[SF]Reborn! : Notare
posted on 29 Aug 2008 21:38 by foundationโอ้วววววววววววววววววววววววววววววววววววว
หายหน้าหายตาไปหลายวัน เพราะอิเบนซ์ติดภารกิจกลับบ้านเกิดฮะ แหะๆๆ
ก่อนอื่นคงต้องขอบคุณสำหรับงาน Capsule 4 ที่ผ่านมา แม้มันจะช้า จะเลทไปเป็นอาทิตย์ แต่ก็ขอบคุณทุกท่านที่มาอุดหนุนจริงๆ ค๊าบบบบ m(_ _)m
วันนี้มีฟิคมาแปะ...ไปอ่านกันเลยดีกว่า
**********************************************
Title : Notare
Fandom : Katekyo Hitman REBORN!
Pairing : X27
Warning : R18 แรงตรงส่วนของคำพูดจ้ะ >///<
---------------------------------------------
ซาวาดะ สึนะโยชิเอนตัวลงพิงพนักเก้าอี้หนานุ่มเพื่อผ่อนคลาย แม้ว่านอกหน้าต่างบานเล็กจะเป็นทิวทัศน์อันสวยงามของแสงดาวนับล้าน ทว่านัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มที่มองออกไปก็หาได้เพลิดเพลินกับภาพเหล่านั้นไม่ มือเล็กบางยังคงจับปากแก้วคริสตัลสีใสไว้ในท่าเดิมเหมือนเมื่อหลายนาทีก่อน ทว่าน้ำสีอำพันที่เคยอยู่ในระดับครึ่งหนึ่ง บัดนี้ลดลงจนเหลือแค่รองแก้วให้พอมีสีสันยามแสงไฟตกกระทบเท่านั้น
กลับไปรีบอร์นคงได้ฆ่าเขาแน่
ชั่วแวบที่ความคิดหันเหไปยังเรื่องใหม่ รอยยิ้มบางก็ปรากฏขึ้นที่มุมปาก ดวงตาโตคู่สวยเบนกลับเข้ามามองจอทีวีแสดงภาพแผนที่โลก กลางแผนที่นั้นคือรูปเครื่องบินลำเล็ก เส้นสีแดงที่ถูกโยงแสดงเส้นทางการเดินทางหยุดลงตรงจุดหนึ่งของแผนที่
ซิซิลี ประเทศอิตาลี
แล้วดวงตาคู่เดิมก็เปลี่ยนเป็นความรู้สึกผิด
หวังว่าโกคุเดระคุงจะเห็นจดหมายที่วางอยู่บนโต๊ะ ไม่อย่างนั้นคฤหาสถ์วองโกเล่คงโกลาหลด้วยฤทธิ์ของผู้พิทักษ์แห่งวายุเป็นแน่
ใจจริงก็ไม่ได้คิดจะออกมาโดยไม่บอกกล่าวหรอก แต่พอคิดว่าถ้าบอกไปก็คงถูกคัดค้าน เผลอๆ อาจถึงขั้นรวมหัวกับครูสอนพิเศษตัวแสบกักบริเวณแล้ว... ก็รู้สึกว่าตัวเองคิดถูก
ร่างโปร่งขยับตัวลุกขึ้นเดินไปยังบาร์ขนาดเล็กที่เรียงรายไปด้วยเครื่องดื่มทุกชนิดเท่าที่พื้นที่เล็กๆ จะบรรจุไว้ได้ ก่อนจะหยิบขวดสีสวยที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ขึ้นมาเปิดเติมน้ำสีอำพันเพิ่มลงในแก้ว และยกขึ้นจิบ
ถึงจะเห็นแก่ตัวเกินไปหน่อย แต่ก็แค่สักครั้ง...
สักครั้งที่จะทำอะไรตามใจตัวเอง
สักครั้งที่จะทำอะไรเพื่อตัวเอง
ความเอาแต่ใจครั้งแรก...และครั้งสุดท้าย
...ติ๊ง...
