ทุกรูปในบล็อกนี้ห้ามทำ hotlink โดยเด็ดขาดค่ะ

[Fic]Reborn : Attirare [4]

posted on 27 Jul 2009 21:15 by foundation

Title : Attirare [4]

Fandom : Katekyo HITMAN Reborn!


---------------------

 

 

        “ว่าไงล่ะ”

 

        คนที่นั่งยิ้มมุมปากอยู่ตรงข้ามถามขึ้น แม้น้ำเสียงจะราบเรียบแต่คนฟังเหมือนจะได้ยินเสียงหัวเราะเยาะเย้ยอย่างไรชอบกล

 

        “ไม่ว่าฉันจะตอบแบบไหน นายก็คงสวนกลับมาว่าสมน้ำหน้าอยู่ดีใช่ไหมล่ะ รีบอร์น”

 

        คนถูกดักทางส่งเสียงในลำคอ ขัดใจเหลือเกินเมื่ออดีตลูกศิษย์จอมห่วยไม่ ‘ห่วย’ อีกต่อไป ตาสีดำใต้ปีกหมวกเสมองออกไปนอกรถ แต่ก็ไม่ได้คิดจะชื่นชมทิวทัศน์ที่เลื่อนผ่านไปสักนิด

 

        สึนะโยชิเลื่อนสายตาจากงานในมือขึ้นสบกับตาสีดำอีกคู่หนึ่งที่เต็มไปด้วย ความไม่สบายใจ หนักใจและกังวลใจ เห็นเช่นนั้นจึงอดส่งยิ้มให้ไม่ได้ แม้จะรู้ดีว่ามันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลยสักนิดก็ตาม

 

        “จะกลับฐานลับสินะครับ” สึนะโยชิถามอย่างรู้ดีว่าคนฟังจะรู้ว่าบทสนทนานี้กำลังพูดถึงใคร คุซาคาเบะพยักหน้าเงียบๆ แทนคำตอบ หากเหตุผลที่ทำให้เขามาหาวองโกเล่รุ่นที่สิบกลับไม่ใช่เรื่องนี้

 

        “แล้วหมอนั่น...” สึนะโยชิเปรยต่อให้อีกฝ่ายพยักหน้าอีกครั้ง

 

        “จะตามมาด้วยครับ”

 

        รีบอร์นหันกลับมามองอย่างไม่ค่อยเชื่อหูตัวเองนัก คุซาคาเบะจึงต้องอธิบายเพิ่มเติมว่าสิ่งที่ได้ยินนั้นไม่ผิด

 

        “คุณเคียว...อนุญาตแล้วครับ”

 

        ความเงียบปกคลุมพื้นที่เล็กๆ ในห้องโดยสารทันที

 

        สึนะโยชิขมวดคิ้วเข้าหากัน มือวางเอกสารทั้งหมดลงเพื่อให้สมาธิทั้งหมดมารวมอยู่ที่บทสนทนาตรงหน้า
จากที่คิดว่าเรื่องนี้คงดำเนินไปไม่นานนัก ตอนนี้เขาคงต้องคิดใหม่

 

        นับจากวันที่คุยกับมุคุโร่ครั้งแรก สึนะโยชิก็ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องอะไรอีกนอกจากการสังเกตการณ์อยู่ด้านนอก เงียบๆ ผ่านการรายงานของคุซาคาเบะ ดังนั้นถึงจะบอกว่าไม่ได้สนับสนุนแต่ก็คงพูดได้ไม่เต็มปากนัก

 

        ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา อาการบาดเจ็บของฮิบาริดีขึ้น ในขณะที่ความกังวลของคนรอบตัวกลับเพิ่มมากขึ้นทุกที ล่าสุดคือคำบอกเล่าจากมือขวาคนสนิทที่ไปเจอละครของมุคุโร่ที่โรงพยาบาล โกคุเดระไม่ได้เล่าว่าเห็นอะไร แต่ถามเขาสั้นๆ ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดปนกังวลว่า ‘ปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปจะดีหรือครับ?’

