ทุกรูปในบล็อกนี้ห้ามทำ hotlink โดยเด็ดขาดค่ะ

[Fic]Reborn! : Triangle [5]

posted on 01 Sep 2008 22:42 by foundation

Title : Triangle [5]
Fandom : Katekyo Hitman Reborn!
Pairing : It's a S-E-C-R-E-T ♥
Ratine : คิดว่ายังเป็น PG อยู่...

----------------------------------------------------
 

        "รับชาสักถ้วยไหมครับ?"


        นั่นคือประโยคแรกของพนักงานขายเจ้าของนัยน์ตาสองสีประหลาด เก้าอี้ทรงสูงถูกยกมาให้ลูกค้าร่างเล็กนั่งลงโดยไม่เอ่ยอะไรทั้งสิ้น ตามมาด้วยกลิ่นหอมของน้ำชาในถ้วยสีขาวบนเคาน์เตอร์ไม้ตรงหน้า แล้วความเงียบก็โรยตัวลงมา ไม่มีแม้แต่เสียงลมพัดหรือเสียงนาฬิกาให้ได้ยิน


        "ผม...ทนไม่ได้" ในที่สุดลูกค้าร่างเล็กก็พูดขึ้น หลังจากไอสีขาวเหนือถ้วยชาได้จางหายไปในอากาศ หากตาสองสีของคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ไม่ได้เงยขึ้นมอง


        "ผมเคยจินตนาการ..." สึนะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง "ถ้าหากว่าคุณฮิบาริคบกับยามาโมโตะ ถ้าสองคนนั้นพูดคุยกัน จับมือ กลับบ้านด้วยกัน..." ประโยคต่อมาถูกลืนหายไปในลำคอ นัยน์ตาคู่โตที่ไม่ฉายภาพใดๆ กระตุกไหว ร่างเล็กกลืนน้ำลายอย่างยากเย็นคล้ายพยายามฝังคำพูดและความคิดเมื่อครู่ให้จมลงไป และไม่ต้องการให้มันกลับมาอีก


        ทว่ายิ่งทำเช่นนั้น เสียงคราง เสียงเสื้อผ้าเสียดสีที่ได้ยินในวันนั้นก็มีแต่จะชัดเจนยิ่งขึ้น บีบรัด บดขยี้ กรีดหัวใจ เจ็บจนแม้จะส่งเสียงร้องก็ยังทำไม่ได้


        สึนะหยุดเรียนนับตั้งแต่วันนั้น หยุดโดยไม่บอกเหตุผลและไม่ต้อนรับใครทั้งสิ้น คนที่สามารถผ่านประตูห้องเข้ามาได้มีเพียงมารดาที่คอยดูแลด้วยความเป็นห่วงเท่านั้น


        โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...ยามาโมโตะ


        เด็กหนุ่มถึงกับขอร้องมารดาให้กันเพื่อนรักคนนี้ไว้ ไม่ให้เหยียบย่างขึ้นมาถึงหน้าห้องของเขาเด็ดขาด เพราะสึนะกลัว...กลัวว่าถ้าได้ยินเสียงหรือเพียงแค่รับรู้ถึงตัวตนของยามาโมโตะ ความริษยาอันน่ารังเกียจในใจจะปะทุขึ้นจนไม่อาจระงับไว้


        "ถึงยามาโมโตะจะเป็นเพื่อนที่ผมรักมากที่สุดเท่าที่เพื่อนคนนึงจะรักได้ แต่ถ้าเขาจะยืนเคียงข้างกับคนที่ผมรักมากที่สุด สุดท้ายผมก็คงต้องเกลียดชังยามาโมโตะ สาปแช่ง ภาวนาให้พวกเขาไม่มีความสุข ยิ่งแตกแยกกันเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี ผมทนไม่ได้หรอกนะครับที่จะให้ตัวเองกลายเป็นแบบนั้น และเพราะทั้งคู่ต่างก็เป็นคนที่ผมรักมากที่สุด ผมถึงไม่อยากให้พวกเขาเห็นตัวตนที่น่ารังเกียจนั่น"


        นั่นคือความหมายของคำว่า 'ทนไม่ได้'


        ตาสองสีจึงเงยขึ้นมองใบหน้าขาวซีดด้วยความแปลกใจแต่ไม่สงสัย


        "แปลกสินะ...คนอย่างผมน่ะ ทั้งๆ ที่ผมก็รักทั้งสองคนไม่ต่างกัน ทั้งๆ ที่ผมอยู่ตรงกลางมาตลอด แล้วทำไม...ทำไมสายของคุณฮิบาริถึงมองข้ามผมไป" จากเสียงแหบแห้งบัดนี้เครือด้วยอารมณ์ที่ถาโถมเข้ามาอยู่นานหลายวัน ไม่มีหยุดพัก ไม่มีการรั้งรอและไม่มีความเห็นใจ


