[Fic]Reborn! : Attirare [Intro]
posted on 22 Jun 2009 17:54 by foundationในที่สุดก็ถึงคิวฟิค...
มันเหมือนจะว่างนะ...
*********************
Title : Attirare [Intro]
Fandom : Katekyo HITMAN Reborn!
Paring : D18
---------------------
กลิ่นดินปืนคละคลุ้งราวน้ำหอมชั้นเลิศ
เสียงปืนดังกระชั้นดุจประทัดในวันเฉลิมฉลอง
เสียงตะโกนดังก้องคล้ายกำลังกู่ร้องยินดี
ทว่าสีแดงสดที่สาดกระจายเต็มพื้นนั้นบ่งบอกว่านี่ไม่ใช่งานรื่นเริง
ท่ามกลางซากศพนับสิบบนพื้น
มีร่างหนึ่งเคลื่อนไหวอยู่ตรงใจกลาง
แสงสีเงินสะบัดเป็นเส้นวูบวาบสะท้อนแก่สายตาผู้เฝ้ามอง
รอยยิ้มสะใจบนใบหน้าทำให้รู้สึกว่าร่างนั้นกำลังเต้นรำ
รื่นเริงไปกับเสียงกระดูกหักและเสียงกรีดร้องของศัตรู
ไม่สนใจต่อเสียงปืนรอบตัวหรือแม้แต่สายตาของใครบางคนที่เหลือบมองมาด้วยความ
เป็นห่วงเพียงชั่วเสี้ยววินาที
“ไม่เข้าไปห้ามหน่อยรึครับ
บอส” เสียงนั้นเปรยขึ้นจากคนสนิทข้างตัวให้คนฟังขยับยิ้มน้อยๆ
ขณะที่ขาก็ก้าวเข้าตัวคฤหาสน์ของเป้าหมาย
แส้ในมือตวัดดังขวับตีเผียะเข้ามือที่จับปืนของเหล่าศัตรูอย่างแม่นยำ
บ้างก็ถูกยิงตายด้วยฝีมือของผู้บุกรุก
“ห้ามแล้วแต่ก็ไม่ฟังเหมือนเดิม หมอนั่นน่ะ”
ชายหนุ่มผมทองพูดแล้วก็ถอนหายใจ นัยน์ตาสีทองกวาดมองสภาพรอบกายอย่างให้ความสนใจเล็กน้อย จากข้อมูลห้องที่เจ้าของคฤหาสน์นี้จะอยู่ก็คือห้องที่อยู่ในจุดที่ลึกที่สุด ห้องนั้นมีทางลับที่อดีตเชื่อมออกไปสู่ภายนอก
ใช่...อดีต
เพราะปัจจุบันปากทางออกได้ถูกระเบิดทิ้งไปเรียบร้อยแล้ว
ประตูบานใหญ่ถูกระเบิดให้เปิด ออกพร้อมกับห่ากระสุนที่สาดสวนกลับมาเป็นของต้อนรับ แต่ผู้บุกรุกก็เดาทางออกจึงส่งระเบิดแสงเป็นของฝากตามเข้าไป เพียงชั่ววินาทีก่อนที่จะทันรู้ตัว แสงสว่างจ้าก็วาบขึ้นทำลายประสาทการมองเห็นของผู้ที่อยู่ในห้องทั้งหมด
“บัดซบ!” เสียงสบถดังขึ้นสั้นๆ ก่อนเสียงปืนจะดังอีกครั้ง เป็นการยิงแบบสะเปะสะปะเพื่อป้องกันตัว หาใช่เพื่อปลิดชีวิตศัตรูไม่ คนที่เหลือเมื่อได้ยินเสียงปืนก็พากันสาดกระสุนตามเป็นปฏิกิริยาตอบกลับ ทว่าคนที่มองเห็นย่อมได้เปรียบกว่า ฝ่ายเจ้าบ้านจึงถูกเก็บทีละคนอย่างง่ายดาย จนเหลือเพียงชายวัยกลางคนที่เป็นเจ้าของคฤหาสน์หลังนี้เท่านั้น
เสียงแก๊กๆ จากปืนในมือยามเหนี่ยวไก ทั้งเสียงล้มลงของเหล่าลูกน้องข้างกาย เขาก็รู้ว่าชีวิตของตนใกล้ถึงจุดจบเข้าไปทุกที
“ดิ้นรนได้น่าดูนี่นา ฟาเซ็ทโตแฟมิลี่”
เสียงนั้นดังขึ้นเหนือศีรษะให้ผู้ฟังเงยหน้าพรวดแม้นัยน์ตาจะปิดสนิทก็ตาม