 

        ไม่ดีหรอก... นั่นคือคำตอบที่ผุดขึ้นมาในใจทันทีที่ได้ยินคำถาม ไม่ว่าโกคุเดระจะเห็นอะไรมาก็ตาม เขาคิดว่ามันคงสั่นคลอนจุดยืนของอีกฝ่ายจนต้องถามออกมา

 

        บางทีเขาคงไม่สามารถเข้าไปยุ่งอะไรได้อีกแล้ว

 

        สึนะโยชิถอนหายใจช้า แผ่วเบาทว่าดังชัดเจนในความเงียบที่เป็นอยู่ รีบอร์นเลิกคิ้วสูงคล้ายสงสัยก่อนขยับยิ้มเหยียดขึ้นที่มุมปากอีกครั้งให้คน มองเป็นฝ่ายหงุดหงิดบ้าง

 

        “ถ้านายช่วยออกความเห็นจะดีกว่านี้มากเลย” บอสรุ่นที่สิบว่า แต่ใจก็รู้ดีอยู่แล้วว่าสิ่งที่จะได้จากอีกฝ่ายนั้นคงเป็นคำเหน็บแนมไม่ก็คำ เยาะเย้ยมากกว่า

 

        “เรื่องของผู้พิทักษ์ของนาย ฉันจะเข้าไปยุ่งได้ยังไง” รีบอร์นตอบโดยไม่ลบรอยยิ้มบนหน้า “เรียนผูกก็ต้องเรียนแก้สิ ฉันเคยสอนไปแล้วไม่ใช่หรือไง”

 

        สึนะโยชิอยากเถียงกลับเหลือเกินว่าคนผูกปมนี้ไม่ใช่เขา แต่การที่เขาไม่ยื่นมือเข้าไปคลายตั้งแต่แรกก็ไม่ต่างอะไรกับการช่วยให้ปม นี้แน่นขึ้นจนไม่สามารถแก้ออกได้ ดังนั้นชายหนุ่มจึงขอเลือกเถียงเงียบๆ ในใจแบบนี้ต่อไปดีกว่า

 

        “แต่ก็นั่นล่ะ คนนึงก็หมอก อีกคนก็เมฆา ถึงแกออกปากห้ามตั้งแต่แรก หมอนั่นก็ไม่ฟังอยู่ดี” คิ้วโก่งเหนือตาสีน้ำตาลยกสูงขึ้นอย่างแปลกใจ ก็ในเมื่อฟังยังไง ประโยคนี้ก็เหมือนรีบอร์นกำลังพยายามปลอบใจเขาอยู่ยังไงยังงั้น แต่ไม่ทันจะได้ยิ้มตอบขอบคุณ อีกฝ่ายก็พูดขึ้นมาเสียก่อน

 

        “แต่ถ้าจะพูดอีกที บอสที่คุมลูกน้องไม่ได้นี่ก็ถือว่าไม่ได้เรื่อง เฮ้อ...ผ่านมาแปดปีแต่ก็ยังเป็นเจ้าห่วยเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง”

 

        รอยยิ้มที่ตั้งใจจะยิ้มให้ถูกฝังกลบทันที เหลือแต่ประกายตาเคืองๆ ที่ดูอีกฝ่ายไม่คิดจะสนใจเท่าไหร่นัก รีบอร์นเคาะกระจกที่กั้นระหว่างที่นั่งด้านหลังกับคนขับเบาๆ ให้หยุดรถ ก่อนเปิดประตูลงไปยืนข้างนอก ให้สึนะโยชิต้องเลื่อนกระจกลงเพื่อถาม

 

        “อ้าว...ไหนว่าจะไปหาคุณฮิบาริด้วยกัน”

 

        ร่างเล็กในชุดสูทสีดำหันมาเหลือบสายตามองด้วยรอยยิ้มเหยียด

 

        “ไม่ได้พูดสักคำ ฉันแค่อยากนั่งรถเล่นเท่านั้นเอง”

 

