HBD หลี!!! >[] 3.6.08
posted on 02 Jun 2008 23:38 by foundationรอบนี้ปั่นเสร็จทันก่อนเส้นตายด้วยล่ะ (หมาจะตบมั้ยนี่ - มันก็ต้องโดนอยู่แล้วน่ะเซ่)
Title : One Hand
Fandom : Katekyo Hitman Reborn!
Pairing : Mukuro x Tsunayoshi [6927]
Rating : R18 ขออนุญาตไม่เซ็นเซอร์นะฮะ m(_ _)m
Warning : ดาร์กฉลองวันเกิดหลี = =b
--------------------------------
"...ทานซุปหน่อยนะครับ"
น้ำเสียงนุ่มหูดังแผ่วในความมืดที่ปกคลุมห้องนอนอันกว้างขวาง
อากาศในยามค่ำคืนหนาวเย็นจนต้องจุดเตาผิงเพื่อให้อุณหภูมิอุ่นขึ้นและได้แสงสว่างเป็นผลประโยชน์ข้างเคียง
ช้อนเงินคันสวยจรดน้ำซุปอุ่นๆ เข้ากับริมฝีปากแดงช้ำ
เมื่อมันถูกยกขึ้น น้ำซุปใสก็ไหลเอ่อล้นออกทางมุมปากจนหมด
ผู้ป้อนได้แต่ถอนใจเบาๆ คล้ายระอาทว่าใบหน้านั้นกลับเปื้อนยิ้มกว้าง
ก่อนเอื้อนเอ่ย
"ถ้าไม่ทานอะไรเลย คุณจะตายนะครับ"
ร่างที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงนั้นหาได้ขยับไหวราวกับไม่ได้ยินเสียงเตือนอันห่วงใย
ไม่ได้ยิน...หรือรู้ว่าแท้จริงแล้วมันเป็นเพียงคำลวง?
มุคุโร่มองร่างขาว
ก่อนจะหันมาตักซุปเข้าปากและก้มลงประกบปากให้ซุปค่อยๆ ไหลผ่านลงคอจนหมด
ทว่าจูบยังคงเนิ่นนานกว่านั้น
เมื่อร่างที่เหมือนจะไม่ตอบรับสิ่งใดตวัดลิ้นรับลิ้นอุ่นที่แทรกเข้าไปหวังเพียงเปิดทางลำเลียงน้ำซุปในตอนแรก
การป้อนอาหารจึงกลายเป็นจูบที่รอนแรงและเรียกหากันและกัน
มุคุโร่ขยับตัวจากที่นั่งอยู่ริมเตียงขึ้นไปคร่อมร่างเล็กด้วยอารมณ์ที่ถูกจุดขึ้นง่ายๆ
ด้วยจูบเพียงจูบเดียว
เสียงครางงึมงำผ่านลำคอเล็กเมื่อมือเย็นของชายหนุ่มล้วงเข้าไปสัมผัสกับแผ่นอกใต้เสื้อนอนนั้นโดยตรง
และเมื่อแหวกออกจึงเห็นรอยจ้ำสีแดงระเรื่อที่บ่งบอกว่าเพิ่งถูกสร้างขึ้นได้ไม่นาน
หรืออันที่จริงมันถูกประทับซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนไม่อาจเลือนหาย
เป็นการตีตราให้เห็นว่าร่างนี้นั้นเป็นของผู้ใด
"พูดสิครับ..." ชายหนุ่มกระซิบด้วยเสียงทุ้มต่ำ
แม้จะยอมละจากกลีบปากแดงแต่ก็ยังคงคลอเคลียอยู่ไม่ห่าง
มือหนึ่งยกขึ้นเกลี่ยไรผมสีน้ำตาลออกจากแก้มที่เริ่มซับสี