“คาบัคโรเน่งั้นรึ” ถามสวนกลับไปอย่างนั้น แม้จะแน่ใจกับเสียงทุ้มนั่นก็ตาม ภาพชายหนุ่มผู้มีเรือนผมและนัยน์ตาสีทองกับสมญานาม ‘ม้าพยศ’ ลอยเข้ามาในหัว ริมฝีปากใต้หนวดสีเข้มที่ถูกจัดแต่งยกยิ้มเยาะ ทิ้งปืนไร้กระสุนลงข้างตัวก่อนเอ่ยต่อ
“ให้เกียรติกันถึงขนาดส่งพันธมิตรมาเก็บแทนนักฆ่าแบบนี้ ฉันควรจะดีใจสินะ”
ประโยคนั้นไม่ใช่คำถาม
แต่เป็นคำประชดประชันที่ดีโน่ไม่คิดติดใจอะไร
เพราะอันที่จริงแล้วคนที่ได้รับมอบหมายให้มาจัดการงานนี้คือเมฆาแห่งวองโกเล่ที่กำลังละเลงเลือดอยู่ข้างนอกต่างหาก
ส่วนคาบัคโรเน่เป็นแค่แบ็คอัพเท่านั้น
แต่ในเมื่อผู้ได้รับมอบหมายกำลังสนุก
และไม่มีใครคิดอยาก(เอาชีวิต)เข้าไปขวาง หน้าที่นั้นจึงตกมาที่ดีโน่แทน
หรือบางทีวองโกเล่อาจจะรู้อยู่แล้วถึงได้ส่งเขามา
“มีอะไรจะสั่งเสียไหม” ดีโน่ถามเสียงเรียบ มองต่ำด้วยสายตาเรียบเฉย ด้วยกิจกรรมนี้เขาคุ้นชินเกินกว่าจะรู้สึกอะไร
กิจกรรมที่เรียกว่าการฆ่าคน
บอสแห่งฟาเซ็ทโตแฟมิลี่ยังคง ยิ้มเรื่อยๆ นึกขอบคุณระเบิดแสงก่อนหน้านี้ที่ทำให้ตาพร่าเลือน เพราะหากต้องเห็นมัจจุราชหยิบยื่นความตายให้ คงจะเผลอเผยความหวาดกลัวออกไปในวินาทีสุดท้าย
“เป็นสุนัขรับใช้วองโกเล่นี่สุขสบายดีสินะ”
“วางใจเถอะ ถึงนายตายไปก็คงไม่เหงาเพราะลูกน้องนายล่วงหน้าไปเยอะแล้ว รับรองจะไม่มีขาดตกไปสักคน”
“ไม่ต้องเสี่ยง ไม่ต้องวุ่นวาย แค่กระดิกหางรับคำสั่งไปวันๆ”
“คฤหาสน์นี่ ฉันจะเผาส่งไปให้แน่นอน...แต่ฉันกับนายนับถือคริสต์นี่นะ งั้นบางทีคงไม่ถึงมือ”
“ไปไหนมาไหนก็ยืดได้อย่างเต็มภาคภูมิว่าเป็นขี้ข้าของวองโกเล่”
“อ้อ ไม่ต้องห่วงนะ ถึงนายตายไปก็ยังได้อยู่กับครอบครัวอยู่ดี เพราะภรรยากับลูกชายนายล่วงหน้าไปรอที่โลกโน้นเรียบร้อยแล้ว”
รอยยิ้มของคนฟังสลายไปในทันที มือคว้าเอาปืนที่วางสงบอยู่ไม่ไกลขึ้นมาปาใส่คนพูด จะด้วยเพราะความบังเอิญหรือความแม่นยำก็แล้วแต่ ด้ามปืนได้กระแทกเข้าตรงขมับของดีโน่ เรียกเลือดให้ไหลลงมาตามโครงหน้า เป็นจังหวะเดียวกับที่แกร๊กของปืนที่เหล่าสมาชิกคาบัคโรเน่ชักออกมาเล็งจ่อ ไปยังศัตรูที่บังอาจทำร้ายนายของตน ทว่าดีโน่ก็ยกมือห้ามไว้เสียก่อน
“ฉันจะบอกให้ว่าสาเหตุที่ฟา เซ็ทโตแฟมิลี่ต้องจบลงแบบนี้ ไม่ใช่เพราะนายคิดตัดขาดกับวองโกเล่หรอกนะ” บอสใหญ่แห่งคาบัคโรเน่พูดเสียงเรียบ ปืนสีดำสนิทที่เขาไม่พิศวาสอยากแตะต้องเท่าไหร่นักก็ถูกกระชับขึ้นในมือ ปลายกระบอกเล็งไปยังศีรษะของฝ่ายตรงข้าม
“แต่เป็นเพราะนายคิดจะขายวองโกเล่ให้กับพวกตำรวจต่างหากล่ะ”
เปรี้ยง!!
