[Fic] 刀剣乱舞 : Mikatsuki x Yamanba 7

posted on 11 Sep 2015 19:45 by foundation directory Fiction
Fandom : Touken Ranbu 
Gerne : PG
Pairing : มิกะสึกิมุเนจิกะ x ยามัมบกิริคุนิฮิโระ
Summary : รู้สึกขาดแคลนน้ำตาล O<-<
 

 
VII
 

(Enemy)
 

         ซ่า!


         น้ำในบ่อยามกลางคืนของต้นฤดูใบไม้ผลินั้นเย็นจัด จนมือทั้งสองที่ใช้วักลูบหน้าชาวาบไปวูบหนึ่ง ยามัมบะกิริคุนิฮิโระรู้สึกเหมือนเลือดเกือบทั้งตัวไหลขึ้นมารวมกันบนใบหน้า อาการมึนเบลอเมื่อครู่ บัดนี้หายวับไปกับตา


         ชายหนุ่มทรุดนั่งพิงขอบบ่อ ตาทั้งสองหลับลง ทั้งร่างรู้สึกหนักอึ้งจนต้องถอนหายใจออกมา ดูเหมือนร่างกายจะต้องการการพักผ่อนอย่างที่ทุกคนว่า เพียงแต่ให้กลับห้องพักไปตอนนี้ก็คงได้ยินเสียงเฮฮาจนข่มตาหลับไม่ลงอยู่ดี


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระไม่ได้รังเกียจการฉลอง ตรงกันข้าม เขาค่อนข้างเห็นด้วยที่ ‘ตั้งวงเหล้า’ กันในคืนนี้ หลังจากที่ตกอยู่ในบรรยากาศเคร่งเครียดมาตลอดหลายวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา เมื่อลองกลับมาคิดดู ยามัมบะกิริคุนิฮิโระก็ยิ่งรู้สึกผิด โชคดีนักที่ไม่มีใครสติแตกตามจนกลายเป็นการต่อสู้ใหญ่โต


         ดังนั้นตอนที่เห็นมิกะสึกิมุเนจิกะก้มหัว เขาจึงอดสะดุ้งไม่ได้ เพราะความจริงแล้ว คนที่ควรขอโทษทุกคนน่าจะเป็นเขาที่เผลอลงมือโดยขาดสติเสียมากกว่า


         วันพรุ่งนี้เขาควรไปขอโทษ


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระบอกกับตนเอง อย่างไรเสีย เขาก็มีหน้าที่ต้องคอยช่วยเหลือสอนเรื่องต่างๆ ให้...แม้อีกฝ่ายจะไม่ต้องการก็ตาม แต่ก็คงใช้เหตุผลนี้เข้าไปพูดด้วยได้ อีกแค่สองวันเท่านั้น เขาก็ไม่จำเป็นต้องเสนอหน้าไปให้คนผู้นั้นเห็นโดยไม่จำเป็นอีก


         คิดแล้วก็ถอนหายใจแผ่วเบา ก่อนจะพุ่งตัวออกไปยังความมืดด้านหนึ่งพร้อมกับชักดาบออกมาจู่โจม


         เสียงเหล็กปะทะดังเพียงสั้นๆ แล้วเงียบลงเมื่อยามัมบะกิริคุนิฮิโระเห็นชัดๆ ว่าคู่มือของตนในความมืดเป็นใคร


         “คนที่นี่นี่เลือดร้อนกันจริงๆ”


         คำเปรยหลังการถอนหายใจนั้นฟังไม่เหมือนการติติงตามเนื้อความเท่าไหร่นัก


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระมองรอยยิ้มงดงามของคนตรงหน้าแล้วลดดาบลง


         “มีธุระอะไร มิกะสึกิมุเนจิกะ”


         “ข้าออกมาเดินเล่น” มิกะสึกิมุเนจิกะตอบด้วยรอยยิ้ม “ปกติข้าไม่ได้อยู่ในที่ที่คึกคักเช่นนี้ ก็เลยรู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย คงเพราะอายุมากแล้วกระมัง”


