเพราะมีเหาเห็บหรือรังแค ดวงตาที่เจ้าตัวมั่นใจนักหนาว่าเฉียบคมกว่าเด็กรุ่นเดียวกันคนอื่นๆ ในตำบลกวาดมองสภาพตลาดอย่างว้าวุ่นใจ


           
ไม่นึกเลยว่า พอไม่มีดอกไม้ไฟของไอ้โตวางอยู่ แผงขนมของแม่อุราจะหายากขนาดนี้...


           
ถ้าไม่ใช่เพราะป้ายร้านขนาดใหญ่พอๆ กับบิลบอร์ดบนทางด่วนในกรุงเทพที่เคยเห็นในละครหลังข่าว บวกกับสีสันสุดก๊าวใจนั่นแล้ว เขาอาจจะเดินผ่านไปโดยไม่รู้ตัวให้แม่อุราด่าเล่นก็เป็นได้


           
จริงๆ แล้วเขาก็ไม่เคยสังเกตไอ้ป้ายสยองขวัญนั่นหรอก เพราะมาตลาดทีไรก็มีไอ้โตช่วยนำทาง หรือไม่งั้นก็มีหนูนามาช่วยกำกับ ไม่เคยต้องมาเดินคนเดียวเลยสักครั้ง ปลาที่พ่อเขาใช้ทำซูชิที่ร้านก็จับกันเอง ข้าวก็ซื้อตรงจากนาพ่อกำนัลผ่านตาโค่ยายมิ้น ไข่รึก็เก็บจากใต้ถุนบ้าน นานๆ ทีถึงจะไปแอบเก็บจากไก่ในวัด(แกกลัวตายไม่เป็นสินะไอ้ทาก) เด็กหนุ่มจึงแทบไม่เคยมีธุระอะไรต้องเข้ามาในตลาด นอกจากมาหาเพื่อนเท่านั้น


           
วันนี้ก็เหมือนกัน ทีแรกเขาตั้งใจจะเอาซูชิที่ขายเหลือไปฝากพี่ข้าวหลามสักหน่อย เห็นเคยเปรยๆ ว่ากระเบนชอบกิน แต่พอไปถึงบ้านกลับไม่มีใครอยู่ ครั้นจะวางของกินทิ้งไว้ก็กลัวจะกลายเป็นลาภปากไอ้เข้ม เลยตัดสินใจเอามาบริจาคเป็นข้าวเย็นให้เพื่อนรักอย่างไอ้โตแทน


           
ได้ข่าวว่าพี่ระเบียงไปขลุกอยู่บ้านยายบ่อนหลายวันแล้วยังไม่กลับ ป่านนี้ไอ้โตคงกินขนมแม่อุราจนเลี่ยนแล้วล่ะมั้ง...


           
คิดพลางคลี่รอยยิ้มกว้างจนแม่ค้าสาวๆ(และไม่สาว)แถวนั้นแทบกรี๊ดสลบ ก่อนสาวเท้าเข้าหาแผงไม้ไผ่ใต้ป้ายร้านสีชมพูสด หากวันนี้กลับไม่พบใบหน้าหวานๆ ของแม่ค้าเจ้าประจำ แต่เป็นหน้าบูดๆ เหมือนปลาบู่แช่ฟอร์มาลีนของเด็กหนุ่มเจ้าของแผงดอกไม้ไฟ(ที่ไม่เคยตั้งแผงเอง...ฝากชาวบ้านขายตลอด)แทน


           
"อ้าว ไอ้โต! เป็นไงมาไงวันนี้นั่งเฝ้าแผงให้อุราได้ล่ะเนี่ย?"


           
ทักทายตามความเคยชิน แม้ภาพตรงหน้านั้นจะเป็นสิ่งที่หาดูได้ยากยิ่ง ใครๆ ก็รู้ว่าไอ้โตเกลียดการนั่งขายของรับหน้าลูกค้าแค่ไหน จะขายของได้สักชิ้นโดยไม่แหกปากขู่ฆ่าผู้ซื้อสักห้ารอบเก้าตลบก่อนนี่ไม่มี


           
หรือว่านี่จะเป็นสาเหตุ ที่วันนี้ขนมหวานบนแผงดูจะเหลือเยอะกว่าที่เคย?


