ทุกรูปในบล็อกนี้ห้ามทำ hotlink โดยเด็ดขาดค่ะ

[Fic]Reborn : Attirare [1]

posted on 24 Jun 2009 01:44 by foundation

 

Title : Attirare [1]

Fandom : Katekyo HITMAN Reborn!

 

---------------------

 

 

        สัญญาณเสียงสั้นดังเป็นจังหวะตามการเคลื่อนไหวของหัวใจของผู้ที่อยู่ในนิทรา แสนสุข อุปกรณ์ทางการแพทย์ราคาแพงมากมายถูกใช้เพื่อยืดชีวิตของคนหนึ่งคน

 

        ภายในห้องสีขาวปลอดของโรงพยาบาลนั้นมีสีดำสนิทปาดป้ายจากเสื้อของบุคคลสองคน

 

        “เกือบๆ จะเป็นปาฏิหาริย์เลยนะ” หนึ่งในสองเอ่ยขึ้นเป็นประโยคแรก นัยน์ตาหลังแว่นมองร่างคนป่วยที่แม้จะไม่ต้องใช้เครื่องหายใจแต่ก็เต็มไปด้วยสายระโยงระยาง

 

        “ผมไม่คิดว่าเป็นเพราะ ปาฏิหาริย์หรอกครับ” คู่สนทนาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย เช่นเดียวกับคนข้างๆ เขายืนมองใบหน้าคุ้นเคยที่ซีดเซียวจนน่ากลัว

 

        เคยมีคนบอกว่าการจะนับถือใครสักคน เราต้องเรียนรู้ทั้งในส่วนที่แข็งแกร่งและส่วนที่อ่อนแอของฝ่ายตรงข้าม แต่สำหรับคุซาคาเบะ...เขาไม่เคยปรารถนาจะเห็นความอ่อนแอของคนตรงหน้า แน่นอนเขามั่นใจว่าเจ้าตัวเองก็ไม่ต้องการแสดงให้ใครเห็นเช่นกัน

 

        เกือบสิบปีมานี้ไม่มีสักครั้งที่ฮิบาริ เคียวยะจะอยู่ในอาการล้มหมอนนอนเตียงโรงพยาบาลแบบนี้ บางที...ที่เรื่องมันกลายเป็นแบบนี้เพราะเขาไม่อยู่เคียงข้างอีกฝ่ายในวันนั้น แม้จะรู้ดีว่าไร้ประโยชน์ แต่อย่างน้อยก็อาจจะพอห้ามไม่ให้อีกฝ่ายบุกเดี่ยวเข้าไปในตัวคฤหาสน์ที่เริ่มพังทลาย

 

        “ถ้าเขาตื่น...” แขกผู้มาเยี่ยมเปรยขึ้นอีกครั้ง “ฝากนายบอกเขาด้วยก็แล้วกัน”

 

        คุซาคาเบะเหลือบตามองผู้พูดเล็กน้อย

 

        “คุณไม่คิดจะบอกเขาเองหรือครับ”

 

        อย่างน้อย...ก็เป็นสิทธิในฐานะผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์

 

        คนสูงวัยกว่าถอนหายใจน้อยๆ ก่อนยกมือขยับแว่นตา

 

        “หลังจากนี้คงยุ่งกันไปพักใหญ่ คงไม่ได้เจอกันอีก...รักษาสุขภาพด้วยล่ะ”

 

        เอ่ยเพียงแค่นั้น ก็หมุนตัวเดินออกจากห้อง เหลือเพียงเสียงการเต้นหัวใจดังก้องประสานไปกับความเงียบงัน

 

        ทว่าไม่ทันที่เข็มนาฬิกาจะวน ครบรอบชั่วโมง แพขนตาหนาของผู้ป่วยอาการโคม่าก็ขยับไหวเป็นสัญญาณให้คุซาคาเบะละสายตาจาก เอกสารในมือขึ้นมามอง แล้วเอื้อมมือกดกริ่งเรียกหมอให้เข้ามาอย่างรวดเร็ว

 

        นายแพทย์ในชุดกาวน์สีขาวตรวจอาการอย่างรวดเร็ว ก่อนรีบผละออกมาเมื่อรู้สึกถึงสายตาขุ่นเคืองของคนไข้คนสำคัญ

 