         พูดจบแล้วก็หัวเราะเบาๆ


         คำตอบนั้นกึ่งจริงกึ่งโกหก เพราะจริงอยู่ที่ในสมัยก่อนตนเคยพบปะผู้คนมากมาย แต่นั่นก็เป็นอดีตเมื่อเกือบสองพันปีมาแล้ว ที่สำคัญการพบปะที่ว่านั่นก็หาใช่แบบเดียวกับเหล่าสึกุโมะงามิในห้องประชุมนั้นไม่ ที่จริงแล้ว...สาเหตุที่ทำให้ตนผละจากวงสุราเฮฮานั่น ส่วนหนึ่ง...กว่าครึ่งก็คือความสงสัยว่าคนตรงหน้านี้มุ่งหน้าไปที่ใด


         คนฟังขมวดคิ้ว


         “เจ้าเป็นสึกุโมะงามิ ยิ่งอายุมากก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น ไม่ได้อ่อนแอลงเหมือนมนุษย์”


         ร่างสูงกว่ามองคนตรงหน้าที่แม้จะถามย้อนกลับมา ก็ยังก้มหน้าซ่อนใบหน้าของตนใต้ผ้าคลุมเช่นเดิม


         “ข้าหมายถึง... อ้อ ใช่แล้ว ที่เขาเรียกว่า ‘ช่องว่างระหว่างวัย’ อย่างไรล่ะ”


         “...ข้าไม่เข้าใจ” ยามัมบะกิริคุนิฮิโระตอบงงๆ หลังจากที่อึ้งไปครู่หนึ่ง


         “ไม่หรอก ข้าเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ ข้าแค่ได้ยินคะชูคิโยมิสึพูดจึงขอยืมมาใช้เท่านั้นเอง”


         ภาพสึกุโมะงามิร่างบางที่เหมาะกับสีแดงเป็นที่สุดลอยเข้ามาในหัว ...ถ้าคนพูดคือคะชูละก็ ก็คงถูกต้อง(ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง)...ละมั้ง...


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระถอนหายใจยาว ก่อนจะเอ่ยขึ้น


         “มิกะสึกิมุเนจิกะ... ข้ามีเรื่องพูดกับเจ้า”


         ประโยคหลังถูกรั้งไว้อย่างลังเล ด้วยไม่แน่ใจว่าตนมีสิทธิ์ร้องขอหรือไม่


         “...ข้าฟังอยู่”


         มิกะสึกิมุเนจิกะรู้สึกแปลกใจแต่ก็ตอบรับด้วยรอยยิ้มบางแม้อีกฝ่ายจะไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองก็ตาม จากนั้นก็ต้องยิ้มค้างเมื่อคนตรงหน้าก้มศีรษะต่ำลง
 


         “ข้าขอโทษที่เป็นเหตุทำให้ทุกคนไม่พอใจเจ้า ทำให้เจ้าต้องก้มหัวให้ทุกคน คนที่ต้องทำอย่างนั้นควรเป็นข้ามากกว่า”


         คนถูกขอโทษนิ่งอึ้งไปกับประโยคที่อยู่เหนือความคาดหมาย เพราะถ้าหากพูดกันตามความจริงแล้ว ก็เป็นอย่างที่สึรุมารุคุนินางะพูด จะอย่างไรคนทรงหญิงคนนั้นก็เป็นเพียงมนุษย์อ่อนแอที่มีรอบอายุแค่ 100 ปี การกลั่นแกล้งด้วยการปล่อยพลังวิญญาณใส่ยามเพิ่งฟื้นไข้ก็ดูมากเกินไปจริงๆ หรือพูดสั้นๆ (อย่างที่ไม่อยากยอมรับนัก) ก็คือเรื่องเมื่อเย็นเป็นความผิดของตนเอง...ส่วนหนึ่ง


         แต่ไม่ว่าจะเป็นความผิดของใคร ในเวลาเช่นนี้ มิกะสึกิมุเนจิกะควรปฏิเสธว่าตนไม่ได้ถือโทษโกรธอะไร ทว่าความหงุดหงิดบางอย่างในใจก่อกวนจนปากพูดอีกอย่างแทน


         “เช่นนั้น ข้ามีเงื่อนไข”


