[Fic] 刀剣乱舞 : Mikatsuki x Yamanba 12

posted on 11 Jan 2016 10:23 by foundation directory Fiction
Fandom : Touken Ranbu 
Gerne : PG
Pairing : มิกะสึกิมุเนจิกะ x ยามัมบกิริคุนิฮิโระ
Summary : ปู่นี่เข้าใจยากจริงๆ

Warning : 
  • เรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการ โดยนำคาร์แรกเตอร์และข้อมูลส่วนหนึ่งมาจาก Browser Game Touken Ranbu
  • เนื่องจากเป็นฟิคชั่นและความเรื่องมากของคนเขียน(....) ทำให้ มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ/ระบบในเกม ให้เหมาะสมกับเวอร์ชั่นนิยาย ท่านที่แวะเข้ามาท่านใดที่ไม่ชอบ ไม่ถูกกับการปรับเปลี่ยน เปลี่ยนแปลงเหล่านี้ จขบ.ขอแนะนำให้ท่านปิดหน้านี้
  • คนเขียนได้แปลคำว่า ซานิวะ (審神者) เป็นคำว่า คนทรง
  • อย่าถามหาความหวานมุ้งมิ้งคิกคัก(?)ในฟิคเรื่องนี้ เพราะคนเขียนก็ยังหาไม่เจอ...
 

 
XII




         “อะไรกัน ยังไม่หายไปอีกเหรอเนี่ย”


         ร่างเล็กที่เพิ่งเดินมาถึงเปรยด้วยน้ำเสียงเสียดาย ตาสีเขียวอ่อนจับจ้องอยู่ที่ร่างสูงซึ่งหยิบหมากไม้ใส่โถเก็บอย่างเจาะจงว่าคำพูดของตนนั่นหมายถึงผู้ใด


         “ท่านโฮตารุมารุ...” ฮิราโนะโทชิโร่เอ่ยนามอย่างไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี สึกุโมะงามิที่แม้จะตัวเล็กกว่าพวกมีดสั้นทว่าแท้จริงคือสึกุโมะงามิของดาบยาวนั้น จึงเหลือบสายตามองแล้วส่งเสียง “โย่” ยิ้มๆ เป็นการทักทาย


         “ถ้าข้าหายไป จะเป็นการดีกว่าสินะ” ทว่ามิกะสึกิมุเนจิกะกลับเปรยถามด้วยรอยยิ้มบาง ราวกับไม่ยี่หระต่อคำพูดนั้น


         “อื้อ แน่นอนสิ เจ้าน่ะ ไม่คิดจะทำสัญญากับนางใช่ไหมล่ะ แถมยังไม่คิดจะกลับไปที่ร่างจริงอีกด้วย” โฮตารุมารุถามกลับด้วยยิ้มบางๆ ไม่ต่างกัน ตาสีเขียวอ่อนทอประกายวิบวับจนดูเหมือนเรืองแสงขึ้นมา


         “ข้ายังไม่ได้ตัดสินใจ” ร่างสูงวางโถเก็บหมากลงบนกระดาน ให้ซาโยะซามอนจิยกไปวางไว้ตรงมุมห้อง “เพียงแค่ข้าอาจปฏิเสธที่จะให้คนทรงยืมพลัง เจ้าถึงกับอยากให้ข้าหายไปนี่ ถึงจะเป็นคนแปลกหน้าแต่ไม่คิดว่ามันใจร้ายกับคนแก่ไปหน่อยหรือ”


         “ไม่นี่ ทำไมข้าต้องทำดีกับคนที่ทำร้ายนายของข้าด้วยล่ะ”


         เป็นคำตอบที่ตรงไปตรงมาราวกับถูกมีดแหลมเล็กพุ่งเข้าใส่


         มิกะสึกิมุเนจิกะหัวเราะเบาๆ


         “ช่างน่าอิจฉาจริงๆ ที่มีคนรักคนทรงผู้นั้นมากมายขนาดนี้”