        “พ้นขีดอันตรายแล้วครับ แต่ผม...คิดว่าควรรอดูอาการอีกสัก...สองวัน” เจ้าของไข้พูดพลางก็เหงื่อแตกไปพลาง ความจริงแล้วแม้จะพ้นโคม่าแต่อาการก็ยังถือว่าสาหัส ควรให้คนป่วยอยู่ในความดูแล ‘อย่างใกล้ชิด’ อีกสักอาทิตย์ แต่ขืนพูดความจริง... คนที่ควรดูอาการเห็นจะเป็นหมอเจ้าของคำพูดเสียแทน

 

        ไม่ทันขาดคำ คนป่วยก็ยกมือขึ้นคล้ายจะเอาหน้ากากออกซิเจนออก คุซาคาเบะจึงต้องเข้าไปช่วย ปล่อยให้พวกหมอและพยาบาลเดินออกจากห้องเงียบกริบ

 

        “เทตสึ...” เสียงพูดนั้นแผ่วเบาแต่ก็ฟังเด็ดขาดและดื้อดึงอยู่ในที

 

        “ครับคุณเคียว” อดีตรองหัวหน้ากรรมการรักษากฎระเบียบรับคำเสียงเรียบ เหมือนไม่รู้สึกดีใจสักนิด แน่นอน...ฮิบาริ เคียวยะไม่คิดจะอยากรู้ว่าอีกฝ่ายคิดอย่างไร เมื่อในหัวยังคงมีแต่ภาพสุดท้ายก่อนสติจะถูกกระชากทิ้งด้วยเศษอิฐนับสิบที่หล่นทับถมลงมา

 

        “ไอ้ม้าบ้า...” เอ่ยเพียงแค่นั้น แต่คนที่อยู่ด้วยกันมาเกือบสิบปีอย่างคุซาคาเบะย่อมรู้ว่านั่นคือคำถาม ชั่ววินาทีนั้นเองที่คุซาคาเบะเผลอเงียบ นึกถึงคำพูดของคนที่เพิ่งมาเยี่ยมเมื่อตอนบ่าย

 

        แต่การพูดความจริงมันยากเสมอ

 

        “เทตสึ”

 

        คำเรียกครั้งที่สองคือคำเตือน ซึ่งน้อยคนนักจะได้รับจากฮิบาริ เคียวยะ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ต่างจากคำสั่งประหาร คุซาคาเบะจึงต้องตอบ

 

        “คุณดีโน่...” เขาหยุด คิดว่าควรจะใช้คำพูดอย่างไรดี ถ้าเป็นก่อนหน้านี้สักหกปี เขารู้ว่าคนอย่างฮิบาริ เคียวยะไม่มีทางพังทลายเพราะใครหรืออะไรก็ตาม แต่เวลาเปลี่ยน...คนก็ย่อมเปลี่ยน ตาสีดำสนิทมองใบหน้าซีดขาวของอีกฝ่ายอย่างตัดสินใจ

 

        “หลังจากเกิดเรื่อง คุณดีโน่ถูกแยกไปดูแลโดยคาบัคโรเน่ ตอนนี้คิดว่าคงพักรักษาตัวอยู่ครับ”

 

        พูดจบก็อดกลืนน้ำลายก้อนใหญ่ ลงคอไม่ได้ เมื่อประโยคนั้นเป็นความจริงเพียงแค่ครึ่งเดียว ทั้งส่วนสำคัญกลับเป็นคำโกหกเสียอีก หากจะโดนคาดคั้นก็คงไม่แปลกเมื่อเขาไม่เคยโกหกคนตรงหน้าได้เลยสักครั้ง ทว่า...

 

        “งั้นเหรอ...” พึมพำสั้นๆ แล้วหลับตาลง เข้าสู่การหลับใหลเมื่อได้รับคำตอบที่เหมือนเจ้าตัวจะพอใจ คุซาคาเบะอึ้ง มองอย่างไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะยอมรามือแล้วหลับไปง่ายๆ แบบนี้ แต่เขาก็ไม่กล้าปลุกคนป่วยขึ้นมาซักถามเช่นกัน

 

        คุซาคาเบะถอนหายใจหนัก ทว่าแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยินเสียง ยอมนั่งลงข้างเตียง พยายามไม่คิดถึงยามที่หัวหน้าของตนแข็งแรงพอจะซักไซ้ไล่เลียงได้ ถึงตอนนั้นบางทีอาจจะต้องพูดความจริง โดยไม่รู้ตัวเลยว่า บทสนทนาทั้งหมดนั้น อยู่ในการเฝ้ามองของใครบางคนที่ไม่ประสงค์จะแสดงตัว

