[Fic]Reborn! : Triangle [3]
posted on 30 Jul 2008 01:51 by foundation
Title : Triangle [3]
Fandom : Katekyo Hitman Reborn!
Pairing : It's a S-E-C-R-E-T ♥
Warning : AU และ อาจจะดอง = ="
---------------------------------------------
สึนะอ้าปากหาวหวอดใหญ่ขณะเดินลงมาจากห้องนอน โดยพยายามให้เกิดเสียงน้อยที่สุด ทางเดินของบ้านยังมืดสนิทจากการที่ท้องฟ้าเบื้องนอกยังไร้แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่อง ดังนั้นต่อให้ง่วงแค่ไหนเขาก็ต้องพยายามเพ่งสมาธิกับขั้นบันไดตรงหน้าถ้าไม่อยากขึ้นพาดหัวข่าวเช้าวันนี้วา 'อนาถ เด็กนักเรียนหนุ่มตกบันไดขณะพยายามลงจากชั้นสองในเช้ามืดวันนี้'
เพราะเป็นฤดูร้อน อากาศเย็นยามเช้าจึงรู้สึกไม่บาดผิวเท่าฤดูอื่นๆ
กลิ่นละอองน้ำค้างกับอากาศที่บริสุทธิ์ทำให้เขารู้สึกตื่นจากความง่วงงุนขึ้นมาเล็กน้อย
ทั้งที่เมื่อวันก่อนตื่นสายจนต้องวิ่งไปโรงเรียนแท้ๆ แต่วันนี้กลับนอนไม่หลับจนต้องลุกออกจากบ้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง
จะให้ลุกขึ้นมาเล่นเกม อ่านหนังสือ สมองก็ดูจะไม่รับ
แถมจะปลุกให้พ่อกับแม่ตื่นขึ้นมาถามนู่นถามนี่
ไอ้จะนอนกลิ้งอยู่บนเตียงก็ไม่ไหว แล้วนี่จะไปไหนดีล่ะ
ป่านนี้ประตูโรงเรียนยังไม่เปิดด้วยซ้ำ...
สึนะคิดเรื่อยๆ สองขาก็ยังก้าวเดินต่อไป ไม่ได้สนใจว่ามันจะพาเขาไปไหน
ถ้าจะพูดถึงสาเหตุที่ทำให้นอนไม่หลับ
ก็คงเป็นเพราะการที่เขาเข้าหน้ายามาโมโตะไม่ติดอยู่หลายวัน
รวมถึงสายตาของคุณฮิบาริที่เห็นในวันนั้น
สึนะไม่ปฏิเสธว่าเขาอยากให้อีกฝ่ายหันมามองเขา จะโกรธแค้น ชิงชัง
แบบไหนก็ได้ขอเพียงแค่มองมา เขาก็ยินดีทำทุกอย่าง
ทำ...ถึงขนาดเอามีดปักหัวใจตัวเองแบบนี้
การใช้วิธีเข้าไปใกล้ชิดกับยามาโมโตะได้ผลดี...ดีเกินคาด
ดีเสียจนสึนะอยากร้องไห้ เพราะยิ่งฮิบาริมองมาทางเขามากเท่าไหร่
ก็ยิ่งพิสูจน์ได้ว่าอีกฝ่ายรักยามาโมโตะมากขึ้น...มากขึ้นเท่านั้น
จนอดคิดไม่ได้ว่าวิธีนี้มันบ้าสิ้นดี
ใช่...บ้ามาก แต่ก็ทำไปแล้ว
"โอ้ยย...ให้ตายสิ" สึนะร้องงึมงำออกมาในที่สุด ไม่ไหว...
ยิ่งคิดยิ่งฟุ้งซ่าน
ยังไงตอนนี้ไปร้านสะดวกซื้อหาอะไรรองท้องก่อนไปโรงเรียนก่อนดีกว่ามั้ง
หากทันทีที่เงยหน้าขึ้น ตาสีน้ำตาลก็ต้องเบิกกว้างตกใจ หยุดเดิน
เมื่อทิวทัศน์โดยรอบปกคลุมด้วยละอองน้ำหนาจนแทบมองไม่เห็นทางข้างหน้า
หมอกลงในฤดูร้อนเนี่ยนะ?!
