ทุกรูปในบล็อกนี้ห้ามทำ hotlink โดยเด็ดขาดค่ะ

[Fic] มนต์รักดอนหอยหลอด [11]

posted on 09 Jul 2008 22:58 by foundation


Title : มนต์รักดอนหอยหลอด [11]
Fandom : Katekyo Hitman Reborn!
Pairing : หลายคู่
Warning : AU และ อย่าคาดหวังอะไรกับฟิคเรื่องนี้มากนัก

-------------------------------------------------------

 

            วันนี้...


           
ปลัดเด่นรู้สึกว่าตัวเองน่าจะก้าวขาผิดข้างตอนออกจากบ้าน


           
เพล้ง!!


           
"กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด"


           
เสียงกรีดร้องดังขึ้นทันทีที่เสียงแตกนั้นดังขึ้น พร้อมกับร่างของหญิงสาวในชุดสีกากีที่วิ่งถลาเข้ามายังร่างของปลัดหนุ่มที่ทรุดตัวอยู่กับพื้นฟุตบาท  ใบหน้าคมเข้มนั้นขาวซีดพอๆ กับกระดาษฟอกขาวแทบสะท้อนแสงแยงตานักบินจนขับเครื่องชนตึกแฝดได้ นัยน์ตาของหญิงสาวมีน้ำตาคลอหน่วยขึ้นมาขณะที่หล่อนทรุดลงนั่งกับพื้น สองมือของหญิงสาวนั้นสั่นระริกพยายามเอื้อมไปกอบเอาสิ่งที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นโดยไม่กลัวเปื้อน พยายามที่จะรวมให้มันกลับมาเป็นเหมือนเดิมแต่สิ่งที่เสียไปแล้วย่อมไม่มีวันกลับมา...


           
"คุณพระช่วย! นั่นมันน้องน้อย กับน้องกล้านี่" เสียงซุบซิบพึมพำบอกชื่อของสิ่งที่เพิ่งตกลงมา


           
"จริงด้วย โหดร้ายจริงๆ หล่นมาจากชั้นสองแบบนี้ ดูสิ เละไปหมดเลย"


           
"แก้วกับแดงก็ด้วยนี่ ขนาดน้องเข็มก็ยังไม่รอด ไม่ไหว...ฉันทนดูไม่ได้แล้ว!"


           
"คุณวันเพ็ญคงช็อคน่าดู เขารักเด็กๆ ออกขนาดนั้น"


           
"นั่นสิ...อุตส่าห์อยู่ด้วยกันแล้วทั้งที..."


           
และอีกสารพัดที่เหล่าไทยมุงจะซุบซิบพูดคุย ยิ่งเสียงกระซิบดังมากเท่าไหร่ น้ำตาของวันเพ็ญก็ยิ่งไหลอาบหน้ามากขึ้นเท่านั้น


           
"เพราะคุณปลัดนั่นแหละ! ทุกคนถึงได้เป็นแบบนี้!!" หญิงสาวผู้กำลังสะอึกสะอื้น น้ำตาไหลพรากด้วยความเสียใจจากก้นบึ้งคล้ายนางสีดายามถูกพาตัวมาจากพระรามก็ไม่ปาน หันมาสวมบทเป็นนางยักษ์พันทุรัตน์ ตวาดแว้ดใส่พระเอกแห่งบ้านดอนหอยโข่งที่นั่งหน้าซีดเฉียดตายอยู่ข้างๆ


           
แล้วไหงมาโทษเขาได้ล่ะนี่


           
"ก็เพราะคุณปลัดเดินมาแถวนี้..." ราวกับหล่อนมีเทเลพาธี อ่านใจได้ คำกล่าวโทษจึงพรั่งพรูออกมาพร้อมหยดน้ำตาที่เรียกคะแนนความสงสารจากไทยมุงเป็นระยะๆ และเริ่มพากันอือออเห็นด้วยแม้เจ้าหล่อนยังไม่ทันได้อธิบายเหตุผลเพิ่มเติม


           
"ไม่เกี่ยวกันนี่ครับ ผมเดินของผมอยู่ข้างล่าง บางทีอาจจะมีใครเผลอท..."


           
"คุณไม่ต้องมาแก้ตัวเลย!!"


           
ริมฝีปากที่อ้าจะแก้ต่างหุบฉับทันที


           
งั้นผมขอทนายได้ไหมครับ?!


           
ปลัดหนุ่มแทบจะกรีดร้องออกมาเป็นภาษาตากาล็อก ขณะที่เหล่าไทยมุงเริ่มตั้งวงนินทากันอีกรอบ ทั้งชี้มือชี้ไม้มาทางเขา ดูคุ้นๆ คล้ายฉากในหนังจีนเวลาตัวประกอบโดนปรักปรำต้องโทษประหาร แล้วถูกจับยัดเข้ากรงไม้ นั่งคุกเข่าเหลือแค่หัวโผล่ออกมารับผักสด ผลไม้เน่าที่ชาวบ้านปาใส่


           
แต่เดี๋ยวเซ่! นี่ผมเป็นพระเอกนะ!!


           
"คนในที่ว่าการอำเภอทุกคนก็รู้ดีว่าคุณปลัดน่ะซุ่มซ่ามเป็นที่หนึ่ง ใครจะไปรู้ล่ะว่าคุณปลัดอาจจะแพร่เชื้อซุ่มซ่ามใส่คนอื่นก็ได้ ยิ่งปกติพวกเด็กๆ เขาไม่เข้าใกล้หน้าต่างกันอยู่แล้ว พอคุณเดินผ่าน พวกเด็กๆ ก็เลย...."


           
น้ำเสียงแหลมปี๊ดยิ่งกว่าเจ๊รัศมีจากเรื่องดาวพระศุกร์สิบคนรวมกันเงียบหายไป แทนที่ด้วยเสียงโฮและเขื่อนน้ำตาที่พังทลายคล้ายกุมภกัณฑ์ขี้เกียจทดน้ำ แล้วลุกไปดื่มกาแฟแกล้มคุ้กกี้สับประรดซะกลางฉาก ปลัดหนุ่มเริ่มใจคอไม่ดี ไม่ใช่ว่ากลัวจะจมน้ำตาเจ้าหล่อนหรอกนะ แต่กลัวจะจมบาทาไทยมุงตายมากกว่า เพราะแต่ละคนเริ่มออกท่าทาง อย่างชายหนุ่มรูปงามกล้ามโตที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามเริ่มกำหมัดเป็นว่าเล่น อาเจ๊ที่ยืนถัดไปด้านซ้ายก็เริ่มซุบซิบกับคนข้างๆ แว่วๆ ว่าอะไรซักฉาดสองฉาด คุณลุงที่ยืนอยู่ด้านหลังเริ่มหันมองรอบตัวคล้ายจะหาอะไรเหมาะๆ มือ


           
แต่ที่เหมือนกันหมดคือนัยน์ตาแดงก่ำไม่ต่างจากโดนผีสิง


           
ใครก็ได้ช่วยด้วย...


           
ทำเหมือนเขาเป็นนักโทษอุกฉกรรจ์ที่หนีคุกออกมาด้วยข้อหาฆ่า ข่มขืน กระทำชำเรา อนาจาร เด็ก สตรีมีครรภ์ และคนชรา ออกมาปาดคอเด็กสาวต่อหน้าสาธารณชนอย่างไม่เกรงฟ้าดินยังไงยังงั้น


           
ตาสีน้ำตาลทองมองไปยังซาก 'เด็กๆ' ที่อาเจ๊แกกำลังคร่ำครวญ ร้องไห้เสียงดังปานจะขาดใจอยู่ไม่กี่วินาทีข้างหน้า ทว่าปลัดเด่นกลับขมวดคิ้วเข้ม ส่ายหน้าอย่างไม่เข้าใจ


           
ก็เข้าใจหรอกนะว่าการสูญเสียน่ะมันเจ็บปวด แต่ว่า...