 

        รอยยิ้มเหยียดเสมอริมฝีปากผุดขึ้นอย่างเป็นปกติของเจ้าตัวแม้ว่าในหัวจะมีแต่ความสงสัยและความไม่เข้าใจเต็มไปหมดก็ตาม

 

        แต่ทำไงได้ล่ะ...ในเมื่อบทละครของมนุษย์บางครั้งมันก็ช่างน้ำเน่าจนน่าขำได้ขนาดนี้

 

----------------------------------------

 

        ซาวาดะ สึนะโยชิไม่เคยหนักใจกับการเปิดประตูหนึ่งบานเท่านี้มาก่อน

 

        มันเป็นประตูสีขาวของห้องพัก พิเศษในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่วองโกเล่มีหุ้นส่วนอยู่ ดูเผินๆ ก็เหมือนประตูทั่วไปแต่กลับให้ความรู้สึกหนักอึ้งยามเพ่งมอง

 

        บางที...คงเป็นเพราะคนที่อยู่ในห้องนี้คือ ฮิบาริ เคียวยะ หนึ่งในผู้พิทักษ์ที่เอาใจยากที่สุดและหัวรุนแรงที่สุดก็เป็นได้

 

        ทั้งที่ตั้งใจจะมาเยี่ยมอาการบาดเจ็บ แต่จู่ๆ สังหรณ์ของเขาก็ร้องเตือนว่าการมาเยี่ยมคนป่วยในครั้งนี้คงจบลงไม่ดีนัก แต่จะชิ่งกลับก็ไม่ได้เพราะถูกรีบอร์นพูดดักไว้ว่าจะสอบถามอาการของฮิบาริ หลังเขากลับไปที่คฤหาสน์ ที่สำคัญ เขาเองก็เป็นห่วงถึงได้พยายามจัดการงานจนหมดและรีบมาทันทีที่ได้รับแจ้งว่าฮิบาริได้สติแล้ว (แม้ว่ามันจะกินเวลาเกือบสามวันก็ตาม)

 

        ดังนั้นทางเลือกของเขาในตอนนี้จึงมีแค่เดินหน้า เปิดประตู และยอมรับชะตากรรมที่รออยู่เท่านั้น

 

        เมื่อได้ข้อสรุปบวกกับความจริงที่ว่า ต่อให้ยืนอยู่อย่างนี้ทั้งวันก็ไม่ทำให้บรรลุเป้าหมายได้ ซาวาดะ สึนะโยชิจึงตัดสินใจเปิดประตูเข้าไป

 

        เสียงพูดคุยทำให้สึนะโยชิโล่งอก เพราะอย่างน้อยเขาก็ไม่ได้มาผิดเวลา และคนป่วยก็ดูจะอารมณ์ไม่แย่สักเท่าไหร่ ทว่าเมื่อตั้งสติได้ว่าเสียงพูดคุยนั้นเป็นเสียงของใคร ไหนจะเสียงหัวเราะคุ้นหูนั่นอีก คิ้วเรียวเหนือตาสีน้ำตาลก็ต้องขมวดเข้าหา ขาก็ก้าวผ่านมุมกำแพงให้เห็นผู้ป่วยที่นั่งหน้าเรียบอยู่บนเตียงพร้อมสาย ลำเลียงเลือดและน้ำเกลือ ข้างเตียงนั้นคือชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง เจ้าของนัยน์ตาสีทองและรอยยิ้มสดใสนั่งอยู่บนรถเข็น เมื่อตาคู่นั้นหันมาเห็นแขกคนใหม่ก็เอ่ยปากทักทายอย่างคุ้นเคย

 

        “อ้าว! สึนะ มาเยี่ยมเคียวยะเหรอ”

 

        สึนะโยชิอ้าปากค้าง ขณะที่โรมาริโอ้ที่นั่งอยู่ที่โซฟาลุกขึ้นโค้งให้เล็กน้อยเป็นการทักทาย

 

        “เป็นอะไรไป? ทำหน้าเหมือนเห็นผีอย่างนั้นล่ะ” ดีโน่ทักด้วยรอยยิ้มเหมือนเรื่องตลก แต่คนฟังไม่รู้สึกตลกตามสักนิด

 

        “ทำไม...ถึงมาอยู่ที่นี่?” สึนะโยชิกระซิบเสียงเบา พลันสีหน้าสงสัยก็เปลี่ยนเป็นบึ้งตึง หากไม่ทันจะได้อ้าปากโวยวาย คนป่วยที่นั่งเงียบอยู่ก็พูดขึ้นเสียงเรียบๆ

