ทุกรูปในบล็อกนี้ห้ามทำ hotlink โดยเด็ดขาดค่ะ

The Fallen Myth #1 Odin...?

posted on 21 Jul 2009 02:05 by foundation

 

 

 

Credit

ขอบคุณนุ้กสำหรับชื่อตัวละครและชื่อเมือง

 

 

 

 

The Fallen Myth

#1

Odin...?

 

 

 

 

        “จะลุกไปไหนรึฝ่าบาท”

 

        “อากาศมันร้อน ข้าจะลุกไปเปิดหน้าต่าง”

 

        “เดี๋ยวกระหม่อมเปิดให้เองพระเจ้าค่ะ ฝ่าบาททรงงานต่อไปเถอะ”

 

        “.......................”

 

        “.......................”

 

        “เก้าอี้นี่... แข็งจริงๆ ข้านั่งจนเมื่อยไปหมดแล้ว ข้าว่า…” พูดไม่ทันจบก็ผุดลุกขึ้นคล้ายจะขยับตัวยืดเส้นยืดสาย ทว่าคู่สนทนากลับรู้ทันเอ่ยดักไว้เสียก่อน

 

        “ถ้ากระหม่อมจำไม่ผิด ฝ่าบาทเคยตรัสว่าเก้าอี้ตัวนี้ทำจากไม้อย่างดี เบาะรองก็บุด้วยขนนกสโนว์เล็ท เวลานั่งลงราวกับนั่งบนปุยเมฆ ทั้งยังเป็นเก้าอี้ตัวสำคัญที่มีมาตั้งแต่สถาปนาแอสการ์ดแต่หากฝ่าบาทเกิดไม่อยากพอพระทัยขึ้นมา กระหม่อมจะจัดหาเก้าอี้ตัวใหม่ที่ดีกว่าให้ในอีกสามวันข้างหน้า ดีไหมพระเจ้าค่ะ”

 

        “ไม่ต้อง! บางทีกระดูกก้นกบข้าคงเคลื่อน ขยับตัวนิดหน่อยอาการปวดเมื่อยคงดีขึ้น” พูดจบก็ทำท่าบิดตัวไปมาแล้วก้มหน้า ‘จมกองงาน’ อีกครั้ง คิ้วเข้มเหนือนัยน์ตาสีท้องฟ้าขมวดเข้าหากันเหมือนคนกำลังตั้งหน้าตั้งตาทำงานเต็มที่ ทว่าในหัวของโอดิน กษัตริย์แห่งแอสการ์ดกำลังหมุนเร็วจี๋ด้วยความคิดอื่นอยู่ต่างหาก

 

        แผนหนึ่งล่ม แผนสองไม่เห็นผล...

 

        รอยยิ้มกระตุกขึ้นที่มุมปากชายหนุ่มโดยผู้ถูกนินทาในใจเบื้องหน้าไม่ทันได้สังเกต

 

        หึ...นึกว่าข้าจะยอมแพ้แล้วสินะ

 

        คิดแล้วก็หยุดมือ ผู้ที่เฝ้ามองการทำงานของกษัตริย์มาตั้งแต่เช้าเมื่อวานจึงเหลือบสายตามอง นึกสงสัยว่าอีกฝ่ายจะสรรหาข้ออ้างอะไรอีก

 

        “ข้าได้ยินมาว่า...” โอดินเปรยช้า เงยหน้าขึ้นมามองผู้ฟังด้วยสีหน้าหวั่นใจ “อาการของฟริกก้าทรุดหนักงั้นหรือ”

 

        นัยน์ตาสีฟ้าเข้มเบนสบเพียงชั่วครู่ก่อนหันกลับมายังเอกสารในมือ

 

        “ถูกต้องแล้วพระเจ้าค่ะ”

 

        สิ้นคำตอบ กษัตริย์แห่งแอสการ์ดก็ลุกขึ้นยืน ทุบดังปึงใหญ่ กองกระดาษที่เรียงตัวสูงอยู่บนนั้นโยกไหวไปตามแรงแต่ยังโชคดีที่ยังไม่ล้มครืนลงมา

 

        “แล้วทำไมเจ้าไม่บอกข้า!” น้ำเสียงนั้นกร้าวหากไม่ใช่ตะโกน “เจ้าเองก็เหมือนกัน ทำไมถึงยังทำเฉยอยู่ได้ นั่นแม่ของเจ้านะ!”