         “เพราะนางเป็นนายของข้า ถึงเจ้าจะสัญญากับมิดาเระแล้ว แต่ข้าก็ยังไม่ไว้ใจเจ้าหรอกนะ ตาแก่”


         คำคาดโทษในประโยคหลังทำให้คนฟังถอนหายใจแผ่วเบา ดูเหมือนการกระทำชั่ววูบของตนจะส่งผลกระทบมากกว่าที่คิด ใช่ว่าตนอยากเป็นที่รักของสึกุโมะงามิในฐานบัญชาการแห่งนี้ เพียงแต่มีคนชอบย่อมดีกว่ามีคนเกลียด สายตาจับผิดและรังเกียจย่อมน่าหงุดหงิดกว่าสายตาของผู้ที่ยอมรับและมองมาด้วยความชื่นชม


         “ข้าจะจำใส่ใจไว้ โฮตารุมารุ”


         ร่างเล็กยืนนิ่งไปเล็กน้อยคล้ายกำลังบันทึกทุกเสียง ทุกคำพูดของผู้พูดลงสู่ความทรงจำถาวร แล้วจึงค่อยหมุนตัวเดินจากไป


         “แย่จริง แย่จริงๆ เจ้าอุตส่าห์ยกน้ำชามาให้ แต่ข้ากลับทำให้เจ้าเห็นสภาพน่าอับอายติดกันเช่นนี้ ให้ขอโทษอย่างไรก็คงไม่เพียงพอ”


         มิกะสึกิมุเนจิกะเอ่ยด้วยรอยยิ้มสลดเศร้าพลางนั่งลงบนเบาะนั่ง


         “กล่าวเกินไปแล้วขอรับ อันที่จริงข้าต้องขออภัยแทนท่านโฮตารุมารุด้วย ท่านนั้นเพียงแค่เป็นห่วงนายท่านเท่านั้น หาได้มีเจตนาร้ายใดๆ ไม่” ฮิราโนะโทชิโร่รีบคุกเข่านั่งลงยังฝั่งตรงข้าม พร้อมกับก้มศีรษะลงต่ำปฏิเสธทันที


         “คนทรงช่างเป็นที่รัก ช่างน่าอิจฉาจริงๆ”


         คำพูดนั้นไม่ได้เกินจริงไปมากเท่าไหร่ แม้จะรู้ตัวว่าช่างเป็นความรู้สึกที่ไร้สาระ แต่มิกะสึกิมุเนจิกะก็ยอมรับความรู้สึกที่เกิดขึ้นของตน


         “นายท่านเป็นท่านที่น่านับถือขอรับ ทุกคนจึงอยากปกป้อง” ร่างเล็กเงยหน้าขึ้นเอ่ยต่อยิ้มๆ ทว่าในใจกลับหนักอึ้ง เมื่อตนเสียจังหวะในการ 'ปลีกตัว’ ไปเสียแล้ว ในขณะที่ซาโยะซามอนจินั้นยกถาดชากลับครัวไปตั้งแต่เมื่อครู่


         “หมายถึงเจ้าด้วยหรือ” มิกะสึกิมุเนจิกะถามต่อ


         “แน่นอนขอรับ”


         คำตอบนั้นไม่มีความลังเลเลยสักนิด นัยน์ตากลมโตที่จ้องสบมาก็เช่นกัน ทั้งแน่วแน่ มั่นคง และนั่นก็ยิ่งทำให้ผู้มองนึกสงสัยยิ่งขึ้น


         “แม้ว่าคนทรงจะไม่ใช่ผู้ครองครอง ‘ร่างจริง’ ของเจ้าน่ะหรือ”