 

        “พวกแกจะสุมหัวอยู่ที่นี่กันอีกนานไหม”

 

        คำถามคุ้นหูมาพร้อมกับการปรากฏตัวของทอนฟาคู่ใจคนพูดให้ผู้มาเยี่ยมหุบปาก ฉับไม่กล้าโวยวายต่อ แต่ตาสีน้ำตาลคู่สวยก็ยังคงเขม้นมองบอสใหญ่แห่งคาบัคโร่เน่แฟมิลี่ไม่เลิก

 

        “เคียวยะใจร้าย!! สึนะอุตส่าห์มาเยี่ยมนายนะ” คนเยี่ยมที่ควบตำแหน่งคนถูกเยี่ยมต่อว่าชนิดไม่สนใจทอนฟาที่ส่องประกายวิบวับ

 

        “ฉันสบายดี” คนป่วยตอบไม่ดูสภาพตัวเองสักนิด แม้ว่าตามตัวมีรอยฟกช้ำกับแผลถลอกนิดหน่อย แต่บาดแผลที่ทำให้อยู่ในอาการโคม่าคือแผลตรงช่องท้องที่ถูกเชิงเทียนหักเสียบทะลุ กับแผลตรงศีรษะที่ต้องเย็บหลายร้อยเข็ม ทว่าเมื่อเทียบกับดีโน่ที่แขนและขาขวาหัก หัวแตก ซี่โครงร้าว ต้องดามคอไม่ให้เคลื่อนไหวแล้ว อาการของฮิบาริก็ดูสบายดีอย่างที่เจ้าตัวว่าจริงๆ

 

        “พรุ่งนี้ฉันจะออกจากที่นี่”

 

        ไม่ใช่คำขอร้อง ไม่ใช่คำขออนุญาต แต่เป็นคำสั่งที่ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนใจอีกฝ่ายได้

 

        “เอ๋!! แต่เคียวยะเพิ่งฟื้นนี่ ถึงจะออกจาก ICU แล้วก็เถอะ แต่...”

 

        “แกมีปัญหารึไง” พูดไม่ทันจบ ปลายทอนฟาสีเงินก็จ่อเข้ากับคอคนห้าม ตาสีดำมองนิ่งอย่างพร้อมซัดทุกเมื่อหากมีเสียงหลุดลอดออกมา

 

        “เข้าใจแล้วครับ” คนตอบคือสึนะโยชิที่ยืนเงียบมาพักใหญ่ ตาสีน้ำตาลไม่ได้จับจ้องอยู่ที่ดีโน่อีกแล้ว แต่หันมามองหน้าผู้พิทักษ์ของตนแทน “แต่จะให้คุณฮิบาริไปพักที่ฐานลับคงยุ่งยาก ดังนั้นรบกวนไปพักที่คฤหาสน์วองโกเล่น่าจะดีกว่า ผมจะสั่งให้คนเตรียมห้องไว้ให้ครับ”

 

        รุ่นที่สิบของวองโกเล่ยิ้มน้อยๆ เมื่อเห็นสีหน้าหงุดหงิดของคนป่วย

 

        “ไม่ต้องห่วงเรื่องคนรบกวนนะครับ เดี๋ยวผมจะจัดการกันไม่ให้คนอื่นเข้าออกให้กวนใจคุณฮิบาริแน่นอน”

 

        ฮิบาริมองคนพูดอย่างใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบสั้นๆ

 

        “แล้วจะลองคิดดู”

 

        “ถ้าอย่างนั้น...” สึนะโยชิเว้นจังหวะ เบือนสายตาไปมองบอสใหญ่แห่งคาบัคโรเน่ “เราปล่อยให้คุณฮิบาริพักผ่อนดีไหมครับ...คุณดีโน่?”

 

        “เอ๋?! แต่ว่าฉันเพิ่ง....”