 

        ว่าแล้วก็เดินหลบกองงานระเกะระกะบนพื้น ใบหน้าฉายแววดุดันโกรธเคือง แน่นอน...เมื่ออาการป่วยกระเสาะกระแสะของภรรยาตนทรุดหนัก สามีคนไหนบ้างจะไม่เป็นห่วง เพียงแต่ถ้าตัวเขาจะไม่รู้ว่าภรรยาสุดรักคนนั้นได้รับการดูแลจากหมอหลวงและอาการทุเลาลงเมื่อพระอาทิตย์ลอยสูงขึ้น

 

        “จะไปเยี่ยมเสด็จแม่ก็ได้อยู่หรอกพระเจ้าค่ะ” ลูกเกือบอกตัญญูพูดขึ้น

 

        “เพียงแต่ว่าตอนนี้เป็นเวลาน้ำชา และกระหม่อมได้ยินว่าวันนี้เสด็จแม่เชิญท่านฟยอร์จินมาร่วมดื่มน้ำชาด้วย”

 

        มือที่ยื่นออกจะผลักบานประตูชะงักทันที ภาพใบหน้างดงามที่มักราบเรียบไม่บ่งบอกอารมณ์ กระทั่งเมื่อเจอหน้าตนคิ้วเรียวๆ คู่นั้นจะย่นลงมาแสดงความหงุดหงิดอย่างที่สุด ตาสีชาดจะหรี่ลงเล็กน้อยก่อนเบือนหนีคล้ายไม่อยากเสียเวลามอง

 

        เหล่าผู้อาศัยในปราสาทวาลาสคยาล์ฟต่างรู้ดีว่า มเหสีฟยอร์จินมีเรื่องขัดเคืองกับกษัตริย์โอดินอยู่ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะไม่ได้หวานชื่นกันแต่ความขุ่นเคืองใจของฝ่ายหญิงก็ไม่ มากถึงกับไม่ยอมมองหน้าพระสวามี ฝ่ายกษัตริย์โอดินเองก็ดูจะรู้เหตุผลถึงยอมว่าง่ายไม่โวยวายอะไร สรุปคือหากปล่อยให้สองคนนี้เจอกันเมื่อไหร่ บรรยากาศรบตัวจะเงียบงันดุจป่าน้ำแข็งนิฟเฮมทันที

 

        และนั่นเป็นเหตุผลที่โอดินชะงัก เขาไม่อยากไปขัดขวางความสุขของพวกสาวๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่ฟริกก้าเพิ่งฟื้นตัวแบบนี้

 

        ตาสีฟ้าที่มีอยู่เพียงข้างเดียวหันมามองบาลเดอร์ด้วยสายตาเย็นชา

 

        “บาลเดอร์...” น้ำเสียงเย็นเยียบชนิดที่หากคนทั่วไปได้ยินคงเย็นสันหลังวาบ แต่ไม่ใช่กับเจ้าชายอันดับสองผู้นี้

 

        ตาสีฟ้าคมเงยขึ้นมองคล้ายท้าทาย

 

        โอดินหรี่ตาลง สูดหายใจลึก

 

        “ข้า...ขอร้องล่ะ ปล่อยข้าออกไปจากที่นี่สักที”

 

        “ไม่ได้พระเจ้าค่ะ”

 

        คนถูกปฏิเสธอ้าปากค้าง ตาสีฟ้าที่มีอยู่ข้างเดียวเบิกค้างไม่ทันจะได้ส่งสายตาอ้อนวอนให้บุตรชายก็ ถูกบอกปัดเสียแล้ว แถมยังรวดเร็วจนรู้ได้เลยว่าเจ้าตัวคงไม่เสียเวลาคิดแม้แต่น้อย

 

        "เจ้านี่ช่างใจร้ายกับบิดาตัวเองได้ลงคอจริงๆ บาลเดอร์” โอดินเอ่ยตัดพ้อ น่าเสียดายที่รูปร่างใหญ่โตนั่นไม่ได้ทำให้คนมองรู้สึกสงสารสักนิด ก่อนจะเดินไปนั่งหลังโต๊ะทำงานเช่นเดิม"

 

