[Fic] มนต์รักดอนหอยหลอด [10]
posted on 19 May 2008 23:45 by foundation
Title : มนต์รักดอนหอยหลอด [10]
Fandom : Katekyo Hitman Reborn!
Pairing : หลายคู่
Warning : AU และ อย่าคาดหวังอะไรกับฟิคเรื่องนี้มากนัก
-------------------------------------------------
เสียงแสกสากดังจากที่ไกลๆ ทำให้หญิงสาวที่นั่งพิงหลังเข้ากับต้นไม้ใหญ่จำต้องเหลือบหน้าโผล่ออกมาดู หากสิ่งที่เห็นก็มีเพียงพุ่มไม้ที่สะบัดไหวไร้ซึ่งที่มา
คงเป็นพวกกิ้งก่า
ไม่ก็ตะกวดล่ะมั้ง
หญิงสาวบอกกับตัวเองก่อนหันกลับมานั่งพิงต้นไม้ต่อ
ก่อนจะหยิบเอากิ่งไม้ที่ถือเมื่อครู่มาเขี่ยพื้นดินเล่นใหม่
เปล่า...ไม่ได้นั่งทำมิวสิค
เธอแค่อยากคิดอะไรนิดหน่อยเท่านั้น
แต่ถึงจะทำมิวสิคจริง
คนสวยอย่างเธอก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งเจ้ากิ่งไม้ต๊อกต๋อยอันนี้หรอก แค่นั่งเฉยๆ
รังสีนางเอกก็เฉิดฉายพอดีอยู่แล้ว
ทำไงดีล่ะเนี่ย...
จากอารมณ์เริ่ด เชิด
หยิ่งเมื่อครู่ดิ่งสู่ความเฟลเต็มพิกัดอย่างรวดเร็ว จนน่าสงสัยว่าเจ้าหล่อนอาจจะอยู่ในช่วงวันนั้นของเดือน
ใบหน้าหวานฉายแววของความหงุดหงิดปนลำบากใจอย่างหากได้ยาก
ไม่คิดว่ามันจะเข้าทางน้อง
หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น
กับบุรุษที่พ่อน้องชายตัวดี(ตั้งใจ)ลากมาเล่นซ่อนหาด้วยกัน
ตอนแรกก็นึกว่าจะเป็นเด็กหนุ่มเจ้าของรอยยิ้มกว้างที่ช่วงนี้มาช่วยเธอพายเรือขายข้าวแกง
แต่พอเดินไปถึงกลับเป็นไอ้หนุ่มเจ้าของโรงสีข้าวเสียนี่
และทั้งๆ
ที่คิดว่าถ้าได้เจอหน้ากันตรงๆ อีกครั้ง แม่จะด่าให้ลืมบ้านเลขที่ ลืมทางกลับบ้าน
แต่สุดท้ายก็ได้เงียบ หมอนั่นก็ไม่ได้พูดอะไรเลยด้วยซ้ำ
แม้กระทั่งตอนที่กระเบนสั่งให้ไปปิดตา ไอ้บ้านั่นดันว่าง่ายทำตามแต่โดยดี
ไม่โวยวาย ไม่ด่า ไม่หยิบปืน ไม่พูดอะไรทั้งสิ้น
หรือไอ้กระเบนไปขอยาอะไรจากยายหม่อน?
ไม่ใช่หรอก...ไม่น่าเป็นไปได้
ก็ยาของยัยแก่นั่นแพงหูฉี่ยิ่งกว่าคอนโดกลางกรุงติดถนนใหญ่เสียอีก
แต่จะว่าไป...เล่นเข้าทางกระเบนนี่เธอไม่คิดมาก่อน
จริงแล้ว...เธอคิดว่าอีกฝ่ายคงไม่มีทางมาตามง้อเสียด้วยซ้ำ
................................
กร๊อบ!
กิ่งไม้ที่ปักจิ้มลงกับพื้นหักกลางด้วยแรงกดของหญิงสาวที่เริ่มฟุ้งซ่าน
ไม่นะ!! เธอไม่ได้งอนที่ไอ้บ้านั่นหายหน้าหายตา
ไม่ยอมมาง้ออยู่หลายวันหรอกนะ
แค่คิดว่าที่เห็นหายหัวไปแบบนั้นคงไปคว้าผู้หญิงคนใหม่เดินควงอยู่ในอำเภอทุกวันไม่ซ้ำหน้า
ทุกวันที่สั่งไอ้ทากพายกลับก็ไม่ได้คาดหวังให้ใครตะโกนเรียกรั้ง
ไม่เคยหวังให้ใครมาทุบประตูตะโกนขอโทษทุกเช้า
ไม่เคยจริงๆ! (ใครเชื่อก็ควายแล้วเจ๊)
หัวเงินๆ
หันชะโงกออกไปมองอีกครั้ง และมันก็ยังเป็นแค่พุ่มไม้ที่สะบัดไหวไปมา
ไร้วี่แววของคนที่ถูกโบ๊ยให้เป็นคนหา
มัวแต่ไปหาถึงไหนกัน! หรือจะหนีกลับไปแล้ว
คิดแล้วก็กลับมาหงุดหงิดอีกรอบ
ข้าวหลามสะบัดหน้าพรืดกลับมา
ทว่าแดดที่เคยส่องวิบวับลอดใบไม้กระทบเข้าตาเธอหายไปแล้ว
แถมเงาที่ทาบทับลงมานั้นดูเหมือนไม่ใช่เงาไม้เหมือนเดิม
ตาสีอ่อนจึงค่อยเหลือบขึ้นมองด้านบน
ร่างสูงใหญ่
กับใบหน้าที่คุ้นตาของคนที่เธอเพิ่งนินทาในใจไปเมื่อครู่
ยืนค้ำหัวมองลงมาด้วยนัยน์ตาดุอย่างที่เจ้าตัวชอบทำ ดูๆ
แล้วเหมือนกำลังเข้าฉากสารภาพรักหวานซึ้ง ไม่ก็ฉากคืนดีที่มีซีนเซอร์วิสคนดู
มันควรจะเป็นเช่นนั้น หาก...