แล้วเสียงสัญญาณสั้นแหลมก็ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงทุ้มต่ำของกัปตันรายงานด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า เขากำลังจะถึงที่หมายในอีกไม่นาทีข้างหน้า มือที่กำแก้วเผลอกระตุกบีบแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว นัยน์ตาสีน้ำตาลก้มลงมองน้ำสีอำพันในมือคล้ายกำลังสลัดความคิดทุกอย่างทิ้ง และเมื่อเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่นั้นก็เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว ไม่มีความลังเลใดๆ อีก
สึนะยกแก้วขึ้นกระดกของเหลวภายในลงคอจนเกลี้ยงภายในครั้งเดียว แล้วจึงหันไปจัดแจงวางมันลงในตำแหน่งที่มันควรอยู่ ก่อนจะเดินกลับไปนั่งประจำที่และคาดเข็มขัดสีเข้มอย่างเรียบร้อย
ตาสีน้ำตาลหันกลับไปมองท้องฟ้าอีกครั้ง
ท้องฟ้าสีดำสนิทกระจ่างไร้ซึ่งสิ่งใดบดบัง
แต่เพราะเป็นเช่นนั้น...
แสงดาวถึงได้กระจ่างพร่างพราวสวยงาม
----------------------------------------------
นับจากสนามบิน ใช้เวลาราวๆ ครึ่งชั่วโมงในการเดินทาง แสงจากหลอดไฟนีออนข้างถนนค่อยๆ เลือนหายเหลือแสงจากเสาไฟฟ้าที่ตั้งห่างเป็นระยะ เพียงพอแค่ทำให้เห็นถนนและรถที่วิ่งสวนไปมา
เมื่อสึนะหักเลี้ยวอีกครั้งรอบข้างก็มืดสนิท มีเพียงแสงไฟหน้ารถส่องทางเบื้องหน้าเท่านั้น
ชายหนุ่มเริ่มกังวลอีกครั้ง
หากครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของครูสอนพิเศษประจำตัวหรือผู้พิทักษ์คนอื่นๆ แต่เป็นสถานที่ที่เขากำลังจะไปถึงต่างหาก
ไม่รู้ว่าจะเจอการต้อนรับอะไรบ้าง
อาจจะเป็นปืนกลติดกำแพง ยามเฝ้าประตูหน้าตาไม่รับแขกและพร้อมที่จะหักคอแขกได้ทันทีที่สบตา
ไม่หรอก...สิ่งที่สึนะกังวลไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แบบนั้น
หรือเขาผิดที่ไม่ได้ส่งจดหมายแจ้งก่อนว่าจะมา
คิ้วเรียวเหนือดวงตาคู่โตขมวดเข้าหากัน ก่อนสะบัดหน้าไปมาช้าๆ คนเดียวด้วยรู้ดีว่า ต่อให้ส่งมามันก็คงถูกเผาทิ้งก่อนคนรับจะได้เปิดอ่าน คิดแล้วริมฝีปากก็ขยับหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างอดไม่ได้
ก็หมอนั่นเคยพอใจอะไรกับเขาบ้าง นอกจากเหล้ากับเลือด
ไม่ทันจะได้คิดนินทาต่อ เค้าร่างสีดำของรั้วเหล็กก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้น สึนะหยุดรถ เหลือบมองกล้องวงจรปิดที่ติดอยู่ตรงหัวกำแพง ไม่กี่วินาทีต่อมารั้วเหล็กก็เปิดออกช้าๆ แทนคำอนุญาตที่เงียบกริบ
รถยนต์สีดำเงาวับค่อยๆ เคลื่อนตัวผ่านกำแพงสูงใหญ่ที่เป็นเครื่องหมายตัดขาดจากโลกภายนอก ขับไปตามทางก่อนจะวนจอดใต้คฤหาสน์สีเข้มในความมืด มีเพียงสามสี่ห้องที่มีแสงไฟส่องผ่านกระจกให้รู้ว่ามีคนอาศัยอยู่
"โอ้อ้อ้อ้อ้อ้อ้!!!!!!!!!!!!!!!!!! กล้ามากนะเจ้าหนูที่มาเหยียบที่นี่"
เสียงตะโกนดังลั่นลอยมาตั้งแต่สึนะยังไม่ทันได้ลงจากรถด้วยซ้ำ ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่
มาแล้วนั่นไง...
