[Fic]Reborn : Attirare [3]
posted on 14 Jul 2009 12:05 by foundation
Title : Attirare [3]
Fandom : Katekyo HITMAN Reborn!
---------------------
มุคุโร่ในร่างดีโน่ค่อนข้างแปลกใจเมื่อห้องพักผู้ป่วยวันนี้ว่างเปล่า
คิ้วเข้มเหนือนัยน์ตาสีทองขมวดเข้าหากัน น้อยๆ อย่างไม่แน่ใจว่าคนป่วยที่พักอยู่ที่นี่จะชิ่งออกจากโรงพยาบาลโดยไม่บอกใคร หรือเปล่า แต่เมื่อเห็นรอยยับย่นบนเตียงเขาก็ตัดความคิดนี้ทิ้งไป
ปัญหาต่อมาคือ ฮิบาริ เคียวยะ ไปไหน?
แผลก็ใช่ว่าจะหายสนิท แค่ปากแผลปิดและได้รับอนุญาตจากหมอให้เดินไปไหนมาไหนได้บ้างเท่านั้น
ถ้าเป็นคนป่วย ‘ปกติ’ ทั่วไปคงออกไปเดินเล่นยืดเส้นยืดสายในสวน หรือออกไปเดินเล่นภายในโรงพยาบาล แต่ก็นั่นล่ะคนอย่างฮิบาริ เคียวยะน่ะหรือ... จะเดินเล่นในที่พลุกพล่านแบบนั้น
ตาสีทองหรี่มองห้องที่ว่างเปล่า กว่าสามอาทิตย์แล้วที่เขาใช้เวลาอยู่ที่นี่ครึ่งวัน พูดคุยเรื่องไร้สาระ ปั้นยิ้ม และเก็บข้อมูลจากบทสนทนาทีละเล็กทีละน้อย แน่นอนมุคุโร่รู้แล้วว่าสาเหตุที่ฮิบาริ เคียวยะไม่อาจยอมรับความตายของดีโน่ คาบัคโรเน่ได้นั้นคืออะไร แต่เขาไม่คิดว่านั่นคือคำตอบของคำถามทั้งหมด
ฮิบาริ เคียวยะที่มุคุโร่รู้จักคือคนที่เอาแต่ใจ ไม่ยอมใครและไม่ยึดติดกับใครทั้งสิ้น เป็นผู้ที่ยืนโดดเดี่ยวอยู่บนกองซากศพด้วยกำลังของตัวเอง นัยน์ตาสีดำคู่คมนั้นจับจ้องเพียงแต่เบื้องหน้า ไม่เคยเหลียวมองรอบตัว
แค่ความรักเท่านั้นหรือ ที่ทำให้คนแบบนั้นเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้?
ถึงวันนี้เวลาจะผ่านไปเกือบสามอาทิตย์ แต่เขาก็ไม่ได้รับคำตอบอย่างอื่นนอกจากคำตอบในครั้งแรกและตะกอนความหงุดหงิดที่ค่อยๆ ฟุ้งขึ้นมาในใจ
“เอายังไงดีครับ”
คนที่ยืนอยู่ด้านหลังถามอย่างขอความเห็น คนที่นั่งอยู่บนรถเข็นจึงละสายตาจากเตียงที่ว่างเปล่าไปยังหน้าต่างที่ถูกเปิดทิ้งไว้ ก่อนระบายยิ้มบาง
“งั้นเรา...ไปเดินเล่นกันหน่อยดีไหม?”
----------------------------------
หากพูดว่า ‘จะไปเดินเล่น’ สถานที่ที่จะทำกิริยานั้นก็น่าจะเป็นที่กว้างๆ โล่งๆ เต็มไปด้วยต้นไม้หรืออะไรก็ได้ที่ดูแล้วสบายใจ ชวนโล่งใจ และถ้าอยู่ในโรงพยาบาลแบบนี้ก็ต้องนึกถึงสวนพักผ่อนหน้าใจกลางโรงพยาบาลแห่งนี้เท่านั้น ทว่า...