        สึนะโยชิถอนหายใจให้กับนิสัยเอาแต่ใจของอีกฝ่าย แต่ก็พยักหน้ายอมรับโดยดี

 

        “จะทำอะไรก็เชิญ”

 

        น่าปวดหัว ทำไมวองโกเล่เกือบทุกคนถึงได้เอาแต่ใจนักนะ

 

        แล้วรถสีดำสนิทก็เคลื่อนตัวออกวิ่งอีกครั้งโดยมีสายตาของนักฆ่าอันดับหนึ่งมองตามจนลับสายตา
สึนะโยชิถอนหายใจ หันกลับมามองหน้าคุซาคาเบะ เริ่มต้นบทสนทนาที่ค้างคาอยู่

 

        “คุณฮิบาริยังไม่ยอมฟังอีกเหรอครับ”

 

        คนถูกถามนิ่งไปพักใหญ่ ก่อนตอบ

 

        “ครับ ทุกครั้งที่ผมจะเข้าเรื่องนี้ คุณเคียวจะหาทางหลีกเลี่ยงตลอดเวลา หรือไม่ก็...” คุซาคาเบะนิ่งไป ไตร่ตรองอีกครั้งว่าสิ่งที่กำลังจะพูดต่อไปนี้ไม่ใช่แค่การคาดเดาของตนเพียง ฝ่ายเดียว “หรือไม่ก็โรคุโด มุคุโร่จะเข้ามาแทรก ไม่ให้ผมพูดเรื่องนี้”

 

        นี่สินะ ประเด็นหลักที่ทำให้อดีตรองหัวหน้าคณะกรรมการรักษากฎระเบียบยอมไปหาเขาถึงคฤหาสน์วองโกเล่

 

        ความเงียบน่าอึดอัดโรยตัวลงมาอีกครั้ง นานหลายนาทีกว่าเจ้าของนัยน์ตาสีน้ำตาลเคร่งเครียดจะพูดขึ้น

 

        “ขอโทษนะ”

 

        คำขอโทษจากการที่ตนปล่อยให้เรื่องดำเนินมาถึงจุดนี้ ทว่าคุซาคาเบะกลับส่ายหน้าช้าๆ ปฏิเสธ

 

        “ผมเข้าใจความจำเป็นของเรื่องนี้ดีครับ คุณซาวาดะ เพียงแต่ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป...”

 

        ปลายเสียงขาดหายด้วยไม่กล้าพูดอะไรต่อ ชายหนุ่มหวาดกลัวสิ่งที่ตัวเองคิดเกินกว่าจะกลั่นกรองออกมาเป็นคำพูดได้

 

        สึนะโยชิพยักหน้าให้กับประโยคที่ขาดหายนั้นอย่างเข้าใจดี เพราะเหตุนั้น เขาถึงต้องแซะตัวเองออกจากกองงาน แล้วเดินทางไปยังโรงพยาบาลเพื่อพบหน้าฮิบาริ เคียวยะก่อนเจ้าตัวจะย้ายกลับไปฐานลับแบบนี้ไง แต่ในขณะเดียวกันเขาก็มั่นใจ...ว่าการไปเยือนครั้งนี้คงไม่เกิดผลอะไรใดๆ ทั้งสิ้น

 

-------------------------------------------

 

        ทันทีที่ประตูลิฟท์เปิดออก สึนะโยชิก็ได้ยินเสียงพูดคุย ตาสีน้ำตาลเหลือบมองคนที่ยืนเยื้องไปด้านหลังเล็กน้อย ก่อนหันกลับมามองตัวเลขดิจิตอลเหนือศีรษะเพื่อยืนยันว่าตนไม่ได้กดผิดชั้น

 

        ระเบียงยังคงมืดสลัว แต่มีอะไรบางอย่างเปลี่ยนไป บางทีคงเป็นบทสนทนาที่ลอยมาให้ได้ยินที่ทำให้บรรยากาศรอบข้างไม่รู้สึกกดดัน เท่าวันแรกที่เขามาเยี่ยมฮิบาริ เคียวยะ