อีกมือหนึ่งก็ยังคงทำงานปลุกเร้าอารมณ์ของร่างเล็กให้กระเจิง
"...ต้องการ..." คำตอบนั้นสั้นง่าย หากชัดเจนและแผ่วเบา
มุคุโร่ยิ้มที่มุมปากก่อนจะก้มลงจูบอีกครั้ง แทนรางวัลที่ตอบได้ถูกต้อง
ไม่เสียแรง...ที่ฝึกอยู่หลายวัน
เสียงหวานครางกระเส่ายิ่งขึ้น
เมื่อมืออันเย็นเฉียบของคนที่อยู่เบื้องบนรุกหนัก สองแขนโอบรอบลำคอ
กระชับให้ร่างสูงนั้นก้มลงต่ำพร้อมกับยกสะโพกเล็กของตนขึ้นคล้ายร้องขอ
มุคุโร่ขยับยิ้มอีกครั้ง
ละมือจากสะโพกเนียนไล้ไปตามส่วนโค้งจนถึงช่องทางคับแคบ
เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส
ปากทางก็ตอดรัดเรียกเสียงหัวเราะในลำคอของชายหนุ่มให้ดังขึ้นแผ่วเบา
แล้วจู่ๆ
ปลายนิ้วก็แทรกเข้าสู่ช่องทางอย่างรวดเร็วจนร่างเล็กหวีดร้องเสียงสูงด้วยความเสียวกระสันสลับกับเสียงครางหวานหู
เมื่อเจ้าของนิ้วขยับนิ้วเข้าออกอย่างแรง
แขนทั้งสองโอบรัดลำคอแน่นและกระตุกสั่นทุกครั้งที่ปลายนิ้วเย็นสัมผัสกับจุดกระสันในร่างกาย
แล้วมุคุโร่ก็หยุดมือ
ตาสองสีสบนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนที่สะท้อนใบหน้าของเขาไม่ต่างจากกระจกเงา
เสียงหอบยังคงดังถี่กระชั้นในความเงียบ
จนกระทั่งริมฝีปากที่บวมช้ำเริ่มขยับช้าๆ
"ฉันต้องการนาย มุคุโร่"
แล้วเสียงหวานก็กรีดร้องอีกครั้ง
ทันทีที่อีกฝ่ายกระแทกตัวเข้ามาในร่างของเขาอย่างรุนแรง
ก่อนจะเปลี่ยนกลับไปเป็นเสียงครางกระเส่าเช่นเดิม หากอ่อนหวานกว่า
รุนแรงกว่า และต้องการมากยิ่งขึ้น
จนกระทั้งเสียงกรีดร้องครั้งสุดท้ายดังขึ้นพร้อมกับความต้องการทั้งหมดได้ถูกเติมเต็มในช่องทางคับแคบ
มุคุโร่เหยียดยิ้มในความมืด
ก็แค่...ตอนนี้เท่านั้น
เพราะวันพรุ่งนี้ ก็คงว่างเปล่าเช่นเดิม
---------------------------------------
แขกที่ไม่ได้รับเชิญมาถึงในบ่ายแก่ๆ ของวันต่อมา
แม้จะเลยเวลาน้ำชาไปแล้ว
แต่มุคุโร่ก็ไม่ได้รังเกียจที่จะดื่มมันอีกครั้ง
ถ้วยชาสีขาวที่มักจะวางอยู่บนโต๊ะเพียงหนึ่ง วันนี้จึงกลายเป็นสอง
ของว่างก็เพิ่มปริมาณขึ้นเล็กน้อย
เผื่อว่าแขกที่ไม่ได้รับเชิญคนนี้จะอยากหยิบขึ้นทาน