สายลมกรรโชกแรงผ่านบานประตูที่เปิดออก แสงแดดสาดผ่านเข้ามาให้คนที่อยู่ในความมืดสลัวมาก่อนต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย
ที่แห่งนี้กว้าง ลมพัดโกรกเย็นสบาย ทั้งยังเงียบสงบ และยังสูงจากพื้นดินกว่าสิบชั้นอีกด้วย อากาศที่สูดเข้าปอดจึงค่อนข้างบริสุทธิ์
แน่นอนถึงโรงพยาบาลจะเป็นธุรกิจที่ทำแล้วรวย แต่ก็คงไม่รวยพอจะทำสวนพักผ่อนบนที่สูงขนาดนี้ เพราะที่นี่เป็นแค่ดาดฟ้าธรรมดาที่คนปกติเขาไม่มาเดินเพ่นพ่านกัน และแน่นอนว่าเขาก็ไม่คิดว่าคนบนเก้าอี้รถเข็นจะนึกอยากขึ้นมาเดินเล่นบนดาดฟ้าเฉยๆ
โรมาริโอ้ออกเดิน พารถเข็นออกไปสู่พื้นที่ดาดฟ้าอันว่างเปล่า ตาหลังแว่นดำกวาดมองไปรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นเป้าหมายของเจ้านายตน ปากขยับเตรียมจะถาม แต่ถูกอีกฝ่ายพูดขึ้นมาเสียก่อน
“แอบหนีขึ้นมาแบบนี้ เดี๋ยวพวกพยาบาลก็หาตัวกันให้วุ่นหรอก” แล้วใบหน้าคมนั้นก็หันมา โรมาริโอ้รู้ได้ทันทีว่าสายตานั่นไม่ได้จับจ้องอยู่ที่เขา ชายหนุ่มจึงหมุนตัวพาเจ้านายหันกลับมายังประตูทางเข้า เหนือขึ้นไปคือเงาร่างของ ‘คนแอบหนี’ นั่งรับลมเหมือนจะสบายใจ ถ้าไม่ติดตรงตาสีดำที่มองต่ำลงมา
เป็นแววตาที่ไม่สื่อความหมายใดๆ หรือแม้แต่อารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น
“ขึ้นมาถึงนี่ ถ้าแผลเปิดขึ้นมาจะทำยังไง” ดีโน่ว่าต่อ แม้จะรู้ดีว่าแผลที่ท้องอีกฝ่ายคงสมานตัวจนเกือบหายดีแล้วก็ตาม
“ฉันหายดีแล้ว” ฮิบาริว่าแล้วก็แสดงให้ดูด้วยการกระโดดลงมายืนอย่างสวยงามพร้อมด้วย...ทอนฟาคู่ใจและรอยยิ้มแสยะ
“ไหนๆ ก็หายแล้ว ลองกันสักยกหน่อยเป็นไง เผื่อจะได้ตัดสินเรื่องเมื่อแปดปีก่อนด้วยพร้อมๆ กันไปเลย”
แปดปีก่อน...ศึกชิงแหวน
“เอ๋?! นี่ยังติดใจอยู่อีกเหรอเคียวยะ” ดีโน่ร้องเสียงหลง ยังไม่ทันได้เอ่ยต่อ ทอนฟาก็ฟาดลงมาให้โรมาริโอ้รีบกระชากรถเข็นหลบได้อย่างหวุดหวิด เคราะห์ร้ายจึงตกไปอยู่กับพื้นดาดฟ้าที่แตกเป็นเสี่ยงแทน
“ไม่เอาน่าเคียวยะ ถ้าอยากสู้จริงๆ ทำไมไม่รอให้ฉันหายดีก่อนล่ะ” อดีตอาจารย์สอนพิเศษพยายามชักแม่น้ำทั้งสิบ ด้วยกลัวว่าถ้าเกิดอีกฝ่ายเอาจริงขึ้นมา งานนี้คงไม่จบแค่ห้องผ่าตัดแต่อาจเลยไปห้องเก็บศพก็เป็นได้
“ฉันไม่ชอบรอ”
สิ้นคำแค่นั้น ร่างเล็กกว่าก็พุ่งเข้าหาอดีตอาจารย์ที่ยังนั่งพิการอยู่บนเก้าอี้รถเข็นทันที
ทอนฟาถูกควงเกิดเป็นวงกลมสีเงินหลอกตา เป็นจังหวะเดียวกับดีโน่ที่ใช้มือซ้ายหมุนล้อรถเข็นหลบการโจมตีอีกครั้ง ปลายของมันจึงจู่โจมได้เพียงผ้าปิดแผลบนใบหน้าคมเท่านั้น
“เดี๋ยวสิๆๆ” ดีโน่ร้องห้ามพลาง โรมาริโอ้ที่เพิ่งรู้สึกตัวก็เข้ามาช่วยเจ้านายหลบท่อนเหล็กที่แสนคุ้นเคย
หนึ่งคนพุ่งเข้าหา สองคนถอยหลังหนี ดูๆ ไปก็น่าขำ แต่คนที่ต้องเผชิญเหตุการณ์กับตัวเองคงไม่ขำเท่าไหร่ กระทั่งจวนตัว ในที่สุดดีโน่ก็เผลอคว้าแส้ขึ้นมาป้องกันทอนฟาที่ฟาดลงมา ฮิบาริเห็นเช่นนั้นก็เหยียดยิ้มผละออกมา บุกต่อด้วยความเร็วที่เพิ่มมากขึ้น และเปลี่ยนเป้าหมายจากร่างบนรถเข็นเป็นผู้ที่คอยช่วยอยู่เบื้องหลังแทน