           
นั่นมันต้นตะบองเพชรนะเว้ยเฮ้ย!!


           
สมองอันชาญฉลาดของปลัดหนุ่มจากบางกอกดีกรีเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง คณะรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชื่อดึงกำลังหมุนเร็วจี๋เพื่อหาเหตุผลว่าทำไมตนถึงต้องมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ก่อนจะเปลี่ยนเกียร์ไปควานหาความจำเกี่ยวกับตัวบทกฎหมายอาญา ว่ามีมาตราไหนบ้างที่บัญญัติบทลงโทษสำหรับผู้กระทำความผิดจากข้อหา "ฆ่าต้นตะบองเพชรโดยไม่เจตนา และเลินเล่อ" และถ้ามีบัญญัติไว้จริง เขาก็ต้องเตรียมโทรกลับบ้านไปเรียกทนายประจำตระกูลด้วยสินะ


           
ทว่าไม่ทันที่หนุ่มหล่อจะได้ลิ้มรสยำตีนประจำอำเภอ เสียงสวรรค์ก็พลันดังขึ้น


           
"เกิดอะไรขึ้นครับคุณหนู!"


           
บุญมามาแล้ว...


           
เป็นครั้งแรกที่ปลัดเด่นนึกขอบคุณบุญชู(พ่อของบุญมา)ที่ตั้งชื่อนี้


           
กลับไปจะบอกให้แม่ขึ้นเงินเดือนให้นะบุญมา


           
ปลัดเด่นนึกพลางพยายามสะกดกลั้นน้ำตาแห่งความดีใจ ขณะที่พ่อบ้านประจำตระกูลรุ่นที่สิบกำลังกระโจนเข้ามาอย่างกล้าหาญ ใช่...คล้ายฉากพระเอกวิ่งเข้ามาช่วยตัวประกอบที่กำลังจะโดนประหารยังไงยังงั้น แต่เพราะปลัดเด่นของเรากำลังดีใจที่ไม่ต้องแด๊กยำตีนเป็นมื้อเที่ยง จึงไม่ทันคิดแย้งว่าตัวเองต่างหากที่เป็นพระเอก


           
บุญมามองสภาพที่เกิดเหตุเพียงแวบเดียว ก็เก็บข้อมูลพร้อมกับรันหาข้อสรุปได้อย่างรวดเร็ว

            "ต่อให้คุณเอาคุณหนูไปทำปุ๋ย เด็กๆ ของคุณก็ไม่ดีขึ้นหรอกนะครับ" บุญมาเอ่ยเสียงเรียบด้วยเหตุผลที่สุดแสนจะฟังขึ้น แต่ทำไมเหมือนกำลังหลอกด่าว่าเขามันไร้ประโยช์ขนาดใช้ทำปุ๋ยไม่ได้เลยวะ


           
คุณวันเพ็ญเงียบไป นึกทบทวนสิ่งที่อีกฝ่ายพูด นัยน์ตาของเธอจ้องเขม็งมาทางปลัดหนุ่มสลับกับซากเด็กๆ ของเธอคล้ายกำลังคำนวนความเป็นไปได้ของอะไรบางอย่าง


           
ใครจะรู้ บางทีตอนนี้ในหัวของเธออาจจะมีสูตรแคลคูลัส สถิติ สมการ ตรีโกณฯ วิ่งหมุนวนอยู่ก็ได้


           
แต่...1.51 วินาทีต่อมาเธอก็โยนของพวกนั้นทิ้ง พร้อมกับข้อสรุป


           
"ถ้าอย่างนั้นคุณปลัดต้องชดใช้" น้ำเสียงเด็ดเดี่ยวมั่นคง ไร้วี่แววบทโศกที่เจ๊แกเล่นอยู่ไม่กี่วินาทีก่อน ทว่าตาทั้งสองข้างของเธอก็ยังแดงก่ำเป็นหลักฐานว่าร้องไห้จริงๆ นะ ไม่ได้ขี้จุ๊เบ่เบ๋ สายตาที่ใช้มองเขานั้นไม่ต่างจากผู้พิพากษาที่กำลังจะตัดสินโทษ


           
นี่ถ้ามีแท่นกับค้อนให้เธอเคาะ เธอคงทำไปแล้ว


           
บรรดาไทยมุงก็เริ่มเงียบเสียงลงคล้ายได้เสียงโป้กๆ สั่งให้เงียบ


           
"คุณปลัดจะต้องซื้อกระถางให้ใหม่ พร้อมปุ๋ย 0-20-10 ห้าถุงใหญ่ และต้องมารดน้ำให้เด็กๆ เช้า-เย็นเป็นเวลาสามเดือน!!"


           
เลิกศาล!!


           
โป๊ก!!!


           
สิ้นคำคุณวันเพ็ญก็ก้มลงประคองเด็กๆ ของเธอจากไป แล้วไทยมุงก็สลายโต๋อย่างรวดเร็วทิ้งให้ปลัดเด่นนั่งอึ้ง ไม่มีสิทธิ์ค้าน ไม่รับคำยื่นอุทธรณ์


           
นี่ยังดีนะที่ไม่ใช่เปาบุ้นจิ้น ไม่อย่างนั้นพวกชาวบ้านคงได้ร้องเหว่หู่กันให้สยองขนพอง


           
ทว่าความคิดถัดมาทำให้ปลัดเริ่มหงุดหงิดมากขึ้น


           
ทำไมต้นตะบองเพชรถึงต้องการปุ๋ย 0-20-10 กับการรดน้ำทุกวันเช้าเย็นด้วยวะ?


           
เป็นแค่ต้นตะบองเพชรแท้ๆ!!


           
"ไม่ได้รับบาดเจ็บนะครับ" พ่อบ้าน(ไม่)หนุ่มหันมาถามอย่างเป็นห่วง ปลัดเด่นที่กำลังเซ็งหลุดโลกได้แต่โบกมือเป็นคำตอบ ก่อนจะลุกขึ้นยืนปัดก้นสองสามครั้ง ก้มลงมองนาฬิกาตีบอกเวลาหัวใจ เอ้ย! เที่ยงครึ่ง


           
"ฉันไปหาอะไรกินก่อนนะบุญมา ขอบใจมากที่มาช่วย"


           
"แต่ว่า..."


           
"ไม่เป็นไรหรอกน่า แค่ไปกินข้าวเที่ยงแค่นั้นเอง" ปลัดเด่นเอ่ยยิ้มๆ แล้วเดินจากมาทันทีโดยไม่ฟังเสียงทักท้วงของบุญมา


           
เขารู้ว่าบุญมาห่วงเรื่องอะไร


           
ถ้าไม่ใช่เรื่องที่ว่าวันนี้เป็นวันมหาซวยของเขา


           
ตั้งแต่ออกจากบ้าน ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็เจอแต่จิ้งจกร้องทัก อย่างตอนเช้า นาฬิกาที่ตั้งปลุกไว้ก็ไม่ยอมส่งเสียงปลุก เกือบจะตื่นไม่ทันมาทำงาน พอจะออกจากบ้าน ไม่ทันจะได้สตาร์ทรถก็มีแมวดำนรกที่ไหนไม่รู้วิ่งตัดหน้า พอขับออกมารถก็ดันเบรกไม่ได้อีก ยังดีที่บุญมาไหวตัวทันสั่งให้เขาปล่อยเท้าจากคันเร่งและใช้เบรกมือค่อยๆ จอดรถ และนั่นก็เป็นครั้งแรกที่นึกขอบคุณตัวเองที่จะต้องตื่นไปดูหน้าน้องเขี้ยวทุกเช้า เพราะทำให้ถนนในเมืองค่อนข้างจะโล่งพอสมควร เรียกว่าหวิดได้ขึ้นหน้าหนึ่งตั้งแต่เช้า


           
ไม่ไหวแล้ว...