           
"จะยืนตรงนั้นไปถึงไหน บังหน้าร้านคนจะค้าจะขาย อยากเคารพธงชาติไปยืนหน้าเสาธงโรงเรียนโน่น!"


           
เสียงด่าแทนคำทักทายทำเอาไอ้ทากยิ้มหน้าม้าน...


           
สงสัยต้องบอกอุราให้เพลาๆ มือเวลาทำขนมหน่อย คงใส่น้ำตาลมากไปไอ้โตถึงดุอย่างนี้


           
คิดพลางเหลือบมองสภาพเพื่อนรักที่นั่งชันเข่าอยู่หลังแผง ทีแรกก็นึกว่าไอ้โตนึกสนุกหาสร้อยคอแปลกๆ มาสวมนำแฟชั่นในตำบล แต่ไอ้สร้อยเส้นนั้นมันแลคล้ายๆ ปลอกคอที่โคมฉายซื้อมาใส่ให้ไอ้เข้มเมื่อสัปดาห์ก่อนชอบกลอยู่...


           
มองไล่ไปเรื่อยๆ ก็เห็นสายโซ่ล่ามจากคอไอ้โตลงไปถึงขาไม้ไผ่ตั้งแผง


           
ไอ้ทากอาจจะไม่ฉลาด แต่ก็ไม่โง่จนตีความไม่ออก...


           
หวังว่าอุราคงจะไม่ลืมพาไอ้โตไปฉีดยานะ ถึงจะใกล้หมดหน้าร้อนแล้วแต่พิษสุนัขบ้าก็ยังระบาดได้อยู่... (แต่ไอ้โตเพื่อนเอ็งมันเป็นคนนะ...)


           
ไอ้ทากเพิ่งรู้ตัวว่าใช้เวลาตีความมากไปหน่อยเมื่อเสียงด่าจากคนบนแผงลอยมาเข้าหูอีกครั้ง


           
"มองอะไรของแก ถ้าจะมองหาเจ๊ข้าวหลามก็ไปท้ายตลาดโน่น"


           
ได้ยินแล้วอดยิ้มตอบไม่ได้ ทำเป็นไม่สนใจเสียงโวยวายของไอ้โตแล้วจัดแจงพาตัวเองขึ้นไปนั่งขัดสมาธิบนแผงไม้ไผ่ โดยระดับมุมปากยังไม่ตกลงจากเดิมเลยแม้แต่องศาเดียว


           
"วันนี้ขายดีไหม?"


           
...


           
ไม่น่าแปลกที่คำตอบที่ได้รับมีแต่ถ้อยคำร้องทุกข์จากบรรดาขนมหวานเบื้องหน้าราวกับเป็นเขาเป็นท่านเปาบุ้นจิ้น ฟักทองแกงบวดในหม้อตั้งไฟคงแหกปากบอกเขาว่ากะทิก้นหม้อไหม้ไปแล้วตั้งแต่เที่ยง เพราะไอ้คนเฝ้าแผงไม่ยอมเอาทัพพีกวน ทองหยิบทองหยอดและขนมตระกูลทองทั้งหลายคงอยากอุทธรณ์ว่า ส่องประกายอร่ามกันแต่เช้าก็ยังไม่มีคนมาแล เพราะไอ้บ้าหัวเงินนี่ดันทำหน้ายักษ์ใส่จนลูกค้าลูกขายเผ่นหนีกันแทบไม่ทัน ส่วนหน้านวลคงอยากไปแจ้งทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็นหน้าแตกยับ ซ้ำขอย้ายสำมะโนครัวตั้งแต่มือดอกไม้ไฟประจำตำบลลุกมาอาละวาดตอนเที่ยงๆ เพราะหมอสมานแกเดินผ่านแผง


           
แต่บังเอิญว่าคนหน้าหล่อๆ อย่างไอ้ทากไม่มีวันถูกมองเป็นท่านเปาฯหน้าดำ ที่สำคัญไอ้พวกที่ตีฆ้องร้องทุกข์กันอยู่นั่นมันก็เป็นแค่ขนม ดังนั้นเสียงตอบรับเดียวที่ไอ้ทากได้ยินจึงเป็นความเงียบ


           
"ไอ้โต..."


           
คำเรียกเบาๆที่อีกฝ่ายทำท่าไม่สนใจ ไอ้ทากจึงตัดสินใจพูดต่อแบบไม่รอคำขานรับ


           
"เอ็งโกรธอะไรข้าเรอะ"


           
ฉึก!