 

        “คุณดีโน่เองก็บาดเจ็บหนักไม่ใช่ครับ ไม่สิ ผมว่าคุณดีโน่น่าจะเป็นฝ่ายที่ต้องพักผ่อนมากกว่าด้วยซ้ำ” ไม่พูดเปล่า คนที่ไม่เคยเจ้ากี้เจ้าการก็เดินมาจับรถเข็น ไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ ฝั่งโรมาริโอ้ที่นั่งอยู่ก็ได้แต่ยิ้ม ยืนขึ้นเตรียมเดินตามเจ้านาย

 

        “ถ้าอย่างนั้น...ขอให้หายเร็วๆ นะครับ คุณฮิบาริ”

 

 

        ระเบียงทางเดินนั้นเงียบสงัด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนโยบายงดใช้เสียงของโรงพยาบาล  อีกส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะอำนาจของวองโกเล่ที่เหมาชั้นนี้และชั้นบนกับชั้น ล่างเพื่อการรักษาผู้พิทักษ์เมฆา (และป้องกันไม่ใช้มีผู้บาดเจ็บเพิ่มขึ้นอีกด้วย)

 

        ทั้งที่ปกติแล้วจะต้องมีคำพูดห่วงใย ไม่ก็บทสนทนาครื้นเครงระหว่างสองบอสใหญ่ แต่สึนะโยชิกลับเดินไปตามทางโดยไม่พูดอะไรเช่นเดียวกับดีโน่ที่นั่งอยู่บนรถเข็น และโรมาริโอ้ที่เดินเยื้องไปด้านหลัง จนกระทั่ง...

 

        “คิด จะทำอะไรกันแน่” จู่ๆ สึนะโยชิก็ถามขึ้นแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย รถเข็นหยุดลงตรงสุดขอบทางเดิน หาใช่ห้องพักของคนป่วยไม่ สียงหวีดสูงสลับต่ำของรถฉุกเฉินดังผ่านหน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้

 

        “เอ๋? อะไรเหรอสึนะ?” ดีโน่ถามกลับโดยไม่ได้หันกลับมา คนอ่อนวัยกว่ากำที่จับรถเข็นแน่น ตาสีน้ำตาลหรี่ลงมองกำแพงสีขาวเบื้องหน้าแทนคู่สนทนา

 

        “อย่า มาเล่นลิ้น นายก็รู้ว่าภาพลวงตาของนายหลอกฉันไม่ได้...มุคุโร่” เสียงหวอนั้นหยุดเคลื่อนที่ แม้จะไม่ได้ยินแต่ก็พอคาดเดาได้ว่าเบื้องล่างนั้นคงกำลังวุ่นวาย หมอกับพยาบาลคงวิ่งออกมารับช่วงต่อพร้อมสั่งการรวดเร็วเพื่อจะยื้อชีวิตคน ไข้ ซึ่งตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิงกับสภาพรอบตัวพวกเขาคล้ายกับถูกหยุดเวลาไว้ และวินาทีต่อมากลุ่มไอสีขาวไม่รู้ที่มาก็ลอยอ้อยอิ่งพร้ออมอุณหภูมิที่ลดต่ำ

 

        “เล่นกับคุณนี่ ไม่สนุกเลยครับ”

 

        เสียงทุ้มเย็นดังในความวังเวง ขณะเดียวกันร่างบนรถเข็นได้เกิดความเปลี่ยนแปลง ผมสั้นสีท้องค่อยๆ ยาวขึ้นและกลายเป็นสีเข้ม ผ้าพันแผลรอบตัว อาการบาดเจ็บ ทั้งเฝือกค่อยๆ จางหายคล้ายรูปที่ถูกลบทิ้ง เช่นเดียวกับคนสนิทของคาบัคโรเน่แฟมิลี่

 

        ร่างสูงในชุดสีดำประจำตัวลุกขึ้นจากรถเข็น หันมาเผชิญหน้ากับนภาที่บัดนี้ขมวดคิ้ว แสดงสีหน้าขุ่นเคืองอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

 

        “นอกจากเรื่องฆ่าคนแล้ว นายจะเล่นสนุกอะไรฉันไม่เคยห้าม” สึนะโยชิเอ่ยขึ้นอีกครั้ง เงยหน้าขึ้นเพื่อสบตาสองสีตรงหน้า “แต่เรื่องนี้ นายห้ามเอามาล้อเล่นแบบนี้อีกเด็ดขาด”

 

        “ผมไม่ได้ล้อเล่นสักหน่อย” มุคุโร่ตอบพร้อมยิ้มน้อยๆ ตามนิสัย

 

        “แต่ฉันไม่เห็นว่าการที่นายปลอมเป็นคุณดีโน่ มันจะให้ประโยชน์กับนายตรงไหน” ร่างเล็กกว่าว่า สายตาคมกริบจ้องจับผิด

 

        “แหม ใครจะรู้ล่ะครับ ในช่วงสองอาทิตย์นี้อาจมีใครสักคนที่ลืมอ่านหนังสือพิมพ์ก็ได้นี่ครับ”

 

        “หยุดโกหกฉันสักที มุคุโร่!”