        “ก็ถ้าฝ่าบาทยอมอดทนทำให้เสร็จเสียก่อน ป่านนี้ฝ่าบาทก็คงได้ไป ‘เที่ยวเล่น’ อย่างที่โปรดไปนานแล้ว” บาลเดอร์ตอบด้วยรอยยิ้มกว้าง ซึ่ง...ไม่ว่ามองอย่างไรก็ประชดกันชัดๆ

 

        “ข้าแค่แวบออกไปดูแลชาวบ้านว่ากินอยู่กันอย่างไรแค่ชั่วครู่ชั่วคราวเท่านั้น” โอดินยังคงบ่นพึมพำแต่ก็ยอมขยับมือทำงานต่อ

 

        “หากเวลาสามเดือนคือชั่วครู่ชั่วคราวของฝ่าบาท แค่การนั่งสะสางงานติดกันสองสามวัน ก็คงไม่ต่างจากการกระพริบตาหรอกพระเจ้าค่ะ”

 

        ว่าแล้วก็ฉีกยิ้มประชดให้อีกครั้ง

 

        “ออกไปดูแลชาวบ้านน่ะข้าได้ยืดเส้นยืนสาย แต่นั่งทำงานอยู่แต่ในห้องแบบนี้ กระดูกมันจะเสื่อมตามอายุเอาน่ะสิ”

 

        “โปรดอย่าตรัสเช่นนั้น ใครเลยจะกล้าว่ากษัตริย์โอดินแห่งแอสการ์ดว่าทรงชราภาพ" ชายหนุ่มว่า "แม้ว่าฝ่าบาทจะมีบุตรชายที่เจริญวัยแล้วถึงสี่คนก็ตาม"

 

        “และเจ้าก็เป็นหนึ่งในสี่ที่ปากกล้ามากที่สุด ขนาดธอร์ พี่ชายเจ้าที่สนิทกับโลกิยังสู้ไม่ได้ด้วยซ้ำ”

 

        เปรยไปถึงบุตรชายคนโตกับสหายสนิทที่จับคู่กันทีไรมีแต่เรื่องเดือดร้อนมาให้ปวดหัวทุกที บาลเดอร์ได้ยินชื่อนั้นก็เผลอกระตุกคิ้วขมวดไม่พอใจขึ้นมา โอดินเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะหึๆ

 

        กับเรื่องอื่นไม่เคยมีปัญหา แต่พอได้ยินชื่อโลกิทีไรเป็นต้องออกอาการทุกที

 

        จะว่าไปก็คงโทษใครไม่ได้ ในเมื่อบาลเดอร์ฝังใจกับเผ่ายักษ์ แถมนิสัยโลกิก็เจ้าเล่ห์อย่างกับปลาไหล จับไม่ได้ไล่ไม่ทันสักครั้ง สำหรับบาลเดอร์ เจ้าสหายตัวแสบนั่นคงไม่ต่างอะไรจากศัตรูฟ้าประทาน

 

        โอดินวางปากกา เงยหน้าขึ้นมองสบดวงตาที่มีสีเดียวกับตนอย่างเริ่มหงุดหงิด อันที่จริงอีกฝ่ายนั้นถูก 'เคาะแบบ' ออกมาจากโอดินเลยมากกว่า ตั้งแต่เรือนผมสีทอง นัยน์ตาสีฟ้าใส รูปร่างสูงใหญ่ เค้าโครงหน้า และมีหลายคนพูดกันว่านิสัยของทั้งสองยังเหมือนกันอีกด้วย

 

        เอาเถอะ ถึงจะน่ายินดีที่มีคนชมว่าเป็นพ่อลูกหน้าตาดี แต่การถูกบอกว่านิสัยเหมือนอีกฝ่ายนั้นไม่ถือเป็นเรื่องที่ดีเท่าไหร่

 

        อย่างน้อยโอดินก็มั่นใจว่าตนไม่ได้ปากร้ายเท่าบุตรชายคนนี้แน่

 

        "ขอบพระทัยที่เอ่ยชมพระเจ้าค่ะ" พร้อมโค้งตัวให้อย่างสวยงามตามแบบฉบับของเชื้อพระวงศ์ที่ได้รับการศึกษาที่เพียบพร้อม

 

        ข้าว่าเจ้าอยู่ต่างหาก!