           
บรรยากาศรอบแผงกลายเป็นดินแดนลับแลในบัดดล ไอ้โตเพิ่งรู้วันนี้เองว่านอกจากเสียงจะกลายเป็นของแข็งได้แล้ว มันยังจิ้มคนตายได้ด้วย


           
นี่สินะที่เรียกว่า แทงข้างหลังทะลุถึงหัวใจ (จะบ้าเรอะ!!!) เอ้ย แทงใจดำ


           
"ใครจะไปโกรธเอ็งให้เปลืองอารมณ์!"


           
ว่าแล้วขยับหันหลังให้คู่สนทนาในบัดดล ปล่อยไอ้ทากนั่งมองหน้างงๆ แบบตามสถานการณ์ไม่ทัน


           
แต่ว่า...ไอ้ท่าทางกอดอกนั่งหันหลังแบบนี้ มันเหมือนเวลาไอ้หง่าวที่เขาเคยเลี้ยงตอนเด็กๆ งอนไม่มีผิด


           
"หรือว่าโกรธที่ข้าไม่ชวนเอ็งไปช่วยพี่ข้าวหลามพายเรือ... เอ็งก็รู้ว่าเรือพี่เขามันแคบ ขึ้นลงไปพายหลายๆ คนก็ไม่มีที่วางหม้อแกงกันพอดี..."


           
เดาซะไอ้โตอยากจะถีบส่งคนพูดให้ไปฝากตัวเป็นศิษย์วิชามั่วสุ่มศึกษาของแม่อุรา จะว่ามันโง่หรือมองโลกในแง่ดีเกินไป? แต่อย่างน้อยๆก็เกือบเดาถูกแล้วล่ะน่า เสียแต่ว่าเรื่องนั้นมันไม่ใช่ประเด็น(โว้ย)


           
ไอ้โตเริ่มหงุดหงิด แรกๆ ไอ้กระเบนที่ร้อยวันพันปีไม่เคยคุยกันได้จบประโยคโดยเลือดไม่ออกปากมาชวนเล่น เขาไม่ได้อยากจะเล่นกับมันนักหรอกนะ แต่ไหนๆ ตอนนั้นไอ้ทากก็ไปพายเรือป้อสาวไม่เห็นหัวเห็นหางเขาแล้ว ไอ้จะไปเล่นกับคนอื่นบ้างก็ไม่เห็นผิด


           
แต่ตอนนี้กระเบนมันหายหัวไปไหนก็ไม่ทราบพระบิดามัน เขาเลยไม่ได้ออกไปไหน แถมยังโดนแม่อุราจับล่ามกับแผงอีก


           
ถ้าไอ้ทากไม่ไปพายเรือจีบสาวแต่แรก เขาก็คงไม่ว่างเล่นกับกระเบน แล้ววันนี้ก็ไม่ต้องมัวนั่งรอไอ้ผีปากฉีกนั่นจนต้องเฝ้าแผง...


           
ความผิดมันคนเดียว...แล้วยังมาทำนั่งลอยหน้าลอยตาไม่รู้เรื่องอีก


           
หงุดหงิดว้อย!!!


           
"ตกลงว่าโกรธเพราะข้าไปยุ่งกับพี่ข้าวหลามใช่ไหม?"


           
...เอ็งเลี้ยงกุมารทองรึเปล่าน่ะไอ้ทาก...


           
ถูกมองออกแบบโต้งๆ ตรงๆ แบบนี้ ไอ้โตถึงกับหน้าขึ้นสี แต่ด้วยศักดิ์ศรีของลูกผู้ชายใจนักเลงที่ดี ใครมันจะไปยอมรับกันง่ายๆ


           
"ไม่ใช่โว้ย!! ข้าแค่หงุดหงิดที่ยัยอุราฝากเฝ้าแผงแล้วหายไปตั้งแต่เช้ายันเย็นเลยต่างหากเล่า ปวดฉี่จะตายอยู่แล้ว..."


