[Fic] 刀剣乱舞 : Mikatsuki x Yamanba 9

posted on 15 Oct 2015 02:30 by foundation directory Fiction
Fandom : Touken Ranbu 
Gerne : PG
Pairing : มิกะสึกิมุเนจิกะ x ยามัมบกิริคุนิฮิโระ
Summary : ก็ยังไม่หวานสักที...
 

 
IX


         “เจ้ามาทำอะไรที่นี่”


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระชะงักขาหยุดเดินเมื่อได้ยินคำทักนั้น นึกตำหนิติตนเองในใจ นี่เขาลืมไปได้อย่างไรว่ากลุ่มรับผิดชอบดูแลแปลงผักอาทิตย์นี้มีคะเซ็นคาเนซาดะอยู่ด้วย ก็ไม่ใช่ว่าไม่ถูกหรือเกลียดกัน แค่...ได้รับ... ‘การเอาใจใส่’  มากเกินไป


         สึกุโมะงามิดาบของคาเนซาดะที่สองอันโด่งดังปรายตามองอีกฝ่ายที่เปลี่ยนจากชุดประจำตัว เป็นชุดวอร์มสีแดง จนไปหยุดอยู่ที่จอบในมือแล้วก็พูดต่อโดยไม่รอคำตอบ


         “ถ้าเจ้าจะมาทำงานแทนมิกะสึกิมุเนจิกะละก็ ข้าขอบอกว่าไม่จำเป็น”


         ทว่ายามัมบะกิริคุนิฮิโระไม่คิดเสียเวลายืนตอบโต้ แต่ก้าวเท้าตรงไปยังแปลงผัก ซึ่งสึกุโมะงามิตนอื่นกำลังเตรียมดินสำหรับลงเมล็ดครั้งแรกของปี


         “คุนิฮิโระ!” คะเซ็นคาเนซาดะเรียกชื่ออีกฝ่ายพร้อมคว้าเสื้อคลุม ดึงรั้งเอาไว้ก่อน “เจ้าอย่าดื้อนักจะได้ไหม”


         “อาการของข้าไม่หนักขนาดนั้น ” ร่างในผ้าคลุมตอบกลับเสียงเรียบโดยไม่หันกลับไป เป็นการท้วงคำว่า ‘ดื้อ’ ไปในตัว


         “แต่ยะเก็นไม่ได้บอกข้าเช่นนั้น”


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระเดาะลิ้นอย่างหงุดหงิด นี่ยะเก็นโทชิโร่เที่ยวป่าวประกาศอาการบาดเจ็บของเขาไปทั่วฐานบัญชาการเลยรึไงกันนะ


         “โทษตัวเจ้าเองเถอะ ถ้าเจ้าไม่ชอบฝืนตัวเองจนล้มไปบ่อยๆ พวกข้าก็คงไม่ทำเช่นนี้” คะเซ็นคาเนซาดะพูดดักราวกับอ่านใจได้ยังไงยังงั้น


         “ข้าไม่เป็นอะไร” เสียงทุ้มต่ำขุ่นยิ่งขึ้น กำจอบแน่นและออกแรงยื้อจอบ แต่สึกุโมะงามิดาบของคาเนซาดะที่สองก็ไม่ยอมแพ้ ปล่อยมือจากผ้าคลุมขะมุกขะมอมแล้วเลื่อนไปจับด้ามจอบอีกมือและออกแรงจนเริ่มขยับเข้าหาตัว


         “มีแค่เรื่องนี้เท่านั้นละ ที่จะไม่มีใครในฐานทัพนี้เชื่อคำเจ้า”


         “เจ้าวิตกจริตเกินไปแล้ว คะเซ็น” ยามัมบะกิริคุนิฮิโระกัดฟันกรอด ใช้สองมือจับและออกแรงดึงกลับมา


         “ดื้อด้านนัก นิสัยเช่นนี้ไม่งดงามเลยนะ คุนิฮิโระ”


         “เจ้าว่าข้าไม่ได้หรอก”


         “คุนิฮิโระ”


         ขณะที่สถานการณ์เริ่มตึงเครียดที่กลายเป็นการยื้อแย่งจอบที่ประหลาดขึ้นเรื่อยๆ ซาโยะซามอนจิที่ยืนมองอยู่นานแล้วตัดสินใจเรียกชื่อหัวหน้าหน่วยหลัก