โครม!!!
จู่ๆ
เท้าเจ้าของรองเท้าไซต์สามสิบแปดก็ยกสูงถีบเข้าท้องคนที่ยืนอยู่อย่างแรง
จนร่างนั้นกระเด็นกลิ้งลงไปกับพื้น ข้าวหลามลุกพรวดแล้วเริ่มก้าวจ้ำออกไปทันที
ทำไงดี...ทำไงดี!!
ใบหน้าขาวเป็นสีแดงเถือกอย่างห้ามไม่อยู่
หมอนั่นได้ยินรึเปล่า...ได้ยินรึเปล่านะ
ไม่ๆๆ แค่คิดอยู่ในใจมันจะมาตรัสรู้ได้ยังไง แต่...
มันอายนี่โว้ยยย!!!
"ข้าวหลาม! เดี๋ยวก่อน!"
เสียงทุ้มเข้มดังตะโกนเหมือนจะเป็นคำสั่ง หากน้ำเสียงนั้นกลับเหมือนการขอร้อง
"ไม่รอโว้ย! จะตามมาทำไม
ฉันเลิกเล่นแล้วไอ้เกมบ้าๆ นี่ ไสหัวกลับไปซะ!!" หญิงสาวตะโกนเสียงดังลั่น กลัวชาวบ้านเขาไม่รู้ว่ากำลังเล่นไล่จับกันอยู่
"รอก่อนสิ"
แน่นอนว่าขาผู้ชายย่อมยาวกว่าผู้หญิง
ดังนั้นจึงไม่ยากอะไรเลยที่ไอ้ทศจะกึ่งวิ่งกึ่งเดินไล่กวดจนคว้าข้อมือเรียวเล็กนั้นไว้
"ปล่อย!" ข้าวหลามพยายามสะบัดมือ
โดยไม่ยอมหันไปมองหน้า
"พี่ไม่ปล่อย"
"ไม่ปล่อยฉันถีบนะ!"
พูดดีๆ ไม่รู้เรื่องก็ต้องขู่สำทับ แต่แค่คำขู่หรือจะทำให้คนอย่างไอ้ทศกลัวได้
"ก็ถีบสิ"
เมื่อมีคนขอมา..แม่ข้าวหลามก็จัดให้!
เร็วเท่าความคิด เรียวขาสวยก็ตวัดขึ้นสูงวาดโค้งเป็นวงสวยงาม
เป้าหมายคือลำคอของคนที่สูงกว่า หมายมั่นปั้นมือว่ามันจะต้องให้มันหักขาแข้งขาวๆ
ของเธอให้ได้! ทว่าไอ้ทศกลับรับข้อเท้าเล็กนั้นไว้ได้อย่างง่ายดาย
ข้าวหลามใช้อีกมือที่ว่างตะปบผ้าถุงโดยอัตโนมัติแม้ว่าจะใส่กางเกงขาสั้นไว้อีกชั้นก็เถอะ
ถึงจะรู้ว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้แต่ไอ้ท่าทางในตอนนี้มันน่าหวาดเสียวเกินไปแล้วเฟ้ย!
"ปล่อยนะโว้ย!"
ถึงแม้จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบแต่ฝีปากของเจ้าหล่อนไม่เคยเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
ทว่าหน้าคนพูดกลับเป็นสีจัดซะงั้น
คนที่กำลังได้เปรียบขยับยิ้มมุมปาก
แม้จะติดใจอยู่กับ 'ลูกถีบ' ที่น่าจะเป็น
'ลูกเตะ' เสียมากกว่า
แต่ไอ้ทศรู้ดีว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาพูดถึงเรื่องนั้น
"ทีนี้จะฟังพี่ได้หรือยัง?"
เอ่ยถามเสียงนิ่มเสียงนุ่ม
หรือวันนี้อีกฝ่ายเผลอไปตักแม่น้ำหลังบ้านมานั่งจิบต่างเหล้า
คำพูดคำจาถึงฟังดูน่าขนลุก
"อยู่ท่านี้แล้วฉันจะหนีได้ยังไงกันเล่า!"
ข้าวหลามพึมพำอุบอิบเสียงเบาผิดนิสัย
คนชอบแกล้งจึงยิ่งยิ้มกว้างขึ้นกับท่าทีที่ไม่ค่อยจะได้เห็น
"พี่รู้หมดแล้ว"
ไอ้ทศพูดพลางปล่อยขาขาวให้เป็นอิสระ
ทว่าคนฟังกลับสนใจอยู่กับคำพูดของเขามากเกินกว่าจะรู้ตัว คิ้วบางขมวดทั้งยกสูง เขาจึงต้องขยายความเพิ่ม
"เรื่องระหว่างที่ข้าวหลามไปอยู่กรุงเทพ...พี่รู้หมดแล้ว"
...........................................
ไอ้เด่น...
เอ็ง.......ตาย!!!
จะฆ่ามันยังไงดี?
แขวนคอแล้วจัดฉากให้เป็นการฆ่าตัวตายเพราะความเครียดดีไหม? ไม่ๆ ไอ้บ้านั่นไม่มีทางเครียดจนแขวนคอตายได้แน่ๆ ยิ่งถ้าบ้านมันสืบขึ้นมา
เรื่องต้องแดงแน่ๆ ไม่ดีๆ...เอาเป็นดักทุบหัวกลางทางดีกว่า
ได้ข่าวว่ามันชอบมาป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆ วัด ถึงจะเสี่ยงไปหน่อยแต่ก็น่าจะได้ผลกว่าวิธีแรก
จากนั้นค่อยปาดคอมันทิ้ง เลาะเนื้อมาทำแกงลูกชิ้นวันพรุ่งนี้ ส่วนกระดูกก็ฝังมันไว้ในสวน
อ๊ะ! ไม่สิ...เอาไปถ่วงน้ำดีกว่า จริงสิ ต้องเผาให้เหลือแต่เถ้าก่อน
เหลือกระดูกเท่าไหร่ก็ค่อยเอาไปฝังดีกว่า แบบนี้ไม่ต้องเปลืองแรงขุดมากด้วย
ระหว่างที่หญิงสาวกำลังคร่ำเคร่งกับความคิดโหดร้ายไม่สมหน้าตา
ไอ้ทศก็ถือโอกาสปล่อยมือแล้วรวบเอาร่างบางนั้นเข้ามากอดไว้โดยที่อีกฝ่ายไม่ทันรู้ตัว
"พี่ขอโทษ"
"หา?!"