กระสุนพุ่งเข้าเจาะกะโหลกที่แม้จะแข็งแต่ก็เปราะบาง ทำลายสมองปลิดชีวิตของบอสแห่งฟาเซ็ทโตแฟมิลี่ทันที เป็นการตายที่แสดงออกถึงความปราณี อย่างน้อย...มันก็เจ็บแค่ชั่วเสี้ยววินาที ไร้ซึ่งความทรมาน
“บอสครับ” โรมาริโอ้เอ่ยเรียกพลางส่งผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดให้ดีโน่รับไปเช็ดหน้า ตาสีทองมองคราบสีแดงที่ปาดลงบนผ้าสีขาวเพียงเล็กน้อย ก่อนส่งคืนให้ลูกน้องคนสนิท
“เอาล่ะ ได้เวลางานเลี้ยงเลิกแล้ว” ดีโน่เอ่ยเสียงเรียบ ตาสีทองไร้ซึ่งความหวั่นไหว ไม่หลงเหลือซึ่งแววขี้เล่นสนุกสนานในเวลาปกติ
“อย่าให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว”
-----------------------------
“เคียวยะอยู่ไหน”
นั่นคือประโยคแรกทันทีที่ดีโน่ก้าวผ่านประตูคฤหาสน์ออกมา
ก่อนจะพยักหน้าให้ลูกน้องลงมือ ‘จุดไฟ’
ตาสีทองปราดมองไปยังสถานที่ที่เคยเต็มไปด้วยศพมากมายซึ่งบัดนี้ว่างเปล่า
ด้วยเพราะเหล่าลูกน้องพากันลากศพเหล่านั้นเข้าไปกองไว้ในคฤหาสน์พร้อมฌาปนกิจไปพร้อมๆ กับตัวอาคาร
ทว่ากองเลือดสีแดงสดที่สาดกระจายเป็นวงกว้างบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่า
ที่แห่งนี้มีศพมากมายแค่ไหนเคยกองทับถม
“เอ๊ะ
บอสไม่เจอคุณเคียวยะเหรอครับ?”
หนึ่งในคนที่ยืนอยู่แถวนั้นย้อนถามอย่างแปลกใจ เมื่อเจอสายตาคำถามของบอส
เขาจึงต้องอธิบายต่อ “ก็หลังจากบอสเข้าไปพักนึง
คุณเคียวยะที่หาคนซัดต่อไม่ได้ก็เดินตามบอสเข้าไปน่ะครับ ผมคิดว่าบอส...”