         สึกุโมะงามิของดาบมาตรฐานทั้งสองชะงักไปพร้อมกัน


         “ข้าเห็นนะ” ซาโยะซามอนจิในชุดสำหรับทำสวนพูดต่อเรียบๆ นัยน์ตาสีฟ้าเข้มจ้องหน้าร่างสูงตรงหน้าอย่างจริงจัง อันที่จริงนอกจากเขาแล้วก็ยังมีอีกสี่ตนที่ ‘เห็น’


         ช่วงวินาทีที่คมดาบจากพลังวิญญาณเฉือนสีข้างของยามัมบะกิริคุนิฮิโระ พร้อมกับเลือดที่กระเซ็นเปื้อนหนึ่งในห้าดาบในตำนาน ก่อนที่สันดาปจะกระแทกเข้าหลังคออย่างแม่นยำจนทำให้อีกฝ่ายสลบไปในการโจมตีเพียงครั้งเดียว


         แน่ละว่าไม่มีใครป่าวประกาศ เพราะแค่คำพูดของยะเก็นโทชิโร่บวกกับนิสัยดื้อรั้นสุดชีวิตของท่านหัวหน้าจอมดื้อ ก็ทำให้เกือบทุกคนในฐานทัพแห่งนี้ พยายามกีดกัน(?) ขับไล่(?)ให้อีกฝ่ายไปนั่งพักเฉยๆ อยู่ในห้องแทน


         “เจ้าเคยบอกข้าว่า ถ้าบาดเจ็บและมีเวลา ก็ต้องรีบรักษา เพราะถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมา จะได้ไม่เป็นตัวถ่วงของคนอื่น”


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระนิ่งไปอย่างตอบโต้ไม่ได้


         “ขนาดซาโยะยังพูดอย่างนี้ เจ้าก็ควรจะฟังไว้หน่อยนะคุนิฮิโระ” คะเซ็นคาเนซาดะเห็นว่ามีคนสนับสนุน ก็เอ่ยสำทับอีกครั้ง ทว่าจอบเจ้าปัญหาก็ยังคงอยู่ในมือยามัมบะกิริคุนิฮิโระอย่างเหนียวแน่น


         คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน


         “แผลของข้าไม่ได้แย่ขนาดนั้น”


         ...คนดื้อย่อมเป็นได้แค่คนดื้อสินะ


         “เจ้านี่มัน...”


         พูดไม่ทันจบประโยค ก็เกิดเสียงโครมครามดังสนั่นขัดขึ้นเสียก่อน กิจกรรมทุกอย่างถูกหยุด สึกุโมะงามิที่อยู่ในบริเวณนั้นทั้งหมดต่างวางทุกสิ่งแล้ววิ่งตรงไปยังต้นเสียง รวมทั้งยามัมบะกิริคุนิฮิโระ คะเซ็นคาเนซาดะ และซาโยะซามอนจิด้วย ขณะเดียวกัน บนเรือนหลักเองก็มีสึกุโมะงามิวิ่งผ่านระเบียงไปอย่างรีบร้อนไม่แพ้กัน


         “เกิดอะไรขึ้น” คะเซ็นคาเนซาดะเอ่ยถามขึ้นเหล่าสึกุโมะงามิมุงที่ยืนอยู่ด้านนอกโรงฝึก ขณะที่ยามัมบะกิริคุนิฮิโระปราดสายตาสำรวจโรงฝึกอย่างรวดเร็วและพบว่า นอกจากคู่มือที่ปะทะกันอยู่ ยังมีสึกุโมะงามิอีกสองตน


         โชคุไดกิริมิทสึทาดะ กับ...มิกะสึกิมุเนจิกะ


         “อิมะคุงกับคะชูน่ะ...” มิดาเระโทชิโร่ที่อยู่ใกล้ที่สุดเป็นคนตอบ พร้อมกับเสียงดาบปะทะกันดังถี่ เป็นคำอธิบายเสริมประโยคที่หายไป


         คนฟังได้ยินแล้วก็ขมวดคิ้ว ต้นเสียงดังสนั่นเมื่อครู่มาจากโรงฝึกที่ไม่ควรจะมีการดวลทุกรูปแบบ เพราะตอนนี้ฐานบัญชาการอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นไปได้ว่าจะมีศัตรูบุกมาได้ตลอดเวลา อย่างมากก็น่าจะมีแค่การฝึกซ้อมพื้นฐาน ไม่ก็ใช้ดาบไม้ซ้อมกันเบาๆ เท่านั้น


         โครม!!


         “มีดีแค่นี้รึไงห๊ะ ตาแก่แอ๊บแบ๊ว!!”


         “แค่นี้ไม่เจ็บไม่คันหรอกขอรับ คะชูคิโยมิทสึ!”