สึนะกระพริบตาถี่ๆ รู้สึกถึงหยดน้ำเย็นที่มารวมตัวกันที่ปลายขนตา
ลมหายใจเย็นชื้น
เสื้อนักเรียนแขนสั้นที่สวมอยู่ก็ดูจะซับเอาละอองน้ำรอบตัวจนเริ่มเปียก
เด็กหนุ่มหันซ้ายหันขวา
หมอกลงหนักมาจนแค่กำแพงสองข้างทางก็ยังไม่สามารถมองเห็นได้
สึนะก้มลงมองมือตัวเอง มือที่ซีดขาวจากอากาศที่หนาวเย็น แล้วก็นึกถึงความฝัน...ความฝันที่แปลกประหลาดนั่น
เพียงแค่หมอกตรงหน้าเป็นสีขาว...ไม่ใช่สีดำ
แล้วขาก็เริ่มก้าวเดินอีกครั้ง ความรู้สึกคล้ายในความฝัน
นั่นคือเขาไม่รู้ว่าจะเดินไปไหน แต่รู้ว่าต้องเดิน
เพราะอย่างน้อยมันก็ดีกว่ายืนอยู่เฉยๆ รอให้หมอกประหลาดนี่จางหายไป
ผ่านไปหลายนาทีกับม่านหมอกที่ไม่ยอมจางหาย
จนสึนะคิดว่าบางทีเขาคงคิดผิด จริงๆ แล้วเขาควรจะยืนเฉยๆ
รอเวลาอยู่ที่เดิม ไม่ใช่เดินดุ่มๆ ฝ่าสายหมอกแบบนี้
แต่ก็่นั่นล่ะ...มันสายไปแล้ว
ต่อให้หยุดเดินตอนนี้ก็ไม่รู้อยู่ดีว่าตัวเองกำลังอยู่ตรงมุมในของเมือง
ซวยเข้าหน่อยอาจจะเผลอไปหยุดอยู่กลางถนนให้รถวิ่งชนเล่นก็ได้
แต่ถ้าหมอกไม่จางไปล่ะ?
เขาไม่ต้องเดินต่อไปเรื่อยๆ จนออกนอกเมืองงั้นรึ
ไม่สิ...เป็นไปไม่ได้ อย่างน้อยถ้าตรงไปเรื่อยๆ
ก็อาจจะเจอกับกำแพงหรืออะไรสักอย่างที่ขวางทางไว้ก็ได้
ถึงตอนนั้นก็ค่อยสังเกตว่าตัวเองกำลังเดินอยู่ที่ไหน
แต่นี่ก็เดินมานานแล้วนะ ทำไมถึงยังไม่เจอกำแพงอีก แบบนี้มันผิดปกติแล้วนะ
เสียงค้านดังขึ้นอย่างยากจะระงับ คิ้วเรียวจึงขมวดมุ่นเข้าหากัน
ถ้าจะผิดปกติ มันก็ผิดมาตั้งแต่เจอไอ้หมอกพวกนี้แล้วล่ะ!
ถ้าเกิดเขาหลงขึ้นมาจริงๆ พ่อกับแม่ต้องเป็นห่วงแน่ๆ ยามาโมโตะคงวิ่งวุ่นไปมา แล้ว...
แล้วคุณฮิบาริล่ะ?