ไม่ทันครบประโยค บอสหนุ่มก็หมุนตัวพุ่งเข้าคฤหาสน์ที่เริ่มติดไฟโดยไม่มีใครทันห้าม
“เคียวยะ!” ดีโน่ตะโกนลั่น
สิ่งที่ตอบกลับคือความเงียบ ตาสีทองปราดมองรอบตัว
ไฟเริ่มลามเลียไปตามผนังอย่างรวดเร็วด้วยเพราะน้ำมันที่ถูกราดให้เป็นเชื้อ
เพลิง พลันหูก็สดับเสียงบางอย่างได้จากความเงียบ
ดีโน่รีบวิ่งไปต้นเสียงทันที
ทอนฟาสีเงินถูกควงด้วยความ
เร็วสูงอีกครั้งเพื่อปัดกระสุนที่พุ่งตรงมา ขณะเดียวกัน
ร่างผู้ใช้ก็พุ่งทะยานเข้าหาศัตรูอย่างไม่กลัวเกรง
ทุกย่างก้าวประทับบนหินอ่อนสีขาวก็จะปรากฏเป็นรอยเท้าสีแดงคล้ำ ฮิบาริ
เคียวยะแสยะยิ้มเล็กน้อยเมื่อปลายแท่งเหล็กในมือกระแทกเข้ากับแขนของศัตรู
เกิดเสียงกร๊อบดังทึบตามด้วยเสียงร้องเจ็บปวดที่ดังลั่น
สมาชิกของฟาเซ็ทโตแฟมิลี่ที่เหลือได้แต่อ้าปากค้างกับพละกำลังและความเร็ว
ของผู้บุกรุกผู้นี้
ไม่สิ...ปีศาจต่างหาก
ปีศาจสีดำที่มาพร้อมกับแสงวับวาวสีเงิน ผู้พิสมัยการร่ายรำท่ามกลางศพนับร้อย
เสียงตูมดังขึ้นอีกครั้ง บดกะโหลกให้ยุบลงไปทิ่มแทงสมองจนเละ ศัตรูหายไปหนึ่ง เหยื่อ...เหลืออีกสาม
“มะ...ไม่!!”
หนึ่งในนั้นตะโกนก้อง ทิ้งปืน ยกมือขึ้นเหนือศีรษะ
ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว “ขอร้องล่ะ ฉันยอมแล้ว อย่า...อย่าฆ่าฉันเลย
ขอร้องล่ะ!!”
ตาสีอ่อนของคนพูดวูบไหวจากเปลวไฟที่เริ่มลามเข้ามาในห้อง สะท้อนเพียงภาพของมัจจุราชสีดำที่ย่างสุมเข้ามาเท่านั้น
“กลัวตายขนาดนั้นเชียว”
มัจจุราชตนนั้นเปรยขึ้นคล้ายพูดกับตัวเองมากกว่าจะเป็นคำถาม
ทว่าคนฟังก็รีบพยักหน้ารับคล้ายฟางเส้นสุดท้ายที่ไม่ว่าจะบอบบางแค่ไหนก็ต้องคว้าไว้ก่อน
“แล้วคิดจะใช้อะไรแลกกับชีวิตของนายล่ะ” คราวนี้เป็นคำถามที่ส่งตรงไปถึงเหยื่อตรงหน้า
ไฟที่ลามเลียตามกำแพงสร้างเงาดำวูบไหวไปตามพื้นและผนัง
ดูคล้ายใครบางคนกำลังเต้นรำอยู่กลางกองเพลิง อาจเพราะเหตุนี้
ฮิบาริที่กำลังให้ความสนใจกับ ‘การเจรจาขอชีวิต’
จึงไม่รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวอื่นๆ รอบกาย
ศัตรูที่เหลืออยู่เริ่มขยับตัวเล็งปืนขึ้นอีกครั้ง
“อะไรก็ได้ ขอแค่ชีวิต...ของแก!”
ไม่ทันขาดคำดี เสียงปืนก็ดังขึ้นพร้อมเสียงร้องเรียกชื่อของใครบางคนที่เพิ่งมาถึง
“เคียวยะ!!”
ดีโน่กระโจนเข้าขวางทางกระสุน ขณะที่ฮิบาริได้ซัดทอนฟาออกไปสองทาง หนึ่งคือด้านหน้า
อีกหนึ่งคือซ้ายมือ ปลายตันของมันกระแทกกลางหน้าผากศัตรูอย่างแรง
เสียงโพล๊ะดังสั้นทึบ ปลิดลมหายใจของเหยื่อในทันที
ศัตรูอีกคนที่เยื้องไปทางขวาก็คอหักคาแส้สีดำอันเป็นอาวุธประจำตัวของบอส
แห่งคาบัคโรเน่
ทว่าความเร็วของมนุษย์ย่อมไม่มีทางตามทันความเร็วเสียงได้ กระสุนนั้นฝังเข้าตรงไหล่ขวาเรียกเลือดสีเข้มเปรอะเสื้อแจ๊กเก็ตตัวโปรด
“เป็นอะไรรึเปล่า?!”