           
เสียงโวยขาดกลางประโยค เมื่อคู่สนทนายิ้มร่าพลางคว้าสายโซ่เส้นเล็กที่พันธนาการตนขึ้นมา ไอ้โตถึงกับหน้าซีด เหงื่อกาฬผุดขึ้นตามหน้าผาก


           
เขาไม่ได้กลัวไอ้ทาก จะกลัวทำไม เป็นเพื่อนวิ่งเล่นไล่ตีหัวกันมาตั้งแต่เล็ก เห็นหน้ากันแทบทุกวันจนหลับตาก็ภาพลอยมาหลอน...


           
ไอ้ที่เขากลัวน่ะ คือปังตอในมือมันต่างหาก...


           
ดูขนาดกับรูปร่างแล้ว คงเอาไว้ชำแหละปลาทำซูชิสินะ


           
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น!


           
นี่ไอ้ทากคงไม่คิดจะฆ่าเขาหั่นศพชำแหละทิ้งลงแม่น้ำเป็นแกล้มน้ำพริกยายละมุดหรอกนะ


           
หรือว่า เจ๊ข้าวหลามจะคิดสูตรข้าวแกงเนื้อคนแล้วบัญชาให้ไอ้ทากมันมาล่าเหยื่อไปถวาย


           
อย่านะโว้ยไอ้ทาก!!!! ข้าเป็นเพื่อนเอ็งนะ!! ข้าตายแล้วใครจะต่อยกับเอ็ง อีกอย่างนี่มันกลางตลาด ถ้าริอาจจะทำฆาตกรรมอำพราง อย่างน้อยๆก็ลากไปฆ่าในป่าก็ได้นี่


           
กับอีแค่เรื่องแบบนี้ ช่วยฉลาดสักครั้งเถอะ!!! (ตกลงเอ็งเข้าข้างใครวะเนี่ยไอ้โต)


           
ฉับ!


           
ระหว่างที่ไอ้โตกำลังคิดพล็อตนิยายชิงรักหักสวาทฆาตกรรมอำพรางสืบสวนตรวจภายในอยู่นั้น ปังตอในมือไอ้ทากก็ฟันฉับลงที่โซ่เส้นบาง เส้นเหล็กเล็กๆ ขาดออกจากกันแบบไม่ต้องลุ้น จากนั้นไอ้หนุ่มลูกชายร้านซูชิก็ถือโอกาสนี้คว้าแขนไอ้โตวิ่งออกจากตลาดทันที โดยไม่สนใจสายตาสอดรู้สอดเห็นของแม่ค้าพ่อขายแผงข้างเคียง


           
และแน่นอนว่า การกระทำทั้งหมด ไม่ได้เล็ดรอดหลุดพ้นสายตาคู่ที่แอบ(ถ้ำ)มองมาตั้งแต่ต้นเลยแม้แต่น้อย


           
เด็กสาวผมหางม้ายกมือขึ้นกำหมัดแล้วแทงศอกลงข้างตัวอย่างสมใจ ไม่เสียดายกำไรที่หดหายไปในวันนี้เลยแม้แต่น้อย เพราะนอกจากจะได้ไปเก็บข่าวจากบ้านเจ้าของโรงสีประจำตำบลแล้ว ยังกลับมาทันเห็นฉากสวีท(?)ของคู่โปรดประจำปีอีกต่างหาก


           
โซ่ที่ขาดไปจะยกหนี้ให้ก็ได้ ขอแค่ไอ้โตกับไอ้ทากมาล้างจานให้เธอสักสัปดาห์ จะได้เห็นฉากเด็ดๆ เพิ่มขึ้นอีกหน่อย...


           
คิดแล้วอุราปลื้ม...

 

------------------------------------------------

 

            แต่ไอ้โต....ไม่ปลื้ม


           
นี่ไอ้ทากมันลากเขาเข้าป่ามาทำพระแสงดาบญี่ปุ่นอะไร? หรือว่ามันเกิดฉลาดกระทันหันคิดจะเปลี่ยนโลเคชั่นประกอบอาชญากรรม จะว่าไปไอ้ป่าละเมาะริมหมู่บ้านนี่ก็ทึบใช่ย่อย สงสัยอานิสงจากทฤษฎีเกษตรแบบอิงธรรมชาติของไอ้คุณชายนั่นจะได้ผลมากไป จนเขาเริ่มไม่แน่ใจว่าที่ยืนอยู่นี่มันป่าโปร่งภาคอีสานหรือป่าดงดิบแอมะซอนกันแน่