         เสียงตะโกนดังลั่น ตามด้วยเสียงเหล็กปะทะรัวเร็ว กลางโรงฝึกนั้นคือสึกุโมะงามิสองตนกำลังโรมรันติดพัน การเคลื่อนไหวนั้นรวดเร็ว พลิกแพลงจนเกือบเรียกได้ว่า...งดงาม ขณะที่สภาพของทั้งสองฝ่ายนั้นสะบักสะบอมจนเกือบเรียกได้ว่า...รุ่งริ่ง


         ใช่...รุ่งริ่ง


         ชุดทำงานของอิมาโนะสุรุงินั้นเป็นแบบเปิดแขนทั้งสองข้าง ถือว่าค่อนข้างเปิดเนื้อหนัง ดังนั้นตอนนี้ผิวขาวๆ ของอีกฝ่ายจึงเต็มไปด้วยรอยดาบมากมาย แต่ก็เป็นเพียงแผลบาดบางเบาเท่านั้น ขณะที่ชุดทำงานของคะชูคิโยมิทสึนั้นขาดเป็นริ้วเล็กๆ สภาพแย่ยิ่งกว่าผ้าขี้ริ้ว ใบหน้าและแขนเต็มไปด้วยรอยดาบจำนวนไม่ต่างกัน


         หากมองเผินๆ อาจดูเหมือนคะชูคิโยมิทสึเป็นฝ่ายได้เปรียบ ทั้งจากขนาดร่างกายและกำลัง แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าความเร็วของสึกุโมะงามิมีดสั้น รวมถึงประสบการณ์การต่อสู้ที่มากกว่าของอิมาโนะสุรุงิ ความได้เปรียบนั้นก็ดูเหมือนจะมลายหายไป


         “ทำไมมิทสึทาดะถึงไม่ห้ามล่ะ” คะเซ็นคาเนซาดะถามต่อหลังจากเห็นว่ามีใครยืนอยู่ในโรงฝึกด้วย ก่อนจะแทรกตัวเดินตรงไปหาสึกุโมะงามิที่พูดถึง


         “ข้าห้ามแล้วนะ” โชคุไดกิริมิทสึทาดะพูดขึ้นทันทีที่เห็นว่าใครเดินตรงเข้ามา


         “ไม่เด็ดขาดน่ะสิ” คนที่เพิ่งมาใหม่ขมวดคิ้วใส่ ก่อนจะหันไปมองสึกุโมะงามิอีกตนที่ยืนมองการต่อสู้อย่างสนอกสนใจสุดๆ เมื่อรวมสมาชิกทั้งหมดแล้ว นอกจากโอคุริคาระที่คิดว่าคงไม่อยากยุ่งเรื่องพวกนี้แล้ว แสดงว่าปัญหาน่าจะเกิดขึ้นในครัวสินะ


         “ข้าไม่คิดว่าพวกเขาจะใช้ดาบจริงนี่” สึกุโมะงามิตาเดียวยิ้มแห้ง รับเสียงอ่อน กว่าจะรู้ก็ตอนที่ทั้งสองพร้อมใจกันทิ้งดาบไม้แล้วเรียกดาบประจำตัวมาแทนนั่นแหละ จะออกปากห้ามก็พุ่งเข้าหากัน ไม่ฟังเสียงใครอีก


         “ก่อนหน้านั้น...” คะเซ็นคาเนซาดะเปรย ขณะมองการต่อสู้ที่ดูอันตรายขึ้นเรื่อยๆ เห็นทีจะต้องรีบห้ามก่อนที่ทั้งสองจะลืมตัว งัดทุกอย่างออกมาใช้จนโรงฝึกพัง ทว่าไม่ทันจะได้พูดต่อ ก็เกิดเสียงฉึกทึบพร้อมแสงสีเงินเป็นเส้นตรงพุ่งใส่คู่ที่กำลังโรมรันลืมตัว


         การต่อสู้หยุดชะงักลงทันที


         สายตาของสึกุโมะงามิทั้งหมดเบือนไปยังต้นเหตุของแสงเมื่อครู่


         “พอได้แล้ว ทั้งสองคนนั่นแหละ”


         เป็นยามัมบะกิริคุนิฮิโระที่ออกโรงห้ามทัพ แถมยังเป็นการห้ามแบบที่ได้ผลชะงัดสุดๆ เสียด้วย


         “คุนิฮิโระ! นี่เจ้าคิดจะฆ่าพวกข้ารึไง!” คะชูคิโยมิทสึโวยวายเสียงดัง ส่วนอิมาโนะสุรุงิก็ยืนร้องว่า “ใช่ๆ” สนับสนุนอยู่ข้างๆ


         คนถูกโวยวายใส่ไม่ตอบอะไรแต่เดินไปเก็บดาบของตนที่ปักคาผนังโรงฝึกเข้าฝักเงียบๆ แทน


         “นี่! อย่ามาเงียบใส่...”