ไม่กี่วินาทีต่อมา ชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง เรือนผมสีเงินยาวจรดสะโพก เจ้าของตำแหน่งเทพแห่งดาบรุ่นที่สองก็ปรากฏกายขึ้นพร้อม...ดาบสีเงินคมกริบ
ตั้งใจหาเรื่องกันตั้งแต่ยังไม่ได้พบหน้ากันเลยนะ
"ขอโทษที่มาถึงดึกดื่นแบบนี้ครับ คุณสควอลโล่" สึนะเอ่ยทักทาย ยิ้มให้เป็นปกติ ความเปลี่ยนแปลงทั้งหน้าที่และสภาพแวดล้อมทำให้เขาควบคุมสถานการณ์ได้ดีขึ้น...นิดหน่อย
"บุกคฤหาสน์ของวาเรียตัวคนเดียวแบบนี้ ดูถูกกันไปหน่อยรึเปล่า" สควอลโล่ยังคงตะโกนหาเรื่องเสียงดังอย่างไม่ใส่ใจรอยยิ้มอันเต็มไปด้วยไมตรีจิตของแขกสักนิด ถ้าเป็น 'บ้านปกติ' คงได้ยินเสียงตะโกนจากเพื่อนบ้านหรือถ้าโชคดีอาจจะได้รองเท้าฟรีชนิดไม่ซ้ำข้างเป็นของแถม
แต่ก็นั่นล่ะ...ที่นี่ไม่ใช่ 'บ้านปกติ' และรอบๆ รัศมีหลายกิโลเมตรนี้ก็ไม่มีบ้านหลังอื่นตั้งอยู่ด้วย
"ผมไม่ได้มาบุกวาเรียนะครับ" สึนะยิ้มจืดขึ้น หนักใจว่าจะอธิบายยังไงให้อีกฝ่ายยอมฟังเหตุผล หรือควรจะซัดกันให้เกือบตายก่อนแล้วค่อยอธิบายดี ไม่ทันที่สควอลโล่จะได้ตอบอะไร เสียงที่สามก็ดังขึ้นจากในตัวคฤหาสน์
"เห...ไดนาไมท์ไม่ได้มาด้วยเหรอ" เบลเฟเกอล์พุ่งเข้ากอดเอวบางๆ ของสควอลโล่พลางเอ่ยถาม รอยยิ้มกว้างอันเป็นเอกลักษณ์ประดับอยู่บนใบหน้าที่ถูกปิดบังด้วยยผมหน้าม้า เช่นเดียวกับมงกุฎใบน้อยที่ประดับอยู่บนศีรษะ
"ไม่ได้มาครับ" คนอายุน้อยกว่าตอบสั้นๆ โล่งใจที่มีตัวช่วย อย่างน้อยก็...คิดว่า...น่าจะพูดรู้เรื่องมากกว่าสควอลโล่...ถ้าไม่ไปทำอะไรถูกใจหรือไม่ถูกใจอีกฝ่ายเข้า
"บู่~ ไดนาไมท์ไม่มา เจ้าชายเบื่ออ่ะ สควอลโล่ไปเล่นกับเจ้าชายดีกว่า" ว่าแล้วก็กระแซะหา แต่คนตัวสูงกว่าดูท่าทางไม่มีอารมณ์อยากเล่นด้วยเท่าไหร่
"งั้นก็ไปตายซะ จะได้หายเบื่อ"
"งั้นสควอลโล่ก็ตายก่อนสิ แล้วก็กลับมาบอกเจ้าชายว่าตายแล้วหายเบื่อจริงรึเปล่า" เหตุผลประจำตัวถูกยกขึ้นอ้างให้คนจุดเดือดต่ำเริ่มจุดชนวนและพุ่งปรี๊ดขึ้นสู่จุดสูงสุดทันที
"ไม่เป็นไร ฉันจะสงเคราะห์ให้แกเอง" ไม่พูดเปล่าแต่ขยับดาบจ่อคอขาวๆ ที่อยู่ติดกับเอวของตนด้วย เบลเฟเกอล์ผละออกอย่างรวดเร็วพร้อมกับมีดเล่มสวยในมือ
"สควอลโล่ฆ่าเจ้าชายไม่ได้หรอก เพราะเจ้าชายเป็นเจ้าชาย~"