 

        สึนะโยชิตะโกนลั่น มือทั้งสองกำแน่นอย่างพยายามระงับอารมณ์ไม่ให้เผลอต่อยหน้าคนพูด

 

        “คุณดีโน่ตายไปแล้ว! นายเอาคนตายมาล้อเล่นแบบนี้เพื่ออะไร?! สนุกงั้นเหรอ? หลอกดูความน่าสมเพชของคนอื่นแล้วนึกสะใจอยู่ในใจงั้นสิ?”

 

        บอสแห่งวองโกเล่ตวาดกร้าว ไม่หลงเหลือภาพหนุ่มน้อยที่ไม่เคยสู้คนในอดีตสักนิด

 

        “ใจร้ายจังนะครับ” มุคุโร่ยังคงพูดยิ้มๆ ให้กับความโกรธเคืองเบื้องหน้า “ทั้งที่ผมหวังดีกับฮิบาริ เคียวยะจากใจจริงแท้ๆ”

 

        “อย่าล้อ...”

 

        “คุณก็รู้ไม่ใช่เหรอครับ” คนตัวสูงกว่าทับไม่ให้สึนะโยชิขัดสิ่งที่ตนกำลังจะพูด

 

        “ว่าคนคนนั้นนอกจากสิ่งที่ตัวเองอยากรู้ ก็ไม่รับฟังอะไรทั้งนั้น”

 

        สึนะโยชิสะอึก เพราะนั่นเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เขาต้องรีบมาหาฮิบาริ เคียวยะ หลังจากผู้พิทักษ์แห่งเมฆาฟื้นตัวได้สองวัน คำถามแรกคือ ‘ไอ้ม้าบ้านั่นอยู่ที่ไหน’ แม้คุซาคาเบะจะพยายามพูดความจริงแค่ไหน เจ้าตัวก็เหมือนจะไม่สนใจและเริ่มถามคำถามเดิมอีกครั้งเมื่อเวลาผ่านไปพักหนึ่ง

 

        ใช่ว่าสึนะโยชิจะไม่เข้าใจความรู้สึกสูญเสีย แต่หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป คนที่จะพังทลายก็คือฮิบาริที่รั้นไม่ยอมรับความเป็นจริง รวมไปถึงตัวมุคุโร่เอง

 

        “เลิก ซะเถอะมุคุโร่ นายจะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากเรื่องนี้เลยนอกจากความเจ็บปวด” นภาแห่งวองโกเล่พูดเสียงแผ่ว ทว่าคนฟังกลับเลิกคิ้วสูงแล้วหัวเราะเสียงดัง

 

        “นี่คุณคิดว่าผมจะหลงรักฮิบาริ เคียวยะอย่างนั้นหรือครับ ช่างจินตนาการเสียจริงๆ” มุคุโร่ว่า ก่อนเอ่ยต่อ

 

        “วางใจเถอะ ผมไม่คิดจะเป็น ‘ดีโน่ คาบัคโรเน่’ หรอกครับ ก็แค่รู้สึกสนใจอะไรนิดหน่อย ไม่ดีหรือครับ? วิธีนี้นอกจากผมจะได้ประโยชน์ คุณเองก็ได้ประโยชน์เช่นกัน”

 

        สึนะ โยชิกัดฟันกรอด เถียงไม่ได้ว่าที่มุคุโร่พูดนั้นเป็นความจริง ในตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการการให้ฮิบาริฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บโดย เร็วที่สุด เขารู้ว่าฮิบาริ เคียวยะไม่ได้เป็นคนอ่อนแอถึงขนาดนั้น แต่จากที่ได้ฟังโรมาริโอ้เล่าเหตุการณ์ก็อดกังวลไม่ได้ว่า อีกฝ่ายจะรู้สึกว่าที่ดีโน่ตายเป็นความผิดของตัวเอง

 

        ดังนั้นหากจัดฉากว่าดีโน่ยังมีชีวิตอยู่ แล้วค่อยสร้างสถานการณ์ให้ตายในภายหลังย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่ในความเป็นจริง วิธีนี้จะเป็นการหยามคาบัคโรเน่อย่างไม่สมควรให้อภัย

 