กลิ่นหอมของน้ำชาจากใบชาชั้นเลิศลอยอบอวลในห้องที่แสนอึมครึมแทนกลิ่นคาวจากของเหลวอันไม่น่าพิศมัย
บรรยากาศในวันนี้จึงสดใสขึ้นมาเล็กน้อย
อย่างน้อยก็ในความรู้สึกของร่างที่นอนอยู่
...เพียงแต่ถ้าร่างนั้นจะรับรู้
"ไม่คิดว่าคนที่มาจะเป็นคุณ" เจ้าบ้านเอ่ยขึ้นเป็นประโยคแรก
หลังจากปล่อยให้แขกนั่งพิจารณาร่างที่นอนหลับอยู่บนเตียงอย่างสงบ
นัยน์ตาสีดำจึงเบือนกลับมาจ้องหน้าผู้พูดด้วยแววตาที่ไม่สามารถอ่านความรู้สึกได้
แต่มุคุโร่ก็รู้ดีว่าภายในดวงตาคู่นั้นคงซ่อนความเจ็บปวด
ความเคียดแค้นเอาไว้นับร้อยนับพัน
บางทีอาจจะมากพอที่จะทำให้คนตรงหน้ากระโจนเข้ามาบีบคอเขาอย่างสิ้นคิดก็เป็นได้
แต่มุคุโร่ก็รู้ดีอีกนั่นล่ะ
ว่าอัลโกบาเลโน่ที่ชื่อ รีบอร์น คงไม่โง่ขนาดนั้น
"เพราะฉันขอว่าจะมาเองต่างหาก ขืนให้พวกนั้นมา
ที่นี่ก็คงได้กลายเป็นสนามรบ" แม้แต่น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาก็ยังคงราบเรียบ
มุคุโร่หัวเราะเบาๆ ให้กับเหตุผลที่ได้ยิน
แล้วความเงียบก็เข้ามาเยือนอีกครั้งพร้อมกับเสียงแตกเปรี๊ยะของประกายไฟในเตาผิง
นานกว่าหลายนาทีที่แขกจะเอ่ยขึ้นมา
"รู้ไหมว่าตอนนี้ทางโน้นวุ่นวายกันขนาดไหน"
คำถามนั้นกระตุ้นคนฟังได้เพียงแค่การเหลือบมองสบตา
บางทีคงเป็นเพราะรู้ว่าคำถามนั้นไม่ได้ต้องการคำตอบจริงจังสักเท่าไหร่ก็เป็นได้
"ทั้งๆ ที่สึนะไว้ใจนาย..."
คำเปรยต่อมาที่ไม่ต่างจากการด่าทอ ติเตียนว่ากล่าว
ทว่าคนฟังกลับทำเพียงเลื่อนนัยน์ตาสองสีไปมองบุคคลในหัวข้อสนทนาที่ยังคงหลับอยู่บนเตียง
"อันที่จริง เขาไม่ได้เป็นคนเลือกนะครับ"
ประโยคแรกของเจ้าบ้านเอื้อนเอ่ยด้วยรอยยิ้มกว้างที่แสนหลอกลวง
"เพราะฉะนั้นจะบอกว่าผมหักหลังเขาก็คงไม่ถูกต้องเท่าไหร่ จริงไหมครับ"
"แต่หมอนั่นก็ยังเชื่อมั่นในตัวนายให้อยู่เคียงข้างต่อไป"
รีบอร์นย้อนกลับ เมื่อ ซาวาดะ สึนะโยชิ เลือกที่จะให้ โรคุโด มุคุโร่
เป็นผู้พิทักษ์แห่งหมอกต่อไปในวันรับตำแหน่งวองโกเล่รุ่นที่สิบ
นั่นคือความเชื่อมั่นจากก้นบึ้งหัวใจว่าคนๆ นี้จะไม่มีวันหักหลัง
"ทำไมถึงพาตัวสึนะมา" คำถามได้รับคำตอบเป็นเพียงรอยยิ้ม
คล้ายจะบอกว่า 'คุณก็น่าจะรู้ดีนี่ครับ' คนที่มองจึงได้แต่ถอนหายใจหนัก