ดีโน่ร้องถาม แทบจะพุ่งตัวกระโดดเข้าไปกระชากตัวอีกฝ่ายมาสำรวจ ถ้าไม่ติดตรงสายตาของอีกฝ่ายที่เขม้นมอง
“ไม่เป็นอะไรสินะ” บอสแห่งคาบัคโรเน่ยิ้มน้อยๆ อย่างโล่งอก ตอนนั้นเองที่เริ่มรู้ตัวว่าตัวเองถูกยิง
“ถอดซะ” จู่ๆ ฮิบาริก็ออกคำสั่งให้ดีโน่ถึงกับอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มกว้างออกมา
“เคียวยะจะทำแผลให้เหรอ?!!”
ชายหนุ่มร้องถามคนที่เดินเข้ามาหาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
ก็แหม...ปกติเคียวยะจะสร้างแผลให้เขาตลอด ไม่เคยจะรักษาให้สักครั้งนี่นา
“อ๊ะ! แต่แผลแค่นี้เอาไว้ก่อนก็ได้ ฉันว่าเรารีบออกจากที่...”
พูดไม่ทันจบ อาวุธคุ้นตาของคนคุ้นเคยก็ซัดเข้าที่แก้ม แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายออมมือแต่เล่นเอาเกือบลงไปนอนนับดาวบนพื้นเลยทีเดียว
“หุบปากได้รึยัง” แล้วก็ได้รับคำตอบเป็นรอยยิ้มแห้งๆ กับการยอมถอดเสื้อตัวนอกออกแต่โดยดี
แขนเสื้อยืดสีขาวด้านในถูกย้อมด้วยเลือดจนชุ่มเลอะต้นแขน และเริ่มซึมจนเกือบทั่วทั้งตัวเสื้อ แล้วฮิบาริก็จับคนตัวสูงกว่าหมุนกลับหลังหันอย่างรวดเร็ว ตำแหน่งตรงข้ามของบาดแผลไม่ปรากฏรอยฉีกขาด มีเพียงสีแดงที่ทาทับจนน่ากลัว
กระสุนฝังใน
ดีโน่ที่ถูกจับหมุนเล่นหัน
กลับมาอ้าปากจะถาม
วูบนั้นนัยน์ตาสีดำขลับก็พลันขยับไหวและเลือนหายใจในชั่วพริบตา
ทว่ากับดีโน่แล้ว ถ้าเป็นเรื่องของคนที่ชื่อ ฮิบาริ เคียวยะ
ไม่ว่าเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนก็ไม่มีวันหลุดลอดสายตาเขาไปได้ รอยยิ้มน้อยๆ
ระบายขึ้นก่อนจางหายไปเมื่อคนตัวเล็กกว่าหันหลังเดินจากไป
ถึงจะรู้ว่าเป็นคนปากหนัก แต่ก็อยากได้ยินสักครั้งจากปากนั้น
ประโยคสั้นๆ ที่ว่า ‘ฉันเป็นห่วงนาย’
พลัน เสียงเปรี๊ยะก็ดังขึ้น
ตามด้วยเสียงคึ่กๆ เหนือศีรษะ
แล้วเพดานส่วนหนึ่งก็พังลงมาใส่คนที่เดินนำอยู่เบื้องหน้า
ความหวาดกลัวไล่ขึ้นมาจากปลายเท้า
สัญชาตญาณกรีดร้องให้ดีโน่กระชับแส้ในมือ ทว่าในเสี้ยววินาทีต่อมา
เขาก็พุ่งเข้าไปใช้ร่างตัวเองบังร่างที่เล็กกว่าเสียแทน
เสียงโครมดังกึกก้อง แรงสะเทือนทำให้โครงสร้างที่เริ่มเปราะบางจากเปลวไฟเริ่มพังทลาย
“ไม่เป็นไรใช่ไหม?”