ทว่าดีโน่รู้ตัวทันจึงหมุนเก้าอี้ผลักคนสนิทของตนหลบให้พ้นทาง แต่ความเร็วนั้นก็ย่อมไม่มีทางสู้คนที่มีสภาพปกติกว่า ดังนั้นโรมาริโอ้จึงจำต้องใช้ท้องรับทอนฟ้าเข้าไปเต็มๆ ร่างนั้นกระเด็นไปกระแทกกับกำแพงอย่างแรง
ดีโน่ร้องเรียกชื่อด้วยความเป็นห่วง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยิ้มแห้งๆ ยกมือเป็นเชิงว่าไม่เป็นอะไร ตาสีทองจึงหันกลับมามองอดีตลูกศิษย์ด้วยสายตาไม่พอใจอย่างชัดเจน ทว่าฮิบาริยังคงยิ้มเย็น
“เอาจริงได้สักทีนะ”
แล้วการบุกยกใหม่ก็เริ่มขึ้น ถึงจะพูดได้ว่าคนบนรถเข็นเริ่มเอาจริง และอีกฝ่ายก็มีศักดิ์เป็นครูสอนพิเศษที่ไม่เคยแพ้ให้กับลูกศิษย์ แต่เมื่อมีความเสียเปรียบทางด้านร่างกายเช่นนี้ ผลแพ้ชนะจึงปรากฏออกมาอย่างรวดเร็ว
ฮิบาริฟาดทอนฟาใส่หน้าดีโน่เต็มแรง จนกระเด็นลอยจากเก้าอี้ไปเสียไกล
คิ้วเข้มขมวดเกร็ง เหงื่อแตกทั่วตัว คู้ตัวแข็งเกร็ง เมฆาที่แสนเอาแต่ใจค่อยๆ เยื้องย่างเข้ามาหยุดยืนอยู่เหนือร่าง ตาสีดำมองต่ำด้วยแววตาที่ไม่อาจอ่านได้
ดีโน่กัดฟันอยู่พักหนึ่งก่อนเหลือบมองร่างนั้นแล้วฝืนยิ้ม
“ก็บอกแล้ว”
พูดได้แค่นั้นก็ต้องเงียบต่อ ฮิบาริไม่ได้ตอบหรือเยาะเย้ยอะไรแต่เงยหน้าขึ้นมองหาโรมาริโอ้ที่น่าจะอยู่ แถวนั้น หากไร้ซึ่งวี่แวว คิ้วโก่งมุ่นเข้าหากันอย่างเริ่มสงสัยว่าไอ้ที่ซัดได้เมื่อกี้ เพราะหลบไม่พ้นหรือเจ้าตัวมันจะรู้ว่าลูกน้องตัวเองไม่อยู่แล้วกันแน่
จะอย่างไหนก็ช่างมันเถอะ
เจ้าตัวตัดบทความคิดตัวเองแล้วหันหลังกลับ
“ดะ..เดี๋ยวสิ! จะไปไหนน่ะเคียวยะ!!” คนที่ยังนอนอยู่บนพื้นร้องเสียงหลงเมื่อเห็นร่างเล็กกว่าทำท่าจะเดินจากไป โดยไม่คิดจะเหลียวแลเขาสักนิด
“ง่วง จะกลับไปนอน”
“เอ๋! โรมาริโอ้...โรมาริโอ้! หายไปไหนเนี่ย” ดีโน่โวยวายเมื่อไม่เห็นมือขวาคนสนิท ตาสีดำปรายกลับมามอง เห็นอย่างนั้นชายหนุ่มก็ยิ้มแบบใจชื้นขึ้นหน่อย แต่ก็เพียงแค่ชั่ววินาทีเท่านั้น เมื่ออีกฝ่ายหันกลับและเริ่มออกเดิน
“เคียวยะ!” ร้องได้เท่านั้นก็ต้องหุบปาก จากที่คิดว่าฮิบาริจะกลับห้องโดยปล่อยให้เขากลายเป็นม้าแดดเดียวบนดาดฟ้า ก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นอีกฝ่ายยกเก้าอี้รถเข็นให้กลับมาตั้งตรง และเข็นมาจอดข้างๆ
ฮิบาริเดินเข้ามาช่วยพยุงคนตัวใหญ่กว่าขึ้น อย่างเกือบๆ จะทุลักทุเลเพราะติดเฝือกตรงขาขวาทำให้ยืนได้ลำบาก จากนั้นก็โยนร่างนั้นลงบนเก้าอี้เสียดื้อๆ ให้ดีโน่ร้องหลุดร้องจ๊ากออกมาแต่ไม่ทันจะได้โวย เก้าอี้รถเข็นก็เคลื่อนไหวช้าๆ หยุดปากที่อ้ากว้างให้ค้างอยู่อย่างนั้นด้วยความแปลกใจ ก่อนเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มจางๆ
“นึกแล้วว่าเคียวยะต้องไม่ใจร้าย”
“หุบปากซะ”
“คร้าบบบ” อารมณ์ดีเกินกว่าจะพูดโต้เถียง กระทั่งรถเข็นมาหยุดอยู่ตรงบันไดภายในอาคาร ตาสีดำไล่มองขั้นบันไดแล้วจึงหันกลับมามองรถเข็น
“นายขึ้นมาบนนี้ได้ยังไง” คำถามที่ควรจะนึกสงสัยตั้งแต่แรกถูกถามขึ้น กระแสเสียงเจือแววหงุดหงิดน้อยๆ ทว่าคนที่กำลังอารมณ์ดีกลับจับไม่ได้สักนิด ดีโน่ยังคงยิ้มกว้างก่อนตอบ
“ก็ให้โรมาริโอ้อุ้มขึ้นมาน่ะ แล้วค่อยขนเก้าอี้ขึ้นมา”
ไม่พูดเปล่า แต่ยังยื่นแขนออกทั้งสองข้าง ส่งสายตาวิ้งๆ ใส่ออดอ้อน ทว่าคนถูกอ้อนกลับเดินไปด้านหลัง จับเก้าอี้แล้วก็...