 

        โอดินตะโกนอยู่ในใจ และแสดงออกมาแค่เพียงการถอนหายใจหนักๆ ด้วยรู้ดีว่าถึงตนจะตะโกนออกไปจริงๆ คนตรงหน้าก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมากไปกว่าอาการหนวกหู

 

        เมื่อปัดเอาความคิดที่จะตอบโต้บุตรชายของตนออกไปแล้ว เนตรสีฟ้าคมก็กวาดมองเศษกระดาษรอบตัวอีกครั้ง

 

        ทำไมมันถึงได้เยอะนัก

 

        นี่ตนก็(ถูกล่ามให้)นั่งประทับตราอยู่ตั้งแต่เมื่อวาน จนถึงบัดนี้ยังไม่เห็นทีท่าว่าเมื่อไหร่มันจะหมด แถมเอกสารส่วนใหญ่ก็มักเป็นคำขออนุญาตซ้ำๆ ซากๆ ที่ไม่ว่าจะประทับตราอนุญาตไปกี่สิบกี่ร้อยครั้ง มันก็ยังกลับมาวนเวียนขออนุญาตอยู่เรื่อยๆ ไม่รู้จักจบจักสิ้น

 

        "ข้าแค่ออกไปดูความเป็นอยู่ของประชาชนไม่กี่วัน ทำไมงานมันถึงมากมายขนาดนี้" โอดินเปรยเสียงเครียด บาลเดอร์จึงต้องเงยหน้าขึ้นมาตอบด้วยความเต็มใจ

 

        "ไล่จากซ้ายมือสุดของฝ่าบาทคือจดหมายร้องเรียน ถัดมาเป็นกำหนดการคัดเลือกทหาร เอกสารเกี่ยวกับสนธิสัญญาที่วานิร์จัดส่งมา ส่วนกองทางขวามือที่อยู่ใกล้ฝ่าบาทที่สุดคือ จดหมายเชิญไปงานเลี้ยงทั้งหมดของเดือนนี้ รายงานจากชายแดน และรายงานผลผลิต บนพื้นข้างหลังทั้งหมดคือรายงานงบประมาณประจำปีนี้กับปีที่แล้ว ส่วนเอกสารด้านหน้าเป็นคำขออื่นๆ จากทุกเมืองพระเจ้าค่ะ"

 

        โอดินขมวดคิ้วมองกระดาษกองที่อยู่ใกล้มือที่สุด พลิกดูทีละแผ่นแบบผ่านๆ ทั้งหมดเขียนด้วยตัวบรรจงสวยงาม ถ้อยคำยาวเหยียดจนเต็มหน้ากระดาษ อีกทั้งมีกลิ่นหอมเฉพาะไปตามแต่ละฉบับ ซึ่งพอมาอยู่รวมกันแล้ว...เขารู้สึกคันจมูกยุบยิบอยากจามมากกว่า

 

        "ข้าเคยบอกแล้วนี่" โอดินว่าพลางจิ้มนิ้วลงบนกองจดหมาย "ว่าข้าไม่ชอบงานเลี้ยงไร้สาระ"

 

        "ไม่ได้นะพระ..."

 

        พลัน เปลวไฟเวทสีส้มลุกขึ้นเผาจดหมายกลิ่นหอมเหล่านั้นอย่างหมดจด เอกสารข้างเคียงรวมถึงพื้นโต๊ะไม่ปรากฏรอยดำไหม้แม้แต่นิดเดียว โอดินขยับเอาจดหมายร้องเรียนที่อยู่ริมสุดมาแทนที่และเริ่มลงมืออ่านอย่างจริงจังทีละฉบับ ไม่ได้สนใจบุตรชายที่ชักสีหน้าหงุดหงิดขึ้นมา

 

        "ฝ่าบาทไม่ควรเผาจดหมาย" บาลเดอร์เอ่ยเสียงต่ำ

 

        "เก็บไว้ก็มีแต่จะรกโต๊ะ" โอดินตอบ ประทับตราลงบนจดหมายแล้วหยิบฉบับใหม่ขึ้นมา "งานเลี้ยงที่มีแต่พวกขุนนาง คุยกันแต่เรื่องไร้สาระ ไปก็เสียเวลา หาประโยชน์ไม่ได้"

 