         “เสียงดังโหวกเหวกอะไรกัน!”


         คำโวยวายสะดุดกลางคัน เสียงทุ้มต่อคุ้นหูทำให้คนมีชนักติดหลังตัวแข็งทื่อ


         เฮชิคิริฮาเซเบะที่เพิ่งมาถึงกวาดสายตาคมกริบไปรอบๆ ก่อนจะหยุดลงที่สึกุโมะงามิรุ่งริ่งสองตนตรงกลางห้อง ตาสีม่วงจางหรี่ลงเป็นเส้นเล็ก นั่นไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลย ส่วนสึกุโมะงามิมุงตนอื่นๆ ไม่รู้สลายกลุ่มหายตัวกันไปตั้งแต่เมื่อไหร่


         “พวกเจ้ามีอะไรจะแก้ตัวไหม คะชูคิโยมิทสึ อิมาโนะสุรุงิ” เสียงทุ้มต่อเหยียบเย็นเอ่ยขึ้นอีกครั้ง


         “คะชูเริ่มก่อนขอรับ” มีดสั้นร่างเล็กรีบพูด เวลาแบบนี้ใครพูดก่อนย่อมดูมีภาษีดีกว่า


         “หา! เจ้านั่นแหละที่เป็นฝ่ายเริ่ม!” คนถูกป้ายความผิดโวยกลับ “ไม่ใช่เจ้ารึงไง ที่เป็นฝ่ายพูดว่าข้าเป็นเด็กอมมือก่อนน่ะ!”


         “ข้าบอกว่าเจ้าทำตัวเป็นเด็กจริงๆ ต่างหากขอรับ” อิมาโนะสุรุงิโต้กลับอย่างไม่ยอมแพ้ “แต่คะชูไม่ยอมรับ แล้วก็ว่าข้าเป็นตาเฒ่าทารก”


         “ก็แล้วไม่จริงรึไง!”


         “ไม่จริงขอรับ!”


         “ดูเหมือนพวกเจ้าจะยังไม่สำนึกกันสินะ...”


         เฮชิคิริฮาเซเบะขัดขึ้นเป็นครั้งที่สาม สึกุโมะงามิที่ตั้งท่าจะเปิดศึกกันอีกรอบ ต่างก็รีบปิดปากฉับ ส่ายหน้าเร็วๆ ทันที ไม่ใช่ว่าเพราะอีกฝ่ายมีฝีมือมากกว่าหรืออะไร แต่...


         “ซ่อมโรงฝึก งดข้าวสามวัน คะชูไปดูแลม้าหนึ่งอาทิตย์ ส่วนอิมาโนะสุรุงิไปดูแลแปลงผัก”


         “.....ไม่นะ!!/ไม่เอานะขอรับ!!”


         สึกุโมะงามิที่เพิ่งหันดาบใส่กัน ร้องเสียงหลงทันที


         ซ่อมโรงฝึก งดข้าวสามวันยังพอทำใจได้ แต่ข้อสุดท้ายนั่น คิดจะฆ่ากันใช่ไหม!


         “งั้นให้งดออกรบหรือลาดตระเวนอีกสองอาทิตย์ดีไหม”


         “ดูแลม้าเถอะ! / ดูแลแปลงผักขอรับ!”


         ทั้งสองคนประสานเสียงกันอีกครั้ง ไม่มีอะไรแย่ไปกว่าการต้องอุดอู้อยู่ในฐานบัญชาการถึงครึ่งเดือนอีกแล้ว ปกติแล้วการจัดทัพลาดตระเวณ เป็นหน้าที่ของฮาจิสึกะโคเท็ตสึไม่ก็สึรุมารุคุนินางะ แต่ถ้าถึงเวลาที่ต้อง 'ลงโทษ' ทั้งสองตน ไม่สิ...ทั้งฐานบัญชาการนี้เลยละมั้ง ที่เลือกจะเชื่อฟังเฮชิคิริฮาเซเบะมากกว่า


         “งั้นก็ลงมือทำงานได้แล้ว แล้วก็คุนิฮิโระ...” เฮชิคิริฮาเซเบะเลื่อนสายตาไปมองท่านหัวหน้าหน่วยหลักด้วยใบหน้าเรียบเฉย แม้จะคิดไว้อยู่แล้วแต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายอยู่ในชุดวอร์มสีแดงอันเป็นชุดลำลองสำหรับทำงานอื่นๆ ในฐานทัพแล้ว ก็อดหงุดหงิดขึ้นมาไม่ได้อยู่ดี