"ต่อให้นายกักตัวสึนะไว้ มันก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เหมือนกับการตบมือข้างเดียวนั่นล่ะ"
มุคุโร่หัวเราะดังขึ้น พลางวางถ้วยน้ำชาลงกับจานรองแผ่วเบา
"ไม่คิดว่าคนอย่างคุณจะเป็นคนเจ้าสำนวนกับเขาด้วยนะครับ"
แล้วก็เงียบไป
นัยน์ตาสองสีก้มมองน้ำชาสีอ่อนที่เหลือเพียงครึ่งถ้วยคล้ายครุ่นคิด
ถ้าไม่เห็นรอยยิ้มเหยียดบนใบหน้าขาวนั้นคู่สนทนาก็คงรู้สึกเครียด
ไม่สิ...มันทำให้เขาเครียดยิ่งขึ้นกว่าเดิมมากกว่า
"มือข้างเดียวของผมคงทำให้เกิดเสียงดังไม่ได้" มุคุโร่เริ่มพูด
"แต่ถ้าใช้มือข้างเดียวกันนี้ตบหน้าเขา
มันก็คงมีเสียงเกิดขึ้นบ้างสินะครับ"
รีบอร์นอึ้งหนัก กับคำตอบแบบกำปั้นทุบดินและเข้าข้างตัวเองแบบสุดกู่ของคนพูด แต่ก็ไม่ถึงกับตกใจ
"แม้ว่าสึนะจะเกลียดนาย?"
"ก็ดีสิครับ เพราะความเกลียดน่ะ
มันมีอายุยาวนานกว่าสิ่งที่พวกคุณเรียกว่าความรัก" มุคุโร่หัวเราะเบาๆ
ย้ำว่าที่พูดไปนั้นหาใช่การประชด แต่เป็นสิ่งที่เขากำลังคิดอยู่จริงๆ
"เกลียดเสียจนจนอยากหนีไปให้พ้นๆ นายก็ยินดี?"
"เขาไม่มีทางหนีผมไปได้หรอกครับ"
มุคุโร่ตอบกลับทันทีด้วยน้ำเสียงมั่นใจจนคล้ายหลงตัวเอง
ตามด้วยเสียงกระทบเบาๆ ที่ขอบถ้วยสีขาวของพวยกาที่ถูกยกขึ้นเริมน้ำชาสีอ่อน
"งั้นสิ่งที่นายต้องการจริงๆ ก็แค่ภาชนะของคนที่ชื่อว่า ซาวาดะ
สึนะโยชิ เท่านั้นสินะ"
เสียงต่ำกดดันของนักฆ่าอันดับหนึ่งทำให้มุคุโร่รู้สึกได้ว่าเลือดในกายเริ่มหมุนเวียนติดขัด
"เมื่อถึงจุดหนึ่งที่สึนะทนต่อไปไม่ไหว
หมอนั่นก็จะรู้สึกตัวว่าไม่ว่าจะทำอย่างไร นายก็ไม่มีทางเปลี่ยนความคิด
ความเจ็บปวดที่นายสร้างขึ้นจะทำให้สึนะค่อยๆ สะกดจิตตัวเองให้ลืมทุกอย่าง
ไม่ใช่แค่นั้น แต่หมอนั่นจะลืมเหตุผลว่าทำไมถึงเลือกที่จะเชื่อนาย
จนกระทั่งตัวตนของนายในที่สุด"
แต่ละคำเน้นย้ำ ช้าชัด เสียดแทงหัวใจไม่ต่างจากศรที่คมกริบ ปักลึกคล้ายจะหักคาให้บาดแผลเน่าเฟะ
แต่มุคุโร่ก็ยังยิ้ม
เขาไม่คิดว่าตัวเองมีหัวใจ
แม้แต่ความรู้สึกที่มีต่อร่างที่นอนอยู่บนเตียง
มุคุโร่ก็คิดว่ามันคือความอยาก
ความต้องการที่คล้ายกับมนุษย์ที่ต้องการอาหารยามหิวโหย