           
คิดแล้วเหลือบมองไอ้คนที่กึ่งจูงกึ่งลากเขามาลึกเข้าไปเรื่อยๆ (ดีที่มันแค่จับแขน ไม่ได้จูงโซ่ ไม่งั้นไอ้โตคงกัดแก้มันเขี้ยวไปสักสอง-สามแผลแล้ว)


           
"นี่เอ็งกะจะเดินทะลุไปตำบลข้างๆ เลยรึไง" ไอ้ทากได้ยินก็หยุดเดิน แล้วก็หันกลับมาหัวเราะแหะๆ "โทษทีๆ พอดีคิดอะไรเพลินๆ"


           
"คิดถึงพี่ข้าวหลามก็ไปหาที่บ้านซะเซ่"


           
ยิ่งอีกฝ่ายประชดประชันมากเท่าไหร่ คนฟังก็ยิ่งยิ้ม ยิ่งหัวเราะมากขึ้น ไอ้คนพูดก็ยิ่งหงุดหงิดเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าชนิดไม่ต้องทาสีแดงติดเขาเพิ่ม (มุขกันดั้มใครไม่เก็ทก็ขออภัย)


           
"สรุปว่าเอ็งโกรธอะไรข้ากันแน่หือ ไอ้โต" ร่างสูงยังคงถามด้วยรอยยิ้ม น้ำเสียงยังคงร่าเริงจนน่าหมั่นไส้แต่มือที่จับข้อมือไอ้โตไว้นั้นบีบกระชับแน่นขึ้นให้รู้ว่าอีกฝ่ายเริ่มไม่สบอารมณ์


           
"ก็บอกว่าไม่ได้โกรธ! ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องรึไง"


           
ไม่รู้มันเป็นธรรมเนียมหรืออย่างไรที่จำเลยจะต้องปากแข็งไปเรื่อยๆ จนกว่าหลักฐานชิ้นสุดท้ายจะปรากฏออกมา ทว่าคดีนี้มันไม่มีหลักฐาน ไม่มีโจทก์ ไม่มีคนแจ้งความ


           
จะมีก็แต่เจ้าพนักงานกับจำเลยที่เล่นสงครามประสาทอยู่กลางป่าเท่านั้น


           
"วันนี้...ไม่ไปเล่นกับไอ้กระเบนเหรอ?"


           
ฉึก!!


           
คำถามง่ายๆ ชิวๆ เหมือนคำถามจำพวก "วันนี้อากาศดีนะ" หรือ "วันนี้ทานข้าวหรือยัง" แม้แต่น้ำเสียงก็ยังฟังดูสบายๆ รอยยิ้มสดใสก็ยังระบายอยู่บนใบหน้าคนพูด ทว่าทำไมไอ้โตกลับรู้สึกถึงเงาดำๆ แบบโปร่งใส(?)ลอยทะมึนอยู่ด้านหลังไอ้ทากเสียแทน


           
ที่สำคัญ...มันเพราะอะไรกัน...


           
ไอ้ความรู้สึกผิดนี่มันอะไรกัน!


           
ทั้งๆ ที่คนผิดน่ะมันคือไอ้ทากแท้ๆ แต่ทำไม...ทำไม.......


           
ทำไมมันรู้สึกเหมือนภรรยามีชู้แล้วถูกจับได้เลยฟะ!!! (อ่าวแล้วไม่ใช่เรอะ?)


           
"แล้ว..." ไอ้ทากเอ่ยขึ้นอีกครั้งให้จำเลยสะดุ้งเฮือก แค่คำถามเดียวกลับถูกต้อนเสียจนมุม ไอ้โตเงยขึ้นมองรอยยิ้มกว้างพร้อมไอทะมึนสีดำโปร่งใสด้านหลัง


           
"ยังโกรธอยู่อีกไหม?"


           
ไม่โกร๊ธธธธ ไม่ได้โกรธเคือง หรืองอนใครเลยจริงๆ นะ


           
นั่นคือเสียงร่ำร้องอยู่ในใจของไอ้โตขณะขยับปากพึมพำคำตอบเบาๆ

 
            "หะ...หายโกรธ.....ก็ได้"


           
หากดูท่าเจ้าพนักงานรูปหล่อจะจงใจอ่านสีหน้าซีดๆ ของจำเลย(รัก...) ผิดไป มือใหญ่จึงถือวิสาสะยกขึ้นแตะที่หน้าผาก


           
"สีหน้าดูไม่ดี เอ็งไม่สบายเหรอไอ้โต?"