ถีบลงบันไดไป...
-------------------------------
เวลาบ่ายคล้อย หลายชีวิตเริ่มผ่อนคลาย แต่ยกเว้นห้องพักพิเศษในโรงพยาบาลแห่งนี้ที่ยังคงมีเสียงโวยวายดังเล็ดลอดออกมาให้ได้ยิน
“เงียบสักที!! เจ้าของห้องเอ่ยอย่างหงุดหงิด แต่คนมาเยี่ยมที่นั่งอยู่ข้างเตียงกลับไม่ยอมเงียบตามคำขอ ดีโน่ยังคงพร่ำบ่นไปเรื่อยๆ ถึงความใจร้ายของอดีตลูกศิษย์ที่กล้า ‘โยน’ ตนลงบันได ชนิดไม่กลัวว่าคนถูกโยนอาจคอหักตายสักนิด ส่วนต้นเหตุอย่างโรมาริโอ้ก็ยังคงนั่งเงียบอยู่ตรงโซฟาเช่นเดิม ไม่ได้มีท่าทีทุกข์ร้อนตามเจ้านายของตนสักนิด
“งั้นให้ฉันขย้ำนายให้ตายสมใจอยากไปเลยดีไหม ” ไม่พูดเปล่าแต่ยังโชว์อาวุธประจำตัวเป็นเครื่องยืนยันคำพูดอีกด้วย นั่นล่ะดีโน่ถึงยอมเงียบ แต่ก็ไม่วายพึมพำออกมาว่า ‘เคียวยะใจร้าย’ อยู่ดี
คนใจร้ายมองคนพูดนิ่งๆ เก็บทอนฟาแล้วล้มตัวลงนอน โดยไม่ลืมกำชับ
“ถ้าส่งเสียงรบกวนฉันแม้แต่นิดเดียว ฉันจะขย้ำนายให้ตาย”
ว่าแล้วก็ปิดตาลง สายลมโชยพัดไล่เม็ดเหงื่อบนใบหน้าให้ฮิบาริรู้สึกเย็นสบาย กับเสียงความเงียบที่โรยตัวลงรอบๆ จากที่คิดว่าจะพักสายตาสั้น...ก็ถูกชักนำเข้าสู่นิทราโดยไม่ทันรู้ตัว
ใบหน้าคมชะโงกเข้าไปใกล้จนชิด สังเกตเห็นว่าลมหายใจเข้าออกก็เริ่มสม่ำเสมอ เป็นสัญญาณของการหลับลึกให้คนมองต้องเลิกคิ้วแปลกใจ
ฮิบาริ เคียวยะ กำลังนอนหลับต่อหน้าคนอื่น?
แถมหลับแบบที่ไม่มีความกังวลหรือความระแวงใดๆ ต่อความเป็นไปรอบตัวอีกด้วย นั่นยิ่งทำให้มุคุโร่สงสัย
ดีโน่ คาบัคโรเน่ มีอิทธิพลต่อ ฮิบาริ เคียวยะ ถึงขนาดนี้เลยหรือ?