ต้องการที่พักเพื่อพักพิง แต่มันจะไม่เหมือนกับอากาศที่ใช้หายใจตลอดเวลา
หรือถ้านั่นจะเรียกว่าความรัก
มันก็คงเน่าเหม็นมาตั้งแต่ต้น
"ถ้าเขาคิดจะลืม..." ในที่สุดมุคุโร่ก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสบายๆ
"ผมก็จะคอยตบหน้าเขา ตบไปเรื่อยๆ
จนกว่าสัมผัสจากฝ่ามือของผมจะติดแน่นอยู่บนใบหน้านั้น
ให้เขารู้สึกถึงมันตลอดเวลาทุกวินาทีของลมหายใจเข้าออก ยามที่เขาหลับตา
หรือแม้แต่ตอนที่ลมหายใจสุดท้ายขาดหายไป"
นัยน์ตาสองคู่จ้องสบกันอย่างไม่ลดละ
คู่หนึ่งพยายามมองหาความจริงใต้แววตายิ้มแย้มอันจอมปลอมนั่น
อีกคู่หนึ่งทำไปเพียงเพราะนิสัยติดตัวจนกลายเป็นความเคยชิน
สุดท้ายฝ่ายที่ยอมถอยไปก่อนก็คือเจ้าของนัยน์ตาสีดำขลับ
"แม้ว่าสุดท้ายสึนะจะลืมลมหายใจของตัวเอง...นายก็ไม่สน?"
มุคุโร่ยกถ้วยชาขึ้นจิบเงียบๆ ดูเหมือนกำลังคิดหาคำตอบ แต่รีบอร์นรู้ดีว่าอีกฝ่ายนั้นมีคำตอบที่แน่ชัดอยู่แล้ว
"คุณก็รู้นี่ครับว่าผมมันเห็นแก่ตัว"
ถ้อยคำติเตียนตัวเองเปรยขึ้นราวกับบทสนทนากำลังจะถูกเปลี่ยนหัวข้อ
ก่อนที่รอยยิ้มหลอกลวงของคนพูดจะผลิแย้ม
"ของที่ผมอยากได้ ผมก็ต้องได้ และถ้าผมไม่ได้...คนอื่นก็ไม่มีวันได้ไปครอบครอง"
---------------------------------------
แขกที่ไม่ได้รับเชิญกลับไปนานแล้ว
ท้องฟ้าสีฟ้าเองก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มแดง
เช่นเดียวกับพระอาทิตย์ดวงโตที่กำลังจะลับขอบฟ้า
เวลานี้ผู้คนส่วนใหญ่จะพากันกลับเข้าบ้านพักผ่อน
บ้างก็ถือโอกาสนั่งพักใต้ต้นไม้ใหญ่ตามสวนสาธารณะ
บ้างก็เดินพูดคุยหัวเราะเฮฮากับเพื่อน
เพื่อผ่อนคลายความเครียดที่เผชิญหน้ามาตลอดทั้งวัน
ซาวาดะ สึนะโยชิก็กำลังนั่งตากลมเย็นๆ อยู่ในสวนเช่นกัน
เป็นสวนสีเขียวที่ได้รับการดูแลอย่างดี
ดอกไม้หลากสีถูกปลูกกระจายเป็นหย่อมๆ
ยามที่ลมโชยพัดก็จะสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมของดอกไม้เหล่านั้น
"ลมเย็นดีนะครับ" ร่างสูงโปร่งเปรยเบาๆ ขณะก้าวเข้ามายืนเคียงข้าง
หลังจากที่ปล่อยให้อีกฝ่ายดื่มด่ำกับบรรยากาศเพียงคนเดียวอยู่ชั่วเวลาหนึ่ง
ทว่าคนฟังไม่ได้หันมา