ความคิดประทุษร้ายทั้งหมดชะงักลง
พร้อมๆ กับที่หญิงสาวสะบัดหน้ากลับมาอ้าปากค้าง
ลืมหมดว่าอะไรคือมารยาทที่สุภาพสตรีพึงมี
"...พี่บอกว่าพี่ขอโทษ"
ไอ้ทศเริ่มอึกอัก ก็คนแทบจะไม่เคยขอโทษใคร จู่ๆ จะให้มาพูดซ้ำๆ
ก็รู้สึกกระดากปากยังไงไม่รู้
"ขออีกทีได้ไหม?
แต่รอเดี๋ยวนะ ขอไปหยิบ mp3 มาอัดเก็บไว้ก่อน"
ว่าแล้วก็เตรียมปลีกตัววิ่งกลับเข้าบ้านอย่างที่ปากว่า
หากไม่ติดตรงมือแกร่งที่คว้าข้อมือไว้เสียก่อน ไอ้ทศออกแรงดึงเพียงเล็กน้อย
ร่างบางนั้นก็ปลิวเข้าสู่อ้อมอกของตนอย่างง่ายดาย
"เพิ่งรู้ว่าข้าวหลามหูไม่ค่อยดี...งั้นจากนี้พี่จะพูดใกล้ๆ
ให้ได้ยินชัดๆ ดีไหม?" คำถามนั้นกระซิบแผ่วเบาที่ริมหู
ลมหายใจอุ่นร้อนรดลงมาพัดเอาผมบางส่วนปลิวเคลียแก้มขาว
หญิงสาวย่นคอลงเพราะรู้สึกจั๊กกะจี๋และขนลุกซู่ในเวลาเดียวกัน
"ใกล้เกินไปแล้ว! อย่ามาฉวยโอกาสกับข้าวหลามนะ"
ข้าวหลามโต้กลับ
ยกมือดันอกกว้างให้ออกห่างแต่ไม่เป็นผลเมื่อใบหน้าคมเข้มนั้นยังคงคลอเคลียอยู่ไม่ห่าง
"ใครฉวยโอกาส?
พี่แค่กลัวข้าวหลามจะได้ยินไม่ชัด
แล้วเข้าใจผิดงอนพี่ไปอีกเท่านั้นเอง" ไม่พูดเปล่า
ริมฝีปากที่ประดับรอยยิ้มก็ขโมยกลิ่นหอมจากพวงแก้มขาวไปเสียฟอดใหญ่ชนิดไม่สนใจว่ามันจะขัดกับคำพูดคำจาตัวเองซักนิด
"นะ...นี่พี่!!..!!"
ข้าวหลามที่ตกใจไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเล่นมุขหน้าด้านกันแบบหน้าด้านๆ
ได้แต่อ้าปากค้าง มือก็แตะตรงแก้มที่ถูกสัมผัส
"พี่ก็กำลังง้อข้าวหลามอยู่ไง"
ชายหนุ่มว่าพลางขยับยิ้มกว้างอย่างสนุก
นึกอยากลองแกล้งคนในอ้อมแขนเพื่อดูปฏิกิริยาน่ารักๆ แบบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
ทว่าฝ่ายหญิงสาวนั้นไม่ได้รู้สึกสนุกตามไปด้วย มีแต่จะยิ่งตกใจ ยิ่งช็อก
มาดดุเข้มที่เธอเคยเห็นอยู่หลายปีมันหายไปไหนหมด แล้วไอ้ท่าทางกรุ้มกริ่มแบบนี้
คนตรงหน้าไปเรียนมาจากไหน
พี่ทศเปลี๊ยนไป๋!!
"เรื่องคราวนี้พี่ขอโทษที่ทำรุนแรงกับข้าวหลาม"
น้ำเสียงหยอกล้อเมื่อครู่เปลี่ยนกลับมาเป็นนุ่มนวล จนคนฟังตั้งตัวไม่ติด
วงแขนแกร่งละออกเพื่อให้ชายหนุ่มกุมมือบางทั้งสองขึ้นจูบแผ่วเบาตรงข้อมือ
"ยังเจ็บอยู่รึเปล่า?"
ร่างสูงถามด้วยแววตาเป็นห่วง ขณะที่ข้าวหลามเริ่มตั้งตัวได้
ฤทธิ์ปากหมาก็กลับมาสำแดงอีกหน
"ไม่รอให้ข้าวหลามตายก่อน
แล้วค่อยเคาะโลงถามล่ะ"
ถ้าเป็นคนปกติคงถึงกับเซ็ง
อุตส่าห์สร้างบรรยากาศมาตั้งนาน มาพังเอาตอนเสียงหวานๆ
หลุดออกมาจากปากเจ้าหล่อนนี่ล่ะ แต่ก็นะ...ใดๆ ในโลกนี้ล้วนมีข้อยกเว้น
เช่นเดียวกับที่ละครแม้จะน้ำเน่าแต่ก็ยังมีคนดู
ดังนั้นจึงไม่ต่างอะไรกับการที่แม้แม่ข้าวหลามจะเลี้ยงสุนัขเป็นฝูงไว้ในปากแต่ไอ้ทศก็ยังรักอยู่ดี(ไม่เกี่ยวละ)
กิริยานี้สำหรับชายหนุ่มจึงกลายเป็นการแสดงความเขินอายของหญิงสาวไปเสียอย่างนั้น
"แล้วก็ไม่ต้องมาขอโทษด้วย!