        ทว่าหากมันสามารถแลกกับชีวิตของฮิบาริ เคียวยะได้ ตัวสึนะโยชิเองก็ปรารถนาจะทำตามความคิดนี้ เขาคิดว่าตัวรุ่นพี่ร่วมอาจารย์เองก็ไม่ได้อยากให้อีกฝ่ายพังทลายลงแน่ๆ

 

        ชายหนุ่มตัดสินใจได้ในที่สุด

 

        “จะกว่าคุณฮิบาริจะหายดี...ฉันจะยอมปิดหูปิดตาจนถึงตอนนั้นก็แล้วกัน”

 

----------------------------------------

 

 

        เย็นวันเดียวกัน

 

        ขายาวก้าวขึ้นบันไดเหล็กเป็นจังหวะสบายๆ ขึ้นสู่อพาตเมนต์เล็กๆ ที่ดูทรุดโทรมใกล้พังเต็มที อันที่จริง...เขาก็ได้ ‘รับเชิญ’ ให้ไปอยู่ในคฤหาสน์หรูหราเช่นเดียวกับผู้พิทักษ์คนอื่นๆ แต่ก็นั่นล่ะ...มุคุโร่ไม่คิดอยากเป็นหนี้บุญคุณมาเฟีย จึงปฏิเสธแล้วอาศัยอยู่ในที่ซอมซ่อเช่นนี้ ส่วนอีกสามคนที่เหลือก็พร้อมใจกันย้ายตามมาให้วุ่นวายไปหมด

 

        มือใหญ่ใต้ถุงมือหนังสีดำยกขึ้นเอื้อมจะจับลูกบิด แต่บานประตูนั้นก็เปิดขึ้นเสียก่อนราวกับรู้อยู่แล้วว่าเขามาถึง หญิงสาวเจ้าของนัยน์ตาสีม่วงซึ่งมีอยู่เพียงข้างเดียวส่งยิ้มมาให้

 

        “ยินดีต้อนรับกลับมาค่ะ ท่านมุคุโร่”

 

        เมื่อสบแววตาที่ฉายฉาบความยินดี คนที่เพิ่งกลับมาจึงยิ้มตอบ

 

        “กลับมาแล้วครับ โคลม”

 

        โคลมเบี่ยงตัวออกให้เจ้าของบ้านที่แท้จริงเดินเข้ามา หากทันทีที่ร่างสูงนั้นผ่านไป เธอก็ต้องรีบคว้าชายเสื้อรั้งอีกฝ่ายทันที

 

        “มีอะไรหรือครับ?” คนถูกถามเม้มริมฝีปากแน่น

 

        “ท่านมุคุโร่...บาดเจ็บหรือคะ?” ตาสีม่วงวูบไหวคล้ายคนจะร้องไห้ คนถูกถามกลับทำหน้างง ก่อนจะนึกได้ว่าทำไมตนถึงถูกถามเช่นนี้

 

        คงเป็นกลิ่นยาฆ่าเชื้อจากโรงพยาบาล

 

        “อย่าห่วงไปเลยครับ โคลมที่น่ารักของผม” มุคุโร่ว่าพลางยกมือขึ้นลูบศีรษะอีกฝ่าย ใบหน้าซีดขาวปรากฏรอยยิ้มน้อยๆ “ผมแค่ไปเยี่ยมคนป่วยเท่านั้นล่ะครับ”

 

        คำตอบนั้นทำให้คนฟังโล่งอก ยอมปล่อยชายเสื้อที่กำไว้

 

        “หลังจากวันนี้ ผมอาจไม่ค่อยได้กลับมาที่นี่ ถ้ายังไง...รบกวนคุณช่วยดูแลเคนกับจิกุสะแทนผม จะได้ไหมครับ”

 

        โคลมเงียบ ลังเลเล็กน้อยด้วยไม่แน่ใจนักว่าสองคนที่พูดถึงจะยอมให้เธอดูแลอย่างที่อีกฝ่ายฝากฝังหรือเปล่า แต่ท้ายที่สุดเธอก็พยักหน้ารับแต่โดยดี

 

        เพราะคำขอของคนคนนี้จะไม่มีวันได้รับคำปฏิเสธจากเธอ

 

        มุคุโร่เห็นอย่างนั้นจึงยิ้ม

 

        “ฝากด้วยนะครับ” แล้วเดินผละเข้าข้างใน ทิ้งให้โคลมมองตามด้วยสายตาเป็นห่วง

 