           
พอกันที...


           
ปลัดหนุ่มเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น นัยน์ตาคมปรากฏแววของความเด็ดเดี่ยว เพราะตอนนี้เขาตัดสินใจได้แล้วว่า...


           
กรูหิวข้าวจนทนไม่ไหวแล้วโว้ย!!


           
เมื่อกระเพาะอาหารมียเหนือสมองและจิตใจ นายเด่นของเราจึงหยุดคิดเรื่องอื่นๆ หันมาเพ่งสมาธิเลือกร้านอาหารสำหรับเที่ยงวันนี้แทน


           
วันนี้จะกินอะไรดี?


           
กินอะไร?...กินอะไร?...กินอะไรไปกิน MK!


           
เสียงเพลงโฆษณายอดฮิตติดปาก ที่ล้างสมองคนทั่วประเทศดังขึ้นให้เขาต้องรีบสะบัดหน้าไล่มันออกไป


           
ก็อำเภอนี้มันมี MK ซะที่ไหนล่ะ


           
อย่างหรูก็จิ้มจุ่มเจ๊เจิน ไม่ก็หมูกระทะเฮียไข่


           
ตาสีน้ำตาลทองเงยขึ้นมองร้านอาหารที่เรียงรายอยู่เบื้องหน้าอย่างใช้ความคิด


           
ก๋วยเตี๋ยวเรือ?...ไม่เอาล่ะ เพิ่งกินไปเมื่อวาน


           
ข้าวมันไก่?...นี่ก็เพิ่งกินไปเมื่อวานซืน


           
อาหารตามสั่ง?...เบื่อแล้ว ซ้ำซากจำเจ


           
อ๊ะ!...ข้าวขา...


           
ฉึก!!


           
...หมู...


           
รอยยิ้มที่ระบายขึ้นด้วยเจ้าตัวตัดสินใจได้ว่าจะกินอะไรค้างเติ่งอยู่บนหน้า เมื่ออีโต้ขนาดมาตรฐานที่หาซื้อได้ตามร้านขายของชำทั่วไปบินมาปักเสา เฉียดใบหน้าของปลัดรูปหล่อจากบางกอกไปเพียงไม่กี่เซนฯ เหล่าผู้คนที่เดินไปมาถึงกับชะงักค้างไปสามวินาทีก่อนจะแตกฮือออกห่างชายหนุ่มพร้อมๆ กัน เมื่อสังเกตดูหน้าแต่ละคนก็คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นหนึ่งในกลุ่มไทยมุงเมื่อครู่


           
"แพร่ได้จริงๆ ด้วย"


           
"อย่าเข้าไปใกล้ดีกว่า นี่ขนาดร้านมันอยู่ตั้งไกล อีโต้ยังบินมาหาได้เลยแน่ะ"


           
แล้วถนนที่มีผู้คนเดินกันขวักไขว่ก็โล่งสนิทยังกะฉากในหนังซอมบี้ยังไงยังงั้น


           
นี่ถ้ามีนางเอกแสนสวยสุดอึ๋มถือปืนเดินมาด้วยจะดีมากเลย


           
แต่คนที่เดินมาหาใช่นางเอกอย่างที่หวังไม่ แต่เป็นอาเจ็กเจ้าของร้านข้าวขาหมูต่างหาก (แน่นอน...เจ็กแกเป็นเจ้าของอีโต้ด้วย)


           
ร่างท้วมนั้นกึ่งวิ่งกึ่งเดินออกจากร้านมาขอโทษขอโพย พลางดึงอีโต้คู่กายออกจากเสา


           
"อา..ขอโทษจริงๆ คุณปลัด ไม่โดนบาดนะ"


           
"ครับ ไม่โดนครับ"


           
ขืนโดนคงไม่จบแค่บาด แต่เนื้อจะขาดเป็นชิ้น!


           
ปลัดเด่นตอบเสียงเบา พร้อมส่งยิ้มแห้งๆ ให้ เห็นอย่างนั้นอาเจ็กก็ถอนหายใจโล่งอก พลางก้มลงจับๆ คลำๆ มีดตัวเองก่อนเอ่ย


           
"ก็ว่ารู้สึกวันนี้มันลื่นแปลกๆ สงสัยมีเด็กแกล้งเอาน้ำมันมาไว้ล่ะมั้ง ฮ่าๆๆๆ ขอโทษจริงๆ นะคุณปลัด"


           
เด็กบ้านไหนครับ ผมจะได้ไปหักคอถูก


           
แม้ใจอยากจะถามมากแค่ไหน แต่ด้วยสปิริตและความหล่อ(?) ก็ทำให้ปลัดหนุ่มได้แต่ยิ้มและตอบครับสั้นๆ จากนั้นจึงรีบชิ่งออกมาเพราะเจ็กแกเริ่มลองวาดอีโต้ไปมาเพื่อเช็คว่ามีส่วนไหนแตกหักพับบิ่นบ้าง


           
เกิดหลุดมืออีกรอบงานนี้คงลงแสกหน้ากลางกระหม่อมอย่างไม่ต้องสงสัย


           
สรุปวันนี้คงต้องเลี่ยงอาหารทุกชนิดที่คนขายถือมีดสินะ


           
ปลัดหนุ่มถอนหายใจเฮือก กับอีแค่หาข้าวกินทำไมมันยากเย็นแสนเข็ญ ลำบากลำบนขนาดนี้ด้วยฟะ


           
กินข้าวแกงก็ได้วะ อย่างน้อยก็ไม่สิ้นคิดเท่ากระเพราไก่ไข่ดาว


           
คิดแล้วก็เลี้ยวเข้าร้านตรงหัวมุมทันที


           
"น้องแจนครับ พี่ของแกงส้มราดข้าวกับหมูทอดนะครับ" ปลัดเด่นสั่งอาหารกับแม่ค้า(เด็ก)สาวอย่างสนิทสนม ไม่ลืมที่จะโปรยยิ้มแสนเสน่ห์ใส่เช่นทุกครั้ง


           
"วันนี้สั่งแค่สองอย่างเองเหรอคะ" หล่อนถามยิ้มๆ แต่ก็หมุนตัวไปตักข้าวใส่จาน


           
"งั้นเพิ่มแม่ค้าอีกคนด้วยได้ไหม" ว่าแล้วก็ขยิบตาด้วยท่าทีกิ๊บเก๋ให้อีกทีหนึ่ง


           
โบราณเขาว่าไว้...


           
เกิดเป็นชายชาตรีต้องหม้ออย่าให้เสียชาติเกิด


           
น้องแจนยิ้มหัวเราะน้อยก่อนตอบ


           
"งั้นคงต้องไปถามคุณพ่อแจนก่อนล่ะค่ะ"


           
งั้นไม่เป็นไรครับ ขอบคุณ


           
ปลัดตอบปฏิเสธในใจแทบจะทันที ก่อนจะรี่ไปหาที่นั่งเพราะหางตาเหมือนจะยืนยันเป้าหมายของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า 'พ่อ' ต่อท้ายด้วยวลี 'หวงลูกสาว' กำลังมองมาทางเขาด้วยสายตาคมกริบยิ่งกว่าอีโต้อาเจ็กร้านข้าวขาหมูเมื่อกี้


           
ไม่นานนัก ข้าวสวยร้อนๆ ราดด้วยแกงส้มกับหมูบดทอดสองชิ้นใหญ่ก็ถูกนำมาเสิร์ฟ ปลัดเด่นเอ่ยขอบคุณพลางดื่มน้ำเปล่าล้างคอและจัดการมื้อกลางวันตรงหน้าทันที ทว่าทันทีที่ช้อนถูกกดลงผ่าครึ่งชิ้นหมูทอด คิ้วเข้มก็ต้องขมวดเข้าหากันเมื่อสัมผัสตรงปลายช้อนไม่ได้แตะเข้ากับขอบจาน คล้ายก็มีอะไรบางอย่างขวางอยู่ และเมื่อเขี่ยหมูทอดให้แยกออกจากกัน เขาก็พบ...