คนบนรถเข็นดึงตัวเองกลับมานั่งตรง สายตายังคงจ้องมองใบหน้าคนหลับไม่วางตา หากให้คิดแล้ว...กระทั่งการกระทำบนดาดฟ้านั่นก็อยู่เหนือความคาดหมายเช่นกัน (แม้จะจบลงด้วยการถีบเขาตกบันไดก็ตาม) ฮิบาริ เคียวยะที่เขารู้จัก คือคนเย็นชาที่ไม่มีวันยอมรับหรือยื่นมือช่วยเหลือใคร ยังดีที่ไม่หลุดพิรุธออกไป เพราะหากถูกจับได้ ละครที่เขากำลังเล่นอยู่นี่ก็คงจบลง
สายลมยามบ่ายพัดผ่านหน้าต่างเข้ามา คนบนเตียงขยับไหล่เพียงเล็กน้อยและนิ่งลงเช่นเดิม แต่ก็ย่อมไม่พ้นสายตาของคนที่นั่งเพ่งมองอยู่ตั้งแต่แรกได้
กลางเดือนตุลาคม แม้จะไม่ใช่ฤดูหนาว แต่ลมก็เริ่มพัดหอบเอาความหนาวเย็นมาให้ได้รู้สึกบ้างแล้ว ยิ่งชุดคนป่วยที่ใส่อยู่นั้นเป็นผ้าเนื้อบางจึงไม่น่าแปลกใจที่อีกฝ่ายจะ รู้สึกหนาวขึ้นมา คนที่นั่งอยู่บนรถเข็นจึงขยับตัวเอื้อมขยับผ้าห่มตรงปลายเตียงขึ้นห่มให้คน ที่กำลังหลับใหล ขณะเดียวกันหางตาก็จับความเคลื่อนไหวได้ตรงประตูห้อง เมื่อเงยหน้าขึ้นมาเขาก็ต้องยิ้มกว้างให้กับแขกผู้มาใหม่
-----------------------------
“สึนะวานให้มาเยี่ยมงั้นเหรอ” นั่นคือประโยคแรก หลังจากอพยพกันออกมาจากห้องพัก เพื่อไม่ให้บทสนทนาที่จะเกิดขึ้นไปขัดขวางนิทราอันแสนสุขของเจ้าของห้อง
“เปล่าหรอก พอดีงานที่ทำอยู่เสร็จแล้วก็เลยตั้งใจจะมาเยี่ยมฮิบาริสักหน่อย” ร่างสูงในชุดสูทสีดำตอบพลางยิ้มกว้าง ทว่านัยน์ตาสีดำกลับเป็นประกายวิบวับยามมองใบหน้าเปื้อนยิ้มของคู่สนทนา
“งั้นเหรอ” ดีโน่ยิ้มน้อยๆ “มาผิดจังหวะไปนิดเดียวเอง เคียวยะเพิ่งจะหลับไปก่อนพวกนายมาไม่นานเท่าไหร่”
“งั้นเหรอ...แย่จริงแฮะ อุตส่าห์ทำซูชิมาตั้งเยอะ กะว่าจะมากินด้วยกันเสียหน่อย” ตาสีดำเหลือบมองห่อข้าวกล่องทรงสูงในมืออย่างเสียดายเล็กน้อย
“ว่าแต่สึนะเป็นยังไงบ้าง? เห็นว่างานหนักน่าดูนี่นา ฮิบาริได้รับบาดเจ็บแบบนี้คงต้องระวังตัวมากขึ้นสินะ” ร่างบนรถเข็นชวนคุยต่อ
“ก็หนักอยู่ เห็นบ่นเหมือนกันว่าอยากมาเยี่ยมด้วยตัวเอง”
“ทำงานหนักเกินไปจะทรุดได้ง่ายๆ ยังไงก็ฝากพวกนายไปเตือน...”
“เฮ้”
แขกอีกคนที่ยืนเงียบมาตั้งแต่แรก เอ่ยทะลุกลางปล้องขึ้นมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่ตาสีเขียวมรกตนั้นเต็มไปด้วยความหงุดหงิด
ตาสีทองหันมาสบตาด้วยก่อนถาม
“มีอะไรเหรอ สโมคกิ้งบอม?”
คนถูกถามกลับส่งเสียงจึ้กจั้กในลำคออย่างไม่ชอบใจ
“แกคิดจะเล่นเป็นไอ้ม้าบ้านี่ไปอีกนานเท่าไหร่กัน”
ทว่าร่างบนรถเข็นยังคงนั่งนิ่ง ทำท่าสงสัยตอบกลับมาเหมือนไม่เข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายพูด
“นั่นสิมุคุโร่ นายคิดจะเป็นคุณดีโน่ไปอีกนานแค่ไหนกัน” ยามาโมโตะถามย้ำให้คนฟังรู้ว่า ภาพลวงตาที่สร้างขึ้นมาไม่สามารถหลอกตาคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าได้
“แย่จัง” ร่างนั้นยังคงยิ้ม “คิดว่าจะหลอกได้นานกว่านี้สักหน่อยนะครับเนี่ย”
น้ำเสียงในประโยคต่อมาทุ้มต่ำกว่าเดิมเล็ก น้อย ควันสีขาวลอยคลุ้งกับสภาพของคนบนรถเข็นที่ค่อยๆ เปลี่ยนไป สองผู้พิทักษ์ที่คุ้นชินกับภาพแบบนี้แล้วจึงได้แต่มองนิ่งๆ
“แล้วยังไงครับ? ถึงผมจะหลอกพวกคุณเป็นดีโน่ คาบัคโรเน่ แต่เรื่องที่ฮิบาริ เคียวยะเพิ่งหลับไปเป็นความจริงนะครับ” มุคุโร่เอ่ยด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะและรอยยิ้มประจำตัว ฟังคล้ายเด็กน้อยกำลังพยายามไม่ยอมรับความผิดที่ไปหลอกผู้ใหญ่ยังไงยังงั้น
