[Fic] 刀剣乱舞 : Mikatsuki x Yamanba 10

posted on 02 Nov 2015 21:28 by foundation directory Fiction
Fandom : Touken Ranbu 
Gerne : PG
Pairing : มิกะสึกิมุเนจิกะ x ยามัมบกิริคุนิฮิโระ
Summary : ในที่สุด!!(?)

Warning : 
  • เรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการ โดยนำคาร์แรกเตอร์และข้อมูลส่วนหนึ่งมาจาก Browser Game Touken Ranbu
  • เนื่องจากเป็นฟิคชั่นและความเรื่องมากของคนเขียน(....) ทำให้ มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ/ระบบในเกม ให้เหมาะสมกับเวอร์ชั่นนิยาย ท่านที่แวะเข้ามาท่านใดที่ไม่ชอบ ไม่ถูกกับการปรับเปลี่ยน เปลี่ยนแปลงเหล่านี้ จขบ.ขอแนะนำให้ท่านปิดหน้านี้
  • คนเขียนได้แปลคำว่า ซานิวะ (審神者) เป็นคำว่า คนทรง
  • อย่าถามหาความหวานมุ้งมิ้งคิกคัก(?)ในฟิคเรื่องนี้ เพราะคนเขียนก็ยังหาไม่เจอ...
 

 
X
 
         เพราะข้าเป็นของเลียนแบบงั้นรึ...


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระเฝ้าถามตัวเองเป็นครั้งที่ร้อยกว่าขณะที่สายตาจดจ้องกระดานโชกิตรงหน้า ความเงียบกระจายเต็มห้องทว่าไม่ได้สร้างความอึดอัดให้เขาอย่างที่คิดว่าจะเป็น ซึ่งอาจเป็นเพราะมีเสียงแหลมๆ ของพวกมีดสั้นจากนอกห้องดังลอยเข้ามา


         ถึงอย่างนั้นก็เถอะ...


         นัยน์ตาสีเขียวอมฟ้าเหลือบมองสึกุโมะงามิที่นั่งประชันหน้ากับตนด้วยความรู้สึกประหลาด ในหัวของเขาเต็มไปด้วยคำถามว่าทำไม ทำไมอีกฝ่ายถึงทำตามข้อเสนอของโชคุไดกิริมิทสึทาดะ ทำไมถึงนั่งดื่มชากับเขา และแม้จะมีใครบางคนวางกระดานโชกิเอาไว้ในห้องนี้ แต่ทำไมอีกฝ่ายถึงออกปากชวนเขาเล่นโชกิ ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่เคยเล่นมาก่อน สุดท้ายเลยกลายเป็นว่าเขาต้องสอนอีกฝ่ายเล่นแทน
ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจ หรือเพราะเขาเป็นของเลียนแบบ...


         “อืม...เช่นนี้เองรึ”


         เสียงทุ้มต่ำงึมงำทำให้ยามัมบะกิริคุนิฮิโระหยุดความคิดของตัวเอง และให้ความสนใจกับการเดินหมากของสึกุโมะงามิตรงหน้าแทน


         เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายตัดสินใจเดินหมากอย่างไร ผู้เป็นคนสอนก็อดนิ่งและนึกชื่นชมไม่ได้ เพราะนอกจากจะไม่รีบบุกเข้ามาในจุดที่เขาจงใจสร้างขึ้นแล้ว ยังเลือกเดินหมากตาที่ทำให้คู่ต่อสู้ต้องหยุดคิดไป


         สำหรับคนที่เพิ่งเล่นได้เพียงสิบกว่ากระดาน นับว่าเป็นพัฒนาการที่น่ากลัว...ไม่สิ อย่างไรเสียอีกฝ่ายก็เป็นถึงหนึ่งในห้าดาบในตำนาน ความสามารถในการเรียนรู้ระดับนี้ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจสักนิด


         “มานั่งเป็นเพื่อนคนแก่เช่นข้า รู้สึกเบื่อบ้างไหม ยามัมบะกิริคุนิฮิโระ”