 

        “ไม่กิน”

 

        นั่นคือประโยคแรกที่สึนะโยชิได้ยินหลังจากเปิดประตูเข้าไป

 

        “งั้นฉันป้อนเคียวยะก็แล้วกัน”

 

        ประโยคที่สองดังขึ้นพร้อมกับร่างของดีโน่ตักข้าวเข้าปากตัวเอง แล้วชะโงกข้ามโต๊ะเล็กที่กั้นระหว่างไปประกบริมฝีปากกับฮิบาริที่นั่งอยู่ อีกฟากหนึ่ง

 

        นั่นคือ...มุคุโร่?

 

        สึนะโยชิถามตัวเองเงียบๆ รู้สึกสมองหยุดสั่งการเมื่อเห็นภาพที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น และ...ไม่สมควรจะเกิดขึ้น
เสียง ครางหวานดังแผ่วเบาลอยมาให้ได้ยิน สึนะโยชิเบิกตากว้างมากขึ้นเมื่อมือซ้ายที่ไม่ได้เข้าเฝือกล้วงผ่านเสื้อคน ป่วยตัวบาง คนถูกรุกเอื้อมมือขึ้นจับคล้ายห้ามปรามแต่ก็ไม่สามารถหยุดความตั้งใจของอีก ฝ่ายได้

 

        “ไม่เอา...ดีโน่”

 

        เสียงนั้นฟังเหมือนห้ามเพราะความเคยชินมากกว่าคิดจริงจังอะไร แต่มือที่กำลังไต่ไปตามผิวขาวก็ชะงัก ตาสีทองเบือนจากเป้าหมายให้ฮิบาริมองตามสายตามาเห็นแขกที่ไม่ได้รับอนุญาต ให้เข้ามา

 

        “อยากตายสินะ” ฮิบาริถามกร้าว ฟังดูก็รู้ว่าอีกฝ่ายรู้สึกไม่พอใจแค่ไหน แต่การจะหาเรื่องตีกันในโรงพยาบาลนั้นไม่ใช่เรื่องที่อยู่ในหัวของสึนะโยชิ สักนิด ดังนั้นเขาจึงส่งยิ้มยอมแพ้แห้งๆ ตอบกลับไป

 

        “ผมได้ยินว่าวันนี้คุณฮิบาริจะออกจากโรงพยาบาล...”

 

        ซึ่งเกินกำหนดไปราวๆ สามเดือน

 

        ประโยคหลังถูกกลืนหายลงไปในลำคอ ด้วยไม่เห็นความจำเป็นต้องพูดออกมา ที่สำคัญ...อีกฝ่ายคงไม่คิดสนใจอยู่แล้ว

 

        ฮิบาริไม่ตอบแต่เดินออกไปนอกห้องเสียแทน ไม่นานนักเขาก็ได้ยินเสียงบทสนทนาจากด้านนอก
คงคุยเรื่องที่จะย้ายออก กับสอบถามเหตุการณ์ประจำวัน

 

        สึนะโยชิคิด แล้วหันกลับมามองดีโน่ที่เลื่อนตัวลงมานั่งบนเก้าอี้รถเข็นแทน ตาสีน้ำตาลกวาดมองโดยรอบขณะก้าวมาหยุดอยู่กลางห้อง

 

        “ถ้ามองหาโรมาริโอ้ล่ะก็ เขาไปสูบบุหรี่น่ะ” ‘ดีโน่’ ตอบด้วยรอยยิ้มสดใส แต่ก็แน่นอน...ว่าคนฟังไม่มีวันเชื่อสิ่งที่เขาพูด

 

        สึนะโยชิมองร่างที่นั่งอยู่บนรถเข็น บาดแผลสาหัสที่เคยเห็นเมื่อสามเดือนก่อนเหลือเพียงเฝือกที่แขนกับขา และรอยเย็บตรงศีรษะ หากให้เทียบกับคนปกติที่บาดเจ็บเท่ากันแล้ว...การฟื้นตัวของดีโน่ถือว่าอยู่ ในขั้นมหัศจรรย์