ตอนทำล่ะไม่รู้จักคิด ทำตัวเป็นเด็กอมมือไปได้" ข้าวหลามต่อว่าอีก
ทว่าอาการดิ้นรนขัดขืนนั้นหายไปเสียแล้ว
"ก็ตอนนั้นมันหึง"
ไอ้ทศยอมรับตรงๆ แบบหน้าด้านๆ คนที่อายจึงกลายเป็นคนเอ่ยปากต่อว่าเสียอย่างนั้น "แต่พี่สัญญานะ
ว่าจะไม่ทำตัวแบบนั้นอีกแล้ว จะถาม จะฟังข้าวหลามก่อน"
"ไม่เชื่อและไม่ให้อภัย!"
แม่ค้าคนสวยสวนกลับแทบจะทันที ไอ้ทศถึงกับสะอึก นี่คะแนนความน่าเชื่อถือของเขาตกฮวบลงขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่
ไม่ได้! ต้องรีบทำคะแนนคืน
"งั้นทำยังไงข้าวหลามถึงจะเชื่อ
ถึงจะให้อภัย"
ตาสีอ่อนปรายสบตาสีแดงเพียงครู่หนึ่ง
ก่อนกลีบปากบางจะแสยะยิ้มชั่วร้ายให้คนมองสะดุ้งเฮือก
"ต้องช่วยข้าวหลามเชือดไอ้เด่นก่อนถึงจะให้อภัย"
ไอ้ทศอึ้ง และคราวนี้ก็อึ้งนานเสียด้วย
ด้วยเงื่อนไขนั้นเสี่ยงคุกเสี่ยงตารางเหลือเกิน(ไม่ใช่แค่เสี่ยงโว้ย แต่คุกเลยล่ะ)
เขาควรจะเอ่ยปากห้ามสินะ อย่างแรกเพราะมันผิดกฎหมาย
อย่างที่สองเขาไม่ต้องการให้คนที่เขารักต้องกลายเป็นฆาตกรอำมหิต
เพราะมันไม่เข้ากับหน้าสวยๆ ของข้าวหลามเลย(?) ยิ่งเขาโดนเพ่งเล็งจากกำนันเอี้ยงอยู่ด้วย
การไปยุ่งเกี่ยวกับไอ้ปลัดหน้าอ่อนนั่นย่อมไม่ใช่เรื่องดี แถมถ้าเรื่องแดงขึ้นมา
ตำแหน่งกำนันในอนาคตคงต้องดับไปด้วย
ไม่ว่ามองมุมไหนก็ไม่ควรตกลงรับเงื่อนไขทั้งนั้น
...........................................
...........................................
"เอาสิ
ถ้าข้าวหลามต้องการอย่างนั้น"
ปราศจากคำห้ามปราม
ปราศจากคำท้วง แม่(ทูนหัว)ว่ายังไง ไอ้ทศก็ว่าตามกัน เพราะเมื่อคิดไปคิดมา
ถ้าจัดการวางแผนดีๆ ก็คงพรางคดีได้ไม่ยาก ไม่ว่าจะอิทธิพลหรือเงิน
เขาก็มีให้ใช้ทั้งนั้น และถ้าไม่อยากให้ข้าวหลามเป็นฆาตกร งั้นตนเป็นคนลงมือก็ได้
ไม่เห็นจะยากอะไรแถมจะได้ไม่ต้องมานั่งกังวลว่าจะตายจริงหรือเปล่า
เพราะที่จริงแล้วเขาก็แอบสงสัยว่าแขนเล็กๆ อย่างนั้นจะใช้วิธีไหนเชือดผู้ชายอก...หนึ่งศอกอย่างไอ้ปลัดหน้าอ่อนได้
ถ้าจัดการดีๆ ก็ไม่มีใครรู้ เมื่อไม่มีใครรู้ก็ไม่มีอะไรเสียหาย
ที่เหลือก็แค่เตรียมคนและวางแผนเท่านั้น
สิ้นความคิดนัยน์ตาคู่คมก็ตวัดมองสบกับนัยน์ตาคู่หวานที่วาววับด้วยความคิดชั่วร้ายไม่แพ้กัน
ก่อนที่เสียงหัวเราะหึๆ จะค่อยๆ
ผ่านริมฝีปากของคนทั้งคู่สอดประสานกันเป็นเสียงเดียว เสียงนกเสียงแมลงที่ดังอยู่เมื่อครู่พร้อมใจกันเงียบกริบ
เปิดทางให้เสียงหัวเราะสร้างความสยดสยองและวังเวงให้กับป่ารอบข้าง
หากใครมาเห็นคงคิดว่าตนได้หลุดเข้าไปอยู่ในหนังชัคกี้ แค้นฝังหุ่นภาค 4 เป็นแน่
------------------------------------------------
ภาพตัดมา ที่ตลาด...อีกแล้ว
กล้องตัวแรกแพนเก็บภาพมุมกว้าง
เห็นสภาพความเป็นไปของตลาดขนาดเล็กแต่สะอาดเรียบร้อย
สินค้าบนแผงหน้าร้านที่ต่อจากไม้ไผ่เป็นส่วนใหญ่เริ่มบางตา
เนื่องจากเป็นเวลาเย็นใกล้ค่ำ
แม่บ้านแม่เรือนส่วนใหญ่ซื้อกับข้าวกลับไปประกอบอาหารมื้อเย็นให้ครอบครัว
ส่วนบรรดาพ่อค้าแม่ขายก็กำลังเก็บแผงเตรียมจะไปจัดการงานในครัวเรือนของตนบ้าง
ทุกมือกำลังวุ่นวาย
ทุกสายตากำลังจับจ้องกับการทำงานของตนเพื่อแข่งกับแสงตะวันที่กำลังจะลับขอบฟ้า
จนเมื่อไอ้ทากปรากฏตัวขึ้น เสียงตอบรับ(?)จึงดูจะเบาบางกว่าที่เคย
กล้องตัวที่สองซูมจับใบหน้าของเด็กหนุ่มผมดำตาดำแต่ไม่ใส่แว่น
ที่กำลังยืนเกาหัวแกรกๆ ตามความเคยชินมากกว่าจะเพราะมีเหาเห็บหรือรังแค
ดวงตาที่เจ้าตัวมั่นใจนักหนาว่าเฉียบคมกว่าเด็กรุ่นเดียวกันคนอื่นๆ
ในตำบลกวาดมองสภาพตลาดอย่างว้าวุ่นใจ
ไม่นึกเลยว่า
พอไม่มีดอกไม้ไฟของไอ้โตวางอยู่ แผงขนมของแม่อุราจะหายากขนาดนี้...