        "แต่อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นการสร้างขวัญกำลังใจ ให้พวกเขารู้ว่าฝ่าบาทใส่พระทัย"

 

        กษัตริย์แห่งแอสการ์ดหยุดมือ เงยหน้าขึ้นมองบุตรชายที่ยืนตีหน้าเรียบ แล้วก็ถอนหายใจ

 

        "วิธีสร้างกำลังใจให้พวกขุนนางมีหลายวิธี ทั้งการตบรางวัลก็ดีหรือการเอ่ยชมก็ดี แต่กับประชาชนเราทำแค่นั้นไม่ได้ เราต้องฟังเขาและแก้ปัญหาให้เขา ถ้าเราไม่ทำแล้วใครจะทำ"

 

        บาลเดอร์เงียบไป ทว่าโอดินรู้ดีว่าคำตอบของตนนั้นทำให้อีกฝ่ายหงุดหงิดมากขึ้น

 

        "แต่ขุนนางก็ทำงานให้ฝ่าบาทนะพระเจ้าค่ะ ใช่ว่ากระหม่อมจะไม่ห่วงประชาชน แต่มันเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ฝ่าบาทตอบรับปัญหาของประชาชนทุกข้อ"

 

        โอดินยิ้ม เหตุผลของบาลเดอร์นั่นถูกต้อง น้ำเสียงที่พูดท่าทางที่แสดงออกก็สงบราบเรียบ เป็นการโต้เถียงโดยอยู่บนพื้นของเหตุผลไม่ใช่อารมณ์หรืออคติใดๆ

 

        "ถ้าจะให้ข้าไปนั่งฟังเรื่องไร้สาระ สู้เอาเวลาไปฟังเรื่องของพวกชาวบ้านจะดีกว่า สนุกนะ เจ้าไม่ลองฟังดูบ้างล่ะ" โอดินตัดบทง่ายๆ พร้อมยิ้มกว้างหลังเอ่ยชวนในตอนท้าย "อย่างน้อย...ข้าก็ไม่อยากให้เกิดเรื่องเหมือนคราวของกัลเวกอีก"

 

        เจ้าชายลำดับสองเงียบไปอีกครั้ง และครั้งนี้ก็เพราะจนต่อคำพูดของบิดาจริงๆ

 

        “ครั้งนี้ข้าเลยไปดูการก่อสร้างกำแพงเมืองที่โนมมิคด้วย ก็เลยกินเวลานานกว่าปกติ”

 

        จู่ๆ ก็เปรยขึ้น แต่บาลเดอร์รู้ดีว่านี่เป็นแค่การอธิบายเหตุผลของการหนีงานอย่างที่นานๆ จะมีสักครั้ง ไม่ใช่เพื่อหนีความผิดหรือขอความเห็นใจใดๆ

 

        อีกอย่างตนก็เข้าใจกระแสเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวลนั้นดี ในเมื่อกำแพงเมืองที่คาดว่าคงไม่สามารถซ่อมแซมให้เสร็จทันภายในแปดเดือน ผ่านไปแค่หกเดือนกำแพงที่เคยเป็น ‘ซาก’ ก็เหลือเพียงส่วนที่ซุ้มประตูเท่านั้น

 

        “กังวลใจแทนท่านออเดอร์หรือพระเจ้าค่ะ”

 

        คราวนี้เอ่ยถามไปถึงหมอหลวงคนสำคัญที่ป่านนี้คงเริ่มจามอยู่ในบ้านพักตัวเองเป็นแน่

 

        โอดินถอนหายใจเฮือกเมื่อคำถามแทงฉึกเข้ากลางใจ อันที่จริงเรื่องนี้ตนไม่สมควรเข้าไปยุ่งแต่ก็อดห่วงไม่ได้ สุดท้ายก็เลยแอบไปดูสถานการณ์แต่กลายเป็นว่ายิ่งกังวลหนักกว่าเดิม

 

        ประเด็นคือเรื่องวุ่นวายนี่คงไม่เกิดถ้าไม่ใช่เพราะความคิดบ้าๆ ของโลกิ แต่หากจะพูดไป...