         “อย่าให้ข้าต้องเอาเรื่องนี้ไปรายงานกับนายท่าน”


         พูดเพียงแค่นั้นก็หมุนตัวเดินจากไป รวดเร็วดั่งเช่นตอนมา ทิ้งให้คนถูกข่มขู่ยืนอึ้งอย่างรู้ดีแก่ใจว่าเรื่องนี้ที่ว่าคือเรื่องไหน


         พลัน หูของเขาก็สดับเสียงฮึเบาๆ มาจากทางหนึ่ง เมื่อหันไปก็เห็นรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้างดงามของมิกะสึกิมุเนจิกะ และดูเหมือนอีกฝ่ายจะรู้สึกตัวว่าถูกจับได้ กลีบปากงดงามจึงยกมุมสูงขึ้น


         “ขอโทษที ข้าไม่ได้ตั้งใจหัวเราะเยาะเจ้า”


         “ไม่เป็นไร ข้าชินแล้ว” ยามัมบะกิริคุนิฮิโระตอบปัดไม่ใส่ใจ ให้คนถูกปัดเป็นฝ่ายไม่สบอารมณ์เสียแทน


         “ทั้งหมดเป็นเพราะตาแก่นี่แท้ๆ เลย!” คะชูคิโยมิทสึพูดขึ้นทันทีที่เสียงฝีเท้าของเฮชิคิริฮาเซเบะขาดหายไป ทว่าตาแก่ในคราวนี้ไม่ได้หมายถึงอิมาโนะสุรุงิที่ยืนอยู่ข้างๆ แต่เป็นสึกุโมะงามิดาบในตระกูลซังโจอีกตนหนึ่งที่ยืนอยู่ในโรงฝึกด้วย หลักฐานยืนยันก็คือแววตาขุ่นเคืองจนเกือบจะเรียกได้ว่ากราดเกรี้ยวบนนัยน์ตาสีแดงของเจ้าตัวที่จ้องมิกะสึกิมุเนจิกะเขม็ง


         “คะชูคุง...” โชคุไดกิริมิทสึทาดะเรียกเสียงยาวอย่างอ่อนใจ


         “หมายความว่ายังไงน่ะ” คะเซ็นคาเนซาดะถามพลางขมวดคิ้วไม่เข้าใจ


         “ก็ถ้าหมอนี่ไม่มาอยู่ที่ครัว ข้าก็ไม่ต้องทะเลาะกับอิมาโนะสุรุงิ แล้วก็ไม่ต้องโดนฮาเซเบะคาดโทษแบบนี้ไง” เมื่อมีคนเปิดโอกาสให้อุทธรณ์ เจ้าตัวก็รีบพูดต่อ แววตาสีแดงขุ่นเคืองตวัดควับไปทางยามัมบะกิริคุนิฮิโระต่อ “จะว่าไป ไหนๆ เจ้าบอกว่าหมอนี่เป็นแขกไง แล้วทำไมถึงให้ไปอยู่ในครัวได้ล่ะ แขกก็อยู่ส่วนแขก นั่งๆ นอนๆ ทำตัวไร้ประโยชน์อยู่ในห้องไปสิ!”


         "คะชู เจ้าพูดแรงไปแล้วนะ" คะเซ็นคาเนซาดะปรามเสียงเข้ม เช่นเดียวกับโชคุไดกิริมิทสึทาดะที่เริ่มขมวดคิ้วบ้าง ทว่าคนโดนปรามกับเชิดหน้า ไม่ยอมลดให้ง่ายๆ


         ส่วนคนโดนเหวี่ยงนั้นยืนอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับง่ายๆ


         “ข้าขอโทษ”


         “เจ้า!!”


         ความจริงแล้ว คะชูคิโยมิทสึอยากได้คำขอโทษ อยากให้รู้สึกหงุดหงิดเสียบ้าง แต่ดันลืมนิสัยน่ารำคาญของอีกฝ่ายไปเสียสนิท ยิ่งบวกกับเหตุการณ์เมื่อคืนด้วยแล้ว คำขอโทษนี้จึงไม่ต่างอะไรจากน้ำมันกองใหญ่ที่สาดโครมให้ไฟโทสะยิ่งโหมลุก


         มือขาวเนียนทว่าสากแข็งกำแน่นจนลำแขนสั่นกึก คะชูคิโยมิทสึสูดหายใจลึก ยืดตัวขึ้น พร้อมยกมือชี้หน้าสึกุโมะงามิตรงหน้า


         “ข้าขอท้าดวลกับเจ้า!”