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระเลิกคิ้วสูงด้วยความสงสัยแต่ก็เงยหน้าขึ้นเป็นเชิงว่ากำลังฟังอยู่


         “ข้าอยากให้เจ้าสบตาเวลาที่พูดกับข้า”


         “...ไม่”


         ฤทธิ์สุราทำให้คนถูกยื่นเงื่อนไขต้องใช้เวลาครู่หนึ่งจึงจะเข้าใจคำร้องขอ แต่กลับไม่เสียเวลาคิดคำตอบสักนิด


         “....โอ้” ร่างสูงกว่าเอ่ยแผ่วเบา นัยน์ตาสีเข้มแสร้งเบิกกว้างเล็กน้อยราวกับเพิ่งนึกอะไรออก “...คนทรงไม่จำต้องห่วงข้าขนาดนั้น...”


         “ไม่ ไม่ใช่ ไม่สิ นางเป็นห่วงเจ้า ใช่ นางตำหนิข้าเรื่องที่ลงมือกับเจ้า”


         แต่นางไม่ได้บอกให้มาขอโทษ


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระกลืนประโยคนั้นลงคอเพราะรู้ว่าพูดไปก็รังแต่จะทำให้คนตรงหน้าไม่พอใจนายสาวของตนยิ่งขึ้น แต่ก็ไม่อาจโกหกได้เช่นกัน เขาก็แค่ไม่ชอบให้ใครมองหน้าเท่านั้น ไม่ได้มีเหตุผลพิเศษอะไรมากไปกว่านั้น แต่จะให้พูดออกไปตรงๆ ก็เหมือนดูหมิ่นอีกฝ่ายที่มีฐานะเป็นถึงดาบในตำนาน และนั่นอาจทำให้เสื่อมเสียไปถึงคนทรงได้อีกเช่นกัน


         ฤทธิ์สุราทำให้สติของร่างในผ้าคลุมเอนไหวไปมา ไม่สามารถจดจ่อกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ แต่จะโยงทุกอย่างเข้าหากันแล้วคิดถึงผลลัพธ์ในแง่ลบไว้ก่อน ตามลักษณะนิสัยเอาจริงเอาจังและทัศนคติด้านลบที่มีต่อตนเอง
 

         มิกะสึกิมุเนจิกะมองร่างในผ้าคลุมเริ่มลนลานขึ้นมาอย่างรู้สึกสนุก เมื่อเทียบกับตอนเช้าที่อีกฝ่ายใช้วิธีตอบปัดแบบไม่สนใจสักนิดแล้ว อาการลนลานพยายามหาคำอธิบายอย่างจริงจังในตอนนี้คงเป็นผลจากฤทธิ์น้ำเมาที่โดนจับกรอก


         คนเมามักไม่โกหก


         หรือโกหก ปกปิดเรื่องต่างๆ ได้ไม่ดีเท่าปกติ ส่วนใหญ่มักจะทำตามความคิดที่วูบขึ้นมาในตอนนั้นโดยขาดการควบคุม ดังนั้นหากจะหลอกถามหรือเฝ้าดูความจริงที่ซ่อนอยู่ในใจ วิธีหนึ่งที่ง่ายที่สุดก็คือดูเอาจากตอนเมานี่ละ


         นัยน์ตาสีเข้มเป็นประกายเล็กน้อย จับจ้องอาการกำผ้าคลุมเข้าออก ศีรษะก้มต่ำขยับไปซ้ายขวาอย่างลังเลตัดสินใจไม่ได้ เสียงทุ้มต่ำที่ได้แต่พูดว่า “เอ่อ...” “คือ...” “ข้าแค่...” นั้นดู...


         ก่อนที่จะหาชื่อให้กับภาพที่เห็นได้ จู่ๆ ภาพเบื้องหน้าของมิกะสึกิมุเนจิกะก็วูบเป็นเส้นหลากสีพร้อมกับแรงกระชากตรงคอเสื้อและเสียงทุ้มที่กดต่ำ



         “หมอบ!”