ไม่มีทางหรอก คนๆ นั้นน่ะไม่มีทางเป็นห่วงเขาแน่นอน มีแต่จะสบายใจโล่งอกที่เขาหายไปมากกว่า
แล้วสึนะก็สังเกตเห็นโครงเงาสีเทาที่ตัดกับกลุ่มหมอกสีขาวเบื้องหน้า
เด็กหนุ่มเร่งฝีเท้าขึ้นทันที จากที่เขาเห็น
ถ้าให้เดาน่าจะเป็นเงาของอาคารหลังหนึ่ง ไม่ว่ามันจะเป็นอาคารอะไร
บางทีที่นั่นอาจจะมีคนให้ถามทางให้อุ่นใจได้บ้าง
ทว่ายิ่งเข้าไปใกล้เท่าไหร่ ความเร็วของการวิ่งก็ค่อยๆ ลดลง
ด้วยไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ตนเห็นเป็นภาพจริงหรือสิ่งลวงตา
และถึงจะเป็นภาพจริงแต่สิ่งที่รออยู่อาจจะไม่ใช่มนุษย์อย่างที่เขาหวัง
ถ้าเป็นฆาตกรต่อเนื่องขึ้นมาล่ะ?!
ยิ่งคิดก็ยิ่งวิตก ในที่สุดขาสองข้างก็หยุดลงเมื่อม่านหมอกจางหายให้สึนะเห็นตัวอาคารอย่างชัดเจน
สิ่งที่สะดุดตาเป็นอย่างแรก
คือแปลงดอกไม้สีแดงน้ำเงินใต้หน้าต่างสองบานด้านหน้าดูน่าอึดอัดมากกว่าสวยงาม
ด้านซ้ายคือบันไดเหล็กเชื่อมกับระเบียงชั้นบน
บ้านของใครกันนะ...
นั่นคือความคิดแรกของสึนะ
หากวินาทีต่อมาก็ต้องเปลี่ยนความคิดใหม่เมื่อสังเกตเห็นป้ายเหล็กสีหม่นเหนือประตูสีเข้ม
อักษรที่เขียนอยู่บนนั้นเลือนลางเสียจนอ่านไม่ออก
แสงไฟสีส้มที่ส่องผ่านหน้าต่างดูอบอุ่นเชื้อเชิญ ดูๆ
ไปคล้ายคาเฟ่ทั่วไปที่พวกผู้หญิงชอบมานั่งเล่น
ร้านค้า?
ถ้าอย่างนั้นอย่างน้อยก็น่าจะมีพนักงานประจำร้าน
หรือถ้าโชคดีก็น่าจะเจอลูกค้าคนอื่นๆ ด้วย แต่...
ทำไมถึงมีร้านค้ามาตั้งอยู่ในที่แบบนี้ล่ะ?
สึนะหันซ้ายขวามองหาสิ่งก่อสร้างอื่นๆ แต่ก็พบแต่หมอกสีขาวรอบตัว ถ้าเกิดอะไรขึ้นต่อให้ตะโกนร้องก็คงไม่มีใครโผล่มาช่วยสินะ
เอาน่า...จะให้ยืนกลางหมอกแบบนี้ต่อไปก็คงไม่มีประโยชน์อะไรขึ้นมา
คิดเช่นนั้น สองขาที่หยุดยืนก็ขยับอีกครั้ง
เมื่อเอื้อมมือไปแตะตรงที่จับประตูสีเงิน
สัมผัสเย็นเฉียบของมันทำให้สึนะสะดุ้งเฮือก
กำลังใจที่รวบรวมไว้เหมือนจะกระเจิงหายไปด้วย เมื่อบานประตูนั้นเปิดออก
เสียงกระดิ่งใสก็ดังขึ้นพร้อมกับกลิ่นอายของไม้เก่าๆ
ที่ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายโชยมาแตะจมูก
สิ่งที่สะดุดตาสึนะเป็นอย่างแรกคือเคาน์เตอร์ไม้สีอ่อนตรงมุมขวามือด้านใน
ซึ่งเข้ากับผนังสีครีมและตัดกับพื้นไม้สีน้ำตาล ซ้ายมือของสึนะคือชั้นวาง
โต๊ะ และสิ่งของต่างๆ ตั้งแต่กองหนังสือทั้งเก่าทั้งใหม่ ตุ๊กตา
เครื่องประดับ แก้วเซรามิค รวมไปถึงจานชาม
จนนึกสงสัยไม่ได้ว่านี่มันร้านขายอะไรกันแน่
เมื่อประตูปิดลง ชั้นวางด้านขวาจึงปรากฏแก่สายตา
บนชั้นนั้นเรียงรายไปด้วยโถแก้วสีแดงน้ำเงิน
ดูคล้ายโถใส่ลูกกวาดสำหรับเด็กๆ
แสงสว่างสีส้มที่สว่างไปทั่วทั้งร้านสะท้อนกับโถแก้วเหล่านั้น
เป็นประกายวิบวับชวนมอง
ทั้งคล้ายจะเชื้อเชิญให้แขกเดินเข้าไปชมสินค้าใกล้ๆ อีกด้วย
ตาคู่โตกวาดมองทั่วร้านอย่างระแวดระวัง
ไม่ว่าจะเป็นแสงหรือการตกแต่งภายในร้านดูแล้วให้ความรู้สึกอบอุ่น
แต่เขากลับรู้สึกถึงบางอย่างในบรรยากาศที่หนักอึ้งและไม่น่าไว้วางใจ
"เอ่อ...มีใครอยู่บ้างไหมครับ"
สึนะเปรยขึ้นในความเงียบ
ตาจับจ้องอยู่ที่บานประตูหลังเคาน์เตอร์ที่ปิดสนิท
ถ้าพนักงานจะโผล่มาก็น่าจะเข้ามาทางประตูนั่น
ทว่าคำตอบก็ยังคงเป็นความเงียบ
บางทีพนักงานร้านอาจจะทำธุระอยู่หลังร้านก็เป็นได้
สึนะบอกตัวเองเช่นนั้นก่อนจะเบนความสนใจไปยังสินค้ารอบตัว กระทั่งไปเจอโถดินเผาที่ไม่เข้ากันวางอยู่บนเคาน์เตอร์
มันเป็นโถดินเผาสีส้ม แกะเป็นลายสลักดอกไม้ขดวนโดยรอบ ทั้งๆ
ที่มีของอีกมากมายที่สะดุดตาและแปลกกว่า
แต่สายตาของเขากลับหยุดอยู่ที่โถนี่ ตาสีน้ำตาลฉายแววสงสัย
ดูก็รู้ว่ามันไม่ใช่ของที่วางไว้ให้ลูกค้าเลือกซื้อ
แต่ความอยากรู้อยากเห็นก็ผลักดันให้ขาก้าวขยับไปใกล้
มือบางยกขึ้นจะแตะกับฝาปิด ทันใดนั้นเสียงทุ้มนุ่มก็ดังขึ้นข้างใบหูโดยที่สึนะไม่ทันตั้งตัว
"ถ้าเป็นผม ผมจะไม่เปิดโถนั่นนะครับ...คุณลูกค้า"
มือที่เอื้อมจะแตะกระตุกยกสูงขึ้น พร้อมกับร่างบางๆ หมุนขวับกลับมาเผชิญหน้าเจ้าของคำเตือน
สิ่งแรกที่สึนะเห็นก็คือนัยน์ตาสีแดงน้ำเงินประหลาด รอยยิ้มน้อยๆ
บนใบหน้าขาวจัด และเรือนผมสีน้ำเงินเข้มยาวถูกมันรวบปัดมาไว้ด้านหน้า
คนๆ นี้...