         “...ตกลง”


         คำประกาศกร้าวยังไม่ตกใจเท่าคำตอบรับที่เสียเวลาคิดไม่ถึงสองวินาทีด้วยซ้ำ


         พลันเสียงเฮก็ดังขึ้นพร้อมเสียงวิ่งที่ด้านนอกโรงฝึก ดูท่าทางพอเฮชิคิริฮาเซเบะเดินกลับไป สึกุโมะงามิมุงก็กลับมามุงกันอย่างเงียบๆ หลังกำแพงต่อ


         คะเซ็นคาเนซาดะกับโชคุไดกิริมิทสึทาดะถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาพร้อมกัน


         “แต่ต้องหลังจากที่ยัยนั่นฟื้นพลังเต็มที่” ยามัมบะกิริคุนิฮิโระยื่นข้อเสนอต่อ ไม่ใส่ใจปฏิกิริยารอบตัว


         ถึงจะอยากซัดกันตอนนี้ เดี๋ยวนี้เลยมากกว่า แต่ผู้เป็นเจ้านายต้องมาก่อนเสมอ คะชูคิโยมิทสึจึงยอมรับเงื่อนไขนั่นอย่างไม่อิดออด


         “จะดีรึ”


         มิกะสึกิมุเนจิกะที่ยืนเงียบมานานเปรยขึ้นอย่างไม่แน่ใจเท่าไหร่นัก กับการขอท้าดวลแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยเช่นนี้ และจากเหตุการณ์เมื่อครู่ ตนค่อนข้างแน่ใจว่าดาบที่ใช้ในการดวล ไม่น่าจะใช่ดาบไม้เป็นแน่ ระหว่างนั้นคาเซ็นคาเนซาดะก็เริ่มเปิดปาฐกถาว่าด้วยเรื่องการควบคุมอารมณ์อย่างงดงามให้กับยามัมบะกิริคุนิฮิโระที่ถูกดึงผ้าคลุมเอาไว้ และคะชูคิโยมิทสึที่ถูกยึดดาบประจำตัวไป ทำให้ทั้งสองเดินหนีไปไหนไม่ได้ จำต้องยืนฟังไปเรื่อยๆ เท่านั้น ส่วนอิมาโนะสุรุงินั้นไม่รู้ว่าหนีออกจากโรงฝึกไปตั้งแต่เมื่อไหร่


         “เรื่องปกติน่ะ” โชคุไดกิริมิทสึทาดะยิ้มเจื่อน “ไม่ใช่แค่สองคนนี้หรอก คนที่นี่ส่วนใหญ่ ถ้าทะเลาะกัน แล้วหาทางลงไม่ได้ ก็มักจะใช้วิธีท้าดวลกันเสมอ ประมาณว่าพอหมดแรงข้าวต้ม สมองก็ปลอดโปร่ง เรื่องรำคาญใจก็ปลิวหายไปด้วย”


         “แล้วคนทรง...” มิกะสึกิมุเนจิกะเว้นไปเป็นคำถาม คนทรงที่พลังวิญญาณน้อยเช่นนั้น ถ้าจะต้องคอยซ่อมแซมร่างเนื้อด้วยสาเหตุที่ดูไม่เป็นเรื่องเช่นนี้ คงไม่ต้องเป็นลมแล้วฟื้นวันต่อวันเลยหรืออย่างไร


         “อ๋อ ไม่ต้องห่วงหรอก ถ้าเป็นเรื่องนี้ล่ะก็ นายท่านค่อนข้างถนัดทีเดียว”


         สึกุโมะงามิดาบในตำนานมองรอยยิ้มของคนตอบอย่างไม่เข้าใจสักนิด ปกติแล้ว ไม่ว่าจะมนุษย์หรือสิ่งใดๆ หากมีเป้าหมายเดียวกันก็ควรสนิทสนมกัน ไม่ใช่ท้าตีกันเป็น ‘ปกติ’


         ระหว่างที่หลับไป โลกภายนอกเปลี่ยนไปถึงขนาดนี้เชียวหรือ


         “เอาเป็นว่า” คะเซ็นคาเนซาดะเสียงดังขึ้น ให้สึกุโมะงามิที่กำลังคุยกันหันไปมอง และพบว่าการปาฐกถาได้จบลงเรียบร้อยแล้ว


         “คุนิฮิโระ เจ้าช่วยอยู่เฉยๆ ในห้องหรือที่ไหนก็ได้ แต่ห้ามออกแรงเด็ดขาด ถ้าเจ้ายังดื้ออีกละก็ ข้าจะจับเจ้ามัดขึงกับต้นไม้จนกว่าแผลเจ้าจะหายดี”


         “เดี๋ย...”