“เรื่องนั้นช่างหัวมันไปเถอะ ฉันถามแกว่าจะเล่นเป็นไอ้ม้าบ้านี่ไปอีกนานแค่ไหน” โกคุเดระว่าเสียงเรียบ ยากจะบอกได้ว่ากำลังอยู่ในอารมณ์ไหนกันแน่
มุคุโร่นิ่งไปพักหนึ่ง แล้วจึงยิ้มตอบ
“ก็คงจนกว่าผมจะได้คำตอบล่ะครับ”
คนฟังทั้งสองเลิกคิ้วสูงเป็นคำถามว่าสิ่งที่ พูดนั่นหมายความว่าอย่างไร คนถูกมองจึงถอนหายใจเฮือก รู้สึกเบื่อที่จะต้องมานั่งอธิบายอะไรซ้ำซากให้คนอื่นฟังเป็นครั้งที่สอง
“สาเหตุที่ทำให้ฮิบาริ เคียวยะกลายเป็นคนที่ไม่สามารถขาดดีโน่ คาบัคโรเน่ไปได้ยังไงล่ะครับ”
โกคุเดระอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนถอนหายใจพรืด ส่ายหน้าไปมาพร้อมสบถกับตัวเองเบาๆ ขณะที่ยามาโมโตะหลุดยิ้มเครียดออกมาแล้วส่ายหน้าตามคนข้างกาย
“เลิกซะ” จู่ๆ ผู้พิทักษ์วายุก็พูดขึ้นให้มุคุโร่เป็นฝ่ายเลิกคิ้วบ้าง
“ก่อนที่มันจะสายเกินไป”
คำพูดที่ไม่เคยคิดว่าจะออกมาจากปากของผู้ชายที่อาจจะได้ชื่อว่ารังเกียจมุคุโร่ที่สุดอีกคนหนึ่ง ทำให้คนฟังหัวเราะเสียงดังขึ้นมา
‘เลิกซะเถอะมุคุโร่ นายจะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากเรื่องนี้เลยนอกจากความเจ็บปวด’
นัยน์ตาสองสีทอประกายวิบวับเมื่อนึกถึงคำพูดของใครบางคนขึ้นมา
“ทำไมกันนะครับ พวกคุณถึงคิดว่าผมคิดจะหลงรักฮิบาริ เคียวยะขึ้นมา”
ตาสองสีมองใบหน้าที่คลายความหงุดหงิดลงเหลือเพียงความรู้สึกบางอย่างฉาบไว้แทน ส่วนยามาโมโตะนั้นก็ยังคงยืนเงียบๆ ตาสีดำเฉยสนิท ไร้ซึ่งรอยยิ้ม
ความเงียบนั้นดำเนินไปพักใหญ่ จนกระทั่งวรุณแห่งวองโกเล่ขยับตัว
“ฉันเข้าไปดูอาการฮิบาริก่อนก็แล้วกัน”
ว่าแล้วก็หมุนตัวกลับ คล้ายหนีบรรยากาศมาคุรอบตัวแต่โกคุเดระรู้สึกขอบคุณมากกว่า เมื่อสิ้นเสียงประตูปิดเบาๆ ตาสีเขียวก็หันกลับมาสบตาสองสีที่พราวไปด้วยรอยยิ้มหลอกลวง
“ที่พูดเมื่อกี้” โกคุเดระเริ่ม “หมายความว่ายังไง”
“ก็ไม่ยังไงนี่ครับ แค่สงสัย”
มุคุโร่ตอบ แต่นั่นก็เพียงพอที่จะสรุป คนที่กล้าพูดสิ่งที่คล้ายๆ กับที่ตัวเองพูด นอกจากเขา(ที่ไม่ค่อยอยากเสวนาด้วยเท่าไหร่) ก็มีแค่รุ่นที่สิบเท่านั้น
โกคุเดระเงียบไปอีกครั้ง ก่อนล้วงหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ
“แกน่ะ... มีของที่อยากได้มากๆ รึเปล่า”
คำถามที่ไม่รู้ที่มาถูกส่งให้มุคุโร่ที่เลิกคิ้วสงสัย ในหัวคิดถึงทิศทางของบทสนทนาที่กำลังจะดำเนินไป
ควันบุหรี่สีขาวลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศก่อนจางหายไป หลงเหลือแต่กลิ่นฉุนคลุ้งไปทั่วทางเดิน
“ของที่ไม่ว่ายังไงก็อยากได้มาไว้ในมือ ของที่ไม่ว่ายังไงก็ไม่มีวันมอบให้ใคร” โกคุเดระว่าต่อ คล้ายไม่ใส่ใจกับสายตาคำถามของอีกฝ่าย
“ถ้าเป็นสิ่งของนี่ผมไม่รู้ แต่ถ้าเป็นความปรารถนาที่อยากให้เป็นจริงนั้น...มีครับ”
ความปรารถนาที่ไม่ว่าใครในวองโกเล่ต่างก็รู้ดี และเป็นความปรารถนาเดียวที่ทำให้มุคุโร่ถูกมองว่าเป็นตัวอันตรายที่พร้อมจะ หักหลังวองโกเล่ได้ทุกเมื่อ
ได้ยินเช่นนั้น รอยยิ้มเหยียดบางๆ ก็กระตุกขึ้นที่มุมปากของวายุ
“เพราะงั้นฉันถึงบอกให้แกเลิกทำแบบนี้ยังไงล่ะ”
มุคุโร่นิ่งไป แล้วหัวเราะออกมา
“สรุปแล้วคุณคิดว่าผมจะหลงรักฮิบาริ เคียวยะ จริงๆ สินะครับ” พูดไปทั้งที่ยังหัวเราะอยู่ “อะไรถึงทำให้คุณคิดอย่างนั้นล่ะครับ?”