         ศีรษะที่ถูกดึงต่ำทำให้เห็นเพียงพื้นดินกับเงาตะคุ่ม ทว่าเสียงแหวกอากาศเบาๆ ที่ดังขึ้นเพียงสั้นๆ ก็ทำให้สติของคนถูกดึงตื่นตัวเต็มที่ ร่างสูงรวบรวมสมาธิเพื่อจับเค้าไออันตรายทันที ทว่ากลับถูกคนตัวเล็กกว่าผลักออกกระแทกพื้นอย่างแรง


         ร่างสูงกว่าเดาะลิ้นอย่างหงุดหงิด ทั้งสึกุโมะงามิที่ผลักตนเสียกระเด็น ทั้งอะไรบางอย่างที่ยังคงซ่อนตัวในความมืด ในขณะที่นัยน์ตาสีเข้มหรี่ลงพยายามเพ่งมอง ทว่าก็เห็นเพียงเงาตะคุ่มของต้นไม้รอบตัวเท่านั้น


         “เจ้ารีบกลับไปที่เรือนเดี๋ยวนี้”


         ร่างเล็กกว่าในผ้าคลุมที่น่าเกะกะเอ่ยสั้นๆ แล้วพุ่งเข้าใส่ความมืดด้วยความรวดเร็ว แล้วเสียงเหล็กปะทะเหล็กก็ดังขึ้นในเสี้ยววินาทีถัดมา ตามด้วยประกายไฟเสียดสี


         มิกะสึกิมุเนจิกะนิ่งอึ้ง ไม่คิดว่าจะถูกอีกฝ่ายออกคำสั่งอีกครั้ง ก่อนจะเรียกดาบประจำกายมาเตรียมพร้อมอย่างขุ่นเคือง คำสั่งในครั้งแรกที่เจอกันนั้นตนพอทำใจยอมรับได้ แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน หากยอมหันหลังเดินกลับโดยไม่ต่อสู้ ก็เท่ากับทำให้ชื่อหนึ่งในห้าดาบตำนานต้องมัวหมอง


         “มิกะสึกิมุเนจิกะ”


         คมดาบที่หันกลับไปถูกหยุดด้วยปลอกดาบสีสว่าง ด้านหลังนั่นคือชายหนุ่มร่างเล็ก ดวงตาเรียวรีคมและดุจ้องตอบกลับมา ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น ทั้งที่ถ้ารับดาบที่ฟาดลงไปไม่ทัน กายเนื้อก็คงถูกผ่าออกเป็นสองส่วนไปแล้ว สภาพเช่นนั้นต่อให้ตัวดาบที่เป็นร่างจริงถูกวางอยู่ในห้องเฉยๆ ก็คงหักออกเป็นสองท่อนไปด้วยเป็นแน่


         “เจ้ากลับไปที่เรือนได้แล้ว”


         ประโยคแบบเดียวกันถูกเอ่ยขึ้นอีกครั้ง มิกะสึกิมุเนจิกะจ้องเฮชิคิริฮาเซเบะด้วยความงงงวย ในเมื่อยามัมบะกิริคุนิฮิโระยังคงต่อสู้อยู่ ทั้งยังไม่อาจบอกได้ว่าศัตรูมีกี่คน การบอกให้ถอยกลับก็ย่อมไม่ต่างจากการปล่อยให้อีกฝ่ายไปตาย ถึงตนจะไม่ถูกใจสึกุโมะงามิตนนั้นเท่าไหร่นักก็เถอะ


         “แต่...”


         ประโยคที่ตั้งใจเอ่ยย้อนติดค้างอยู่ตรงลำคอ นัยน์ตาสีเข้มเบิกกว้างเมื่อความมืดด้านหลังของคนตรงหน้ามีจุดแสงผุดขึ้น มิกะสึกิมุเนจิกะรู้สึกถึงจิตสังหารสามดวง เป็นจิตที่บางเบาทว่าแหลมคมพุ่งตรงเข้าใส่ตน...ไม่สิ เป็นสิ่งที่อยู่ด้านหลังตนต่างหาก


         “กลับไปเสีย ส่วนเรื่องนี้ ‘พวกข้า’ จะจัดการเอง” เฮชิคิริฮาเซเบะย้ำอีกครั้ง พร้อมกับที่จุดแสงด้านหลังขยับใกล้เข้ามา


         แล้วมิกะสึกิมุเนจิกะก็ได้เห็น...