"ขออภัยที่ทำให้ตกใจครับ"
ริมฝีปากที่ประดับรอยยิ้มขยับเอื้อนเอ่ย
พลางฉากตัวไปด้านข้างหยิบโถดินเผาใบนั้นมาถือไว้ในมือ
สึนะเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกอับอายขึ้นมา ทั้งๆ
ที่รู้ว่าไม่ควรจะแตะแต่เขาก็ยังดื้อ
"ขะ...ขอโทษครับ!" สึนะละล่ำละลักออกมาพลางก้มตัวต่ำ จนกระเป๋าที่สะพายอยู่บนไหล่ไหลไปตามแขนลงไปอยู่บนพื้น
"ผมต่างหากครับที่ต้องขอโทษ
ที่เอาของแบบนี้มาวางทิ้งระเกะระกะในร้าน"
ฝ่ายนั้นเอ่ยปัดคำขอโทษอย่างสุภาพขณะเดินผ่านเข้าไปโถดินเผาไว้หลังเคาน์เตอร์และหันกลับมา
"แต่..แต่ว่า..." สึนะค้านโดยไม่ยอมเงยหน้าขึ้น แล้วก็ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ
"คุณไม่ทราบไม่ใช่เหรอครับว่าของชิ้นนี้ไม่ได้มีไว้ขาย
ดังนั้นตัวผมที่รู้ดีแต่ยังเอามาวางไว้ในที่สะดุดตาแบบนั้นต่างหากที่เป็นฝ่ายผิด"
นั่นจึงทำให้สึนะเงยหน้าขึ้นมา
เพราะหากยิ่งดื้อดึงดันทุรังขอโทษต่อไป
ก็มีแต่จะทำให้เขากลายเป็นเด็กน้อยแสนดื้อในสายตาของอีกฝ่ายไป
แล้วสึนะก็ได้เห็นคู่สนทนาได้เต็มตา
เป็นชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง ใบหน้าประดับรอยยิ้มน้อยๆ
สึนะแอบจ้องนัยน์ตาคู่นั้นอย่างสงสัยและก็ได้คำตอบว่ามันมีสีน้ำเงินและแดงจริงๆ
เป็นตาที่เรียกว่า odd eyes สินะ
เครื่องแบบที่อีกฝ่ายสวมใส่เป็นเสื้อเชิ้ตสีขาวทับด้วยเสื้อกั๊กสีดำไม่มีลาย
และทับด้วยเสื้อสูทสีดำสนิทอีกชั้นหนึ่ง แค่เห็นก็รู้สึกร้อนและอึดอัดแทน
"แล้ว...เจอของที่ถูกใจหรือยังครับ?"
ประโยคคำถามดึงสึนะให้กลับมาสบตาคนพูดและนึกถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของตนขึ้นมา
"เปล่าครับ คือ..." เด็กหนุ่มเงียบไปเล็กน้อย "มันน่าอายไปหน่อย
แต่...ผมหลงทางน่ะครับ คุณพอจะรู้ไหมครับว่าป้ายรถเมล์ไปทางไหน"
"ยังหาไม่เจอสินะครับ ไม่ทราบว่าจะให้ผมช่วยหาให้ไหมครับ?"
คำถามตอบคำถาม คนถามคนแรกจึงต้องย้ำความต้องการของตัวเองอีกครั้ง
"เปล่าครับ ผมไม่ได้อยากซื้ออะไร ข้างนอกหมอกลงจนผมไม่เห็นทาง สุดท้ายก็หลงมาที่นี่น่ะครับ"
สิ้นคำชี้แจง พนักงานร่างสูงก็เงียบไป
สึนะรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่ได้เงียบเพื่อคิดทบทวนหรือหาวิธีช่วยเหลือเขา
แต่เหมือนจะเงียบเพราะอยากให้เขาได้คิดถึงสิ่งที่พูดออกไปเมื่อครู่ว่าเป็นสิ่งที่เขาอยากพูดจริงๆ
"หลงทางอย่างนั้นเหรอครับ"
ในที่สุดคู่สนทนาก็เอ่ยขึ้นเสียงสูงคล้ายแปลกใจ
แต่ใบหน้ายังคงเปื้อนยิ้มไม่จางหาย ดูขัดตาชอบกล "น่าแปลกนะครับ
เท่าที่ผมจำได้ ไม่มีใคร 'หลง' เข้ามาที่นี่สิบกว่าปีแล้วล่ะครับ"
......................................
คิ้วบางของสึนะขมวดเข้าหากัน แน่นอน เขาไม่เข้าใจ
และบางอย่างในตัวเขาก็ร่ำร้องว่าไม่ควรจะทำความเข้าใจด้วย
หรือนี่จะเป็นวิธีส่งเสริมการขายอย่างหนึ่ง?