         “เอาล่ะ ที่เหลือก็แยกย้ายกลับไปทำงานกันต่อได้แล้ว” คะเซ็นคาเนซาดะตบมือสองครั้งแล้วเดินออกจากโรงฝึก โดยไม่หยุดรอฟังคำทัดทานจากสึกุโมะงามิที่ถูกขู่ว่าจะมัดขึงกับต้นไม้ ตามด้วยคะชูคิโยมิทสึที่เดินบ่นเป็นหมีกินผึ้งออกไป


         “งั้นก็พอดีเลย ทำไมคุนิฮิโระไม่อยู่เป็นเพื่อนท่านมิกะสึกิล่ะ งานในครัวไม่มีอะไรแล้ว ให้ท่านมิกะสึกิไปพักเลยก็ได้  จริงสิ ถือว่าพักดื่มชายามบ่ายเลยยังไงล่ะ เดี๋ยวข้าชงชาให้ดีไหม”


         “เดี๋ยว...”


         “ดี รบกวนเจ้าด้วย”


         คำค้านถูกขัดเป็นครั้งที่สอง ร่างในผ้าคลุมเหลียวมองคนตอบรับอย่างไม่เข้าใจ การนั่งดื่มชากับดาบอย่างเขามันดูน่าสนุกตรงไหนกัน


         “งั้นเดี๋ยวจะยกไปให้นะ”


         พูดจบก็เดินไป ปล่อยให้ยามัมบะกิริคุนิฮิโระยกมือค้างแบบค้านไม่ทัน


         “เช่นนั้น พวกเราก็ไปกันเลยดีไหม ข้ายังจำห้องหับของที่นี่ได้ไม่หมด คงต้องให้เจ้านำทางแล้วละ ยามัมบะกิริคุนิฮิโระ”


         สึกุโมะงามิใต้ผ้าคลุมขะมุกขะมอมหันไปมองรอยยิ้มบางงดงามของมิกะสึกิมุเนจิกะด้วยความรู้สึกสับสน จนถึงเมื่อครู่เขายังจับเค้าความไม่พอใจจากอีกฝ่ายได้ แล้วทำไมจู่ๆ เค้าไอเหล่านั้นถึงได้เหมือนจะหายไปจนหมดแบบนี้ หรือเพราะได้เห็นการดวลดาบ อารมณ์ก็เลยดีขึ้นกันแน่


         “มีอะไรรึ ยามัมบะกิริคุนิฮิโระ”


         สึกุโมะงามิที่เผลอปล่อยความคิดลอยไปไกลยกมือดึงฮู้ดของตนลงตามนิสัย ก่อนตอบสั้นว่าไม่เป็นไรแล้วค่อยหมุนตัวเดินนำทางไปเงียบๆ พร้อมกับความสงสัยในใจ


         ห้าดาบในตำนานนี่ เข้าใจยากแบบนี้ทุกตนเลยรึเปล่านะ
 
 
 
 
 
 
☾. ・* ・. ・* ・. ・* ・. ・* ・. ・* ・. ・* ・. ・* ・. ・* ・. ・* ・.☽
 
- ขอโทษที่มาช้าค่ะ มรสุมชีวิตอีกแล้ว O<-<
- พิมพ์จบก็เอามาลงเลย ไม่ได้เช็กคำผิด เห็นตรงไหน ติ ท้วง ติง บอกมาได้เลยนะคะ Orz
 
- จนถึงตอนนี้ บางครั้งก็ยังยังลังเลว่าจะใช้ลักษณะนามเรียก เล่ม หรือ ตน ดี = w=)"
- เขียนๆ ไปก็รู้สึกว่า จริงๆ ทุกคนในฮงมารุนี้ก็ดื้อกันหมด แค่แสดงออกมากน้อยแค่ไหนเท่านั้น /หัวดื้อหนักๆ อีกคนก็คุริจัง /หัวเราะก๊าก //โดนเสียบพุงทะลุ
 