         ว่าแท้จริงแล้วจุดแสงเหล่านั้นคือประกายวาววับของนักล่าในดวงตาของสึกุโมะงามิสามตน


         “ทำไมท่านมิกะสึกิถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ” อิมาโนะสุรุงิที่ยืนอยู่หน้าสุดเปรยขึ้นด้วยความสงสัย นัยน์ตาสีแดงนั้นคล้ายส่องแสงเรืองรอง เช่นเดียวกับนัยน์ตาสีฟ้าของซาโยะซามอนจิที่กำด้ามมีดของตัวเองแน่น ในบรรดาสึกุโมะงามิทั้งหมด นอกจากเฮชิคิริฮาเซเบะกับพวกดาบสั้นแล้ว ก็ไม่น่าจะมีใครเคลื่อนไหวได้เร็วกว่าพวกมีดสั้นอย่างพวกเขาอีก


         เหงื่อเย็นเม็ดใหญ่ไหลผ่านขมับ เบื้องหน้าคือเด็กชายที่ตนคิดว่าถูกพาไปนอนตั้งแต่เมื่อครู่ใหญ่ก่อนที่จิโร่ทาจิจะยกเหล้าออกมา บรรยากาศโดยรอบแหลมคมและกดดันผิดไปจากปกติที่ได้สัมผัสมาตลอดสามวัน


         “ถึงจะไม่ใช่คืนเดือนเพ็ญแต่พระจันทร์คืนนี้ก็สวยทีเดียว” นิคคาริอาโอเอะ หนึ่งในกลุ่มดาบสั้นที่ยืนอยู่หลังสุดเปรยขึ้นยิ้มๆ คล้ายตอบคำแทนคนที่ยืนนิ่งงันด้วยถูกประกายตาซึ่งสะท้อนกับแสงจันทร์ตรึงเอาไว้


         “ข้าไม่คิดว่าเจ้ากำลังชื่นชมพระจันทร์จริงๆ หรอกนะ” เฮชิคิริฮาเซเบะตัดบทสนทนาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนจะเอ่ยเรียกชื่อร่างสูงตรงหน้าอีกครั้ง “มิกะสึกิมุเนจิกะ ท่านจำเป็นต้องกลับเรือนเดี๋ยวนี้...”
ไม่ทันสิ้นคำดี อิมาโนะสุรุงิกับซาโยะซามอนจิก็พุ่งผ่านร่างสูง ประกายวาบสะท้อนเข้าตาพร้อมกับเสียงเหล็กปะทะ มิกะสึกิมุเนจิกะหันขวับกลับไปทันที ทว่าก็ยังมองอะไรไม่เห็นนอกจากประกายสีส้มแดงกับเสียงย่ำสวบสาบในความมืด


         “ไหนๆ ก็ไม่มีเวลาอธิบายแล้ว ให้เขาสู้ด้วยจะเป็นอะไรไป ถือเสียว่าได้ประเมินฝีมือก่อนเวลายังไงล่ะ”


         เฮชิคิริฮาเซเบะขมวดคิ้วมองปรามคนพูดอย่างรู้ดีว่า ภายใต้ใบหน้าเปื้อนยิ้มรักสงบนั่น เต็มไปด้วยความกระหายอยากการต่อสู้มากแค่ไหน ทว่ามิกะสึกิมุเนจิกะเป็นสมาชิกใหม่ที่ไม่รู้เรื่องราวและมีพลังมากมาย ขืนปล่อยให้สู้แบบไม่รู้เรื่องรู้ราว มีหวังได้แตกหักนับชิ้นไม่ถูกแน่ ที่สำคัญที่สุดคือเจ้านายของเขาจะต้องเสียใจมากๆ เป็นแน่


         สำหรับเฮชิคิริฮาเซเบะแล้ว เหตุผลข้อสุดท้ายนั้นสำคัญที่สุด แต่อีกฝ่ายก็ไม่ใช่สึกุโมะงามิที่จะฉวยจังหวะทุบหัวแล้วลากกลับเรือนไปง่ายๆ อยู่ดี


         สวบ!