         เจ้าของชื่อสะดุ้งเบาๆ ประโยคที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นบทสนทนาประโยคแรก เพราะก่อนหน้านี้นับตั้งแต่มาถึงห้องนี้คำพูดที่ออกจากปากอีกฝ่ายมีแต่คำชักชวน ทั้งโชกิ ทั้งน้ำชาที่มิทสึทาดะยกมาให้ แถมทุกคำถามก็เป็นการพูดเปรยแล้วลงมือทำ ไม่ใช่การถามความเห็นว่าเขาอยากทำหรือไม่ก่อน ดังนั้นตั้งแต่ออกจากโรงฝึกจนถึงตอนนี้ ยามัมบะกิริคุนิฮิโระจึงไม่ได้พูดหรือส่งเสียงอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว


         “ไม่นี่”


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระตอบเสียงแหบแห้ง รู้สึกได้ถึงความสากระคายในลำคอจึงยกน้ำชาข้างตัวที่เย็นชืดไปนานแล้วขึ้นจิบ เป็นการตัดบทว่าตนไม่คิดจะพูดอะไรมากไปกว่านั้น


         ทว่ามิกะสึกิมุเนจิกะคงไม่ได้คิดเช่นนั้น


         “ชุดนั่น สำหรับทำงานในฐานบัญชาการใช่หรือไม่”


         “...ใช่”


         ถึงจะไม่อยากตอบแต่ก็ทำไม่ได้ ร่างใต้ผ้าคลุมรู้ดีว่าของเลียนแบบเช่นตนไม่มีสิทธิเมินคำถามเจาะจงจากสึกุโมะงามิดาบเลื่องชื่อ


         ทำไมพวกมีดสั้นถึงไม่มาเล่นแถวนี้นะ


         ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัว ถึงจะรู้สึกผิดกับพวกมีดสั้นแต่ตอนนี้เขาอยากลุกหนีไปจากที่ตรงนี้จริงๆ


         “ไม่เกะกะรึ”


         “...ไม่” ยามัมบะกิริคุนิฮิโระตอบสั้นอีกครั้ง ก่อนจะขยับหมากขึ้นรุกฆาต


         “เจ้าเล่นโชกิเก่งจริงๆ” มิกะสึกิมุเนจิกะเอ่ยชมอย่างจริงใจ ทั้งที่เป็นสึกุโมะงามิแต่กลับเข้าใจและเล่นเกมกระดานของมนุษย์ได้ดีเยี่ยม


         “...มีอีกหลายตนที่เล่นเก่งกว่าข้า”


         “คนทรงสอนให้รึ” เมื่อเห็นว่าร่างใต้ผ้าคลุมยอมโต้ตอบมากกว่าคำตอบรับและปฏิเสธ คนถามก็ถามต่อด้วยไม่อยากให้บทสนทนาขาดตอน


         คราวนี้ยามัมบะกิริคุนิฮิโระกลับเงียบไปนานก่อนจะตอบสั้นๆ เพียง “ไม่ใช่” แล้วลงมือเก็บหมากบนกระดาน


         หนึ่งในสึกุโมะงามิของดาบตระกูลซังโจหรี่ตาลงเล็กน้อย แม้น้ำเสียงที่อีกฝ่ายใช้จะราบเรียบไร้อารมณ์จนน่าหงุดหงิดเช่นทุกครั้ง แต่ตนก็จับเค้าไอความกราดเกรี้ยวของพลังวิญญาณจากร่างตรงหน้าได้ แม้จะเพียงชั่วพริบตาก็ตาม


         “เล่นกับข้าอีกสักกระดานเป็นอย่างไร ยามัมบะกิริคุนิฮิโระ”


         มือที่กำลังเก็บหมากชะงักกึก และเช่นเดิมที่มิกะสึกิมุเนจิกะไม่รอคำตอบ แต่เริ่มเรียงหมากฝั่งตนในตำแหน่งเริ่มต้นเงียบๆ


         “แต่ถ้าเจ้าเบื่อที่จะเล่นกับคนแก่อย่างข้าแล้วก็ไม่เป็นไร”


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระมองการกระทำที่ตรงข้ามกับคำพูดแบบคนละทิศแล้วถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะหยิบหมากที่เก็บไปแล้วขึ้นมาเรียงใหม่