 
ขอบคุณสำหรับคอมเมนท์ในเอนทรี่ย์ก่อนด้วยนะคะ °˖✧◝(⁰▿⁰)◜✧˖°
 
 
ตอบคอมเมนท์
 
@Windy_pure : /ตกใจ ( ; [];)! รู้สึกเป็นเกียรติ(?)มากๆเลยค่ะ และต้องขอโทษด้วยค่ะที่ลงช้ามากถึงมากที่สุด T_T
@fukaze : ขอบคุณที่หลงเข้ามาอ่านนะคะ ( >w<)/ เราหมั่นไส้เพราะหน้ากากยิ้มของปู่นี่แหละค่ะ 5555+
@loss : ยังค่ะ กว่าปู่จะกลายร่างเป็นลาสบอส(?)ต้องใช้เวลาอีกหน่อย #เอ๊ะ // ใช่แล้วค่ะ ในครัวยังมีมิทจัง(?)คอยดูแลอยู่ เพราะงั้นสบายใจได้ ( >w<)b ส่วนเรื่องดราม่าคู่ชิปที่ไปเจอมา ก็คู่นี้+สึรุอิจิน่ะค่ะ ที่ญี่ปุ่นถือว่าเรือค่อนข้างใหญ่อยู่ เลยโดนเยอะเป็นปกติ ^^"
 
 
อีกนิดไม่เกี่ยวกับฟิค
- Exteen เริ่มปรับนั่นนี่ บั๊กเลยโผล่เพียบ ที่แย่ที่สุดคือฟอนท์ในกล่องพิมพ์เอนทรี่ย์นี่ตัวเล็กมาก ต้องนั่งเพ่ง (= . =) พิมพ์ ไม่เห็นใจคนแ..แค่กส์ คนสายตาไม่ดีบ้างเลย
- เอาระบบ tag ชื่อออกเรอะ...
- มีการจำกัดคำด้วย ทั้งที่เมื่อก่อนมันพิมพ์ได้ไม่จำกัดรึเปล่า /แต่ก็ยังไม่เคยโดนตัดมาก่อนหรอกนะ

Comment

Comment:

Tweet

ย ยามัมบะคุงแบบนั้นไม่ได้เรียกว่าบาดแผลเล็กน้อยแล้วนะคะ นั้นน่ะเรียกว่าแผลที่โคตรจะใหญเลยนะไปนั่งเล่นจิบชาอยู่นิ่งเป็นเพื่อนปู่มิกไปเถอะคะ อย่าทำให้ท่านซาวินะต้องร้องไห้เลยนะคะ ปปู่มิกะสึกินี่พอโดนยามัมบะคุงเมินถึงกับหงุดหงิดเลยเหรอคะ แต่เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนรู้สึกชักอยากที่จะสนใจว่าต้อนเหตุที่ก่อให้เกิดเรื่องนี้คืออะไรมากกว่านะคะ ในครัวจะต้องเกิดเรื่องอะไรแปลกๆแหงถึงคะชูจะขี้หงุดหงิดง่าย หลงตัวเอง และความงดงามจึงไม่น่าจะเป็นฝ่ายมีเรื่องกับใครง่าย(มั้ง?) ....ปู่มิกะสึกิก็ขอโทษง่ายๆเกินไปด้วยเรื่องนี้จะต้องมีสาเหตุแหง

ดีใจที่ห้องครัวของฮงมารุยังไม่พัง ดาบทุกเล่มยังไม่มีใครต้องเอาเข้าโรงซ่อม ถือว่าคะชูกับยามะคุงมีความดีความชอบนิดๆสินะคะ (อาหารของปู่น่ากลัวจริงๆนะ)

เอ็กทีนเปลี่ยนระบบใหม่ เกิดอาการต๊องมากขึ้นเยอะเลยล่ะคะ มากสุดคงเรื่องฟอร์นเพราะเราแทบต้องซูมอ่านเลยทีเดียว เห็นใจคนสายตาไม่ดีบ้างสิ

#2 By loss on 2015-10-15 22:42

มาแล้ว TvT  ขอบคุณมากๆเลยค่ะ  ตอนนี้แสดงออกถึงความดื้อของมันบะคุงอย่างดีเลย  ทำไมน้องไม่พักอยู่เฉยๆอีกล่ะคะ!  แล้วตอนนี้นี่แสดงออกมาเลยว่าปู่ค่อนข้างจะสนใจมันบะคุงสุดๆ  อันที่จริงก็คงตั้งแต่เดินตามน้องไปบ่อน้ำแล้วมั้ง  แต่อย่างนี้ก็สรุปว่าคนที่ทำน้องเจ็บตัวก็ปู่สิคะ  ไม่ได้นะ!  ให้ปู่มารับผิดชอบเลยค่ะ =.=

#1 By Windy_pure on 2015-10-15 12:00