        "ไม่แปลกหรอกครับ เมื่อมันเป็นเรื่องปกติของสามเหลี่ยมที่ไม่มีวันกลายเป็นเส้นตรง"


        คราวนี้นัยน์ตาสีน้ำตาลเป็นฝ่ายเงยขึ้นมองพนักงานประหลาดบ้าง ความสงสัยฉายชัดอยู่ภายใน


        "ผมไม่ได้รักยามาโมโตะแบบเดีย..."


        "เพราะมันเป็นสามมุมยังไงล่ะครับ" พนักงานร่างโปร่งตอบขัดด้วยรอยยิ้มโดยไม่รอให้ลูกค้าพูดจบ "เพราะทั้งคนต่างก็เป็นคนที่คุณรัก แต่คุณไม่สามารถยอมรับได้หากสองคนนี้ยืนอยู่บนจุดเดียวกัน ดังนั้นมันจึงเป็นสาเหตุที่คุณจะไม่มีวันได้ยืนอยู่บนระนาบเดียวกับพวกเขา" เสียงทุ้มพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ ขณะรินน้ำชาถ้วยใหม่


        "ถึงจะได้เดินเคียงข้าง ใกล้ชิดกันมากเพียงใด แต่เส้นทางของคุณกับพวกเขาจะไม่มีวันตัดผ่าน พวกคุณไม่มีวันจะได้เดินอยู่บนเส้นทางเดียวกัน เพราะฉะนั้นมันถึงเป็นสามเหลี่ยมยังไงล่ะครับ"


        ...สามเหลี่ยม...


        "งั้นเหรอ"


        เป็นคำตอบสั้นจากปากของคนที่เพิ่งถูกมีดกรีดซ้ำแผลเก่า ตาสีน้ำตาลใสว่างเปล่าบัดนี้เริ่มตอบรับแสงไฟและภาพรอบตัว พนักงานประหลาดยังคงยิ้ม ไม่รู้สึกแปลกใจกับการทำใจอันรวดเร็วของลูกค้า รวมไปถึงความเด็ดเดี่ยวที่กลับมาสะท้อนอยู่ในดวงตาคู่สวยเช่นครั้งแรกที่ได้พบกัน


        "ถ้าไม่มีมุมใดหายไป มันก็ไม่มีทางกลายเป็นเส้นตรงสินะ" คำพูดนั้นเปรยผ่านริมฝีปาก แล้วสึนะก็เริ่มขยับ โดยเอื้อมไปยกน้ำชาเย็นชืดขึ้นดื่มให้ความขมแผ่เต็มปากและบาดลำคอยามกลืนลงไป ก่อนจะเอ่ยอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่ไม่ต่างจากเสียงกระซิบ


        "แต่ผมจะไม่ยอมเป็นมุมที่หายไปเด็ดขาด"


        เพียงแค่นั้นรอยยิ้มมุมปากของพนักงานประจำร้านก็ขยับกว้าง และลุกขึ้นยืน


        นัยน์ตาสีน้ำตาลยังจ้องมองตะกอนชาสีเข้มที่นอนอยู่ก้นถ้วยคล้ายทบทวนสิ่งที่ตนเพิ่งได้ตัดสินใจ...


        ทำในสิ่งที่ตนไม่เคยคิดจะเชื้อแม้เศษเสี้ยวหัวใจ


        สึนะเงยหน้าขึ้น รับรอยยิ้มของชายหนุ่มตรงหน้าด้วยแววตามั่นคงจนน่ากลัว


        "ผมขอซื้อความรักของคนๆ นั้น...หัวใจของคนที่ชื่อ ฮิบาริ เคียวยะ"


        สิ้นคำพูด พนักงานร่างสูงก็ค้อมตัวลง เดินออกจากเคาน์เตอร์ตรงไปยังโต๊ะที่เต็มไปด้วยหนังสือ ก่อนจะหยิบสมุดเล่มเล็กขึ้นมายื่นให้สึนะรับมันมาด้วยท่าทีงุนงง


        แค่นี้หรือ? เพียงแค่นี้ก็ทำให้คุณฮิบาริรักเขาแล้วอย่างนั้นหรือ?