แต่ทำแบบนี้มันก็ไม่ต่างจากการยัดเยียดนี่นา
"แต่ผมไม่ได้..."
"อยากได้ไม่ใช่เหรอครับ"
คำขัดของพนักงานประจำร้านหยุดคำพูดของสึนะ
ทว่าคนถูกถามก็ยังไม่เข้าใจ แม้จะเห็นรอยยิ้มเย็นๆ เหมือนรู้ทันของอีกฝ่าย
เด็กหนุ่มมุ่นคิ้วเข้าหากันยิ่งกว่าเดิม
โอเค...เขายอมรับว่ามันแปลกมาตั้งแต่แรกที่เขาออกจากบ้านแต่เช้า
ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง แต่การที่นอนไม่หลับมันไม่ใช่ความผิดนี่!
อย่างน้อยมันก็ไม่ควรลงเอยด้วยการที่เขาจะต้องมาติดอยู่ในร้านแปลกๆ
กับพนักงานขายของประหลาดๆ แบบนี้
"เอ่อ...เอาเป็นว่าถ้าคุณไม่รู้ก็ไม่เป็นไรครับ
เดี๋ยวผมลองเดินต่อไปเรื่อยๆ ดู" สึนะตัดบท
ไม่ว่าจะด้วยเพราะความหวาดกลัวหรือรำคาญ
แต่เขารู้สึกไม่อยากจะอยู่ทีนี่ให้นานกว่านี้สักนาทีเดียว
เด็กหนุ่มกระชับกระเป๋าที่ไหล่ หมุนตัวเดินไปประตูสีเข้ม
"หัวใจของผู้ชายที่ชื่อ ฮิบาริ เคียวยะ คนนั้น"
มือที่กำที่จับสีเงินเย็นกระตุกวูบ
พร้อมกับนัยน์ตาสีน้ำตาลเบิกกว้างที่ฉาบด้วยความตกใจตวัดหันกลับมามองอย่างลืมตัว
ทว่ารอยยิ้มของร่างสูงโปร่งหลังเคาน์เตอร์ก็หยุดทุกคำถามในลำคอ
คนๆ นี้รู้
ข้อสรุปที่ผุดขึ้น ตัดความคิดทุกอย่างในหัวของสึนะ
ร่างเล็กหันกลับไปกระชากประตูให้เปิดออกอย่างแรงจนกระดิ่งเกือบหลุดออกมา
และก้าวยาวๆ ออกมาจากร้านทันที
ทว่าประโยคสุดท้ายของพนักงานประหลาดก็ยังทันที่จะเอ่ยขึ้นให้ได้ยิน
"แล้วพบกันใหม่อาทิตย์หน้าครับ"
****************************TBC...
โฮกกกกกก ตอนนี้แอบยาว ปั่นกันนานเล็กน้อยเพราะประจวบเหมาะกับที่ไม่ได้อยู่ติดหอ ไม่มีลูกชายให้พิมพ์ แต่ก็ยังดีที่ฟิลยังไม่หาย (ตอนนี้ฟิลดอนฯ ก็เริ่มตีคู่มาละ ดีไม่ดีกลัวจะได้ดองน่ะสิ = = )
แอบกังวลเล็กน้อย เพราะตั้งแต่ Intro เป็นต้นมาเป็นการลงแบบ เขียนปุ๊บลงปั๊บ ไม่ได้ตรวจทานหรือพิจารณาสำนวนอะไรให้มากความ แต่ตอนนี้มีเวลามานั่งดูมากขึ้น ภาษาก็เลยอาจจะเปลี่ยนไปเล็กน้อยนะฮะ m(_ _)m
entry หน้าคงจะได้คั่นด้วยสควอลโล่สิบปีที่ดองเอาไว้ ส่วนสัปป้าสิบปีนั้น...ต้องรออาทิตย์หน้าค่ะ T_T

...รึว่าบอกคนอ่านอ่ะแก
#1 By dearchan on 2008-07-30 06:24