แล้วหัวข้อสนทนาก็วกกลับเข้ามาเรื่องเดิมอีกครั้ง และมันคงจะเป็นอย่างนี้ซ้ำไปซ้ำมาจนกว่าจะมีใครสักคนยอมเปิดปากพูดในสิ่งที่ ไม่เคยคิดจะพูด
“ของทุกอย่างบนโลกใบนี้น่ะ มีเส้นบางๆ กั้นระหว่างกัน” จู่ๆ โกคุเดระก็เหมือนจะเปลี่ยนเรื่องพูด ชายหนุ่มอัดบุหรี่เข้าปอดอีกครั้งก่อนเอ่ยต่อ
“ตอนนี้สำหรับนายมันอาจเป็นแค่การเล่นละคร แต่เมื่อถึงจุดที่นายก้าวข้ามเส้นกั้นนั้น ของที่คิดว่าจะถึงไม่มีก็ไม่เป็นไร มันจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถขาดได้อีกต่อไป”
จากนั้นคือความเงียบนานหลายนาที คนหนึ่งยังคงนั่งนิ่งๆ บนรถเข็น อีกคนที่มองตรงไปยังแสงสว่างตรงสุดทางเดิน สุดท้ายคือควันสีขาวและกลิ่นหวานบางเบาของบุหรี่ราคาแพง
“นั่น...”
ผู้ที่ทำลายความเงียบนั้นคือเจ้าของนัยน์ตาสองสีที่เริ่มขยับยิ้ม
“คุณกำลังบอกใครหรือครับ? ผม...หรือตัวคุณเอง?”
โกคุเดระเหลือบตามองคนพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่ได้สะดุ้งสะเทือนอะไรแต่ก็ไม่ได้ตอบโต้อะไรออกมาเช่นกัน จังหวะเดียวกันนั้นเองที่เสียงประตูห้องพักปิดดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมร่างของยามาโมโตะก้าวเข้ามาหาด้วยรอยยิ้มกว้าง
“หลับสนิทจริงๆ นั่นล่ะ ดูเหมือนจะเหนื่อยนิดหน่อยด้วยถึงได้ไม่รู้สึกตัวเลยตอนฉันเข้าไป” ชายหนุ่มว่าพลางก้มมองบุหรี่ในมืออีกฝ่ายแล้วคว้ามาไว้ในมือตัวเองแทน
“นี่แก!” โกคุเดระตั้งท่าจะโวย แต่ยามาโมโตะกับเอานิ้วชี้แตะปากตัวเอง ให้รู้ตัวว่าสถานที่นี้ไม่เหมาะจะส่งเสียงดังไม่ว่าในกรณีใดๆ ทั้งสิ้น
“สูบบ่อยๆ เดี๋ยวก็เป็นมะเร็งกันพอดี อีกอย่างที่นี่มันโรงพยาบาลนะโกคุเดระ” ว่าแล้วคนเป็นห่วงก็ขยี้บุหรี่เข้ากับมือตัวเอง ก่อนเดินไปหย่อนทิ้งลงถังขยะไม่ไกล
“แกเป็นพ่อฉันรึไงวะ” คนถูกอบรมบ่นหงุดหงิด แต่ก็ไม่ว่าอะไรต่อ
“ก็ถ้านายเป็นอะไรไป สึนะก็เสียใจแย่น่ะสิ” ยามาโมโตะว่าแล้วหัวเราะ “ว่าแต่นายไม่เข้าไปเยี่ยมฮิบาริสักหน่อยเหรอ? เดี๋ยวเราต้องไปหาสึนะอีกนะ”
โกคุเดระส่งเสียงในลำคออย่างหงุดหงิด
“คนที่อยากมาเยี่ยมมันแกไม่ใช่รึไง ถ้าไม่คิดว่าต้องติดรถมาด้วยฉันไม่อยากมานักหรอก ไอ้โรงพยาบาลเนี่ย”
ตาสีเขียวหันไปมองมุคุโร่อีกครั้ง
“เก็บเอาไปคิดก็แล้วกัน”
ทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก็หมุนตัวเดินลงลิฟท์ที่จอดค้างไว้ แล้วกดปุ่มลงไปข้างล่างทันที ยามาโมโตะหัวเราะออกมาน้อยๆ คล้ายจะชินเสียแล้วกับนิสัยแปรปรวนของอีกฝ่าย
“แล้วคุณคิดอยากจะเตือนอะไรผมไหมครับ? ยามาโมโตะ ทาเคชิ” มุคุโร่ถามด้วยรอยยิ้ม แน่นอน...คำถามนั้นประชดประชันจนยามาโมโตะเองก็รู้สึก และการที่เป็นเช่นนี้ก็คงมีสาเหตุมาจากคนที่เพิ่งลงลิฟท์ไปเมื่อครู่เป็นแน่
ชายหนุ่มเกาหัวเบาๆ ไม่นึกชอบบรรยากาศที่เป็นอยู่เท่าไหร่นัก
“เตือนงั้นเหรอ?” เขาพึมพำเบาๆ ก่อนส่ายหน้า “ฉันไม่อยู่ในฐานะที่จะเตือนใครได้หรอกนะ”
ว่าแล้วก็หันหลังกลับคล้ายตัดสินใจแล้วว่าจะไม่พูดอะไรทั้งนั้น ทว่าเมื่อก้าวไปได้แค่สองสามก้าว ร่างนั้นก็หยุด
“นี่มุคุโร่”
ยามาโมโตะเรียกชื่อคนที่อยู่ข้างหลังแล้วถอนหายใจ คงนึกด่าตัวเองที่สุดท้ายก็ห้ามปากไม่ได้
“ไม่ใช่แค่ความรักหรอกนะที่ทำให้คนเราพังทลาย”
TBC...