ไม่แม้แต่จะแสดงทีท่ารับรู้ว่ามีใครอีกคนเดินเข้ามาหยุดอยู่ใกล้ๆ
"แต่ปล่อยให้หัวเย็นอาจจะเป็นหวัดได้นะครับ"
ว่าแล้วก็หยิบหมวกไหมพรมสีรุ้งสวมลงบนศีรษะคนที่นั่งอยู่บนรถเข็นคล้ายจะเป็นห่วง
แล้วผละออกมามองอย่างพอใจ
หมวกใบนี้มุคุโร่ขอให้จิกุสะถักให้
ตอนแรกโคลมเลือกสีน้ำตาลเข้มที่เข้ากับสีผมของอีกฝ่าย
และภาพใบหน้าขาวซีดที่ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาเล็กน้อยตรงหน้านั้น
ก็ทำให้เขารู้สึกว่าคิดไม่ผิดที่เปลี่ยนใจมาใช้สีสดๆ แทน
"ใจจริงผมอยากพาคุณออกมาอาบแดดยามเช้ามากกว่า
แต่คุณไม่ยอมตื่นเสียที ผมก็เลยพามาตอนเย็นแทน" มุคุโร่ว่าต่อ
นัยน์ตาสองสีมองท้องฟ้าสีแดงเข้มด้วยรอยยิ้ม "ถึงจะไม่ดีเท่าแดดยามเช้า
แต่ก็ดีกว่าแดดแรงๆ ตอนบ่าย แถมยังได้เห็นพระอาทิตย์ตกดินอีก
มันก็ไม่ได้เลวร้ายเท่าไหร่ คุณคิดแบบนั้นไหมครับวองโกเล่"
สึนะไม่ตอบ
ริมฝีปากแดงช้ำยังคงปิดสนิท เช่นเดียวกับนัยน์ตาสีน้ำตาลที่ยังมองตรงไปเบื้องหน้าโดยไม่ได้จับจ้องอะไรเป็นพิเศษ
มุคุโร่จึงยิ้ม
มองร่างขาวที่ไร้อาภรณ์ห่อหุ้มใต้ผ้าห่มผืนหนาที่ถูกลากมา 'ห่อ'
ด้วยรอยยิ้มปกติ
เพราะนอกจากเขาที่อาศัยอยู่ที่นี่แล้วก็คงไม่มีใครโผล่มาสอดรู้สอดเห็น
มุคุโร่จึงไม่เห็นความจำเป็นของสิ่งที่เรียกว่าเสื้อผ้า เพราะอย่างไรเสีย
สุดท้ายมันก็ต้องถูกถอดออกอยู่ดี
บางทีคนๆ นี้อาจจะรู้ว่าแท้จริงแล้วเบื้องหน้าของพวกเขาคือกำแพงอิฐสูงใหญ่ที่ไม่ต่างอะไรกับกรงขัง
มุคุโร่ไม่คิดจะปล่อยให้อีกฝ่ายออกไปข้างนอก แต่ก็ไม่คิดจะกักขังให้อยู่แต่ในห้องตลอดไปเช่นกัน
เพราะมนุษย์น่ะเหมือนต้นไม้
ต้องการน้ำ ต้องการอาหาร ต้องการแสงแดด
ดังนั้นเขาจึงจับทั้งหมดเอามารวมกันแล้วหารครึ่ง
เพราะไม่อยากกักขังจึงพาออกมาเดินเล่นในสวน
แต่ก็ไม่อยากปล่อยให้คลาดสายตาจึงสร้างกำแพงแทนรั้วเหล็กแหลม
ป้องกันทั้งคนในที่คิดจะหนี และคนนอกที่คิดจะเข้ามาช่วงชิงออกไป
จู่ๆ มุคุโร่ก็นั่งคุกเข่าลงเบื้องหน้าร่างขาว
แขนข้างหนึ่งสัมผัสโดนเก้าอี้ เกิดเสียงกริ๊กเบาๆ
ดังขึ้นเบื้องล่างจากโซ่ที่ล่ามข้อขาเล็กไว้กับรถเข็น พร้อมเอ่ยเรียก
"วองโกเล่ครับ"
"อะไรเหรอ มุคุโร่"