 

        แต่ก็นั่นล่ะ...ประเด็นที่เขาจะพูด ไม่ใช่เรื่องนั้น

 

        “ตอนนี้แผลคุณฮิบาริก็เกือบจะหายดีแล้ว ถ้าฉันสั่งให้หยุด...นายก็คงไม่คิดจะทำตามสินะ”

 

        ตาสีทองมองหน้าคนถามเล็กน้อยก่อนจะยิ้ม... รอยยิ้มหลอกลวงที่ไม่เข้ากับใบหน้าสดใสของคนพูดสักนิด

 

        “ก็รู้ดีนี่ครับ”

 

        เสียงนั้นยังคงเป็นดีโน่ คาบัคโรเน่ แต่วิธีพูดนั้นคือสายหมอกแห่งวองโกเล่แฟมิลี่ ดูขัดหูขัดตายังไงชอบกล

 

        สึนะโยชิหลับตาลง นึกขอบคุณที่มุคุโร่ไม่แสดงละครเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา เพราะหากเป็นเช่นนั้น...เขาคงเผลอคิดว่ารุ่นพี่ที่แสนสดใสคนนั้นยังมีชีวิต อยู่ และเรื่องราวทั้งหมดเป็นความฝัน

 

        ทว่า...ความคิดก็เป็นได้แค่ความคิด

 

        และความจริงก็โหดร้ายกับคนเราได้อย่างน่ากลัว

 

        “จนถึงตอนนี้” สึนะโยชิลืมตาขึ้นสบตาคนตรงหน้า “คำตอบที่ได้จนถึงตอนนี้...นายก็ยังไม่พอใจอย่างนั้นเหรอ? มุคุโร่”

 

        คนถูกถามยังคงยิ้มหากไร้ซึ่งคำตอบ และก่อนที่บทสนทนาจะดำเนินต่อ เจ้าของห้องก็เดินเข้ามาเสียก่อน สึนะโยชิจึงต้องตัดบทและหันไปยิ้มถามฮิบาริแทน

 

        “ตกลงว่าคุณฮิบาริจะกลับไปที่ฐานลับสินะครับ”

 

        “ใช่”

 

        ชายหนุ่มมองเสี้ยวหน้าที่สงบนั้นก่อนจะยิ้มแห้งๆ ออกมา

 

        “ขอโทษนะครับ มัวแต่จะรีบมาก็เลยไม่ได้เอาของฝากติดมือมาด้วย”

 

        “ไม่เป็นไร เพราะฉันไม่ต้องการ”

 

        สึนะโยชิยิ้มให้กับคำพูดแล้งน้ำใจ เขารู้ดีและทำใจเสียแล้วกับนิสัยนี้ของฮิบาริ นิสัยที่จะไม่มีวันร้องขอสิ่งใดจากใครคนอื่น เพราะทุกอย่างคนคนนี้สามารถไขว่คว้ามาได้ด้วยตัวเอง

 

        หมาป่าเดียวดายผู้ไม่ขึ้นกับใครและไม่เป็นของของใคร

 

        ถึงอย่างนั้นเขาก็อดสงสัยไม่ได้ หากวันหนึ่ง...หมาป่าตัวนั้นจะเกิดอาลัยอาวรณ์กับสิ่งใดขึ้นมา ความทระนงของมันจะย้อนกลับมาทิ่มแทงตัวเองให้เจ็บปวดมากมายขนาดไหน

 

        “ถึงจะพูดอย่างนั้นก็เถอะครับ แต่ผมตั้งใจจะซื้อให้คุณฮิบาริจริงๆ นะครับ” สึนะโยชิว่าต่อ “อันที่จริงก็ซื้อไว้ตั้งนานแล้วล่ะครับ แต่มันยุ่งจนไม่มีเวลาเอามาให้”

 

        ร่างเล็กในชุดเสื้อเชิ้ตลำลองยิ้มน้อยๆ

 

        “เป็นจิ๊กซอร์รูปหิมะน่ะครับ แต่ว่า...” คนพูดอ้ำอึ้งไปเล็กน้อย ทำหน้าลำบากใจ “สงสัยจะวางทิ้งไว้นานไปหน่อย แรมโบ้ก็เลยหยิบไปต่อเล่นซะก่อน...”