ถ้าไม่ใช่เพราะป้ายร้านขนาดใหญ่พอๆ
กับบิลบอร์ดบนทางด่วนในกรุงเทพที่เคยเห็นในละครหลังข่าว
บวกกับสีสันสุดก๊าวใจนั่นแล้ว
เขาอาจจะเดินผ่านไปโดยไม่รู้ตัวให้แม่อุราด่าเล่นก็เป็นได้
จริงๆ
แล้วเขาก็ไม่เคยสังเกตไอ้ป้ายสยองขวัญนั่นหรอก เพราะมาตลาดทีไรก็มีไอ้โตช่วยนำทาง
หรือไม่งั้นก็มีหนูนามาช่วยกำกับ ไม่เคยต้องมาเดินคนเดียวเลยสักครั้ง
ปลาที่พ่อเขาใช้ทำซูชิที่ร้านก็จับกันเอง
ข้าวก็ซื้อตรงจากนาพ่อกำนัลผ่านตาโค่ยายมิ้น ไข่รึก็เก็บจากใต้ถุนบ้าน นานๆ
ทีถึงจะไปแอบเก็บจากไก่ในวัด(แกกลัวตายไม่เป็นสินะไอ้ทาก) เด็กหนุ่มจึงแทบไม่เคยมีธุระอะไรต้องเข้ามาในตลาด
นอกจากมาหาเพื่อนเท่านั้น
วันนี้ก็เหมือนกัน
ทีแรกเขาตั้งใจจะเอาซูชิที่ขายเหลือไปฝากพี่ข้าวหลามสักหน่อย เห็นเคยเปรยๆ
ว่ากระเบนชอบกิน แต่พอไปถึงบ้านกลับไม่มีใครอยู่
ครั้นจะวางของกินทิ้งไว้ก็กลัวจะกลายเป็นลาภปากไอ้เข้ม
เลยตัดสินใจเอามาบริจาคเป็นข้าวเย็นให้เพื่อนรักอย่างไอ้โตแทน
ได้ข่าวว่าพี่ระเบียงไปขลุกอยู่บ้านยายบ่อนหลายวันแล้วยังไม่กลับ
ป่านนี้ไอ้โตคงกินขนมแม่อุราจนเลี่ยนแล้วล่ะมั้ง...
คิดพลางคลี่รอยยิ้มกว้างจนแม่ค้าสาวๆ(และไม่สาว)แถวนั้นแทบกรี๊ดสลบ
ก่อนสาวเท้าเข้าหาแผงไม้ไผ่ใต้ป้ายร้านสีชมพูสด หากวันนี้กลับไม่พบใบหน้าหวานๆ
ของแม่ค้าเจ้าประจำ แต่เป็นหน้าบูดๆ
เหมือนปลาบู่แช่ฟอร์มาลีนของเด็กหนุ่มเจ้าของแผงดอกไม้ไฟ(ที่ไม่เคยตั้งแผงเอง...ฝากชาวบ้านขายตลอด)แทน
"อ้าว ไอ้โต! เป็นไงมาไงวันนี้นั่งเฝ้าแผงให้อุราได้ล่ะเนี่ย?"
ทักทายตามความเคยชิน
แม้ภาพตรงหน้านั้นจะเป็นสิ่งที่หาดูได้ยากยิ่ง ใครๆ
ก็รู้ว่าไอ้โตเกลียดการนั่งขายของรับหน้าลูกค้าแค่ไหน
จะขายของได้สักชิ้นโดยไม่แหกปากขู่ฆ่าผู้ซื้อสักห้ารอบเก้าตลบก่อนนี่ไม่มี
หรือว่านี่จะเป็นสาเหตุ
ที่วันนี้ขนมหวานบนแผงดูจะเหลือเยอะกว่าที่เคย?
"จะยืนตรงนั้นไปถึงไหน
บังหน้าร้านคนจะค้าจะขาย อยากเคารพธงชาติไปยืนหน้าเสาธงโรงเรียนโน่น!"
เสียงด่าแทนคำทักทายทำเอาไอ้ทากยิ้มหน้าม้าน...
สงสัยต้องบอกอุราให้เพลาๆ
มือเวลาทำขนมหน่อย คงใส่น้ำตาลมากไปไอ้โตถึงดุอย่างนี้
คิดพลางเหลือบมองสภาพเพื่อนรักที่นั่งชันเข่าอยู่หลังแผง
ทีแรกก็นึกว่าไอ้โตนึกสนุกหาสร้อยคอแปลกๆ มาสวมนำแฟชั่นในตำบล
แต่ไอ้สร้อยเส้นนั้นมันแลคล้ายๆ
ปลอกคอที่โคมฉายซื้อมาใส่ให้ไอ้เข้มเมื่อสัปดาห์ก่อนชอบกลอยู่...
มองไล่ไปเรื่อยๆ
ก็เห็นสายโซ่ล่ามจากคอไอ้โตลงไปถึงขาไม้ไผ่ตั้งแผง
ไอ้ทากอาจจะไม่ฉลาด
แต่ก็ไม่โง่จนตีความไม่ออก...
หวังว่าอุราคงจะไม่ลืมพาไอ้โตไปฉีดยานะ
ถึงจะใกล้หมดหน้าร้อนแล้วแต่พิษสุนัขบ้าก็ยังระบาดได้อยู่... (แต่ไอ้โตเพื่อนเอ็งมันเป็นคนนะ...)
ไอ้ทากเพิ่งรู้ตัวว่าใช้เวลาตีความมากไปหน่อยเมื่อเสียงด่าจากคนบนแผงลอยมาเข้าหูอีกครั้ง
"มองอะไรของแก
ถ้าจะมองหาเจ๊ข้าวหลามก็ไปท้ายตลาดโน่น"
ได้ยินแล้วอดยิ้มตอบไม่ได้
ทำเป็นไม่สนใจเสียงโวยวายของไอ้โตแล้วจัดแจงพาตัวเองขึ้นไปนั่งขัดสมาธิบนแผงไม้ไผ่
โดยระดับมุมปากยังไม่ตกลงจากเดิมเลยแม้แต่องศาเดียว
"วันนี้ขายดีไหม?"