         เสียงย่ำเท้าแผ่วเบาทว่าได้ยินชัดเจนดังขัดจังหวะสนทนา มิกะสึกิมุเนจิกะจึงรีบยกดาบขึ้น แต่เฮชิคิริฮาเซเบะกลับเข้ามาขวางรับดาบแทน ไม่ทันจะได้ตอบโต้สึกุโมะงามิทั้งสองก็ต้องเบี่ยงตัวหลบคมดาบจากศัตรูใหม่จากด้านข้าง


         “นิคคาริ!”


         เฮชิคิริฮาเซเบะเอ่ยเสียงเข้ม ทว่าเจ้าของชื่อนั้นกลับหายตัวไปเสียอย่างนั้น ราวกับรู้ว่าเขาจะบอกให้ทำอะไร ชายหนุ่มส่งเสียงชิเบาๆ อย่างหงุดหงิด ดูเหมือนจะจัดการเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นให้จบลงโดยเร็วไม่ได้เสียแล้ว ดวงตาเรียวคมกริบเหลือบมองผู้ที่ยืนอยู่ข้างๆ อย่างไม่มีทางเลือก


         “แค่ป้องกันตัว หวังว่าเจ้าจะทำได้”


         มิกะสึกิมุเนจิกะไม่ตอบแต่เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ความขุ่นเคืองก่อกรุ่นในใจขณะที่ริมฝีปากระบายยิ้มงดงาม


         ฝีปากคนที่นี่ช่างน่าจับเย็บปิดให้หมดจริงๆ


         เฮชิคิริฮาเซเบะมองอากัปกิริยานั่นแล้วก็ลอบถอนใจหนัก รู้สึกเหมือนเจอร่างผสมของโดทานุกิมาสะคุนิที่ขึ้นชื่อเรื่องความรั้นกับฮาจิสึกะโคเท็ตสึที่หยิ่งทะนงในฐานะโคเท็ตสึยังไงยังงั้น แม้จะกังวลใจแค่ไหน แต่เขาก็ไม่รอให้เสียเวลามากไปกว่านี้ เฮชิคิริฮาเซเบะถีบตัวเข้าโจมตีศัตรูในความมืดทันที ขณะที่อีกหนึ่งกลับเร้นตัวหายไปในความมืด ราวกับรู้ดีว่าคู่ต่อสู้ของตนมองในที่มืดได้ไม่ดีนัก


         มิกะสึกิมุเนจิกะยืนเตรียมพร้อมได้ไม่นาน ก็ต้องถีบตัวไปด้านหน้าเพื่อหลบคมดาบที่ตวัดมาจากทางด้านหลัง และต้องรีบยกดาบขึ้นรับแรงปะทะต่อมาได้อย่างเฉียดฉิว ร่างสูงได้แต่ตั้งรับการโจมตีที่กระหน่ำลงมา หลายครั้งที่พลิกหลบไม่พ้น ทำให้คมดาบเฉือนทะลุยูกาตะตัวบางไปถึงผิวเนื้อ


         ก่อนหน้านี้ที่อยู่ในสถานะเป็นเพียงจิตวิญญาณเข้มข้น ต่อให้ร่างที่แท้จริงถูกหยิบขึ้นฟาดฟันก็ไม่รู้สึกอะไรนอกจากแรงเสียดสียามคมดาบทะลุผ่านเลือดเนื้อ ทว่าบัดนี้กายเนื้อที่ได้มาดูจะทำให้ทุกอย่างแย่...ที่สุด


         ความรู้สึกเจ็บปวดที่เพิ่งเรียนรู้ได้ไม่กี่วันจิกไต่ไปทั่วร่าง ลมหายใจเริ่มขาดห้วงจากความเหนื่อยอ่อน อุณหภูมิในร่างกายเริ่มสูงจนรู้สึกทรมาน แขนขาเริ่มขยับไม่ทันความคิด บาดแผลตามตัวเพิ่มมากขึ้น


         เงาเมฆเคลื่อนผ่านเชื่องช้า ยอมให้แสงจันทร์สลัวตกลงมาอีกครั้ง และด้วยระยะเพียงคมดาบกั้น ก็ทำให้มิกะสึกิมุเนจิกะพอจะเห็นรูปร่างของศัตรูได้ในที่สุด