           
แม้จะยิ้มแต่ไอทมิฬด้านหลังมันยังไม่ยอมจางไป ไอ้โตลืมตัวปัดมือนั้นทิ้ง จิตใต้สำนึกมันร่ำๆ จะสั่งให้เขาสวดแผ่เมตตาควบชินบัญชร แถมบทยะฐากรวดน้ำให้อีกสามรอบ แต่ขืนสวดไปจริงเขาคงได้กลายเป็นผีรอรับส่วนบุญคาป่าแน่


           
หัวสมองไอคิวสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานรัฐบาลไทยก็ดันไม่ยอมทำงานเอาซะอย่างนั้น คนฉลาดๆ อย่างไอ้โตเลยได้แต่พึ่งข้ออ้างแรกที่ผุดขึ้นมาในหัว


           
"ข้าไปฉี่ก่อนนะ"

 


************************************TBC...

 

 

ตามสัญญาที่ใครหลายคนรอคอย(?)

ตอนนี้ถือว่าจบภาค ไอ้ทศ&ข้าวหลาม แล้วนะฮะ

ว่าแล้วก็แปะรูป

Free Image Hosting at www.ImageShack.us By Fiar 

อยากเห็นรูปใหญ่ๆ ก็จิ้มที่รูปสิจ๊ะ >[]< 

รูปนี้ได้จากเฟียร์ตั้งแต่เดือนมกราคม ตอนแรกก็ว่าจะอัพเลย แต่พอคุยกับดอสแล้วจึงตัดสินใจเอามาลงหลังจบภาพ ไอ้ทศข้าวหลามดีกว่า =w="

***ดอกบัว = รัก เคารพ และบูชา***

 

หลังจากที่ได้คุยพล็อตกันจริงๆ จังๆ อิเบนซ์กับดอสก็ได้ข้อสรุปว่า...

มนต์รักดอนหอยหลอด จะมีทั้งหมด 2 ภาค

ภาคแรกมีทั้งหมด 25 ตอน ส่วนภาคสองยังไม่ได้คุยกันเป็นเรื่องเป็นราวเลย (เอาภาคแรกให้จบก่อนเถอะโยม)

และ side story ที่อาจจะเขียนก็ได้ หรือไม่เขียนก็ได้ ตามอารมณ์ของกระดาษหนึ่งแผ่น และแมวหนึ่งตัว = ="

ยังไงซะก็ตั้งใจกันไว้ว่า ปีนี้จะทำให้จบภาคแรกให้ได้

 

และจากนี้ไปจะเข้าสู่ช่วง _ตื้ด_จีบ_ตื้ด_ จากนั้นจะเป็นช่วง _ตื้ด_จีบ_ตื้ด_ แล้วจึงจบภาคแนะนำตัวละคร  (จงเติมคำลงในช่องว่าง กร๊ากกกกก) และเข้าสู่ภาค 2 ที่(คิดว่าน่าจะ)เป็นพล็อตหลักของเรื่องนี้(มั้ง)

 

เอาเป็นว่าช่วยถึกอ่านกันหน่อยก็แล้วกันนะค๊าบบบบบ >[]</

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เด่นกุออกแต่ชื่อ....
แถวยังจะโดนผัวเมียคู่นั้นฆ่าอีก

เบนซ์ แกใจดำ =v=

(เดี๋ยวมาเมนท์ใหม่)

#1 By A.A the wolf on 2008-05-20 06:49

รับแซ่บครับพี่ แล้วจะพยายามถึกอ่านให้จบเด้อ~
ว่าแต่ อย่าลืมเตือนพี่ดอส เรื่องโปรเจคแผ่นดินไหวด้วยนะงับ

#2 By [Joey]I'm the tutor home Reborn on 2008-05-20 10:07

ในที่สุด มันก็ถึงตอนที่สิบแล้วครับ!!