        เด็กหนุ่มก้มลงมองสมุดในมืออย่างไม่เข้าใจ มันเป็นสมุดโน้ตปกแข็งขนาดราวๆ หนึ่งฝ่ามือที่หาซื้อได้ตามร้านขายเครื่องเขียนทั่วไป ปกเป็นลายหลากสี แต่เมื่อสึนะพยายามจะเปิดดูข้างในกลับไม่สามารถทำได้ ราวกับมีกาวทาติดเอาไว้


        "คุณจะเปิดมันได้ก็ต่อเมื่อตกลงจะ 'ซื้อ' จริงๆ ครับ" พนักงานขายพูดเมื่อเห็นแบบนั้น สึนะเงยหน้าขึ้นและเข้าใจทันที


        เพราะเขายังไม่ได้ 'จ่าย' สำหรับการซื้อครั้งนี้นั่นเอง


        "ฉัน...ต้องจ่ายเท่าไหร่" มาถึงตอนนี้สึนะเริ่มวิตกกังวล เงินในกระเป๋าของเขามีอยู่แค่ไม่กี่พันเยนเท่านั้น จริงอยู่ถ้าให้ซื้อแค่สมุดโน้ตเล่มแค่นี้มันคงไม่มีปัญหา แต่สิ่งที่เขาเรียกร้องมันไม่ใช่แค่สมุดโน้ตนี่นา


        ทว่าพนักงานประหลาดกลับส่ายหน้า


        "สิ่งที่คุณต้องจ่ายสำหรับการซื้อในครั้งนี้ไม่ใช่เงินหรอกครับ"


        ตาคู่โตเบิกกว้างขึ้น ไม่ว่าจะคิดยังไงหรือตีความแบบไหน ไอ้ประโยคที่ได้ยินมันก็ไม่พ้นจะให้เขา...


        หากไม่ทันที่สึนะจะได้ฟุ้งซ่านต่อ ริมฝีปากที่เหยียดยิ้มเกือบตลอดเวลาก็ขยับหัวเราะเบาๆ


        "และก็ไม่ใช่สิ่งที่คุณคิดด้วยครับ"


        ถึงจะได้ยินเช่นนั้น แต่สึนะก็ยังก้าวถอยหลังไปอีกสองก้าวอยู่ดี คนถูกเข้าใจผิดก็ไม่ได้ติดใจและหัวเราะต่อไป


        "สิ่งที่คุณต้องจ่ายสำหรับการซื้อความรักในฐานะคนรักของฮิบาริ เคียวยะ ก็คือความรักในฐานะเพื่อนรักที่ยามาโมโตะ ทาเคชิมีให้คุณยังไงล่ะครับ"


        สึนะเงียบไปอีกครั้ง และครั้งนี้ก็เงียบไปเพราะความงุนงงระคนตกใจจริงๆ เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนสะบัดไหวไปมาตามแระสั่นศีรษะ


        "แต่มันไม่เหมือนกัน...ทำไมฉันจะต้อง..." เด็กหนุ่มแย้งทั้งที่ยังส่ายหน้าไม่หยุด เสียงขาดหายไปในลำคออีกครั้ง


        แค่ความเจ็บปวดจากการเฝ้ามองยังไม่เพียงพออีกอย่างนั้นหรือ?


        "ทำไมจะไม่เหมือนกันล่ะครับ?" ร่างสูงนั้นย้อนถาม "ในเมื่อความรักก็คือความรัก คุณที่ปรารถนาจะได้ความรักจากใคร ก็ต้องมีสิ่งตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ ไม่เคยได้ยินหรือครับที่ว่า ถ้าต้องการให้ใครรัก เราก็ต้องมอบความรักให้เขาก่อน"


        คำสอนนั้นกลั้วด้วยเสียงหัวเราะบางเบา ไม่ใช่น่าขันแต่ฟังดูเป็นการเยาะเย้ยเสียมากกว่า


        "แต่มันไม่เหมือนกัน..." สึนะยังคงย้ำความคิดของตัวเอง ขาทั้งสองก้าวถอยพาร่างไปติดกับประตูร้าน ที่จับอันเย็นเฉียบสัมผัสกับต้นแขนให้รับรู้ว่าทางออกอยู่ด้านหลัง เพียงแค่โยนสมุดในมือทิ้ง หันหลังกลับ เปิดประตู และวิ่งออกไป เรื่องที่ได้ยินทั้งหมดก็จะหายไป เขาก็ไม่จำเป็นต้องสูญเสียยามาโมโตะไป