บทสนทนาหลังจากนั้นไม่ได้เข้าหัวสึนะอีกแล้ว เพราะเขาตัดสินใจเดินหนีขึ้นบันไดเสียก่อน ขืนอยู่ต่ออาจโดนลูกหลงจนลืมเหตุผลที่ทำให้เขาต้องมาถึงที่นี่ก็ได้
อย่างที่สควอลโล่พูด...สึนะไม่เคยมาที่คฤหาสน์ของพวกวาเรียมาก่อน ดังนั้น ประตูนับสิบที่เรียงรายตามความยาวของทางเดิน สำหรับสึนะแล้วจึงดูเหมือนกันหมด คิ้วบางขมวดเข้าหากันอีกครั้ง หันซ้ายหันขวาหวังว่าอย่างน้อยคงจะได้เจอคนรับใช้ที่อาศัยอยู่ที่นี่บ้าง แต่ก็เงียบสงบและว่างเปล่า
เอาเถอะ...อย่างมากก็แค่เปิดมันให้หมดทุกประตู
แม้จะคิดเช่นนั้น แต่สึนะกลับตรงไปยังห้องที่อยู่ด้านในสุด บอกไม่ถูกว่าทำไมขาทั้งสองข้างถึงพามาที่ห้องนี้ ก็แค่คิดว่าหมอนั่นน่าจะชอบที่เงียบๆ ไม่วุ่นวายจะได้นั่งกินเหล้าได้อย่างสบายใจ...ก็แค่นั้น ไม่สิ...ต้องบอกว่าอาศัยบรรยากาศไอดำน่ากลัวที่แผ่ออกมาจากประตูตรงหน้านี่ต่างหาก
คิดไปคิดมา...การที่คฤหาสน์หลังนี้ไม่มีคนรับใช้ก็ไม่แปลก ตราบใดที่มีหมอนั่นเป็นผู้อาศัย
เพล้ง!!
ทันทีที่สึนะบิดกลอนประตูเปิดแง้มได้ไม่ถึงนิ้ว เสียงแตกของสิ่งที่คาดว่าน่าจะเป็นแก้วเหล้าก็ดังกระแทกหู ยืนยันว่าลางสังหรณ์ของตนนั้นถูกต้องแม่นยำเพียงใด สึนะถอนหายใจและชั่งใจว่าควรจะเปิดเข้าไปหรือหันหลังเดินกลับดีกว่า
"จะยืนจะเน่าตายอยู่ตรงนั้นสินะ ไอ้สวะ!!!"
รู้เสียด้วยว่าเป็นเขา
สึนะเปิดประตู ระวังตัวเต็มที่เผื่อว่าเจ้าของห้องจะเกิดพิศวาทอยากประเคนเหล้าราคาแพงกระแทกใส่หัวต่อจากแก้วใบเมื่อครู่ แต่สุดท้ายก็สามารถเข้ามายืนในห้องได้โดยสวัสดิภาพ
แซนซัสยังคงเป็นแซนซัส
ตั้งแต่นัยน์ตาสีแดงเพลิงที่มองตรงมา ท่าทางหยิ่งยโสเหนือเก้าอี้บุผ้าเนื้อหนาสีแดงสด สุดท้ายคงเป็นแก้วเจียระไนใบสำรองในมือและขวดเหล้าที่ตั้งอยู่บนโต๊ะตัวเล็กไม่ไกลเกินมือเอื้อม
"ถ่อมาถึงนี่ กลัวจะมีชีวิตอยู่นานเกินไปสินะ" ถ้อยคำสบถยังคงไหลพรั่งพรูไม่ขาดสาย คนฟังก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือกแล้วเฮือกเล่าจนปอดแทบหลุดออกมา
"ถึงจะไม่ได้หวังให้นายพูดหวานๆ แต่ช่วยทักทายแบบที่คนปกติเขาทำสักครั้งไม่ได้เหรอ แซนซัส" แล้วแก้วเหล้าใบที่สองก็ปลิวมาหาตอบแทนคำขอ 'คนไม่ปกติ' ลุกพรวดตามมากระชากแขนสึนะแรงจนร่างนั้นปลิวไม่ต่างจากกระดาษ ก่อนประกบริมฝีปากทาบทับเร่าร้อน รุนแรง แม้สึนะจะเคยชินกับการกระทำของอีกฝ่าย แต่ก็ยังอดตกใจไม่ได้อยู่ดี