 

        ถึงตรงนี้ก็หลุดเสียงหัวเราะแห้งๆ ออกมา แต่คนฟังยังคงเงียบ รอ...เวลาที่อีกฝ่ายจะพาเข้าสู่เรื่องที่อยากจะพูดจริงๆ

 

        “ตอนที่พอจะมีเวลาว่างก็แอบไปช่วยแรมโบ้ต่อเหมือนกันครับ แต่ว่า...ยากน่าดู”

 

        สึนะโยชิเงียบไป ตาสีน้ำตาลมองคนที่อยู่เบื้องหน้าทั้งสองคน

 

        “ถึงมองเผิน ๆ จะเห็นว่ามีสีเดียวกันหมด แต่พอสังเกตดี ๆ ถึงได้รู้ว่ามันไม่เหมือนกัน...”

 

        คราวนี้ ดีโน่ที่นั่งอยู่ก็หันมามอง ขณะที่ฮิบาริยังคงไม่สนใจ

 

        “ถ้าฝืนต่อไปแบบผิดๆ ถึงจะดูเหมือนเสร็จสมบูรณ์ แต่พอลงกาวเตรียมใส่กรอบ สุดท้ายก็คงพังลงมาอยู่ดี”

 

        สึนะโยชิระบายยิ้มขึ้นเมื่อพูดจบ ปล่อยให้ความเงียบกดดันตัวเขาโดยไม่คิดขัดขืน เพราะไม่ว่าความกดดันจากสองคนนี้มากแค่ไหนก็ไม่เท่าความรู้สึกที่เหมือน หัวใจกำลังถูกบีบ....ด้วยคำพูดของตัวเอง

 

        ความเงียบดำเนินไปโดยไม่มีใครคิดขัดขวาง หรือบางที...ต่างฝ่ายต่างก็จมอยู่กับตัวเองจนไม่ทันสังเกตเวลาที่ไหลผ่านไป กระทั่งเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เวลาจึงเหมือนกลับมาเดินอีกครั้ง

 

        “ขอโทษนะครับ” สึนะโยชิยิ้มพลางล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาดูชื่อคนโทรเข้า ก่อนกดรับด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับ

 

        “...ขอโทษที จะรีบกลับไปเดี๋ยวนี้ล่ะโกคุเดระคุง”

 

        ร่างเล็กกดตัดสาย หันมายิ้มกว้างให้กับคนป่วยทั้งสองคน

 

        “โดนตามตัวแล้วล่ะครับ ยังไงเรื่องการย้ายออกไว้เป็นหน้าที่ของผมเอง ถ้ายังไงทั้งสองคนก็รักษาสุขภาพด้วยนะครับ โดยเฉพาะคุณดีโน่...”

 

        ตาสีน้ำตาลมองไปยังรุ่นพี่ร่วมอาจารย์ รอยยิ้มยังคงอยู่แต่แววตานั้นไม่ได้ยิ้มตามไปด้วย

 

        “อย่าฝืนทำอะไรเข้าล่ะครับ”

 

        สึนะโยชิโค้งตัวแล้วเดินออกจากห้อง ทันทีที่บานประตูปิดสนิท รอยยิ้มก็พลันเลือนหายไปจากใบหน้า คิ้วโก่งเหนือดวงตาขมวดเกร็ง ริ้วรอยความเศร้าใจฉายชัด

 

        สาย...เกินไปแล้วสินะ

 

        เขาเคยคิดอิจฉามุคุโร่ อิจฉากับความอิสระที่ไม่เคยยึดติดกับใครนอกจากตัวเอง เพราะถ้าเขาทำแบบนั้นได้บ้าง เขาก็คงไม่ต้องรู้สึกแบบนี้

 

        แต่สุดท้าย...