        แต่สึนะก็ยังคงยืนอยู่ตรงนั้น จับจ้องใบหน้าที่ประดับรอยยิ้มน้อยๆ ด้วยสายตาปฏิเสธ


        "สำหรับคุณอาจจะไม่ แต่สำหรับผม...แม้จะไม่ใช่ความรักแบบเดียวกัน ไม่ใช่นิยามที่เหมือนกันแต่ความรักก็คือความรัก และมันก็มีค่าเท่ากันทั้งหมด"


        ราวกับถูกตรึงด้วยตะปูตัวใหญ่ สึนะถึงกับพูดไม่ออก เขายอมแลกทุกอย่างในชีวิตเพื่อได้รับความรักจากคุณฮิบาริ แต่ไม่เคยคิดว่าจะต้องแลกความรักที่มีให้กับยามาโมโตะในฐานะเพื่อนสนิทมาก่อน


        "แต่การบังคับอะไรสักอย่างให้ได้ตามใจตัวเอง มันก็ต้องมีค่าตอบแทนที่เท่าเทียมกัน" จู่ๆ ฝ่ายนั้นก็พูดเสริมขึ้น "คุณจะมีความสุขกับความรักของฮิบาริ เคียวยะไปตลอดชีวิต ในขณะเดียวกันก็ต้องรับความเจ็บปวดที่ต้องสูญเสียยามาโมโตะ ทาเคชิไปตลอดชีวิตเช่นกัน ไม่คิดว่ามันสมเหตุสมผลหรือครับ?"


        สมเหตุสมผล?


        สึนะหลับตา กัดปากตัวเองอย่างพยายามระงับความเจ็บปวดในใจ


        ใช่...เขารู้ดีอยู่แล้วนี่ว่าการทำแบบนี้คือการทรยศยามาโมโตะ สิ่งที่อีกฝ่ายพูดมาก็ถูกต้องทุกอย่างแล้วทำไมถึงยังไม่ยอมรับ?


        เพราะคนหนึ่งมีค่าเกินกว่าจะสูญเสีย


        และอีกคนหนึ่งก็รักมากเกินกว่าจะปล่อยมือ


        "ว่าอย่างไรล่ะครับ ถ้าคุณตอบรับ ก็จะได้ความรักจากฮิบาริ เคียวยะอย่างที่คุณต้องการ แต่ถ้าคุณปฏิเสธ คุณก็ยังได้รับความรักจากยามาโมโตะ ทาเคชิเช่นเดิม"


        และ...กลับไปเจ็บปวดเจียนตายเช่นเดิมอย่างที่เคยเป็นมา


        เพราะมันคือสามเหลียมที่ไม่มีวันกลายเป็นเส้นตรง


---------------------------------------


        กริ๊งงงงงงงงงงงงง


        เสียงนาฬิกาปลุกบาดแก้วหูแผดขึ้นในเช้าวันใหม่ที่สดใส กองผ้าห่มผืนหนาขยับยุกยิกก่อนที่มือสีขาวจะโผล่พ้นออกมาคลำหาต้นตอเพื่อจัดการปิดเสียงอันน่ารำคาญนั่นซะ แล้วมือนั้นก็ถูกดึงกลับเข้าไปใต้ผ้าห่มผืนหนาเช่นเดิม ทว่าอีกไม่กี่นาทีต่อมากองผ้าห่มก็ขยับอีกครั้งและครั้งนี้ร่างที่อยู่ข้างใต้ก็ค่อยๆ โผล่ออกมาอย่างง่วงงุน


        สึนะอ้าปากกว้างหาวออกมาจนน้ำตาไหล ค่อยๆ ยันตัวเองขึ้นนั่งปาดน้ำตาที่เกาะอยู่ออกก่อนจะเลยถัดไปขึ้นขยี้ผมสีน้ำตาลชี้ฟูของตัวเองต่อ ใจจริงอยากนอนอีกหน่อย แต่ขืนทำแบบนั้นวันนี้คงได้กลับบ้านแบบศพไม่สวยแน่ๆ


        ร่างเล็กลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัว หยิบทุกอย่างที่ต้องใช้ใส่กระเป๋าและก้าวออกจากห้องลงไปยังห้องครัว


        "อ้าว ซือคุง ทำไมใส่ชุดนักเรียนล่ะ วันนี้วันอาทิตย์นี่นา" คุณแม่ที่ยืนทำอาหารเช้าทักอย่างแปลกใจ