ทว่าเมื่อตั้งตัวติด ลิ้นเล็กๆ ที่เป็นฝ่ายตามก็เริ่มเกี่ยวกระหวัดลองชักนำลิ้นหนาที่บุกรุกเข้ามาอย่างสนุกสนาน รสจูบติดพันแปรเปลี่ยนเป็นความต้องการไม่มีที่สิ้นสุด
ผิวสัมผัสร้อนรุ่มส่งอุณหภูมิผ่านเสื้อเชิ้ตตัวบาง หากไม่กี่วินาทีต่อมาสิ่งขวางกั้นเหล่านั้นก็หลุดลอยไปกองอยู่บนพื้น มือเล็กไล้ไปตามแผ่นอกกว้างแข็งแกร่งอย่างเผลอไผล กดย้ำหนักเป็นระยะรับกับจังหวะที่มืออีกฝ่ายกำลังเค้นคลึงส่วนกลางลำตัวของตน กระทั่งปลายนิ้วแข็งชำแรกเข้าสู่ช่องทางคับแคบ มือที่ป่ายปะไปทั่วจึงกระตุกอ้อมไปโอบรอบลำคอคนที่อยู่เบื้องบนแทน
"อะไรกัน... แค่ไม่กี่เดือน ทำเหมือนยังบริสุทธิ์ไปได้" ถ้อยคำแสบสันผ่านริมฝีปากหนาได้รูป ไม่สามารถทำให้คนฟังระคายหู สึนะเหยียดยิ้มขึ้น ก่อนจะยกตัวขึ้นแนบริมฝีปากของตัวเองเข้ากับใบหูอีกฝ่าย
"แน่นอน ไม่เหมือนของนายนี่ เดือนนี้ใช้กับผู้หญิง...หรือผู้ชายไปกี่คนล่ะ" เสียงกระซิบพร่า ลิ้นเล็กเลียไล้ใบหูยั่วเย้าหวังให้อีกฝ่ายคลั่ง และแซนซัสก็ตอบสนองความต้องการนั้นด้วยการขยับนิ้วเข้าออกรวดเร็ว จนสึนะครางหวานหูดังก้องไปทั่วห้อง สะโพกเล็กแอ่นรับการปรนเปรอของอีกฝ่ายอย่างเต็มใจและร้อนแรงไม่แพ้กัน
แซนซัสก้มลงจูบแผ่นอกขาวที่แดงเรื่อและชื้นแฉะจากเหงื่อที่ขับออกมาหวังจะระบายความร้อนภายในร่าง แต่อุณหภูมิที่นิ้วของเขารับรู้จากภายใน มันไม่ได้ลดน้อยถอยลงมีแต่จะยิ่งร้อนขึ้น มากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ และไม่รู้เป็นเพราะความร้อนนั่นหรือไม่ ทั่วร่างบอบบางถึงได้มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ไม่ต่างจากกลิ่นกำยานให้รู้สึกเมามาย แซนซัสขยับริมฝีปากจากแค่การประทับหนักๆ เริ่มขบเม้มทิ้งรอยจ้ำแดงแสดงความเป็นเจ้าของไว้ทั่วร่าง และทุกครั้งที่ทำเช่นนั้น มือที่กำลังสางผมสีดำสนิทก็จะกระตุกจิกกำด้วยอารมณ์รัญจวนจนแทบหายใจไม่ออก
แล้วนิ้วทั้งสามที่ฝังอยู่ในร่างก็ถอนพรวดออกให้สึนะรู้สึกขัดใจ ทว่าวินาทีต่อมาเสียงกรีดร้องก็ผ่านลำคอเป็นช่วงสั้นๆ และหยุดลงด้วยความจุก แก่นกายแข็งขึงและร้อนรุ่มที่ดันเข้ามาจนมิดในครั้งเดียวทำให้ร่างเล็กรู้สึกจุกไปหมด แม้ว่าช่องทางจะได้รับการเตรียมพร้อมแต่ขนาดที่ต่างกันเกินไปก็ทำให้เกิดรอยแผลฉีกขาด โลหิตสีแดงไหลอาบต้นขาซึมลงสู่ผ้าปูเตียงสีขาวยับย่นเบื้องล่าง