 

        “ถ้าเรื่องนี้จะต้องโทษใครล่ะก็ คงเป็นตัวฝ่าบาทนั่นล่ะพระเจ้าค่ะที่ไปตกปากรับคำเขา”

 

        โอดินเงยหน้ามองตาขวาง

 

        “ก็ใครจะไปคิดว่าเจ้าอาคาคอฟจะทำได้ล่ะ ที่สำคัญ คนที่ตอบตกลงไม่ใช่ข้าแต่เป็นตัวเฟรย่าเองต่างหาก” ว่าแล้วก็พาดพิงไปถึงทูตสาวคนสวยผู้ถือคติ ‘กล้าท้ามา ข้าก็กล้ารับ’ กล้าหาญสมเป็นเจ้าหญิงอันดับหนึ่งของอาณาจักรวานิร์

 

        เพียงแต่ถ้าเจ้าหญิงที่มาทำหน้าที่เป็นทูตเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีระหว่าง อาณาจักรเกิดต้องไปแต่งงานกับยักษ์ไร้หัวนอนปลายเท้า ด้วยเหตุเพราะช่วยซ่อมกำแพงเมืองให้แอสการ์ด... งานนี้มีหวังสงครามได้ปะทุอีกรอบแน่ๆ

 

        “แต่คนที่เสนอว่าจะขออะไรก็ได้ถ้าสามารถซ่อมแซมกำแพงได้สำเร็จภายในเวลาที่ กำหนดคือฝ่าบาทนี่พระเจ้าค่ะ ทั้งยังยอมให้ยืมสวาดิฟารีไปอีก”

 

        ถึงตรงนี้โอดินจำต้องเงียบปาก เพราะถึงจะโต้กลับไปว่าเจ้าของความคิดนี้คือโลกิ แต่ในสถานการณ์ตอนนั้น ถ้าไม่มีใครสักคนยื่นมือเข้ามาช่วย กำแพงเมืองที่เหลือเพียงซากก็คงยังเป็นได้แค่ซากต่อไป
คิดแล้วก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่

 

        “จะว่าไป...ท่านพี่ธอร์เป็นอย่างไรบ้างฝ่าบาท” บาลเดอร์ถามถึงพี่ชายคนโตที่ติดสอยห้อยตามทัพหลวงไป ‘ช่วย’ ที่ชายแดน

 

        “หือ? ธอร์น่ะหรือ? ไม่รู้สิ ข้าไปถึงก็เจอแต่ไทร์” โอดินเงยหน้าขึ้นมาตอบเหมือนจะเพิ่งรู้ว่าบุตรชายตนก็อยู่ที่ชายแดนด้วย คนถามฟังแล้วก็ขมวดคิ้ว

 

        เป็นไปได้อย่างไร? ในเมื่อเขาเห็นกับตาว่าพี่ชายตนอยู่ในขบวนทัพเมื่อหลายเดือนก่อน หรือว่า...

 

        “เจ้าก็น่าจะรู้นิสัยพี่เจ้าดีนี่นาบาลเดอร์” ไม่ทันจะได้สรุปความคิดตัวเอง ก็มีคนช่วยยืนยันความคิดนั้นเสียก่อน “คงเบื่อที่ต้องอยู่ติดกับที่นานๆ ป่านนี้คงหนีเที่ยวตระเวนไปทั่วแล้วล่ะมั้ง ฮ่าๆๆ”

 

        ไม่ใช่เรื่องน่าขำสักนิด!

 

        บาลเดอร์แทบจะตะโกนใส่หน้าผู้ที่เป็นทั้งบิดาและกษัตริย์ นึกเจ็บใจที่เผลอปล่อยธอร์ออกนอกเมือง สุดท้ายก็เตลิดหนีหายไปไหนก็ไม่รู้(?) แบบนี้คนช่วยงานฝั่งทหารก็ลดลงไปอีกคนหนึ่ง และถึงจะผู้ดูแลฝั่งโน้นจะมีสองคน แต่อีกคนที่เหลือก็ไม่ใช่คนที่ตนอยากเข้าไปเสวนาด้วยเท่าไหร่นัก

 

        หรือจะให้วาลีมาช่วยเป็นคนกลางคอยส่งสารดี?