...
ไม่น่าแปลกที่คำตอบที่ได้รับมีแต่ถ้อยคำร้องทุกข์จากบรรดาขนมหวานเบื้องหน้าราวกับเป็นเขาเป็นท่านเปาบุ้นจิ้น
ฟักทองแกงบวดในหม้อตั้งไฟคงแหกปากบอกเขาว่ากะทิก้นหม้อไหม้ไปแล้วตั้งแต่เที่ยง
เพราะไอ้คนเฝ้าแผงไม่ยอมเอาทัพพีกวน
ทองหยิบทองหยอดและขนมตระกูลทองทั้งหลายคงอยากอุทธรณ์ว่า
ส่องประกายอร่ามกันแต่เช้าก็ยังไม่มีคนมาแล
เพราะไอ้บ้าหัวเงินนี่ดันทำหน้ายักษ์ใส่จนลูกค้าลูกขายเผ่นหนีกันแทบไม่ทัน
ส่วนหน้านวลคงอยากไปแจ้งทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็นหน้าแตกยับ
ซ้ำขอย้ายสำมะโนครัวตั้งแต่มือดอกไม้ไฟประจำตำบลลุกมาอาละวาดตอนเที่ยงๆ
เพราะหมอสมานแกเดินผ่านแผง
แต่บังเอิญว่าคนหน้าหล่อๆ
อย่างไอ้ทากไม่มีวันถูกมองเป็นท่านเปาฯหน้าดำ
ที่สำคัญไอ้พวกที่ตีฆ้องร้องทุกข์กันอยู่นั่นมันก็เป็นแค่ขนม
ดังนั้นเสียงตอบรับเดียวที่ไอ้ทากได้ยินจึงเป็นความเงียบ
"ไอ้โต..."
คำเรียกเบาๆที่อีกฝ่ายทำท่าไม่สนใจ
ไอ้ทากจึงตัดสินใจพูดต่อแบบไม่รอคำขานรับ
"เอ็งโกรธอะไรข้าเรอะ"
ฉึก!
บรรยากาศรอบแผงกลายเป็นดินแดนลับแลในบัดดล
ไอ้โตเพิ่งรู้วันนี้เองว่านอกจากเสียงจะกลายเป็นของแข็งได้แล้ว
มันยังจิ้มคนตายได้ด้วย
นี่สินะที่เรียกว่า
แทงข้างหลังทะลุถึงหัวใจ (จะบ้าเรอะ!!!) เอ้ย แทงใจดำ
"ใครจะไปโกรธเอ็งให้เปลืองอารมณ์!"
ว่าแล้วขยับหันหลังให้คู่สนทนาในบัดดล
ปล่อยไอ้ทากนั่งมองหน้างงๆ แบบตามสถานการณ์ไม่ทัน
แต่ว่า...ไอ้ท่าทางกอดอกนั่งหันหลังแบบนี้
มันเหมือนเวลาไอ้หง่าวที่เขาเคยเลี้ยงตอนเด็กๆ งอนไม่มีผิด
"หรือว่าโกรธที่ข้าไม่ชวนเอ็งไปช่วยพี่ข้าวหลามพายเรือ...
เอ็งก็รู้ว่าเรือพี่เขามันแคบ ขึ้นลงไปพายหลายๆ คนก็ไม่มีที่วางหม้อแกงกันพอดี..."
เดาซะไอ้โตอยากจะถีบส่งคนพูดให้ไปฝากตัวเป็นศิษย์วิชามั่วสุ่มศึกษาของแม่อุรา
จะว่ามันโง่หรือมองโลกในแง่ดีเกินไป? แต่อย่างน้อยๆก็เกือบเดาถูกแล้วล่ะน่า
เสียแต่ว่าเรื่องนั้นมันไม่ใช่ประเด็น(โว้ย)
ไอ้โตเริ่มหงุดหงิด
แรกๆ ไอ้กระเบนที่ร้อยวันพันปีไม่เคยคุยกันได้จบประโยคโดยเลือดไม่ออกปากมาชวนเล่น
เขาไม่ได้อยากจะเล่นกับมันนักหรอกนะ แต่ไหนๆ
ตอนนั้นไอ้ทากก็ไปพายเรือป้อสาวไม่เห็นหัวเห็นหางเขาแล้ว
ไอ้จะไปเล่นกับคนอื่นบ้างก็ไม่เห็นผิด
แต่ตอนนี้กระเบนมันหายหัวไปไหนก็ไม่ทราบพระบิดามัน
เขาเลยไม่ได้ออกไปไหน แถมยังโดนแม่อุราจับล่ามกับแผงอีก
ถ้าไอ้ทากไม่ไปพายเรือจีบสาวแต่แรก
เขาก็คงไม่ว่างเล่นกับกระเบน
แล้ววันนี้ก็ไม่ต้องมัวนั่งรอไอ้ผีปากฉีกนั่นจนต้องเฝ้าแผง...
ความผิดมันคนเดียว...แล้วยังมาทำนั่งลอยหน้าลอยตาไม่รู้เรื่องอีก
หงุดหงิดว้อย!!!
"ตกลงว่าโกรธเพราะข้าไปยุ่งกับพี่ข้าวหลามใช่ไหม?"
...เอ็งเลี้ยงกุมารทองรึเปล่าน่ะไอ้ทาก...
ถูกมองออกแบบโต้งๆ ตรงๆ
แบบนี้ ไอ้โตถึงกับหน้าขึ้นสี แต่ด้วยศักดิ์ศรีของลูกผู้ชายใจนักเลงที่ดี
ใครมันจะไปยอมรับกันง่ายๆ
"ไม่ใช่โว้ย!! ข้าแค่หงุดหงิดที่ยัยอุราฝากเฝ้าแผงแล้วหายไปตั้งแต่เช้ายันเย็นเลยต่างหากเล่า
ปวดฉี่จะตายอยู่แล้ว..."