         “ถ้าเจ้าชอบโชกิ ลองคุยกับคะเซ็นดู เจ้านั่นคงสอนได้ดีกว่าข้า”


         เพราะฮู้ดที่ถูกดึงต่ำเกือบครึ่งใบหน้า ทำให้คนพูดไม่เห็นสีหน้าประหลาดใจและรอยยิ้มที่ผุดตรงมุมปากคนฟัง


         มิกะสึกิมุเนจิกะตอบว่า “งั้นรึ” สั้นๆ แล้วเงียบไปพักหนึ่ง รอให้สึกุโมะงามิตรงหน้าเรียงหมากจนเสร็จแล้วจึงพูดขึ้น


         “เรามาเดิมพันแก้เบื่อกันหน่อยไหม”


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระชะงักไปอีกครั้ง ความสงสัยทำให้เขาเผลอเงยหน้าขึ้น แต่ก็ไม่มากพอที่จะทำให้ผู้เฝ้ามองเห็นใบหน้าใต้ผ้าคลุมได้ชัดเจนอยู่ดี


         “ผู้แพ้จะต้องตอบคำถามของผู้ชนะ แน่นอนว่าห้ามโกหกเด็ดขาด”


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระถอนหายใจหนักและยาว เขาแทบไม่จำเป็นต้องเดาเลยว่าทำไมมิกะสึกิมุเนจิกะถึงได้คิดข้อเดิมพันนี้ขึ้นมา


         ช่างเป็นดาบที่ดื้อด้านจริงๆ


         “ทำไม...”


         ทำไมถึงได้ติดใจเรื่องของเขาถึงขนาดนั้น


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระหยุดคำถามกลางคัน ส่วนหนึ่งรู้สึกเปล่าประโยชน์ อีกส่วนคือเขาไม่ได้อยากรู้ถึงขนาดนั้น


         “หรืออยากเดิมพันมากกว่านั้น?”


         “ไม่ใช่” คนถูกเร่งตอบปัดเกือบจะทันทีที่ได้ยินคำถาม แม้จะมั่นใจว่าตัวเองไม่มีทางแพ้คนเพิ่งเล่นโชกิได้ไม่ถึงหนึ่งวัน แต่ยามัมบะกิริคุนิฮิโระก็ไม่อยากได้ยินเงื่อนไขที่น่าจะทำให้ปวดหัวยิ่งกว่าเดิม


         ตาสีเขียวอมฟ้ามองตัวหมากที่เรียงเรียบร้อยบนกระดานฝั่งตรงข้ามอย่างเหนื่อยใจ


         จะเรียกว่าบังคับก็ไม่ใช่ แต่จะบอกว่าให้เขาเลือกได้ก็ไม่ถูกอีกเช่นกัน


         ดาบในตำนานนี่ช่าง...


         ร่างใต้ผ้าคลุมขะมุกขะมอมถอนหายใจเป็นครั้งที่สาม แล้วหยิบหมากที่เก็บไปแล้วขึ้นมาเรียงแทนคำตอบ
 
 
 
--------------------------------------------------
 


         มิกะสึกิมุเนจิกะบรรจงวางหมากลงตำแหน่งที่ตนคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ด้วยรอยยิ้มบางของความยินดี ดวงตาสีเข้มมองคู่มือที่ก้มหน้าต่ำเสียจนขอบผ้าคลุมนั้นบดบังใบหน้าทั้งหมด ก่อนจะขยายมุมมองของตนให้กว้างขึ้นเพื่อมองสองแขนของสึกุโมะงามิที่ค้ำยันกับเข่า มันสั่นเล็กน้อย...น้อยอย่างที่ถ้าไม่สังเกตก็คงไม่เห็น


         ยิ่งเห็นเช่นนั้น ความยินดีก็เหมือนจะพองโตคับอก รอยยิ้มผลิกว้างขึ้นก่อนส่งเสียงถามด้วยน้ำเสียงสดใส


         “สรุปว่าข้าชนะสินะ”