 

        ระหว่างยืนคิดหาทางติดต่อฝ่ายทหารโดยผ่านคนอื่น สายตาก็พลันสังเกตเห็นว่าบุรุษหลังโต๊ะทำงานเริ่มเขียนอะไรยุกยิก เมื่อสังเกตดีๆ ก็เห็นว่านั่น...ไม่ใช่งาน

 

        “ฝ่าบาท...ทรงทำอะไรอยู่พระเจ้าค่ะ” น้ำเสียงเย็นเยียบกว่าปกติด้วยผลพวงจากความหงุดหงิดในเรื่องก่อนหน้านี้ ทว่าโอดินกลับยิ้มน้อยๆ ไม่รู้สึกสะดุ้งสะเทือนอะไรนักและตอบด้วยน้ำเสียงสบายๆ ว่า

 

        “เขียนจดหมาย”

 

 

 

 

 

 

 

TBC...

 

*************************

 

การปั่นช้าเยี่ยงเต่าคลานเพราะเสด็จแม่ขัดขวางด้วยประโยคที่ว่า "ตีสองแล้วนะเบนซ์!!"..........

 

ก็เวลาปั่นของเรามันอยู่หลังเที่ยงคืนนี่นา ถ้าก่อนหน้านั้นมันจะมีเสียงดังหนวกหู ไม่มีสมาธิ = ="

 

สำหรับตอนต่อของโอดิน(ชื่อที่เราเรียกเรื่องนี้) หลายคนที่ไม่เคยอ่านอาจจะงงหนัก เพราะชื่อตัวละครโผล่กันมาพรึ่บ อย่าเพิ่งกังวลค่ะ เราจะค่อยๆ ทยอยออกทีละตัวสองตัว

วิธีสังเกต+จำ คือดูชื่อตอนไว้ค่ะ แต่ละตอนจะใช้ชื่อของ ตัวละครหรือสถานที่ที่เป็นตัวยืนในบทนั้นๆ สำหรับบทแรกคือโอดิน จำแต่โอดินไว้เถิดจะเกิดผล แต่ให้ดีก็ควรจำบาลเดอร์ด้วย เพราะเป็นตัวละครหลักในบทถัดๆ ไปค่ะ ^^"

ดังนั้นรับรองกว่าจะจบ เชื่อว่าคนอ่านคงจำชื่อกันได้หมดแน่ๆ (สู้ๆ นะ = =b )

 

 

 

ช่วงตอบเมนท์ >[]<b

 

#1 เฟียร์

- โลกิของเมิงจะออกมาแวบๆ ตอนหน้า แต่ถ้าอยากเห็นเต็มๆ ต้องรอตอนที่ 3 ว่ะ กร๊ากกก

 

#2 freyachan

- ออริเรื่องใหม่สำหรับคนอ่าน แต่เก่าสำหรับคนเขียนค่ะ T[]T เป็นพล็อตดองข้ามชาติเป็นปี รีไรท์กันเกือบสิบครั้งเห็นจะได้ค่ะ ส่วนฟิคเวลาฯ จบค่ะ จะเอาให้จบ เหลือแค่รอฟิลในการเขียน (ช่วงนี้ขุดไห ฟิลการเขียนเลยค่อนข้างกระจาย)

 

#3 melody

- บอกคนอื่นห้ามดองแล้วของตัวเองล่ะ

 

#4 #Aline#Bamboo#

- ไม่ลงไหแน่ค่ะ เพราะกะหากินกะเรื่องนี้ เขียนจบจะส่งสำนักพิมพ์แน่ๆ ค่ะ (มีหวังโดนปากลับมาเพราะยาวเกินไปแน่ๆ = = )

 

 

......................................มีแต่คนชอบโลกิจริงๆ แฮะ แต่เราชอบเฮมดัลล์มากกว่าง่ะ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

รักเบ้นศรี ฮิ้วววว

ทางที่ดีเข็นตอนที่ 3 ออกมาได้ก่อนเค้าสอบเสร็จก็ดีนะตัว (เหมาอ่าน กรั่กๆๆๆๆๆๆๆ)

โฮ้ยย เบื่อจะตายอยู่แล้ววว แอ้วววว แอ้ววววววว

*แปะโป้ง ไว้อ่านหลังสอบ *

#1 By melody in the world of the tale on 2009-07-21 11:17

รอโลกิ...

และรอลูกเด็กนรกทั้งสามของฮี = =b

#2 By SadoZ on 2009-07-21 14:15

รอโลกิ = =

#3 By เฟียร์ . Fiar on 2009-07-21 14:33