"อย่าสลบไปเสียก่อนล่ะ เจ้าสวะ!" เสียงทุ้มดุดันข้างหูเป็นตัวกระตุ้นให้สึนะกัดฟันปรือตาขึ้นสบนัยน์ตาสีเพลิงที่แสดงออกทั้งความสะใจ และกามารมณ์ที่ไม่คิดจะปิดบัง
"ถ้านาย...ทำได้น่ะนะ" แม้ความเจ็บปวดจะขับกล่อมให้สติค่อยๆ เลือนลาง แต่ริมฝีปากแดงช้ำก็ยังทำหน้าที่ของมันได้อย่างซื่อตรง
"ดี ทำตัวให้อึดสมกับเป็นสวะที่ฆ่าไม่ตายหน่อยก็แล้วกัน"
สิ้นคำนั้น แซนซัสก็เริ่มขยับตัวด้วยความเร็ว มือข้างหนึ่งรั้งสะโพกเอาไว้ให้สามารถรับตัวเขาเข้าไปได้เต็มที่ อีกมือหนึ่งก็ขยับปรนเปรอส่วนที่ตื่นตัวของร่างเล็กกว่า เสียงหอบคราง เสียงหายใจสั้นถี่ตามจังหวะกระแทกลอยปะปนในห้องกว้างอยู่ไม่นาน ก่อนที่เสียงกรีดร้องหวานหูจะดังก้องอีกครั้งด้วยอารมณ์ที่ถูกปลดปล่อยในที่สุด
---------------------------------------------------
แสงสลัวผ่านม่านหนาหนักที่ปิดบังหน้าต่างบานใหญ่บ่งบอกให้รู้ว่าแสงอาทิตย์เริ่มจับขอบฟ้า ร่างเล็กที่นอนขดกายอยู่บนเตียงใหญ่ใต้ผ้าห่มหนาขยับตัวเพียงเล็กน้อย แล้วก็นิ่งไปด้วยความเจ็บปวดที่แล่นปราดจากด้านล่าง ผ่านไปอีกครู่หนึ่งร่างนั้นก็ขยับตัวขึ้นมานั่งและก้าวลงจากเตียงอย่างเงียบกริบ ร่างเล็กบอบบางก้มลงหยิบเสื้อผ้าที่กระจัดกระจายไปทั่วห้องก่อนพาตัวเองเข้าไปยังห้องอาบน้ำที่อยู่ติดกัน
สายน้ำเย็นที่ไหลปะทะใบหน้าทำให้สึนะรู้สึกสดชื่นขึ้นมาเล็กน้อย จะมีก็แต่อาการเคล็ดแถวๆ สะโพกกับความเจ็บแสบตรงช่องทางด้านหลังเท่านั้นที่ทำให้รู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้าง ตาสีน้ำตาลก้มลงมองผิวขาวๆ ที่เต็มไปด้วยรอยจ้ำแดงของคนที่ยังนอนอยู่ในห้องแล้วผ่อนลมหายใจช้า นั่งลงบนขอบอ่างสีขาว
ไม่ได้นึกอยากให้เวลายืดไปสักนิด
ความเจ็บปวดเหล่านี้ แค่คืนเดียวก็แทบทนไม่ไหว แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอยากหนีเช่นกัน
จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมถึงยังปล่อยให้ความสัมพันธ์เช่นเมื่อคืนยังดำเนินต่อมาเรื่อยๆ
ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงต้องมาหาแซนซัสถึงที่นี่
ปรารถนา?...ไม่ใช่หรอก
ต้องการ?...ไม่ใช่หรอก
รัก?...ไม่ใช่หรอก
ทั้งเขา ทั้งแซนซัส
ต่างก็แค่...แผดเผาซึ่งกันและกันเท่านั้น
ดูว่าใครที่จะมอดไหม้ไปก่อนกัน
สึนะตัดสินใจยืนขึ้นเพื่อชำระร่างกายอย่างจริงๆ จังๆ เสียที ก่อนจะเดินออกจากห้องน้ำด้วยชุดเดียวกันกับที่เมื่อคืนใส่มา
ในห้อง แซนซัสตื่นแล้ว และเริ่มกิจวัตรประจำวันด้วยการนั่งดื่มเหล้าอยู่บนเก้าอี้ประจำตัวโดยนุ่งกางเกงตัวเดียว เมื่อสึนะก้าวเข้าไปหา นัยน์ตาสีแดงนั้นก็ทำเพียงแค่ปรายมองและหันกลับไปรินเหล้าให้ตัวเองต่อ
สึนะยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก รอยยิ้มที่เพิ่งมีขึ้นเมื่อตอนที่เขาขึ้นเป็นบอสแห่งวองโกเล่แฟมิลี่
ไม่ไร้เดียงสา...แต่ก็ไม่ดูแคลนทุกสิ่ง
เมื่อไม่มีคำทักทายตั้งแต่แรกพบ...
...แล้วไยถึงต้องการคำล่ำลา?
สึะหมุนตัวเดินออกจากห้อง หากทันทีที่มือเล็กเอื้อมจับลูกบิดอันเย็นเฉียบ เสียงทุ้มห้าวก็กระชากขึ้นเบื้องหลัง
"จำไว้"
ร่างเล็กบอบบางหันกลับมา
"แกกับฉันก็แค่กรรมเก่า"
เพียงแค่นั้นรอยยิ้มหวานที่ลืมเลือนก็ปรายขึ้นบนใบหน้าขาว ศีรษะเล็กๆ ผงกช้าๆ คล้ายย้ำประโยคที่อีกฝ่ายเพิ่งพูดออกมา
นั่นสินะ...แค่กรรมเก่าเท่านั้น
~Fin~
************************************
มาจะกล่าวบทไป~
ถึงฟิคเรื่องนี้~
จะบอกว่ามันเป็น 1 ในโปรเจคที่คุยไว้กับเฟียร์ล่ะ เคะๆๆๆ พอดีสัญญากับเฟียร์ไว้นานละว่าจะแต่ง ช่วงที่กลับบ้านสมองก็ไหลพอดี เคะๆๆ
น่าจะเป็นแบบที่แกไม่ชอบเท่าไหร่ แต่ฉันเขียนแล้วนะเฟียร์ = ="
โปรเจคนี้มี 3 ภาค...อีกแล้ว ได้แก่ Notare / Attirare และ Lasciare (สาบานได้ว่าพล็อตยังไม่เสร็จ แต่มีชื่อเรื่องแล้ว) เป็นโปรเจคที่...คาดว่าคงได้ดองจนกว่าสามเหลี่ยมและดอนฯ จะจบ แต่อาจจะได้อ่านกันก็ได้นะเอ้อ ไม่แน่หรอก เพราะอิเบนซ์มันผีเข้าผีออกจะตาย กรั๊กๆๆ
กลับบ้านรอบนี้แอบแฮปปี้ ได้ลูกสาวเครื่องใหม่สุดไฮโซ(เพราะเธอใช้ Vista) แถมยังปั่นฟิคได้อีก 3 เรื่องๆ ละ 1 ตอน แถมได้พล็อตเรื่องใหม่อีกเรื่องต่างหาก เคะๆๆ หวังแต่ว่ามันจะผลิดอกออกผลเป็นเรื่องได้ครบ สาธุ~
Nexe Entry : Triangle #5

...
#1 By [Joey]I'm the tutor home Reborn on 2008-08-30 01:18