         แม้จะมองไม่เห็นสีหน้าแต่สึกุโมะงามิตระกูลซังโจก็รู้ชัดว่าร่างที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุมนั้นกำลังเจ็บใจอย่างที่สุด การถูกลูกศิษย์ที่สอนกับมือ ไล่ต้อนจนหมดท่าโดยกว่าจะรู้ตัวก็สายเกินแก้นั้น ไม่ว่าจะเทพหรือมนุษย์ ย่อมไม่มีทางไม่รู้สึกอะไร


         ดวงตาสีเขียวอมฟ้ามองตัวหมากที่เพิ่งตัดสินแพ้ชนะในเกมนี้ด้วยอาการนิ่งอึ้ง ขณะที่พยายามมองหาทางออกจากแผนล้อมจับขุนมิกะสึกิมุเนจิกะ ทว่ายิ่งทบทวนก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองช่างอ่อนหัดที่ปล่อยให้อีกฝ่ายล่อลวงจนเผลอติดกับเข้าเต็มเปาเช่นนี้


         สองมือที่วางอยู่เหนือเข่ากำหมัดแน่น ยามัมบะกิริคุนิฮิโระไม่อยากยอมแพ้ แน่นอนว่าส่วนหนึ่งก็เพราะไม่อยากตอบคำถาม อีกส่วนหนึ่งคือศักดิ์ศรีในฐานะที่เป็นผู้สอน ซ้ำยังเป็นการสอนไม่ถึงสิบกระดานดีด้วยซ้ำ แต่กลับโดนต้อนจนหมดท่า...


         เพราะเขาเป็นของเลียนแบบอย่างนั้นสินะ...


         ไม่ว่าจะเรื่องฝีมือหรือโชกิ ก็ไม่มีทางสู้ดาบที่มีเพียงหนึ่งเดียวได้


         “...ข้าแพ้แล้ว”


         แต่แม้จะเจ็บใจมากเพียงใด ยามัมบะกิริคุนิฮิโระก็ยอมประกาศความพ่ายแพ้ของตัวเองออกมา


         “...กระดานก่อนนี้ เจ้าออมมือให้ข้าสินะ” ร่างใต้ผ้าคลุมขะมุกขะมอมถามโดยที่สายตายังจับจ้องอยู่ที่หมากบนกระดาน


         “ไม่ใช่เลย” มิกะสึกิมุเนจิกะตอบยิ้มๆ มองสึกุโมะงามิตรงหน้าที่ก้มหน้าก้มตาทบทวนเกมที่เพิ่งจบไป เริ่มเข้าใจขึ้นมาว่าทำไมคนทรงถึงให้ดาบเล่มนี้เป็นหัวหน้าหน่วยหลัก ทั้งที่มีดาบอีกหลายเล่มที่มีคุณสมบัติดีกว่า


         “คำถามล่ะ”


         คนถูกถามกะพริบตาปริบ ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ กลายเป็นคนถามเองที่เป็นฝ่ายงงว่าตัวเองพูดอะไรผิดรึเปล่า


         “มีอะไรน่าขัน”


         “เจ้าดูร้อนรน จนอดคิดไม่ได้ว่าเจ้ากำลังกลัวข้า”


         “ข้าไม่ได้กลัว” ยามัมบะกิริคุนิฮิโระโต้แม้จะรู้ว่าแท้จริงแล้วตัวเองเป็นกังวลแค่ไหน เพราะนอกจากคำถามเรื่องผ้าคลุมนี่แล้ว เขาก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะสงสัยเรื่องใดอีก


         “งั้นเจ้าก็คงบอกสาเหตุที่ทำให้เจ้าซ่อนตัวอยู่ใต้ผ้าคลุมสกปรกเช่นนี้ให้ข้าฟังได้”


         ผิดจากที่คิดเสียเมื่อไหร่...