พี่เบนซ์ผมรักน้องข้าวหลามมมมมมมมมมมมม
>< ตามมาเม้นให้ คร้า >< ติดตามอ่านชัวคร้า><

ข้าวหลามจ๋า .< เลิฟๆ
ชะตากรรมของปลัดเด่นล่ะคะท่าน กร๊าซซซซซซซซ
..
ไอ้ทากไอ้โตบันซายยยยยยยยยยยยยยยยยยย
โตโต้จังน่าร๊ากกกกกกเชียว
(/แทคกับแม่อุรา กู๊ดจ๊อบบบบบบบบ)
รออ่านต่อนะคะcry
กะรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด
พี่ทศหวานน้ำตาลขึ้น ... ส่วนน้องหลามก็โฉดได้ใจ

แต่ !!!

ไอ้ทาก ไอ้โต สุดยอด !!! ไม่ไหวแล้ว .. me/สครีมก้อง
ไอ้ทากเล่นบทไล่ต้อนอย่างงี้ไอ้โตถึงกับจนมุมเชียวเรอะ
ว่าแต่ชอบที่บรรยายไอ้โตนั่งชันเข่าทำหน้าปลาบู่มาก คิดภาพออกเลย

อยากอ่านตอนที่แม่อุราทำโทษให้ล้างจานทั้งคู่จริงหนอ อยากอ่านจังหนา
(โดนเฉดหัวออกจากบล็อค)

#6 By kuma90* on 2008-05-20 23:50

โฮรกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
อ่านจบไปตั้งแต่วันก่อน แต่เมนต์ไม่ได้เพราะคีย์บอร์ดเจ้ากรรม!!T[]T กลับมาอีกรอบค่า~!!!

ตอนนี้หวานซึ้งแบบไม่อายน้ำตาลที่ราคาหน้าโรงงานกำลังขึ้นพรวดๆๆๆอยู่ทีเดียว!!(เกี่ยว?)
ตอนนี่แม่ข้าวหลามคนงาม กำลังคำวางแผนเจื๋อนพ่อปลัดเด่นอะ ฮาโครตต 555+ แต่ละวิธีมันช่าง!!=[]=""
-------
สิ้นความคิดนัยน์ตาคู่คมก็ตวัดมองสบกับนัยน์ตาคู่หวานที่วาววับด้วยความคิดชั่วร้ายไม่แพ้กัน ก่อนที่เสียงหัวเราะหึๆ จะค่อยๆ ผ่านริมฝีปากของคนทั้งคู่สอดประสานกันเป็นเสียง
-----------
^
ทะ...ทำไมอ่านตรงนี้แล้วจิ้นไปถึงเคโรโระได้นะ!!
นึกภาพ... พ่อทศกับข้าวหลามคนงามหัวเราะ "เคโระๆๆๆๆๆๆ" =[]="" ม่ายยยยย!!!
/พี่เบนซ์ตรบแว่นหลุด


ตอนนี้คุ้มจริงๆ นอกจากXSแล้วยังมี8059อีกกกกกก กรี๊ดดดดดดดดด
แม่อุราอย่างฮาเลยค่า 5555555555555

จะเอาตอน11 จะเอาตอน11 จะเอาตอน11
จะเอาตอน11 จะเอาตอน11 จะเอาตอน11 จะเอาตอน11
......
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
/โดนเตะไปไกล8,059กิโลเมตร





#7 By K@De_alchemist on 2008-05-23 00:53

อ๊าคคค อารมณืเดียวกับพี่เกดเลยครับ แบบว่าอ่านจบนานแล้วเพิ่งได้เม้นครับ โอกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
มันยอดมากครับพี่เบนซ์

พี่ทศโคตรน่ารักเลยครับ อ๊าคคคคคคคคคคคคคคค พี่ทศศศศศศศศ
น้องหลามซึนเดเระน่ารักสุดๆครับ > 3<!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

คุณชายเด่นน่าสงสารมากครับ **หัวเราะ

มี 8059 ด้วย!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

ผมรอ D18 นะครับ รักพี่เบนซ์ 339 ช.ม.ใจ

ตื้ดจีบตื้ด........ ไม่อาจเดาได้แต่อยากให้เป็น "ปลัดเด่น จีบ ไอ้เขี้ยว จากนั้นจะเป็นช่วง คุณชายมุก จีบ น้องหนูนา" อะครับ เคะๆๆๆๆๆ
มุคุโคลมเซ่=[]=!!!!!6996เซ่=[]=!!!!!

/me โดนถีบ

#9 By minicorn@Maki,Cloud,Vivi,Alisa on 2008-05-25 00:22