        "มีธุระนิดหน่อยนะฮะ คงจะกลับเย็น" สึนะตอบสั้นๆ คว้าแก้วนมขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด แล้วจึงหยิบแผ่นขนมปังจากห่อมาปาดเนยลวกๆ ยัดใส่ปากตัวเองก่อนจะวิ่งออกจากบ้านทันที โดยไม่ลืมจะเอ่ยลามารดาที่ยืนงงอยู่ในครัวเหมือนวันปกติ


        ตาสีน้ำตาลเหลือบมองนาฬิกาข้อมือเป็นระยะ ยิ่งเข็มยาวกระดิกเคลื่อนไปมากเท่าไหร่ ความเครียดก็ยิ่งก่อตัวสูงขึ้นเท่านั้น หากเมื่อเห็นประตูรั้วโรงเรียนเปิดอยู่ก็ถอนหายใจโล่งอกและเริ่งฝีเท้าขึ้น


        ตึกเรียนในวันหยุดที่ไร้ผู้คนนั้นเงียบสงบ แม้แต่สนามสีน้ำตาลที่มักจะมีเสียงซ้อมเฮฮาของเหล่านักกีฬาชมรมต่างๆ ก็มีสภาพไม่ต่างกัน มันเงียบเสียจนสึนะรู้สึกว่าทำครั้งที่ย่ำไปบนพื้นนั้นก่อให้เกินเสียงที่ดังก้องไปจนถึงชั้นบน


        แต่สึนะไม่ได้ขึ้นไปถึงชั้นบนสุด เขาหยุดอยู่แค่ชั้นสามตรงหน้าห้องๆ หนึ่ง ร่างเล็กสูดหายใจลึกก่อนเอ่ยเสียงดังพอที่จะทำให้คนด้านในได้ยิน


        "ขออนุญาตครับ"


        สิ่งที่สึนะเห็นเป็นอย่างแรกคือร่างสูงหลังโต๊ะใหญ่ที่กำลังก้มหน้าก้มตาจัดการงานเอกสาร ร่างนั้นไม่ได้เอ่ยทัก คาดโทษ ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองแขกคนใหม่ เด็กหนุ่มเผลอเหยียดยิ้มโดยไม่รู้ตัว ทั้งโล่งอกและเจ็บปวดในคราวเดียวกัน ก็เข้าใจอยู่หรอกว่าวันนี้อีกฝ่ายไม่ได้เอ่ยชวนหรือบังคับให้มา


        "ขอโทษที่มาสายครับ" ร่างเล็กเดินมาหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะใหญ่ คราวนี้ตาสีดำขลับจึงยอมละจากงานตรงหน้าขึ้นเหลือบมองใบหน้าขาวซีดเต็มไปด้วยเหงื่อ แล้วก้มลงอีกครั้ง...ไม่สนใจ


        ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่น เปลือกตาทั้งสองหลับลงซ่อนแววตาปวดร้าว ทว่าเสียงทุ้มก็เอ่ยขึ้นในวินาทีต่อมา


        "ไปนั่งพักซะ แล้วชงชามาให้ฉันด้วย"


        ไม่ใช่คำปลอบหวานหู หรือถ้อยคำห่วงหา เป็นเพียงคำสั่งที่ทำให้หัวใจของคนฟังพองโตด้วยความยินดี สึนะรับคำหากไม่ได้ไปนั่งพักอย่างที่อีกฝ่ายว่า แต่เดินตรงไปยังส่วนที่จัดแยกไว้เพื่อชงชาตามคำสั่งชุดหลัง


        เมื่อกลับออกมาอีกครั้งก็พบว่าอีกฝ่ายไม่ได้ก้มหน้าก้มตาทำงาน แต่กำลังนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างคล้ายใจลอย ทันทีที่สึนะก้าวเข้าไปใกล้ นัยน์ตาสีดำขลับคู่นั้นก็เบือนกลับมา ร่างเล็กเดินไปเสิร์ฟน้ำชาเงียบๆ และเดินกลับมานั่งลงยังโซฟากลางห้องโดยไม่พูดอะไรทั้งสิ้น ด้วยรู้ดีว่าคนอย่างฮิบาริ เคียวยะพอใจที่จะอยู่ในความเงียบมากกว่า


        เสียงขีดเขียนดังขึ้นอีกครั้ง แม้จะรู้สึกกดดัน แต่ตาคู่โตก็ยังลอบมองใบหน้าคมของฮิบาริด้วยรอยยิ้มน้อยๆ มุมปากเกือบตลอดเวลา หากเป็นเมื่อก่อน...ไม่ต้องนานมาก แค่สักอาทิตย์ที่แล้ว การที่เขาสามารถเข้ามานั่งอยู่ในห้องทำงานของฮิบาริได้นั้นแทบจะเรียกได้ว่าเป็นความฝัน ฝันที่ต่อให้วิ่งไล่ตามเท่าไหร่ก็ไม่มีวันเข้าถึง ดังนั้นแม้จะดูเย็นชาไปบ้างแต่อย่างน้อยฮิบาริก็รับรู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้