         “ข้าไม่ต้องการให้ผู้ใดมองข้า” ร่างใต้ผ้าคลุมตอบพลางเก็บตัวหมากลงโถเก็บ และนึกขึ้นได้ว่าตัวเองยังไม่ได้แนะนำตัวอย่างจริงจังกับสึกุโมะงามิตรงหน้า ความขุ่นเคืองที่ถูกตื้อถามเอาเรื่องที่คล้ายปมในใจจึงค่อยคลายลง


         “นามของข้าคือยามัมบะกิริคุนิฮิโระ เป็นดาบที่ถูกสร้างขึ้นเลียนแบบยามัมบะกิริของท่านนางาโยชิ โจงิ ดังนั้นตัวตนของข้าที่ปรากฏคือรูปลักษณ์ที่เลียนแบบยามัมบะกิริ”


         มิกะสึกิมุเนจิกะเข้าใจได้ในทันที


         เพราะเช่นนั้น จึงได้รังเกียจสายตาที่จ้องมอง รังเกียจคำพูดอันเอื้อนเอ่ยถึงดาบอีกเล่ม ไม่ต่างจากการถูกปฏิเสธการคงอยู่ของตนเอง


         “เพราะเหตุนี้ ทุกคนที่อยู่ที่นี่จึงเรียกเจ้าว่าคุนิฮิโระสินะ”


         ฝาไม้ของโถใบเล็กซึ่งเก็บหมากถูกปิดลง


         ขอบผ้าสีขาวขะมุกขะมอมยกสูงขึ้นในขณะที่มิกะสึกิมุเนจิกะคิดว่ามันคงจะหยุดให้เห็นเพียงริมฝีปากของอีกฝ่ายอย่างที่ผ่านมา ทว่าขอบนั้นกลับยกสูงขึ้น...เปิดให้เห็นนัยน์ตาสีเขียวอมฟ้าที่มักจะซ่อนอยู่ด้านหลัง


         คมกริบ หนักแน่น และ...หยิ่งทะนง


         “แม้จะเป็นของที่ทำเลียนแบบ แต่ข้าคือดาบที่ดีที่สุดเพียงหนึ่งเดียวของท่านโฮริคาวะ คุนิฮิโระ”


         คำประกาศนั้นเต็มไปด้วยความภาคภูมิในตัวผู้สร้าง ไม่เพียงแต่น้ำเสียงที่ยืนยันความคิดนั้น แต่ยังรวมถึงพลังวิญญาณที่ดุดันทว่าสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด ที่เล็ดลอดออกมาจากร่างตรงหน้าด้วย


         ความรู้สึกเย็นวาบไต่จากสันหลังขึ้นไปถึงลำคอของสึกุโมะงามิดาบอายุร่วมสองพันปี ก่อนจะเปลี่ยนความเยียบเย็นนั้นเป็นความร้อนรุ่มประหลาด พลัน ความรู้สึกเฉยชาที่เกาะติดจิตใจมาตั้งแต่ลืมตาตื่นก็เลือนหายราวกับถูกพลังวิญญาณดุดันนั้นพัดปลิว


         ช่าง...อวดดี


         กระนั้นมุมปากงดงามกลับกระตุกเป็นรอยยิ้มโดยที่มิกะสึกิมุเนจิกะไม่ทันรู้ตัว


         แล้ววินาทีต่อมา ขอบผ้าคลุมสกปรกก็เลื่อนต่ำ ปกปิดนัยน์ตาสีเขียวอมฟ้านั้นอีกครั้ง พร้อมกับกระแสพลังวิญญาณถูกกดให้กลับเข้าไปในร่างอีกครั้ง และเพราะภาพเบื้องหน้าถูกบดบังด้วยผืนผ้าอีกครั้ง ยามัมบะกิริคุนิฮิโระจึงไม่เห็นว่าอีกฝ่ายมุ่นหัวคิ้วเข้าหากันราวกับไม่พอใจอะไรบางอย่าง


         “พอใจแล้วใช่ไหม”


         “เรื่องอะไร” คำถามกลับสั้นห้วน แม้จะไม่เห็นสีหน้าแต่ยามัมบะกิริคุนิฮิโระก็รับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายกำลังไม่พอใจ ซึ่งก็คงเป็นเพราะเห็นว่าของเลียนแบบอย่างเขาไม่เจียมตัว กล้าเงยหน้าสบตาสึกุโมะงามิของหนึ่งในห้าดาบในตำนาน


         เอาเถอะ ก็ใช่ว่าจะชอบหน้ากันมาตั้งแต่แรก


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระตัดบทกับตัวเอง ไม่ตอบคำถามย้อนของอีกฝ่ายแล้วยกโถเก็บตัวหมากวางบนกระดาน จังหวะนั้นเอง...