           
เข็มสีเงินวาววามแทรกอยู่ข้างใน


           
เคร้ง!


           
เสียงช้อนส้อมที่ร่วงลงกระทบจานจนเกิดเสียงดัง เรียกสายตานับสิบภายในร้านให้หันมามอง ปลัดเด่นผุดลุกพรวด เหงื่อกาฬไหลเต็มหน้า ภาพเข็มตรงหน้ายังคงสะท้อนอยู่ในแววตาคล้ายต้องการยืนยันให้ตัวเองมั่นใจ


           
นี่เขา...


           
ไม่ผิดแน่...


           
คำสาปของท่านโอยาจิ_ตื้ด_!


           
นี่เขากำลังอยู่ในหมู่บ้านฮินา_ตื้ด_ซาว่าอย่างนั้นรึ!!


           
"พี่ปลัดเป็นอะไรไปคะ?" น้องแจนที่เห็นสภาพไม่ปกติของลูกค้าประจำเดินเข้ามาถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง หากปลัดเด่นกลับหันมามองอย่างระแวง นัยน์ตาสีน้ำตาลทองเต้นระริกมองไปทั่วร้าน โสตประสาทเครียดเขม็งเพื่อสดับเสียงผิดแปลก ทว่าสิ่งที่ได้ยินก็มีเพียงแค่เสียงซุบซิบนินทา และสายตาหวาดระแวงของลูกค้าคนอื่นๆ เท่านั้น


           
ปลัดเด่นลูบหน้าปาดเอาเหงื่อชื้นแฉะทิ้ง ก่อนจะหยิบกระเป๋าเงินควักเอาแบงค์ยี่สิบสองใบมาวางบนโต๊ะ แล้วเดินออกจากร้านทันที


           
พอกันที!


           
ไอ้วันซวยมหาซวยแบบนี้ พอกันที!!


           
ชายหนุ่มกึ่งเดินกึ่งวิ่ง พลางล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบเอากุญแจรถออกมากำไว้แน่


           
ไหนๆ มันก็ซวยมาทั้งวันแล้ว...


           
โดดงานไปหาน้องเขี้ยว เอ้ย! เข้าวัดสวดมนต์ล้างซวยดีกว่า!


           
แต่เมื่อไขกุญแจเตรียมจะเปิดประตูรถ ปลัดเด่นก็นึกได้ว่าต้องบอกบุญมาเรื่องเขาจะไปวัดไว้ก่อน เพราะไม่อย่างนั้นพ่อบ้านผู้แสนดีคงได้แจ้ง 191 พร้อมโทรกลับไปสั่งเหล่าบอร์ดี้การ์ดให้แล่นมาตามหาตัวเขาทั่วทั้งอำเภอเป็นแน่ ชายหนุ่มจึงปล่อยมือ หมุนตัวเดินผละมา...


           
บรึ้ม!!


           
เสียงระเบิดดังกึกก้อง พร้อมด้วยแรงลมพัดเอาเส้นผมสีทองปลิวกระเซิง ไอร้อนจากด้านหลังทำให้ปลัดเด่นต้องหันกลับไปมองอ้าปากค้าง


           
...Toyota Fortuner...


           
กลายเป็น Toyota Funeral ไปซะแล้ว

 

-------------------------------------------------------

 

            ประเทศไทยนั้นมี 3 ฤดู


           
ฤดูร้อน ฤดูร้อนมาก และฤดูร้อนที่สุด


           
จะเรียกว่าเป็นสัจธรรมก็คงได้


           
และสัจธรรมอีกอย่างหนึ่งคือ ไม่ว่าทั่วประเทศจะร้อนตับเดือดเลือดพุ่งขนาดไหน ภายในวัดอันเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวพุทธก็มักจะเย็นสบายอยู่เสมอ แต่ไอ้ที่อธิบายมามันไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเรื่องเลยแม้แต่น้อย แค่คนเขียนมันไม่รู้ว่าจะขึ้นบทยังไงเท่านั้นเอง


           
แซ่ก...แซ่ก...แซ่ก...


           
เสียงเศษกรวดเศษทรายถูกกวาดรวมกันในความเงียบอันสงบ เช่นเดียวกับร่างเล็กบางที่ปัดไม้กวาดไปมาใต้ร่มเงาไม้อยู่นานเกือบชั่วโมง ใบหน้าขาวและนัยน์ตาสีดำขลับสงบนิ่งจนหากใครมาเห็นจากที่ไกลๆ คงต้องระบายยิ้มด้วยเหมือนจะสามารถซึมซับความสงบจากภาพที่เห็นได้แค่เพียงมองดู และภาพนี้ก็คงจะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งร่างนั้นหันมาขมวดคิ้วให้กับแขกยามบ่าย


           
"อ้าว...วันนี้ไม่ไปโรงเรียนเหรอครับน้องเขี้ยว" เสียงทุ้มเปรยพร้อมรอยยิ้มกว้างจากปลัดหนุ่มหน้ามน ทว่าคำตอบจากคนถูกถามกลับเป็นคำถามสวนกลับ


           
"มาทำไม"


           
กระแสเสียงนั้นทุ้มเจือหวานเล็กน้อย นี่ถ้าเจ้าตัวเป็นคนช่างพูดกว่านี้ซักนิด ยิ้มมากกว่านี้ซักหน่อย ก็คงกลายเป็นคนดังประจำตำบลไม่ต่างจากหนูนาลูกสาวกำนัน หรือแม่ระเบียงพี่สาวไอ้โต


           
แต่เอาเถอะ...ทั้งตำบลต่างก็รู้ดีว่าอย่างน้อย ร่างเล็กนี่ก็มีชื่อเสีย(ง)ในด้านอื่น


           
ปลัดเด่นได้ยินคำถามแล้วก้มลงมองถังสีเหลืองส้มในมือซ้ายสลับกับดอกไม้ในมือขวา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาฉีกยิ้มตอบ


           
"วันนี้พี่มาทำสังฆทานน่ะ"


           
สิ้นคำตอบ คิ้วเรียวก็ยิ่งขมวดเข้าหากัน


           
...วันนี้มาแปลก...


           
ปกติบอกมาดูต้นไม้จะได้เอาไปปลูกบ้าง ดูศาลาท่าน้ำบอกจะได้เอาไปสร้างไว้ที่บ้านบ้าง ดูกุฏิเพื่อศึกษาสถาบันศาสนาบ้าง


           
นี่ก็รออยู่ว่าเมื่อไหร่จะมาดูเมรุ เพื่อได้วัดขนาดโลงกับหาพื้นที่วางสำหรับสร้างโกฏิเก็บอัฐิ


           
และแม้ถึงจะเขม่นอยู่บ้าง แต่ในเมื่ออีกฝ่ายมาทำบุญ เขี้ยวจึงไม่สามารถออกปากไล่ได้อย่างทุกครั้ง


           
"ว่า...หลวงตาจำวัดรึยังครับเนี่ย"


           
"พระบ้านแกจำวัดตอนบ่ายสองรึไง"


           
กลีบปากบางขยับพูดเพียงแค่นั้นแล้วก็หมุนตัวเดินจากไปทันที ทิ้งให้เหลือแต่พระเอกของเรากำลังยืนอึ้งปนยิ้มน้อยๆ ตรงมุมปาก


           
น้องเขี้ยวนี่...เวลาเขินทีไรชอบปากเสีย(?)ทุกที


           
แต่ก็ถือว่าเป็นจุดน่ารักของน้องเขาล่ะนะ


           
อนิจจา...นี่แหละที่เขาเรียกว่าความรักทำให้คนตาถั่ว...