เสียงทุ้มหวานตอบรับขึ้นมาเป็นครั้งแรก
เสียงนั้นฟังดูเลื่อนลอยและแผ่วเบา
ทั้งนัยน์ตาคู่หวานก็ไม่ได้ก้มลงมองคนทัก
จึงดูคล้ายตุ๊กตาที่ถูกตั้งโปรแกรมให้ร้องตอบยามที่ได้ยินคำถามที่ถูกต้องมากกว่า
"สัญญากับผมนะครับ ว่าคุณจะไม่หนี"
"อื้อ"
ชายหนุ่มเอื้อมมือขึ้นกอบกุมมือเล็กที่เย็นเฉียบไม่ต่างจากมือของตัวเอง ตาสองสีมองนิ้วยาวของตนไล้ไปตามหลังมือที่ขาวซีดช้าๆ
"สัญญากับผมนะครับ ว่าจะไม่ยอมให้ใครพาคุณไปจากผม"
"อื้อ"
มุคุโร่ขยับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับที่สามารถสบตาสีน้ำตาลใส
และก้มลงประกบริมฝีปากที่บวมช้ำนั้นอย่างอ่อนโยน เนิ่นนาน
ก่อนจะผละออกมาสวมกอดร่างเล็ก
"สัญญากับผมนะครับ...ว่าคุณจะอยู่กับผมตลอดไป"
"......................."
คำตอบรับกลับขาดหายไปในลำคอ ความเงียบเข้ามาแทนที่ แต่มุคุโร่ไม่ใส่ใจ เขาทำเพียงกระชับอ้อมกอดให้แน่นยิ่งขึ้น
ถ้อยคำถามเมื่อครู่ดังแผ่วกระซิบข้างหู คล้ายคำสัญญาที่ไม่อาจบอกใคร ไม่ต้องการให้ใครได้ยินแม้แต่สายลมรอบตัว
แล้วเปลือกตาบางก็ปิดลงพร้อมน้ำตาหยดหนึ่งที่ไหลผ่านแก้มขาวซีด
"อื้อ...ฉันสัญญา"
~Fin~
HAPPY BIRTHDAY!!!
จริงๆ มีเพลงเตรียมไว้ให้ด้วย แต่มันโคตรจะขัดกับฟิคเหลือเกินจึงขอไม่ลงนะหลี กร๊ากกกก
เป็นเรื่องที่แอบมีปัญหา เพราะต้องแก้ครึ่งหลังถึง 4 รอบ อันที่จริงครึ่งหลังมันเรท NC20 ซะด้วยซ้ำ แต่เขียนไม่ได้+ไม่ทัน จึงต้องลบแก้ ลบแก้ แถมภาษาก็ยังแปลกๆ เพราะกำลังอยู่ในช่วงสำนวนของดอนหอยหลอด สรุปยำไปยำมา ก็ได้ออกมาเป็นแบบนี้น่ะ = ="
เอาเถอะ...ถึงฟิคมันจะดาร์ก เหมาะกับกาลเทศะแบบแปลกๆ ยังไงก็ขอให้หลีมีความวาย เอ้ย! ความสุข (ความวายอยู่ในสายเลือดอยู่แล้ว ไม่ต้องอวยพรเพิ่มสินะ)
คิดสิ่งใดให้สมปรารถนา - โดยเฉพาะโปรเจคโดน่ะ ปั่นให้มันเสร็จซักเรื่องทีเถอะ แค่ความอยากช่วยอะไรแกไม่ได้หรอกนะ
คิดเงินให้ได้เงิน คิดทองให้ได้ทอง - เก็บไว้ไปสอยโดที่ญี่ปุ่นกัน
สุดท้าย อยู่เป็นชู้ให้กับเหล่าเดนตายไปตลอดชีวิตเลยนะเมิง กร๊ากกกกก
...ขออีกรอบ...
HAPPY BIRTHDAY
TO
KAO
\(>[]<)/

จบแล้วหรอ???
HBD ด้วยคนเน้อ~
#1 By Risuki-666 on 2008-06-03 00:11