         ...เพียงเสี้ยวจังหวะนั้นเอง...


         วิสัยทัศน์ที่ถูกบดบังเสียครึ่งหนึ่งพลันเปิดกว้าง สายตารับรู้ถึงแสงสว่างจัดจ้ายามบ่าย หูสดับเสียงพูดคุยวุ่นวายที่อยู่ไกลออกไปได้ชัดขึ้น


         เสี้ยววินาทีนั้นเองที่นัยน์ตาสีเขียวอมฟ้าเลื่อนขึ้นด้วยความตกใจ


         ...ก่อนจะถูกตรึงไว้ด้วยดวงตาสีราตรีและจันทร์เสี้ยวอันงดงาม

 
 
 
 
 
 
☾. ・* ・. ・* ・. ・* ・. ・* ・. ・* ・. ・* ・. ・* ・. ・* ・. ・* ・.☽
 
- /ยืดอกรับบาทาคนอ่านที่ตัดตรงนี้
- มีคำผิด สะกดผิดอะไรตรงไหน แจ้งได้เลยนะคะ
- เขียนมา 10 ตอน เพิ่งนึกได้ว่าไม่ได้เขียนคำเตือน /เอาคอพาดบนเขียง
- เริ่มคิดว่า หรือจะกลับไปใช้ทับศัพท์คำว่าคนทรงเป็น ซานิวะ ดี = w=)
 
 
ขอบคุณที่อ่านจนมาถึงบรรทัดนี้ค่ะ °˖✧◝(⁰▿⁰)◜✧˖°
 
โซนตอบคอมเมนท์
@Windy_pure : ปู่แก่แล้ว บางทีก็ต้องการเวลาติดเครื่องน่ะค่ะ (U///U) #เอ๊ะ?
@loss : คงได้แต่ภาวนาให้ปรับแก้เรื่องฟอนท์เร็วๆ ล่ะค่ะ T^T

Comment

Comment:

Tweet

ฮือออ ชอบคู่นี้มากๆเลยค่ะ มาตกหลุมคู่นี้เอาฟิคนี้ล่ะค่ะ ตั้งใจจะหาประวัติยามัมบะเฉยๆแท้ๆ/ซับ

รอติดตามอ่านตอนต่อไปอยู่นะคะ!

#4 By Mei (183.88.74.23) on 2015-11-11 15:22

ปู่!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!    ทำได้ดีมากค่ะ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

โอ๊ย  คำบรรยายชัดเจนจนมองเห็นภาพเลยค่ะ  ปู่!!!!!!!!!!!!  ท่านปู่!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

ตอนนี้ไม่รู้จะเม้นอะไรนอกจากจะบอกว่าฟินค่ะ  ฟินมากกกกกกกกกกก  ปู่รุกน้องแล้ว >O<  

#3 By Windy_pure on 2015-11-03 23:46

ใช่คำว่าคนทรงก็ดีแล้วล่ะคะไม่ต้อเปลี่ยนหรอกคะ อ่านง่ายดี

ปู่รุกยามัมบะแล้วอ่ะ เฮ้อ....ยามัมบะตอนที่เงยหน้าขึ้นมาสบตาสายตาปู่นั้นช่างเท่ และงดงามบาดใจมากๆๆไปเลยอ่ะ

#2 By loss on 2015-11-03 23:41

ปู่~~~~~~~!!!!!!!!!!!

ปู่รุกคุณหลานแย้ววววววว แงงงงงงงงงงงงง

น่ารักๆๆๆๆๆๆๆ โอ๊ยย ตายๆๆๆๆ หมั่นไส้คนมั่นหน้าอะ แต่...แอร๊ยยยยยยยยย

สู้ๆนะขุ่นปู่~~~~~~~~

#1 By fukaze on 2015-11-03 19:48