         โครงร่างสูงใหญ่ ประกายตาสีแดงเปล่งประกายด้วยจิตสังหารและความอาฆาตลอดผ่านขอบหมวกสานขนาดใหญ่ ดาบที่ร่างตรงหน้าถือนั้นสั้นและบางกว่า ทว่ากลับแข็งแรงจนน่าตกใจ เหนืออื่นในคือเค้าไอวิญญาณอันน่าขยะแขยงแผ่กระจายออกมาจนรู้สึกผะอืดผะอม


         นี่คือ ‘ศัตรู’


         “มิกะ...สึ กิ..........มุ...เนจิ...กะ”


         จู่ๆ ศัตรูที่ฟาดฟันกันมาพักใหญ่ก็เอ่ยขึ้น เสียงแหบขาดๆ หายๆ ทว่ายังพอจับคำได้
ทว่าร่างสูงเจ้าของชื่อหาได้ชะงักตามคำเรียก...จนกระทั่งเห็นแผงเขี้ยวขาวตรงหน้าแสยะออกเป็นรอยยิ้ม


         “ดาบ...ที่สวย....ที่สุด............................ ‘ของ...ประดับ’ ...ที่สวยที่สุด”


         นัยน์ตาสีเข้มพลันเบิกกว้าง โทสะปะทุพลุ่งพล่านรุนแรง พลังวิญญาณเข้มข้นที่สะสมยาวนานเกือบสองพันปีบีบอัดแน่น เปลี่ยนเป็นจิตสังหารแหลมคมมากมายระเบิดออก เฉือนกรีดต้นไม้ที่อยู่ห่างออกไป พื้นดินใต้เท้าร่างสูงนั้นแตกกระจายเป็นหลุมกว้าง


         ร่างสูงใหญ่ของศัตรูกระโดดถอยทิ้งระยะห่างทันที ทว่าร่างที่เคยเชื่องช้ากว่าเมื่อครู่กับพุ่งประชิดอย่างรวดเร็ว แล้วแขนขาทั้งสี่ก็พลันร่วงหลุดจากตัว


         เสียงคำรามแผดลั่นด้วยความเจ็บปวด ร่างสูงใหญ่ที่บัดนี้กลายเป็นก้อนเนื้อตันๆ ที่ไม่อาจเคลื่อนไหวได้ร่วงลงกับพื้น ควันสีดำลอยคลุ้งจากบาดแผลทั้งสี่แทนเลือดอย่างที่ควรเป็น กลิ่นเหม็นเน่ายิ่งทวีคูณ คละคลุ้ง


         ดาบเรียวโค้งงดงามในมือสึกุโมะงามิในตำนานถูกเงื้อขึ้นสูง แสงสะท้อนจันทร์วาดผ่านใบหน้างามดุดัน ประกายสีทองที่ปกติถูกซ่อนด้วยสีเข้มของดวงตาส่วนใหญ่ส่องประกายเป็นวงโค้งดั่งจันทร์ข้างขึ้น ตรึงสายตาของก้อนเนื้อให้เงยหน้าเบิกตามอง รอคอยบทลงโทษของการปากพล่อย


         “พอแค่นั้นละ”


         มิกะสึกิมุเนจิกะหันกลับไปมองด้านหลังทันที และประกายสีเขียวอมฟ้าสองดวงในความมืดคือสิ่งสุดท้ายที่เข้าสู่สายตา ก่อนที่ทุกอย่างจะดับมืดลง
 
 
 
 
 

☾. ・* ・. ・* ・. ・* ・. ・* ・. ・* ・. ・* ・. ・* ・. ・* ・. ・* ・.☽
 
- ละ หลังจากนี้จะเริ่มหวานแล้วค่ะ จริงๆ นะ...เชื่อสิ! โฮฮฮฮฮฮฮฮฮ /ดิ้นงอแงอยากเขียนฉากหวานๆ บ้าง
- ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา เจอลูกหลงของมรสุมดราม่าคู่ชิปแบบเจาะจงจากฝั่งญี่ปุ่นเข้า ถึงกับเฟลลงเหวเลยค่ะ แต่ได้อ่านคอมเมนท์ในโพสต์ที่แล้ว(วนหลายรอบมาก) เลยฟื้นตัวได้เร็ว ขอบคุณมากจริงๆ ค่ะ (TwT。)
 
- ตอนนี้มีแก้หลายรอบ แก้เป็นจุดๆ ดังนั้นอาจจะมีหลุดประโยคแปลกๆ ที่ไม่ต่อกันบ้าง ต้องขอโทษด้วยค่ะ /ไว้ค่อยแก้ทีหลัง //แย่...
 