 

        ชายหนุ่มหลับตาลงอย่างปวดร้าว สิ่งที่ทำได้ก็ทำไปหมดแล้วแต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรให้ได้ บางที...เรื่องทั้งหมดอาจถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ต้น... นับตั้งแต่วันที่มุคุโร่ตัดสินใจ

 

---------------------------------------

 

        น่าหงุดหงิดจริง

 

        คนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้รถเข็นคิดเมื่อนึกถึงบทสนทนาที่เพิ่งผ่านไป เขาไม่รู้หรอกว่าที่วองโกเล่รุ่นที่สิบพูดมาจะเป็นความจริงหรือเป็นเพียง เรื่องที่แต่งขึ้น แต่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้...

 

        ...มันก็ย่อมเป็นไปไม่ได้นั่นล่ะ

 

        ถึงจะรู้ว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เห็นแก่ตัว ไม่มองสิ่งที่ตัวเองไม่อยากมอง และเป็นจอมยัดเยียดความคิดส่วนตัวให้สิ่งมีชีวิตอื่นมากที่สุด ถึงอย่างนั้นก็ยังอดหงุดหงิดไม่ได้

 

        “นี่”

 

        เสียงเรียกนั้นดังขึ้นเบื้องหน้า เมื่อเงยหน้าขึ้นก็สบเข้ากับนัยน์ตาสีดำขลับ ต่ำลงมาหน่อยคือแผงอกขาวที่ลอดเสื้อคนป่วยออกมาให้เห็น จากมุมของเขา...ท่าทางแบบนี้ดูยังไงก็เห็นว่าอีกฝ่ายกำลังยั่วยวนอยู่ชัด ๆ

 

        ไร้ซึ่งคำพูดอื่นใดอีก เมื่อร่างที่ค้ำยันด้วยแขนเล็ก ๆ ของอีกฝ่ายโน้มต่ำลงมาประทับริมฝีปาก ฮิบาริจูบซ้ำ ๆ ก่อนค่อย ๆ ถอยออกมาให้ร่างสูงกว่าขยับตัวตาม มือซ้ายที่ไร้เฝือกยกขึ้นค้ำเตียงเพื่อพยุงตัวเองไล่ตามจุมพิตที่แสนหวาน ร่างบนเตียงใช้มือข้างหนึ่งดึงคอเสื้อคนตัวสูงกว่าแล้วกระชากซึ่งเป็นจังหวะ เดียวกับที่ดีโน่ออกแรงผลักตัวเองขึ้น ทำให้ทั้งสองร่างล้มลงไปบนเตียงพร้อมกัน

 

        รสจูบติดพันพาให้สติลอยออกไป กระทั่งฝ่ามือร้อนสัมผัสกับหน้าท้องแบนราบ ริมฝีปากจึงผละออกจากกัน

 

        “อะ...ดีโน่”

 

        ตาสีทองกระตุกเล็กน้อย ริมฝีปากที่คลอเคลียอยู่ใกล้ลำคอขาวเผลอยกยิ้มน้อย ๆ อย่างลืมตัว

 

        อา...น่าหงุดหงิดจริง ๆ นั่นล่ะ

 

 

 

 

 

TBC...

 

******************************

 

 

ถ้าจะติเรื่องการดำเนินเรื่องเร็วเกินไป โปรดเก็บไว้ในใจค่ะ = ="

 

จริง ๆ คู่นี้มันเป็นอะไรที่เรื่อยๆ จนกว่าจะรู้ตัวอีกที...มันก็เป็นไปแล้ว แบบนั้นล่ะค่ะ เหอะ ๆ

 

ตอนหน้าอาจจะเป็นฉากเรท (เปอร์เซ็นต์สูงมากแต่อย่าเพิ่งคาดหวัง) แต่คงต้องหยุดไปยาวหน่อย เพราะเรื่องหลังจากนี้มีแค่พล็อตคร่าว ๆ ที่ยังไม่เชื่อมต่อกับตอนต้นและตอนจบ... อีกอย่างคือเราขออนุญาตไปปั่นบารามอสค่ะ อีกสองตอนจะจบละ มันจะได้หมดทุกข์หมดโศกกันเสียที T[]T