           
ปลัดเด่นยืนตากแดดเป็นพระเอกแดดเดียวอยู่อีกหลายวินาที แล้วจึงขยับตัวเดินไปหาหลวงตาที่โบสถ์


           
"อ้าว โยมเด่น วันนี้มาตั้งแต่บ่ายเลยนะ"


           
"วันนี้ผมมาทำบุญน่ะครับ ผมกลัวว่าถ้ามาตอนเย็นหลวงตาจะจำวัดเสียก่อน" ปลัดเด่นตอบสุภาพ สองมือประนมสวยงามอยู่บนอก หลังจากที่ก้มลงกราบหลวงตา


           
"เข้าวัดมาจะครบร้อยวันแล้ว โยมเด่นเพิ่งจะนึกอยากทำบุญรึ" หลวงตาถามต่อพร้อมหัวเราะหึๆ เบาๆ ให้คนฟังหัวเราะตามกับคำหยอกล้อนั้น


           
"ก้ไม่เชิงครับ พอดีผมอยากสะเดาะเคราะห์เสียหน่อย แต่แหม...หลวงตาพูดเหมือนผมมาทำบุญครบรอบวันตายตัวเองอย่างนั้นล่ะครับ"


           
หลวงตายิ้มน้อยๆ เป็นคำตอบ แต่ไม่พูดอะไรให้คนถามเข้าใจว่าคงเป็นการพูดหยอกล้อตามประสาผู้ใหญ่หยอกเด็ก


           
"ไม่ทราบว่าหลวงตาสะดวกรึเปล่าครับ" ปลัดเด่นเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าหลวงตาเงียบไปนาน บางทีเขาอาจจะมาในช่วงเวลาที่หลวงตาเกิดรู้สึกขี้เกียจขึ้นมาก็ได้ ยิ่งเวลาบ่ายๆ แบบนี้ด้วยแล้ว แต่ผู้ถูกถามกลับโบกมือปัดไปมาพร้อมหัวเราะ


           
"สะดวกสิ อาตมาก็ไม่ได้ยุ่งหรือทำอะไรเป็นพิเศษอยู่แล้ว แล้วนี่...จะให้เขี้ยวมานำสวดให้ไหม"


           
รอยยิ้มของปลัดเด่นสว่างขึ้นมา


           
"น้องเขี้ยวเขานำสวดได้หรือครับ"


           
"ได้สิ แต่ปกติเขาไม่ค่อยได้ทำหรอก เพราะคนในตำบลนี้เขาสวดกันได้ทุกคน" หนุ่มบางกอกฟังแล้วก็รู้สึกปลาบปลื้ม อย่างน้อยๆ ศาสนาก็ไม่เลือนหายไปจากจิตใจของคนทุกคน ถึงจะเป็นส่วนน้อย แต่ก็ดีกว่าหายสาบสูญไปเลย


           
"งั้นก็ไม่เป็นไรครับ ผมอ่านคำบาลีได้ หลวงตาพอจะมีหนังสือสวดมนต์ไหมครับ" หลวงตาพยักหน้า หมุนตัวไปค้นกองหนังสือด้านหลังก่อนจะหยิบเอาหนังสือเล่มเล็กมายื่นให้


           
"เริ่มจากบทบูชาพระรัตนตรัยนะโยม"


           
ปลัดเด่นพยักหน้ารับคำพลางเริ่มถวายสังฆทาน โดยมีหลวงตาเป็นไกด์บอกเป็นระยะๆ ว่าต้องสวดบทไหน ยังไง เมื่อกรวดน้ำเสร็จ ปลัดเด่นจึงขอตัวไปเทน้ำที่ใต้ต้นไม้ด้านหน้า และเมื่อกลับมาก็พบว่าหลวงตามีแขกเพิ่มขึ้นมาอีกคน


           
"อ้าว...สวัสดีครับคุณปลัด" แขกคนใหม่เอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มมุมปากให้คนถูกทักนึกสงสัย


           
มันโผล่มาจากไหนวะ?


           
แต่ด้วยความที่คนอย่างปลัดเด่นมีมารยาทดี(เจ้าตัวคิดเช่นนั้น) ชายหนุ่มจึงทักตอบและยิ้มแบบเดียวกับที่อีกฝ่ายยิ้มให้


           
"สวัสดีครับ คุณมุก"


           
"วันนี้มาตั้งแต่บ่ายเลยนะครับ" คุณชายมุกทักต่อโดยที่รอยยิ้มยังไม่หายไปจากใบหน้า ขณะที่ปลัดเด่นเดินเข้ามานั่งขัดสมาธิลงยังฝั่งตรงข้าม


           
"พอดีมาทำบุญน่ะครับ"


           
สิ้นคำนั้นคิ้วเรียวเหนือดวงตาสองสีก็เลิกสูงคล้ายแปลกใจเหลือคณา


           
"เหรอครับ ผมนึกว่าวันนี้คุณปลัดมาดูเมรุเพื่อจะได้เอาไปวัดขนาดโลงเสียอีก เห็นดูต้นไม้ ดูศาลา ดูกุฏิไปแล้ว ส่วนเรื่องที่ว่างสำหรับสร้างโกฏิ คุณปลัดไม่ต้องกังวลนะครับ ที่วัดยังมีที่ว่างอีกเยอะ จริงไหมครับหลวงตา"


           
ประโยคสุดท้ายหันไปถามกรรมการที่นั่งอยู่ตรงกลางด้วยรอยยิ้ม กรรมการที่ควรจะห้ามมวยก็ไม่ตอบ เพียงแต่ยิ้มน้อยๆ ตามปกติที่ชอบทำ แปลได้ทั้งความหมายที่ว่า 'อาตมาเห็นด้วย' หรือ 'อาตมาก็ไม่รู้เหมือนกัน' ก็ได้ทั้งนั้น


           
แต่ไม่ว่าจะเป็นความหมายในแง่ไหน มันก็ดูติดลบสำหรับปลัดเด่นอยู่ดี นี่ขนาดว่าลับปากกันเกือบทุกครั้งที่เจอ เขาก็ยังไม่สามารถเอาชนะไอ้คุณชายนี่ได้สักครั้ง


           
"ว่าแต่คุณมุกล่ะครับ วันนี้ว่างนักเหรอครับ ถึงได้มาตั้งแต่บ่าย"


           
"ก็ไม่เชิงครับ พอดีผมเพิ่งกลับมาหลังจากที่ต้องออกต่างจังหวัดไปหลายวัน ก็เลยตั้งใจจะมาเยี่ยมเขี้ยว แล้วก็เลยเข้ามากราบหลวงตาด้วยน่ะครับ" (สรุปน้องเขี้ยวเขามาก่อนสินะ)


           
เรียกซะสนิทสนมเหลือเกินนะ กะอีแค่รู้จักกันมาเกือบสิบปีแค่นี้ (ก็เออน่ะเซ่!)


           
ปลัดเด่นที่เริ่มหน้ามืดตาลาย คล้ายจะโดนวิญญาณนางร้ายละครหลังข่าวเข้าสิง ดูได้จากความอิจฉาที่พุ่งพล่านและความร้อนบริเวณรอบนัยน์ตา นี่ถ้ากำลังมาส์กหน้าด้วยไข่ขาวล่ะก็ คงได้กินไข่ขาวทอดเป็นของว่างยามบ่ายเป็นแน่


           
"ไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่าทำไร่สับปะรดจะงานยุ่งขนาดนี้ เป็นกิจการตกทอดสินะครับ"


           
หรืออีกนัยหนึ่ง...


           
"เอ็งก็แค่ชาวสวนธรรมดาๆ นั่นล่ะเว้ยเฮ้ย!!"