 
ก็อปแปะจาก blogspot
 
 
ขอบคุณสำหรับการแสดงตัวในเอนทรี่ย์ที่แล้วด้วยนะคะ T_T)9

Comment

Comment:

Tweet

ในที่สุดก็มาต่แล้ว......ไปเจอคู่ชิพไหนของญี่ปุ่นมาเหรอคะ แบบว่าเราไม่ได้ตามเพจจำพวกป่วยดาบเลยไม่รู้เรื่องว่าเขากำเสพคู่ไหนอยู่บ้าง แต่ในสายตาเราเห็นปู่มิกเมะให้ยามัมบะคุงคนเดียวที่เหลือนอกนั้นเราจับปู่จิ้นเคะหมด ซึ่งมันมาจากการโดนเพื่อนล้างสมองเพื่อให้สามารถจิ้นปุ่เคะแล้วสมองเราก็แปรพรรคไปแล้วด้วย

ในที่สุดปุ่ก็ได้เห็สีตาของยามัมบะคุงแล้ว อยากเเห็นฉากหวานของทั้งคุ่จังเลยน้า แต่คงอีกนานเพราะยามัมบะคุงยังยึดติดกับบ้างอยู่เลยอ่ะ ปู่มิกะสู้ๆเข้านะพยายามเอาชนะใจยามัมบะคุงให้ได้ล่ะ

#5 By loss on 2015-09-24 23:30

แอบเปิดซุ่มอ่านมาตลอดค่ะ ;-;
เพิ่งมีโอกาศได้สมัคร exteen ก็เลยถือโอกาศมาเม้นสะเลย
อ่านไปแล้วใจนี้เต้นรัวเลยค่ะ 555 ให้อารมณ์อยู่ในเหตุการณ์มาก สัมผัสได้ถึงออร่าความหล่อของดาบแต่ละคนทะลุจอ(?)
รีบๆกลับมาอัพนะคะ ชอบฟิคมาก อ่านแล้วลื่นไหลอะลูมิไล้(?) มากค่า
น้องผ้าห่มก็แอบซึนเบาๆ ช้อบชอบบบบ
มาอัพตอนต่อไปด้วยนะคะะะ เปิดเช็คตลอดเลย ถถถถ >3<

#4 By M'Mideki_Sama'A on 2015-09-14 22:54

มาต่อไวๆ เถอะพลี๊ซ จะลงแดงตายแล้วฮะ >0<
[เปิดเช็คทุกวันเลยนะ เอ้อ]

#3 By Question (171.96.172.159|171.96.172.159) on 2015-09-12 19:30

ปู่เท่ห์มว๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
โอ๊ยยยยยยยย เท่ห์ๆๆๆๆๆๆๆๆ /ลงไปดิ้น//
ซีนแอ็กชั่นที่เรารอคอยยยยยยย ก็คิดอยู่ว่าปู่ต้องมีดีมากกว่าสวย แอร๊ยยยยย โดนใจเต้นยิกๆๆๆๆๆๆเลยคะ แงงงงงงงงงง
ขอบคุณมากคะ
มาต่อเร็วๆน๊าาาาาาาาาา ^0^

#2 By fukaze on 2015-09-12 13:54

มาให้กำลังใจค่ะ  ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆนะคะ  รออ่านอยู่ค่ะสู้ๆ   เป็นมิคังบะที่แสดงนิสัยของปู่แบบที่อยากเห็นเลยค่ะ  ให้อารมณ์แบบ  นี่สิมิคังบะ ;_;  เป็นฟิคที่ดีมากเท่าที่อ่านมาเลยค่ะ   สู้ๆนะคะ >_<

#1 By Windy_pure (58.11.182.187|58.11.182.187) on 2015-09-11 20:27