        เวลาผ่านไปโดยไม่รู้ตัว ความเงียบกับความเย็นของเครื่องปรับอากาศทำให้สึนะเผลอหลับไป กว่าจะรู้สึกตัวอีกที ท้องฟ้าด้านนอกก็กลายเป็นสีส้มแดงแล้ว ร่างเล็กงัวเงียขึ้นมานั่ง เสื้อคลุมสีดำที่คลุมอยู่ตรงไหล่จึงเลื่อนหล่นลงมากองอยู่บนตัก ตาคู่โตเบิกกว้างเล็กน้อยแปลกใจ และเมื่อเงยหน้าหวังจะหาผู้เป็นเจ้าของเสื้อก็พบกับเงาร่างสีดำยืนอยู่ตรงหน้าต่างให้แสงสีส้มอาบร่าง เกิดเป็นเงาดำยาวพาดไปตามพื้นห้อง


        สีดำที่เขาหลงใหลมาตลอด


        "เย็นมากแล้ว นายกลับบ้านไปซะ" จู่ๆ ฮิบาริก็พูดขึ้นโดยไม่หันกลับมามอง คนที่เผลอใจลอยสะดุ้งเฮือก เจ็บแปลบหัวใจกับคำไล่ แต่สึนะก็รู้ดีอีกนั่นล่ะว่าคนอย่างฮิบาริไม่ใช่คนที่จะพูดดีๆ พูดหวานๆ กับใคร เพียงแค่ไม่ขับไล่ไสส่งและยังมีคำพูดที่ส่งมา แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว


        "...ขอโทษที่เผลอหลับ..ครับ" สึนะเอ่ยเสียงเบา ลุกขึ้นก้มหน้าก้มตาเดินไปคืนเสื้อคลุมของอีกฝ่าย ทั้งที่ตั้งใจว่าจะมาช่วยงาน จะงานเล็กงานน้อยเขาก็อยากจะช่วยแบ่งเบา แต่ดันเผลอหลับไปซะนี่


        ตาสีดำเหลือบมองหน้าคนสำนึกผิด ก่อนจะรับเอาเสื้อคลุมของตนกลับมา


        "กลับเถอะ จะไปส่ง" ถ้อยคำตอบรับนั้นไม่ได้กระด้างเช่นเมื่อเช้า ฟังดูอ่อนโยนแต่ไม่ถึงกับนุ่มหู สึนะขยับยิ้มกว้างอย่างยินดีก่อนพยักหน้ารับเร็วๆ เดินไปหยิบกระเป๋ารอให้คนพูดเดินนำออกจากห้อง


        โรงเรียนที่อาบด้วยแสงสีส้มยังคงสวยงาม ด้วยความที่เป็นวันหยุดบรรยากาศรอบตัวจึงเงียบสงัด


        "มีอะไรหรือครับ?" สึนะถามขึ้นเมื่อเห็นว่าคนข้างกายหยุดเดิน และพอเห็นว่าสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังมองนั้นคือสิ่งใด มีดล่องหนนับร้อยนับพันเล่มก็พลันแทงทะลุทั่วร่าง


        ก็แค่สนามดินที่ว่างเปล่า...


        แค่สนามดิน...


        สึนะเบือนหน้ากลับมาย้ำกับตัวเอง ย้ำเป็นจังหวะเดียวกับการหายใจเข้าออก


        "วันนี้..." เสียงทุ้มเปรยขึ้น อะไรบางอย่างในน้ำเสียงนั้นกระตุ้นให้สึนะอยากยกมือขึ้นปิดหู หลีกเลี่ยงที่จะฟัง


        "วันนี้...เป็นวันอะไร"


        "วันอาทิตย์ครับ" ร่างเล็กตอบพรวดทันที "แค่...วันอาทิตย์ธรรมดาๆ"


        "นั่นสินะ..." ร่างสูงกว่าเปรยพึมพำคล้ายตอบรับกับตัวเอง


         "ถึงได้เงียบกว่าทุกวัน"