           
แน่นอน... มีหรือคุณชายแห่งไร่สับปะรด ผู้ซึ่งมีดีกรีความแรด เอ้ย! ความหัวไวเป็นอันดับหนึ่งของตำบลดอนหอยนางรมจะตามหนุ่มหน้ามนคนซื่ออย่างปลัดเด่นไม่ทัน คุณชายมุกจึงยิ้มแล้วถอนหายใจเฮือกพยักหน้ายอมรับ แถมด้วยสีหน้าเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า วิงเวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลม ใช้ยาหม่องตราลิงถือถูกท้อ! (กรี๊ดดดด ซาวะโมโมะ - ดอสตบข้อหาออกนอกเรื่อง)


           
"ไม่ใช่กิจการตกทอดหรอกครับ ถึงแม้ว่าไร่นั่นจะเป็นหนึ่งในมรดกของคุณพ่อคุณแม่ผมก็ตาม ตอนที่คิดว่าจะทำไร่สับปะรดครั้งแรกผมก็หวั่นใจอยู่เหมือนกันล่ะครับว่าจะทำได้หรือเปล่า เพราะมันเป็นคนละสายงานกับที่ผมเรียนจบมา"


           
แล้วคนฟังก็ขมวดคิ้วเข้าหากัน ลางสังหรณ์ร้องเตือนว่า ลางไม่ดีอีกแล้ววว


           
"โยมมุกเขาเรียนจบจากบางกอกเหมือนโยมเด่นนั่นล่ะ ไม่แน่นะ อาจจะจบจากมหาวิทยาลัยเดียวกันก็ได้" หลวงตาเสริมแล้วหัวเราะเบาๆ เหมือนจะพยายามทำให้บทสนทนาสนุกสนาน


           
"คิดว่าคงไม่ใช่ล่ะมั้งครับหลวงตา ผมคิดว่าเซ้นท์ในการเลือกมหาวิทยาลัยของผมกับคุณปลัดคงไม่เหมือนกัน"


           
หรืออีกนัยหนึ่ง...


           
"ข้าก็ไม่ได้อยากนับญาติอะไรกับเอ็งหรอกโว้ย!!"


           
แต่มีหรือที่ปลัดเด่นจะยอมแพ้ง่ายๆ


           
"เห...อย่างนั้นเหรอครับ แล้ว...คุณมุกเรียนจบอะไรมาล่ะครับ เกษตรศาสตร์หรือประมงอะไรแถวนั้นรึเปล่าครับ"


           
"เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง วิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ครับ"


           
คุณชายมุกตอบทันที พร้อมคำขยายความที่แม้จะไม่จำเป็นแต่ก็ใส่ลงไปเพื่อความสะใจ คนถามที่ถูกโต้กลับถึงกับอึ้งกิมกี่ แต่ก็ยังสามารถครองสติไว้ได้


           
"แล้วทำไมถึงคิดมาทำไร่สับปะรดล่ะครับ อ๋อ...คงตกงาน หางานทำไม่ได้สินะครับ"


           
อีกฝ่ายยิ้ม ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงสบายๆ สไตล์พี่เบิร์ดว่า


           
"ผมเบื่อกรุงเทพน่ะครับ รถติด ควันพิษ ผู้คนเห็นแก่ตัว สุดท้ายก็เลยไปร่วมลงทุนกับเพื่อนๆ ทำธุรกิจเล็กๆ ถือหุ้นกันคนละนิดคนละหน่อยแล้วก็ผละออกมาทำไร่ทำสวนตามประสา เงินปันผลต่อปีแค่ไม่กี่สิบล้านก็พอจะอยู่ได้ล่ะนะครับ ที่สำคัญเขี้ยวอยู่คนเดียวคงเหงา เพราะทั้งตำบลเขาเปิดใจให้ผมอยู่เดียวน่ะครับ ทั้งที่มีคนหลายคนอยากจะสนิทด้วย แต่เขาก็ยังเหมือนเดิม ผมล่ะไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม"


           
แก๊ง!


           
มุมแดงน้ำเงินชนะน็อค!! (เพราะมันมีทั้งแดงทั้งน้ำเงิน)


           
ปลัดเด่นที่เหมือนโดนหมัดฮุคเข้ากลางลำตัว ตามด้วยหมัดซ้ายขวาสองตลบ ตบท้ายด้วยอัปเปอร์คัตอีกหนึ่งทีถึงกับแทบลงไปนอนนับดาวอยู่บนพื้น


           
แหม...คนหนุ่มสาวนี่ดีจริงๆ


           
หลวงตาคิดขณะมองการประชันฝีปากระหว่าง เด่น เมืองกรุง กับ มุก เด็กบ้านดอน เพราะหลายปีมาแล้วที่ไม่มีใครกล้าท้าเข้ามาชนกับคุณชายแห่งไร่สับปะรดคนนี้


           
จะบอกว่าเป็นมวยปากก็คงได้สินะ


           
ทันใดนั้น...


           
"พวกแกสองคน..." เสียงทุ้มนุ่มคุ้นหูดังขึ้นให้คู่กรณีทั้งสองหันกลับไปมอง


           
ร่างเล็กของผู้ถูกกล่าวถึงยืนตระหง่านอยู่กลางโบสถ์ ในมือคือไม้กวาดวคู่ใจที่เจ้าตัวมักจะถือไปไหนต่อไปด้วยเสมอ


           
"มานั่งสุมหัวอวดเก่งแถวนี้ ฟาดให้ตายเสียดีไหม!"

 

-------------------------------------------------------

 

            ในฤดูร้อนที่ย่างก้าวเข้าสู่ฤดูฝน ไม่ว่าใครก็อยากจะเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน ด้วยเพราะสายลมที่พัดผ่านกระทบผิวนั้น ให้ความรู้สึกหนักอึ้งมากกว่าสดชื่นอย่างที่เคยเป็นมา แต่ก็มีบางคนที่ประจวบเหมาะกับเวลาเลือกที่จะเดินทางออกมาจากที่พักเพื่อทำสิ่งต่างๆ


           
'หออออมมม...เอยยยยย หอมดออออกกกกกกกระถินนนนนน........'


           
เสียงเพลงแว่วหวานที่แม้จะเก่าแต่ก็ไพเราะไม่เสื่อมคลายดังแว่วแผ่วเบา คละเคล้าไปกับบรรยากาศในห้องอาหารหรูติดแอร์ที่มีเพียงแห่งเดียวในอำเภอ เช่นเดียวกับกลิ่นหอมของมื้อเย็นจากฝีมือของพ่อครัวหัวป่า เสียงช้อนส้อมกระทบจานเบาๆ หลายเสียงฟังคล้ายเครื่องเคาะจังหวะบวกกับเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะเบาๆ ทำให้รู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่ผ่อนคลาย


           
"ทองกวาว...ตกลงแต่งงานกับพี่คล้าวนะครับ" คำขอแต่งงานจากปากคนรักที่คบกันเป็นเวลาหลายปี แถมยังเป็นคำขอที่ฝ่ายชายลงทุนลงไปนั่งคุกเข่าอันเป็นท่าที่สุดแสนจะโรแมนติก ทำเอาแม่สาวนามทองกวาวที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เขินอายม้วนบิดเป็นเลขแปดท่ามกลางสายตายินดีปนอิจฉาของโต๊ะอื่น


           
แต่อันว่ามนุษย์นั้นย่อมต่างกัน เหมือนมาม่าที่แม้จะยี่ห้อเดียวกันแต่ก็มีหลายรสชาติ(เกี่ยวกันตรงไหน?)