เสียงโวยขาดกลางประโยค
เมื่อคู่สนทนายิ้มร่าพลางคว้าสายโซ่เส้นเล็กที่พันธนาการตนขึ้นมา
ไอ้โตถึงกับหน้าซีด เหงื่อกาฬผุดขึ้นตามหน้าผาก
เขาไม่ได้กลัวไอ้ทาก
จะกลัวทำไม เป็นเพื่อนวิ่งเล่นไล่ตีหัวกันมาตั้งแต่เล็ก เห็นหน้ากันแทบทุกวันจนหลับตาก็ภาพลอยมาหลอน...
ไอ้ที่เขากลัวน่ะ
คือปังตอในมือมันต่างหาก...
ดูขนาดกับรูปร่างแล้ว
คงเอาไว้ชำแหละปลาทำซูชิสินะ
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น!
นี่ไอ้ทากคงไม่คิดจะฆ่าเขาหั่นศพชำแหละทิ้งลงแม่น้ำเป็นแกล้มน้ำพริกยายละมุดหรอกนะ
หรือว่า เจ๊ข้าวหลามจะคิดสูตรข้าวแกงเนื้อคนแล้วบัญชาให้ไอ้ทากมันมาล่าเหยื่อไปถวาย
อย่านะโว้ยไอ้ทาก!!!! ข้าเป็นเพื่อนเอ็งนะ!!
ข้าตายแล้วใครจะต่อยกับเอ็ง อีกอย่างนี่มันกลางตลาด ถ้าริอาจจะทำฆาตกรรมอำพราง
อย่างน้อยๆก็ลากไปฆ่าในป่าก็ได้นี่
กับอีแค่เรื่องแบบนี้
ช่วยฉลาดสักครั้งเถอะ!!! (ตกลงเอ็งเข้าข้างใครวะเนี่ยไอ้โต)
ฉับ!
ระหว่างที่ไอ้โตกำลังคิดพล็อตนิยายชิงรักหักสวาทฆาตกรรมอำพรางสืบสวนตรวจภายในอยู่นั้น
ปังตอในมือไอ้ทากก็ฟันฉับลงที่โซ่เส้นบาง เส้นเหล็กเล็กๆ
ขาดออกจากกันแบบไม่ต้องลุ้น จากนั้นไอ้หนุ่มลูกชายร้านซูชิก็ถือโอกาสนี้คว้าแขนไอ้โตวิ่งออกจากตลาดทันที
โดยไม่สนใจสายตาสอดรู้สอดเห็นของแม่ค้าพ่อขายแผงข้างเคียง
และแน่นอนว่า
การกระทำทั้งหมด ไม่ได้เล็ดรอดหลุดพ้นสายตาคู่ที่แอบ(ถ้ำ)มองมาตั้งแต่ต้นเลยแม้แต่น้อย
เด็กสาวผมหางม้ายกมือขึ้นกำหมัดแล้วแทงศอกลงข้างตัวอย่างสมใจ
ไม่เสียดายกำไรที่หดหายไปในวันนี้เลยแม้แต่น้อย
เพราะนอกจากจะได้ไปเก็บข่าวจากบ้านเจ้าของโรงสีประจำตำบลแล้ว
ยังกลับมาทันเห็นฉากสวีท(?)ของคู่โปรดประจำปีอีกต่างหาก
โซ่ที่ขาดไปจะยกหนี้ให้ก็ได้
ขอแค่ไอ้โตกับไอ้ทากมาล้างจานให้เธอสักสัปดาห์ จะได้เห็นฉากเด็ดๆ
เพิ่มขึ้นอีกหน่อย...
คิดแล้วอุราปลื้ม...
------------------------------------------------
แต่ไอ้โต....ไม่ปลื้ม
นี่ไอ้ทากมันลากเขาเข้าป่ามาทำพระแสงดาบญี่ปุ่นอะไร?
หรือว่ามันเกิดฉลาดกระทันหันคิดจะเปลี่ยนโลเคชั่นประกอบอาชญากรรม
จะว่าไปไอ้ป่าละเมาะริมหมู่บ้านนี่ก็ทึบใช่ย่อย
สงสัยอานิสงจากทฤษฎีเกษตรแบบอิงธรรมชาติของไอ้คุณชายนั่นจะได้ผลมากไป
จนเขาเริ่มไม่แน่ใจว่าที่ยืนอยู่นี่มันป่าโปร่งภาคอีสานหรือป่าดงดิบแอมะซอนกันแน่
คิดแล้วเหลือบมองไอ้คนที่กึ่งจูงกึ่งลากเขามาลึกเข้าไปเรื่อยๆ
(ดีที่มันแค่จับแขน ไม่ได้จูงโซ่ ไม่งั้นไอ้โตคงกัดแก้มันเขี้ยวไปสักสอง-สามแผลแล้ว)
"นี่เอ็งกะจะเดินทะลุไปตำบลข้างๆ
เลยรึไง" ไอ้ทากได้ยินก็หยุดเดิน แล้วก็หันกลับมาหัวเราะแหะๆ "โทษทีๆ
พอดีคิดอะไรเพลินๆ"
"คิดถึงพี่ข้าวหลามก็ไปหาที่บ้านซะเซ่"
ยิ่งอีกฝ่ายประชดประชันมากเท่าไหร่
คนฟังก็ยิ่งยิ้ม ยิ่งหัวเราะมากขึ้น ไอ้คนพูดก็ยิ่งหงุดหงิดเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าชนิดไม่ต้องทาสีแดงติดเขาเพิ่ม
(มุขกันดั้มใครไม่เก็ทก็ขออภัย)
"สรุปว่าเอ็งโกรธอะไรข้ากันแน่หือ
ไอ้โต" ร่างสูงยังคงถามด้วยรอยยิ้ม
น้ำเสียงยังคงร่าเริงจนน่าหมั่นไส้แต่มือที่จับข้อมือไอ้โตไว้นั้นบีบกระชับแน่นขึ้นให้รู้ว่าอีกฝ่ายเริ่มไม่สบอารมณ์
"ก็บอกว่าไม่ได้โกรธ!
ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องรึไง"
ไม่รู้มันเป็นธรรมเนียมหรืออย่างไรที่จำเลยจะต้องปากแข็งไปเรื่อยๆ
จนกว่าหลักฐานชิ้นสุดท้ายจะปรากฏออกมา ทว่าคดีนี้มันไม่มีหลักฐาน ไม่มีโจทก์
ไม่มีคนแจ้งความ
จะมีก็แต่เจ้าพนักงานกับจำเลยที่เล่นสงครามประสาทอยู่กลางป่าเท่านั้น
"วันนี้...ไม่ไปเล่นกับไอ้กระเบนเหรอ?"
ฉึก!!
คำถามง่ายๆ ชิวๆ
เหมือนคำถามจำพวก "วันนี้อากาศดีนะ" หรือ "วันนี้ทานข้าวหรือยัง"
แม้แต่น้ำเสียงก็ยังฟังดูสบายๆ รอยยิ้มสดใสก็ยังระบายอยู่บนใบหน้าคนพูด
ทว่าทำไมไอ้โตกลับรู้สึกถึงเงาดำๆ แบบโปร่งใส(?)ลอยทะมึนอยู่ด้านหลังไอ้ทากเสียแทน
ที่สำคัญ...มันเพราะอะไรกัน...
ไอ้ความรู้สึกผิดนี่มันอะไรกัน!
ทั้งๆ
ที่คนผิดน่ะมันคือไอ้ทากแท้ๆ แต่ทำไม...ทำไม.......
ทำไมมันรู้สึกเหมือนภรรยามีชู้แล้วถูกจับได้เลยฟะ!!!
(อ่าวแล้วไม่ใช่เรอะ?)
"แล้ว..." ไอ้ทากเอ่ยขึ้นอีกครั้งให้จำเลยสะดุ้งเฮือก
แค่คำถามเดียวกลับถูกต้อนเสียจนมุม
ไอ้โตเงยขึ้นมองรอยยิ้มกว้างพร้อมไอทะมึนสีดำโปร่งใสด้านหลัง
"ยังโกรธอยู่อีกไหม?"
ไม่โกร๊ธธธธ
ไม่ได้โกรธเคือง หรืองอนใครเลยจริงๆ นะ
นั่นคือเสียงร่ำร้องอยู่ในใจของไอ้โตขณะขยับปากพึมพำคำตอบเบาๆ
"หะ...หายโกรธ.....ก็ได้"
หากดูท่าเจ้าพนักงานรูปหล่อจะจงใจอ่านสีหน้าซีดๆ
ของจำเลย(รัก...) ผิดไป มือใหญ่จึงถือวิสาสะยกขึ้นแตะที่หน้าผาก
"สีหน้าดูไม่ดี
เอ็งไม่สบายเหรอไอ้โต?"
แม้จะยิ้มแต่ไอทมิฬด้านหลังมันยังไม่ยอมจางไป
ไอ้โตลืมตัวปัดมือนั้นทิ้ง จิตใต้สำนึกมันร่ำๆ จะสั่งให้เขาสวดแผ่เมตตาควบชินบัญชร
แถมบทยะฐากรวดน้ำให้อีกสามรอบ
แต่ขืนสวดไปจริงเขาคงได้กลายเป็นผีรอรับส่วนบุญคาป่าแน่
หัวสมองไอคิวสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานรัฐบาลไทยก็ดันไม่ยอมทำงานเอาซะอย่างนั้น
คนฉลาดๆ อย่างไอ้โตเลยได้แต่พึ่งข้ออ้างแรกที่ผุดขึ้นมาในหัว
"ข้าไปฉี่ก่อนนะ"
************************************TBC...
ตามสัญญาที่ใครหลายคนรอคอย(?)
ตอนนี้ถือว่าจบภาค ไอ้ทศ&ข้าวหลาม แล้วนะฮะ
ว่าแล้วก็แปะรูป
อยากเห็นรูปใหญ่ๆ ก็จิ้มที่รูปสิจ๊ะ >[]<
รูปนี้ได้จากเฟียร์ตั้งแต่เดือนมกราคม ตอนแรกก็ว่าจะอัพเลย แต่พอคุยกับดอสแล้วจึงตัดสินใจเอามาลงหลังจบภาพ ไอ้ทศข้าวหลามดีกว่า =w="
***ดอกบัว = รัก เคารพ และบูชา***
หลังจากที่ได้คุยพล็อตกันจริงๆ จังๆ อิเบนซ์กับดอสก็ได้ข้อสรุปว่า...
มนต์รักดอนหอยหลอด จะมีทั้งหมด 2 ภาค
ภาคแรกมีทั้งหมด 25 ตอน ส่วนภาคสองยังไม่ได้คุยกันเป็นเรื่องเป็นราวเลย (เอาภาคแรกให้จบก่อนเถอะโยม)
และ side story ที่อาจจะเขียนก็ได้ หรือไม่เขียนก็ได้ ตามอารมณ์ของกระดาษหนึ่งแผ่น และแมวหนึ่งตัว = ="
ยังไงซะก็ตั้งใจกันไว้ว่า ปีนี้จะทำให้จบภาคแรกให้ได้
และจากนี้ไปจะเข้าสู่ช่วง _ตื้ด_จีบ_ตื้ด_ จากนั้นจะเป็นช่วง _ตื้ด_จีบ_ตื้ด_ แล้วจึงจบภาคแนะนำตัวละคร (จงเติมคำลงในช่องว่าง กร๊ากกกกก) และเข้าสู่ภาค 2 ที่(คิดว่าน่าจะ)เป็นพล็อตหลักของเรื่องนี้(มั้ง)
เอาเป็นว่าช่วยถึกอ่านกันหน่อยก็แล้วกันนะค๊าบบบบบ >[]</


แถวยังจะโดนผัวเมียคู่นั้นฆ่าอีก
เบนซ์ แกใจดำ =v=
(เดี๋ยวมาเมนท์ใหม่)
#1 By A.A the wolf on 2008-05-20 06:49