----------------------------------------


        สึนะเลื่อนเก้าอี้นั่งลงหน้าโต๊ะเขียนหนังสือเช่นทุกวัน ตาสีน้ำตาลสะท้อนภาพสมุดโน้ตสีสันสดใสที่วางอยู่ ก่อนจะเปิดมันช้าๆ


        ตัวอักษรสีน้ำเงินเรียงร้อยถ้อยคำเป็นระเบียบบนกระดาษสีขาว บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นวันนี้ รวมไปถึงบทสนทนาระหว่างเขากับฮิบาริ ไม่เว้นแม้แต่เรื่องที่ถูกอีกฝ่ายจูบระหว่างทางขากลับ


        สึนะไล่สายตาไปตามบรรทัด และคิดว่าต่อให้เขาพยายามคัดลายมือแค่ไหนก็คงไม่อาจเขียนได้สวยเท่าลายมือที่ปรากฏ และแน่นอนว่าต่อให้เขาขยันมากแค่ไหน ก็ไม่มีวันคัดลอกคำพูดที่เกิดขึ้นทั้งวันลงในสมุดได้ครบถ้วนแบบนี้


        หากเป็นคนอื่นมาพบ คงคิดว่าเขาคงถูกสโตรกเกอร์เล่นงาน


        แต่เปล่าเลย...สมุดโน๊ตเล่มนี้เป็นของเขา


        หากสึนะไม่ได้เป็นคนเขียนแล้วใครเขียน?


        คำตอบคือเขาเองก็ไม่รู้ รู้เพียงแต่ว่านี่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้เขารู้ว่า 'ได้รับ' สิ่งใดมา และ 'สูญเสีย' สิ่งใดไป


        เด็กหนุ่มปิดสมุดและเปิดอีกครั้ง...จากด้านหลัง


        ลายมือสวยงามเช่นเดียวกับด้านหน้าปรากฏแก่สายตา หากหมึกที่ใช้นั้นหาใช่สีน้ำเงิน แต่เป็นสีแดงเข้ม ดูเผินๆ เหมือนรอยเลือดที่ตวัดเป็นเส้นไปมา


        หากด้านหน้าคือสิ่งที่เขาได้รับ...


        ...ด้านหลังของสมุดเล่มนี้ก็คือสิ่งที่เขาสูญเสีย


        สึนะหลับตาลง กลืนความขมที่จุกอยู่ตรงลำคอลงกระเพาะอย่างยากลำบาก แม้จะทำใจไว้แล้ว...แต่พอได้มาประสบโดยตรงก็เจ็บปวดแทบทนไม่ไหว แค่อาทิตย์แรก...ยามาโมโตะก็ลืมไปแล้วว่าเคยกลับบ้านกับเขาเกือบทุกวัน ลืมว่าพวกเขาฉลองวันขึ้นปีใหม่ที่บ้านของยามาโมโตะ ลืมว่าพวกเขาเคยนั่งติวหนังสือด้วยกันถึงเช้าและจบลงที่ต้องลงเรียนเสริมด้วยกันเหมือนทุกปี แม้แต่เรื่องที่นัดดูหนังในวันเกิดสึนะ...ยามาโมโตะก็ลืมเลือนหมดสิ้น


        วันพรุ่งนี้หากเอ่ยถาม ยามาโมโตะก็คงลืมเรื่องราวในช่วงต้นปีของปีที่แล้วทั้งหมด


        'ทุกการกระทำระหว่างพวกคุณสามคนจะส่งผลต่อเนื่องคล้ายเหรียญที่มีสองด้าน ทุกครั้งที่คุณพูดคุยกับฮิบาริ เคียวยะ เรื่องราวของคุณกับยามาโมโตะ ทาเคชิก็จะค่อยๆ เลือนหายไป ในขณะเดียวกันหากคุณพูดคุยกับยามาโมโตะ ทาเคชิ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับฮิบาริ เคียวยะก็จะหายไปเช่นกัน แต่จำไว้นะครับ...เหตุการณ์ที่เคยแลกเปลี่ยนไปแล้ว จะไม่มีวันหวนกลับคืนมา'
    

        ค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ


        'ขอให้มีความสุขกับสิ่งที่คุณเลือกครับ'


        นั่นคือประโยคสุดท้ายที่สึนะได้ยินก่อนที่ประตูไม้หนักจะปิดลงพร้อมกับสายหมอกที่จางหาย


        สึนะเหยียดยิ้ม เขาไม่ปฏิเสธว่าการได้อยู่กับฮิบาริทุกวันนั้นเป็นความสุข แต่ขณะเดียวกันก็การที่ต้องรับรู้ว่า เพื่อนที่เขารักที่สุดกำลังจะกลายเป็นคนแปลกหน้าก็สร้างความทุกข์ที่มีน้ำหนักไม่ต่างกัน