 

Entry หน้าถ้าจขบ.ไม่บ้าอะไรขึ้นมา คงเป็น Fallen Myth ตอนที่ 2 ค่ะ ^^"

 

 

 

ตอบเมนท์ >//<

 

ตอนที่แล้ว ขอบคุณสำหรับคำอวยพรของทุกคนเลยนะคะ ตอนนี้หายดีแล้วค่า >//</ (ไม่อย่างนั้นก็คงลงโลงไปแล้ว = = )

 

# dearchan

- จะบอกว่าฉันชอบ 8059 อย่างประหลาดเช่นกัน = =

 

# วาร : waras

- ถูกต้องแล้วค่ะ เรื่องนี้ถ้าพลาดไปบรรทัดนึงอาจจะงงได้ เพราะแค่บรรเดียวแต่เวลาอาจผ่านไปสามเดือน เคะๆๆๆ

 

# 7

- ถ้าดูตอนนี้ก็เหมือนจะเป็น 6918 ล่ะค่ะ คึหึหึ

 

# Fusa

- ขอบคุณมาก ๆ เลยค่ะ m(_ _)m

 

# Hitsugaya~kun

- ขอบคุณมากๆๆ ค่ะ รับรองไม่นานก็จะรุ้ความจริงค่ะ TvTb

 

 

 

Edit ตามที่เฟียร์กับเดียร์กังขา ฉันผิดมั่วเอง แก้ก็ได้ บู่วว = =

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet


จนกว่าจะรู้ตัวอีกทีก็...มันเป็นไปแล้ว << อ่านแล้วไงชอบกลว่ะเมิง ฮ่าๆๆๆ

#1 By เฟียร์ . Fiar on 2009-07-27 21:30

จนกว่าจะรู้ตัวอีกทีก็...มันเป็นไปแล้ว
<<เห็นด้วยกับสามี (ฮา)
เหมือนให้คิด...แต่เหมือนมันก็ไม่ใช่ กร๊ากกกก


ฉันชอบมุคุแบบแกนะ
(หายากนะเนี่ยยยย ฮ่าๆๆๆๆ)


ปล.ชอบยามะ จะเอา 8018
ปลล.จะมีช็อตโมเอ้ของสึนะกับซัมบอดี้บ้างไหมเมิงงงง

#2 By dearchan on 2009-07-27 23:28

เย้ๆ ไรเตอร์มาต่อแล้ว อ่าตอนนี้ให้ความรู้สึกหดหูไงไม่รู้

รูเหมือนมุคุจะชอบคุณฮิแล้ว(หรือป่าว?)

ตอนหน้าแอบค้างงิ จะเรทหรือไม่เรทก็รับได้ทั้งนั้นแหละ 55+

ปล.ไรเตอร์สู้ๆค่ะ

#3 By (117.47.54.237) on 2009-07-28 16:31

คิคิคิคิ
มุคุหลงรักฮิซะแล้วสิเนี่ย(รึเปล่านะคะ?)
ฮิบาริเนี่ย เสน่ห์แรงจริงๆเลย^^

รออ่านต่อค่ะ!
จะเรทไม่เรทไม่รู้ แต่ติดตามแน่นอน><

#4 By Hitsugaya~kun on 2009-07-28 19:11

ดาเมจแรงกับตอนนี้
"น่าหงุดหงิดจริงๆ นั่นล่ะ"
หงุดหงิดอะไรละคะเนี่ย ป๋า
หงุดหงิดที่ใน official ไม่ออก? (โดนยันเปรี้ยง)

อ่านแล้วบีบหัวใจ นึกไม่ออกเลยค่ะว่าตอนต่อไปจะเป็นยังไง

ตอนนี้รักสึนะกับรีบอร์นจัง

#5 By วาร : waras on 2009-07-29 19:06