           
เช่นนั้นแล้วท่ามกลางสายตาเหล่านั้นก็ย่อมมีคนที่ไม่คิดจะสนใจสิ่งรอบตัวอยู่ด้วยเช่นกัน


           
ถัดจากโต๊ะที่กำลังหวานชื่นรื่นรมณ์กับความรักที่สมหวังไม่เหมือนในเรื่องมนตร์รักลูกทุ่ง ตรงริมสุดทางเดินของร้านอาหาร ชายหญิงอีกคู่อีกคู่หนึ่งกำลังทำหน้านิ่วคิ้วขมวด เหมือนเห็นคุณโจนาธานกำลังเต้นลำซิ่งคู่กับคุณแคธเทอลีนอยู่ในจานข้าว บรรยากาศมาคุเสียจนบริกรที่รับผิดชอบคอยบริการถึงกับไม่กล้าเข้าไปขอเติมน้ำที่แห้งขอดคาแก้ว นี่ยังดีนะ ที่อาหารออกครบแล้ว ไม่อย่างนั้นใครล่ะจะกล้าเข้าไปเสิร์ฟ แค่นี้ก็แทบจะเป่ายิ้งฉุบ จับไม้สั้นไม้ยาวกันอยู่แล้ว


           
"หมายความว่ายังไง"


           
ในที่สุดฝ่ายหญิงสาวก็เป็นคนเอ่ยปากขึ้นมาก่อน เจ้าหล่อนวางช้อนส้อมลงบนจาน เกิดเสียงดังเคร้งใหญ่ ทว่าไม่มีแม้แต่สายตาของบริกรหรือแมวหน้าไหนหันมามองทั้งๆ ที่ปกติแล้วจะต้องหันพรึ่บมาด้วยความอยากรู้อยากเห็นอันสืบทอดผ่านดีเอ็นเอมาจากเมื่อครั้งอดีตกาล


           
บุรุษที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามตอบคำถามด้วยความเงียบ คิ้วเข้มที่มักจะขมวดเข้าหากันจนยุ่ง บัดนี้ก็ยังคงขมวดกันอยู่(แล้วแกจะอธิบายทำเตี่ยอะไร) ไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาจะตอบหรือพูดอะไรออกไป สถานการณ์ในตอนนี้สิ่งที่จะหลุดออกจากปากก็คงกลายเป็นคำแก้ตัวสำหรับอีกฝ่าย แต่การเงียบแบบนี้ก็คงไม่ได้ทำให้อะไรๆ ดีขึ้นเช่นกัน


           
"เรื่องนาฬิกาปลุกน่ะช่างมันเถอะ เพราะมีบุญมาอยู่ด้วย แต่..." หญิงสาวเงียบปากลงคล้ายกำลังค้นหาคำพูด


           
"สายเบรกล่ะ?" เธอถามขึ้น


           
"ตัดไปแล้ว"


           
"กระถางต้นไม้?"


           
"โยนไปแล้ว"


           
"เข็ม?"


           
"ถูกเห็นเข้าเสียก่อน"


           
สิ้นคำตอบ ความเงียบก็กลับเข้ามาอย่างรวดเร็ว ตาสีอ่อนนิ่งสนิทเช่นเดียวกับสีหน้าและท่าทาง แต่สำหรับคนที่รู้จักกันมาหลายปีอย่างชายหนุ่มมีหรือที่จะไม่รู้ว่า บัดนี้แม่ยอดงามทรามวัย(?)ของเขากำลังโมโหจัดและอีกไม่นานก็คง...


           
"...ประตูรถล่ะ..."


           
ไม่ทันจะคิดได้จบ คำถามสุดท้ายก็ผ่านริมฝีปากงามออกมาให้คนฟังเผลอหยุดหายใจไป 1.69 วินาที ไม่ใช่ว่ากลัวจะถูกโกรธแต่เพราะเสียใจที่ไม่สามารถทำได้อย่างที่รับปากไว้ต่างหาก


           
"ระเบิดไปแล้ว"


           
ปัง!!


           
"แล้วทำไมมันถึงยังไม่ตาย!!!"


           
เสียงหวานแผดลั่นชนิดที่ว่าใช้งานหลอดเสียงครบ 48 หลอดเผลอๆ อาจจะเกินไปด้วยซ้ำ คราวนี้เป็นเพราะความตกใจที่จู่ๆ ความเงียบก็ถูกทำลายด้วยเสียงตะโกน ผู้คนจึงพากันหันมามองอย่างลืมตัว


           
"ใจเย็นๆ ก่อนสิ...ข้าวหลาม"


           
ไอ้ทศอยากจะใช้น้ำแข็งเข้าลูบ(เหมือนจันดารา) แต่ก็ทำได้แค่คว้าข้อมือหญิงสาวแล้วดึงเบาๆ ให้ร่างบอบบางนั้นนั่งลงอีกครั้ง ก่อนจะหันไปส่งสายตาพิฆาตใส่บรรดาไทยมุงประเภทมุงห่างๆ แต่กางหูผึ่ง เล่นเอาแต่ละคนหันคอกลับแทบไม่ทัน และแม้ว่าบรรยากาศมาคุจะจางหายไปแล้ว บริกรผู้โชคร้ายก็ยังไม่กล้าจะก้าวเข้ามาใกล้ ตรงกันข้ามกลับเดินหนีให้พ้นระยะที่หูตัวเองจะได้ยินบทสนทนาของแขกกิตติมศักดิ์ทั้งสองคน


           
เขาไม่ได้นึกขายหน้า หรืออายกับการกระทำของข้าวหลาม การเป็นขี้ปากชาวบ้านสักสองสามวัน มันย่อมดีกว่ารับโทษประหารหรือติดคุกตลอดชีวิตในข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนาอยู่แล้ว ที่สำคัญ...


           
เขาจะกล้าดุด่าว่ากล่าวสุดที่รัก(ทูนเหนือหัว)ได้ยังไง (โอ้กกกกกกกก)


           
"พี่ว่าเพราะมันมีบุญมาอยู่ด้วย กับโชคดีอีกนิดหน่อยเท่านั้น" ไอ้ทศค่อยๆ ตอบช้าๆ โดยที่คิ้วเข้มยังไม่ยอมคลายออกจากกัน เขาปฏิเสธที่จะบอกกับอีกฝ่ายเรื่องที่เขาตัดสินใจระเบิดรถไอ้ปลัดทิ้งแทนการระเบิดประตูรถ เพราะหากเอ่ยออกไป ข้าวหลามก็คงโมโหมากยิ่งขึ้น


           
และแน่นอน...ประโยคนั้นไม่ใช่สิ่งที่ข้าวหลามอยากได้ยิน แต่ก็เปล่าประโยชน์ที่จะตีโพยตีพาย สู้เอาเวลาพวกนั้นมานั่งคิดแผนอื่นดูจะเข้าท่ากว่า


           
"แต่ข้าวหลามไม่ต้องเป็นห่วงนะ" ไอ้ทศเอ่ยอีกครั้ง และครั้งนี้ใบหน้าเข้มก็ปรากฏรอยยิ้มจางๆ มือใหญ่เอื้อมมากุมมือบางเอาไว้คล้ายจะพยายามปลอบใจ


           
"สายของพี่ส่งข่าวมาว่า 'หมอนั่น' กลับมาแล้ว และดูท่าทางคราวนี้จะอยู่ติด 'บ้าน' นานเสียด้วย"


           
หากเป็นคนอื่นคงจะงงกับสิ่งที่ได้ยิน เพราะไม่รู้ว่า 'หมอนั่น' ที่ว่าเป็นใคร และคำว่า 'บ้าน' ที่คนพูดจงใจเน้นหนักนั้นมีความหมายว่าอย่างไร แต่สำหรับข้าวหลาม... ไม่สิ สำหรับคนดอนหอยงวงช้างแล้ว คำพูดเพียงแค่นั้นก็เพียงพอที่จะคาดเดาเรื่องราวได้ทั้งหมด