        เด็กหนุ่มสูดหายใจลึก ปิดสมุดโน๊ตเล่มเล็กและหยิบมันใส่กระเป๋า


        ต่อให้ไม่มีเขา...คนอย่างยามาโมโตะจะต้องไม่เป็นอะไร


        ไม่เป็นอะไรแน่นอน

 

*************************TBC ...

 

ตอนนี้ค่อนข้างจะยาวเล็กน้อย

ลงรับเดือนใหม่ บวกเตือนตัวเองด้วยว่า เวลาชิวกำลังจะหมดลงแล้ว โฮฮฮฮฮ T[]T!!!! 

 

ปล... อีก 3 ตอนจบแน่นอน ฮิ้ววว~ 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

หรือนี่....มุคุรวมร่างกะคุณยูโกะไปแล้วหรอก๊าาาา~!! =[]+""

ค่าตอบแทนที่เท่าเทียบ แง่บ.....แล้วคนรอบข้างไม่สงสัยบ้างหรองิ?....

#1 By D_Eriz (125.25.90.248) on 2008-09-01 23:47

...สงสารซือคุง

ป่วนก็นึกว่า ซือกะมุคุ จะได้คู่กันซะอีก = =''..

แต่มันก็คุ้มกันดีนะ ความรัก แลกกับ ความรัก
แหม แอบลุ้นตอนคุยเรื่องค่าตอบแทน

ว่าแต่แอบสงสัยมาตั้งแต่ตอนที่แล้วแล้วค่ะ (แม้ัจะไม่ควรสงสัย) ว่า... เอ่อ... ยามาฮิบา หรือ ฮิบายามา กร๊ากกก จริงๆ นะ

#3 By แอน on 2008-09-02 00:32

...ซือคุง มีแววเศร้ามาแต่ไกลแล้วลูกเอ๋ย

#4 By [Joey]I'm the tutor home Reborn on 2008-09-02 13:55

ปวดใจ..
เป็นลินคงเลือกไม่ได้.. และไม่กล้าพอที่จะเลือก..

แต่คุณมุคร้าาาาาาาาาาาาา
มาดหล่ออร๊างงงงงงงมากมาย!! ต้องแลกอะไรถึงจะได้พนักงานร้านมาครองค่าาาาาา~!!!!

สงสัยแบบเดียวกับริสจัง... คนรอบข้าง ไม่รู้สึกแปลกๆ หรือสงสัยบ้างเลยรึไง? พฤติกรรมของเพื่อนที่สนิทกันมากๆ กับคนที่แทบไม่มองหน้ากัน.. เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังเท้าอย่างนี้??

#5 By Lina on 2008-09-02 20:36

(แอบอ่านอยู่ที่ทำงาน...)

อยากกรี๊ด แต่ทำไม่ได้ (เพราะเดี๋ยวสายตาอีกหลายสิบคู่จะมองมาอย่างสงสัยได้)

เรื่องราวตอนนี้บีบหัวใจจังฮะ

ถามว่าสงสารสึนะไหม? ก็ตอบไม่ถูกแฮะ
ในเมื่อเป็นสิ่งที่สึนะเลือก ก็น่าจะสมควรแล้วที่มันออกมาในรูปแบบนี้

เหมือนต้องคอยหลอกตัวเองไปเรื่อยๆ...

แต่ที่แน่ๆ อ่านจบแล้วมีคำถามผุดขึ้นมาในใจฮะ
ว่าสึนะน่ะ มีความสุขจริงๆเหรอ?

ป.ล. ชอบที่ฮิบาริหันกลับไปมองสนามดิน...ท่อนนั้นรู้สึกอึดอัด+เจ็บปวดตามสึนะไปด้วยจริงๆ

#6 By aki โหมดไม่ได้ log in (203.121.178.115) on 2008-09-03 12:29

...เป็นอิฉัน คงเลือกไม่ได้หรอกค่ะ

ส่งตัวเจ้าของร้านมาให้แทนได้ไหมคะ!!! (โดนยันตู้ม)


จริงๆ แล้ว อยู่แบบนี้สึนะก็ยังเจ็บปวดอยู่ดี แม้แต่ตอนที่มองหน้าท่านฮิก็ยังรู้สึกนั่นละ

อีกสามตอน... เดาไม่ถูกเลยค่ะว่าจะจบยังไง

#7 By วาร : waras on 2008-09-03 17:46