        ทำไมเธอจะไม่รู้ว่ามุคุโร่ไปเยี่ยมใครที่โรงพยาบาล

 

        หญิงสาวดึงสติกลับมาปิดประตูที่เปิดค้างไว้ ก่อนเดินกลับไปยังห้องครัวเพื่อเตรียมอาหารเย็นต่อ

 

        ข่าวเรื่องผู้พิทักษ์เมฆาของวองโกเล่แฟมิลี่ที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดได้รับ บาดเจ็บสาหัสแพร่สะพัดไปทั่ววงการมาเฟีย พร้อมกับข่าวการตายของบอสรุ่นที่สิบของคาบัคโรเน่แฟมิลี่

 

        มือขาวที่กำลังคนสตูในหม้อชะงักกึก

 

        แปลกจริง

 

        โคลมนึกสงสัย ขณะที่ตาก็มองสตูที่เดือดปุดๆ อยู่ในหม้อ

 

        ความกังวลที่ไม่รู้ที่มานี่...มันคืออะไรกัน?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

TBC...

 

*******************************

 

 

เหมือนจะปั่นเร็ว จริงๆ แล้วเป็นก๊อกสุดท้ายที่เก็บไว้ค่ะ 

 

เอา Pair ออกตามที่เฟียร์สั่ง =w=

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet


อ่านแล้วชอบ D[69]27 อย่างประหลาด ฮ่าๆๆๆๆ
ชอบฟิลสึนะแกน้า แอบอเมซิ่งมาก ที่เห็นตอนหนึ่งวันนี้ ขอให้เครื่องติดนานๆๆๆ เลิฟๆ คุณแม่บ้านนะ เคะๆๆๆ

#1 By เฟียร์ . Fiar on 2009-06-24 04:35

ไม่นะ ดีโน่ตายแล้วเหรอ แล้วสมการ D18 จะเหลืออะไรล่ะคะท่านเบนซ์ TT^TT

ตอนแรกแอบนึกว่าสึนะหึงจะกลายเป็น D27 ซะแล้ว หุๆๆ

รออ่านตอนต่อนะคะ ^w^

#2 By freyachan on 2009-06-24 07:02

ยังคงเป็น D18 สินะคะเนี่ย ...ถ้ากลายเป็น 6918 ในสักวัน.....
โอ้ หรือมันจะจบลงที่คู่นี้

ชอบลักษณะของตัวละครแต่ละตัวจังค่ะฃ
ตอนแรกคิดว่าที่สึนะพาดีโน่ออกมาจากห้อง จะถามว่า "บาดเจ็บมากขนาดนี้ทำไมถึงมาเยี่ยม" เสียอีก
พอรู้ว่าเป็นมุคุโร่ก็... แปลกใจนิดหน่อย

แต่ว่า... ดีโน่ตายแล้ว

รอตอนต่อไปนะคะ

#3 By วาร : waras on 2009-06-24 10:14

แหมๆ ถูกใจกว่า x27 อีกแก (ฮา)
ชอบๆ เลิศๆ อย่าดองๆ

อยากอ่านซีนนั้นไวๆ
คึคึคึคึคึคึ


ปล.เซอร์วิสแถม S27 ไม่ก็ X27 ได้ไหมเมิงงง 5555+

#4 By dearchan on 2009-06-24 19:35

ไม่น๊า!!!

ไม่จริงใช่มั้ยคะพี่เบนซ์

มันแค่ข่าวโคมลอยใช่มั้ย!!!(หวังอยู่ลึกๆนะคะเนี่ย)

งี้ฮิบาริจะอยู่กับใครอ้ะT^T

เราชอบD18สุดเลยล่ะค่ะ

เอ่อ...แต่ถ้าเป็น6918ก็อ่านได้ แต่ไม่ถึงกับชอบอ่ะนะคะ

ไงๆก็ ..คือ

ดีโน่ตายจริงง่า~ TT ^ TT

#5 By Hitsugaya~kun on 2009-06-29 18:07

มิน่าทำไมกระตุกกับพี่โน่เวอร์ชั่นนี้เหลือเกิน....

คุณมุนี่เอง........... คิดถึงจังเลยค่ะ

สึนะเข้มหลาย.... สมกับความเป็นหัวหน้ามาเฟียจริงๆ..... *me ทำไมลินเกิดอาการอยากเชียร์ 2769 ขึ้นมาแบบแปลกๆได้ล่ะคะ?

รอคุณฮิต่อไป.....

#6 By Lina on 2009-06-29 21:10