           
ข้าวหลามหรี่ตามองไอ้ทศ คล้ายจะใช้สายตาคาดคั้นว่า สิ่งที่อีกฝ่ายพูดนั้นเป็นความจริงหรือเป็นแค่คำโกหกเพื่อให้เธอดีใจ แต่เมื่อตาสีแดงที่มองตอบกลับมานั้นแน่วแน่ มั่นคงยิ่งกว่าเสาเอกตึกเวิร์ลเทรด(?) รอยยิ้มบางก็ระบายขึ้นที่มุมปาก ให้คนมองขยับยิ้มตาม


           
"ถ้าอย่างนั้น..." ข้าวหลามพึมพำแผ่วเบา


           
"เราก็ไม่ต้องลงมือแล้วสินะพี่ทศ"


           
ไอ้ทศพยักหน้าแทนคำตอบ แล้วจู่ๆ รอยยิ้มละไมของทั้งสองคนก็เปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะหึๆ ในลำคอ โดยเริ่มจากชายหนุ่มเจ้าของโรงสีและตามมาด้วยแม่ค้าขายข้าวแกงคนสวย บริกรที่เริ่มทำใจได้เดินกลับมาเห็นภาพตรงหน้า ถึงกับยืนค้างก้าวไม่ออก


           
ไม่ใช่เพราะบรรยากาศวิ้งๆ สีชมพู และคำพูดจ๊ะจ๋าหวานหยด เพราะกามเทพแผลงศร แบบโต๊ะอีกฝั่ง


            แต่เป็นไอทะมึนสีดำ กับเสียงหัวเราะเย็นเยียบ ราวกับปีศาจได้มาจุติต่างหาก

 

****************************TBC...

 

แหม...แอบเหนื่อยสำหรับตอนนี้ แต่หวังจะยาวพอลบล้างความผิดที่อิเบนซ์ดองเค็มไว้เสียนาน T^T/

เจอกันตอนหน้าฮะ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

"หมอนั่น" ที่กลับมานั่นเป็นคร๊ายยยย???

คราวนี้ยาวสะใจฮะ ==b
ขำได้ตลอดแทบทุกย่อหน้า

โดยเฉพาะตอนดวลฝีปาก แจ่มมาก...open-mounthed smile

#1 By aki on 2008-07-09 23:57

=[]=" โอ้ววว น้องหลามจะฆ่าพี่เด่นทำไมรืออ ไม่เสียดายหม้อน้อยๆหรือ 555+

ยาวสมกะที่รอจิงๆค่ะ สนุกมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกด้วยค่ะ ><
ป.ล.คุณมุกค่ะ สรุปคุณมุกจะเอาใครกันแน่ค่ะเนี่ย ==" น้องเขี้ยวหรือคุณหนูนา เหอะๆๆๆๆ

#2 By Nokorichan on 2008-07-10 00:14

หมอนั่น ฝา้เบียเรอะ??=[]=!!

คุณชายมุก VS คุณปลัด กร๊ากกกกก แหล่ม!! ท่านเบนซ์กับท่านดอสเชียร์6918กับD18รึฮะ ฮา...

หลามโหดจริง .. เคะเคะเคะ แต่ชอบโหมดนี้แฮะ เฮียกลัว(ว่าที่)เมีย!! กร๊ากกกก แต่แอบมีความดีนะเฮีย =w= (ระเบิดรถแทนประตูรถ..) เอาน่า อยากเห็นฉาก***คู่่นี้อีกแฮะ =w=~~

เม้นต์ที่คอมโรงเรียน มีคอมในห้องนี่มันโชคดีจริง><!

#3 By sarail on 2008-07-10 06:19

หมอนั้นคือ ...อ่า น้องข้าวหลาม นับวันๆยิ่งร้าย คุณปลัดเค้าแค่ผิดนิดเดียวที่รู้จักข้าวหลามเท่านั้นเอง

#4 By [Joey]I'm the tutor home Reborn on 2008-07-10 08:47

โอ๊ย........... พี่ทศกับข้าวหลามสุดโก๊ยครับ

จะทำอะไรคุณปลัดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
/me นั่งขำ

ศึกระหว่างคุณชายกับคุณปลัดยอดมากครับ
กร๊ากกกกกก ฮาฝีปากคุณปลัดคุณชายมุก ... ยิ่งเถียงเหมือนยิ่งถูกทับถมนะเนี่ยคุณปลัดsad smile
น้องเขี้ยวมีบทพูดซะที หลังจากถูกพูดถึงมานาน(แต่ไม่ได้พูดจั๊กที)
น้องน้อย น้องกล้า....ที่แท้มันก็เป็นตะบองเพชรเองเรอะ...แหม้ แม่คุณวันเพ็ญโวยวายซะนึกว่ามีคนตายจริงsad smile (ว่าแต่วัญเพ็ญ พี่คล้าวนี่ใครหว่า...หรือตัวประกอบอดทนsad smile )
รอดู"หมอนั่น"...ใครน้อ ใช่ป๋าเบียรึเปล่าหว่า?embarrassed

#6 By 666_error (125.25.201.62) on 2008-07-10 11:10

แสด ปลัดกรุ.......

นี่แกพยายามอย่างยิ่งที่จะย้ำตัวเองแล้วใช่ไหม ว่าปลัดเป็นพระเอก ไม่งั้นแกคงฆ่ามันตายไปก่อนตั้งกะกลางเรื่องแล้วใช่ไหม ไอเบนซ์~~~

เอาวะ ปลัดกรุเด่น ถึงจะเด่นแบบเดี้ยงๆก็ยังเด่นวะ
(อันว่ามีบทแม้จะบ้าก็ยังดีกว่าหายหน้าละกัน =3=)

ว่าแต่...ทำไมปลัดไม่ให้เขี้ยวนำสวดมนตร์หล่ะจ๊ะ?

แล้วทำไมปลัดกรุแพ้สัปปะรดฟร่ะ โฮกกกกกกกก

พี่ทศโค-ตรกลัวเมีย (งานนี้ข้าวหลามคุมเกมสินะ = =) คู่นี้หญิงโฉดชายชั่วรั่วยกกำลัง 3 ชัดๆ = =

หมอนั่นนี่ใครวะ.....
หรือว่าเป็น....หมอนั่น.....

#7 By A.A the wolf on 2008-07-10 15:20

กร๊ากก ฮา เห็นแค่ตอนชายมุกกะปลัดเด่นปะทะฝีปากตบจูบ..เอ๊ย มะช่าย มันก็็้มันส์แล้ว กร๊ากก ตกลง D18 ได้มัย ชะเอิงเงย กรีดร้องเป็นเพื่อนหมา ฮา

จะบอกว่าอ่านไม่ทัน! =[]= เพิ่งอ่านถึงตอน 8 ขอเซฟไปอ่านทีหลังนะเคอะเบนซ์ อร๊ากก =w=ววว

#8 By uzausa on 2008-07-10 18:57

ก็นึกอยู่ตั้งนานว่าอะไร้..คุณปลัดจะซวยได้ขนาด
ที่แท้ก็ฝีมือสองหนุ่มสาวชาวบ้านดอนฯ นี่เอง
อย่างนี้ก็ต้องบอกว่า คุณปลัด...ดวงดี (อย่างไม่น่าเชื่อ)

อยากรู้จริงๆ เลยฮะว่า "หมอนั่น" คือใคร....

และ...ดีใจมากที่ในที่สุดคุณชายมุกก็ได้ออกหนึ่งฉากเต็มๆ

เม้นครั้งแรกค่ะ...ชอบเรื่องนี้มากๆ

(ต้องเขียนว่า "พ่อครัวหัวป่าก์" นะคะ)

#9 By วาร : waras on 2008-07-10 21:34

ปลัดเด่งเฮงมากๆครับบบบบบบบบบ (หวุดหวิดตลอดเลย)
ตอนนี้ยาวสมกับที่รอคอยมากฮะcry
หมอนั่น........?????ใครหว่า = =

#10 By : zheanarzhean : on 2008-07-13 18:45