******************************
คลานมาอัพ ตอนสุดท้ายในสต๊อกค่ะ
ไปหาหมอแล้ว หมอหล่อดีบอกว่าให้กลับมาดูอาการซัก 2
วัน จริงๆ คือไอ้ไข้หวัด 2009 ก็เหมือนไข้หวัดใหญ่ทั่วไปนะ แต่ที่ตายๆ
กันเพราะเกิดโรคแทรกซ้อน
โดยเฉพาะกับคนที่มีโรคประจำตัวอย่างโรคหัวใจอะไรพวกนั้น
ดังนั้นถ้ารักษาสุขภาพดีๆ ก็หายได้ = =b
เพราะฉะนั้นถ้าภายในคืนพรุ่งนี้ไข้ยังไม่ลดก็หามส่งนอนโรงพยาบาลชัวร์ = =b
ที่กลัวตอนนี้คือเสด็จแม่มานอนด้วย กลัวจะติดไข้ (ไล่ให้ไปนอนกับญาติก็ไม่ยอม = = ) เอาเถอะ...ถ้าเป็นไข้ขึ้นมาก็ค่อยว่ากัน (ลูกทรพีโดยแท้)
สำหรับตอนนี้ยาวไปนิด สงสัยว่าเก็บตกรวมๆ จากตอนที่แล้ว ^^"
เฟียร์บอก 8059 แย่งซีน ข้ามหน้าข้ามตาเหลือเกิน กร๊ากกก จริงๆ ชอบความสัมพันธ์ของสองคนนี้เป็นพิเศษนะ =w= ไว้ถ้าปั่นทันยังไงจะปั่นออกมาเป็น shortfic ให้อ่านกัน(มั้ง)
แต่เท่าที่คุยกัน Attirare นี้จะอยู่ที่ราวๆ 10 ตอนหรือน้อยกว่านั้น
ดังนั้นเรื่องจะดำเนินค่อนข้างเร็ว
รบกวนผู้อ่านทุกท่านสังเกตเรื่องเวลาที่ผ่านไปในแต่ละตอนด้วยนะคะ
ไม่งั้นจะงงเอาง่ายๆ
ไหนๆ ก็ไหนๆ ขอตอบเมนท์จากตอนที่แล้วเลยละกัน หลังจากที่อู้ไม่เคยทำสักครั้ง = =
#2 วาร : waras
- ส่วนตัวก็ชอบเหมือนกันค่ะ แต่จะชอบว่านี้ถ้าเฟียร์มันจะเขียนเป็นโดให้อ่าน T[]T
- ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ >///< เรื่องนี้ต้องรออ่านจริงๆ ค่ะ ยิ่งถ้าอ่านครบซีรี่ย์จะกระจ่างแน่นอนค่ะ ฮ่าๆๆๆ
(โดนกระทืบข้อหาทำตัวร่าเริงจนน่าหมั่นไส้)
#4 freyachan
- จะ 6918 รึปล่าว คงต้องรออ่านต่อไปค่ะ ตอนนี้คงจะเร็วประมาณนี้ไปพักนึงค่ะ แต่จะแรงแบบนี้ได้นานแค่ไหนนั้นอันนี้คงแล้วแต่บุญทำกรรมส่งล่ะค่ะ (สังหรณ์ว่าจะมีแต่กรรมถีบส่ง)
ปล...เดียร์ ฉันห่วงแกมากเลย เพราะวันนั้นแกอยู่กับฉันตลอด = =


#1 By [Joey]I'm the tutor home Reborn on 2009-07-14 12:52