เสียงนั้นดังแทรกขึ้นท่าม
กลางเสียงดังครืนรอบตัว นัยน์ตีดำของผู้ที่อยู่เบื้องล่างเบิกค้าง
สีแดงสดอุ่นร้อนไหลหยุดกระทบใบหน้าขาวแผ่วเบาคล้ายพิรุณฉ่ำเย็น
ขณะที่ใบหน้าของดีโน่อยู่ห่างไปไม่ถึงคืบอาบด้วยของเหลวข้นย้อมเรือนผมสีทองให้เด่นยิ่งขึ้น บนใบหน้านั้นคือรอยยิ้มอบอุ่นที่มักจะมีให้เขาเสมอ
เหนือขึ้นไปอีกคือเพดานที่กลายเป็นช่องใหญ่จนสามารถมองทะลุไปยังชั้นบนได้
“ฮะๆ โชคดีจัง”
คำพูดเชิงบวกที่ไม่เข้ากับสถานกาณ์ทำให้ฮิบาริต้องขมวดคิ้วหงุดหงิด
“ทำหน้าแบบนี้ได้ก็หายห่วงล่ะนะ”
ดีโน่ยังคงพูดต่อไป
ไม่ใส่ใจกับร่างกายที่เย็นขึ้นเรื่อยๆ ของตน
ขณะเดียวกันฮิบาริก็ไล่สายตาไปตามแขนแกร่งที่ใช้ค้ำยัน
เลือดสีแดงสดไหลจากไหล่ขวาเห็นเป็นเส้นสาย เขารู้สึกได้ถึงกระแสอุ่นๆ
ที่ไหล่ซ้าย และมันก็เริ่มขยายวงกว้างอย่างช้าๆ เช่นเดียวกับบางอย่างในใจ
ตาสีทองยังคงจับจ้อง รอยยิ้มอบอุ่นยังคงประดับ แต่บางอย่าง...กำลังเปลี่ยนไป
เพดานที่เหลือด้านบนเริ่มพังทลาย ฮิบาริได้ยินเสียงเปรี๊ยะซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่พื้นห้องเริ่มปริแตกและพังทลาย ชั่ววินาทีนั้นลำแขนแกร่งได้เข้าโอบกอดร่างข้างใต้ไว้แน่น ตาสีดำได้แต่มองขึ้นไป เห็นเพียงแค่ซากปรักหักพัง เศษอิฐที่ร่วงหล่น พลันความคิดก็ผุดขึ้นในสมอง
...บางทีนี่อาจเป็นครั้งแรก...
แล้วเสียงทุ้มก็ดังขึ้นข้างริมหู เป็นเสียงสุดท้ายก่อนที่เขาจะหมดสติไป
“ขอโทษนะ”
TBC...
**********************
อา...รักดีโน่ฟิคเรื่องนี้จังเลย >//<
ชี้แจงแถลงไข
อย่างที่เคยบอกใน Notare ว่า Attirare เป็นหนึ่งในซีรี่ย์เรื่อง...(ที่คิดว่า)ยาว ที่เคยคุยกับเฟียร์ไว้ เพราะมันไม่คิดจะเอาพล็อตมาทำโด ก็เลยต้องนั่งลำบากแต่งให้ตัวเองอ่านเอง = ="
จะกี่ตอนจบนั้นไม่รู้เพราะอิเบนซ์ยังไม่ได้วางพล็อตให้เป็นเรื่องเป็นราว แต่คิดว่าคงไม่มากเท่าไหร่เพราะคนเขียนมันขี้เกียจ กร๊ากกกกกก
เอาเป็นว่าลองอ่านดูก็แล้วกันเน้อออ
ถึงเฟียร์ : ถ้าฉันเริ่มเขียน ไม่แน่ไอ้ XS ก็อาจจะเอามาเขียนก็ได้ = =" คิดค่าเขียนดีมะเมิง แสรดด ชอบเล่าพล็อตแล้วให้จิ้นเอง อยากอ่านเอง
ก่อนจาก...ที่ลืมประจำ

ปล.ฟิคบารามอสเอาขึ้นหิ้งบูชาเรียบร้อยแล้วค่ะ =A=
#1 By freyachan on 2009-06-22 18:21