         แม้สึกุโมะงามิจะถือกำเนิดจากความรู้สึก ความนึกคิดของมนุษย์ที่หล่อหลอมมาอย่างยาวนาน หากให้เปรียบเทียบก็คงคล้ายมารดากับบุตร ทว่าพวกตนก็หาได้ยึดติดกับมนุษย์ ‘ทุกคน’ ไม่ ความสนใจเพียงอย่างเดียวคือเจ้านายผู้ครอบครอง ‘ร่างจริง’ เท่านั้น และใช่ว่าสึกุโมะงามิจะ ‘ถูกใจ’ ผู้ครองครองทุกคนไป


         สึกุโมะงามิที่อยู่ที่นี่ส่วนหนึ่งเป็น ‘ผู้ที่ตอบรับเสียง’  อีกส่วนหนึ่ง คือ ‘ผู้ที่ได้รับการชำระล้างความมืด’ จากสนามรบในอดีต สองกลุ่มนี้ต่างกันมาก ถ้ายกตัวอย่างอย่างง่ายๆ กลุ่มแรกนั้น ‘ยอมฟังและตอบรับ’ ความต้องการของคนทรงและแบ่งส่วนออกมารับใช้ตามคำขอ ในขณะที่กลุ่มหลังนั้น ได้รับการขจัดสิ่งที่เคลือบติดและชักนำ ‘จิตที่ถูกแบ่งส่วน’ ให้ทำตามความมืดภายในจิตของตนเอง


         สิ่งที่คนทรงหญิงผู้นั้นทำต่อมา คือภาวนาร้องขอต่อจิตนั้นโดยตรง ซึ่งจะสำเร็จผลได้ง่ายยิ่งกว่าการภาวนาทั่วไป สึกุโมะงามิที่ถูกเรียกด้วยวิธีนี้ ถ้าไม่เพราะนึกถูกใจจริงๆ ก็มักจะยอมๆ ไปเพราะรำคาญคำภาวนาเหล่านั้นและไม่อยากกลับไปอยู่ที่ร่างจริง


         แน่นอนว่ามิกะสึกิมุเนจิกะเป็นสึกุโมะงามิจำพวกหลังอย่างไม่ต้องสงสัย


         ฮิราโนะโทชิโร่นิ่งค้างไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าตอบกลับมา ดวงตากลมโตก้มต่ำฉายแววเศร้า


         “เสียงที่นายท่านส่งมาถึงข้าในตอนนั้น...เป็นเสียงที่โศกเศร้ามากขอรับ”


         โศกเศร้างั้นหรือ...


         มิกะสึกิมุเนจิกะนึกย้อนไปเมื่อหลายวันก่อนที่จะลืมตาตื่น ในห้วงเวลาที่คลุมเครือ จริงอยู่ว่าเสียงที่ถูกส่งมานั้นฟังดูเศร้าสร้อย ทว่าไม่อาจจะพูดได้ว่า ‘มาก’ แต่ออกจะเด็ดเดี่ยวเสียมากกว่า หรือเป็นเพราะนางผู้นั้นเริ่มมีความหวังกับหน้าที่ของตน เสียงนั้นจึงเปลี่ยนไป


         “ได้ยินมาว่าเจ้าเป็นดาบเล่มที่สองของนาง เช่นนั้นก็คงไม่แปลกที่ยามัมบะกิริคุนิฮิโระที่เป็นดาบเล่มแรกจะห่วงนางถึงขนาดนั้น” ร่างสูงถอนหายใจเบาๆ “และไม่น่าแปลกใจที่เขาจะเกลียดข้า”


         “เอ่อ...” ฮิราโนะโทชิโร่ลากเสียงยาวไม่แน่ใจว่าควรพูดออกไปดีหรือไม่ แต่เมื่อคิดสะระตะแล้วเห็นว่าไม่ควรปล่อยให้อีกฝ่ายเข้าใจผิดมากไปกว่านี้ ก็ยอมพูดต่อด้วยน้ำเสียงคล้ายหนักใจ


         “ท่านคุนิฮิโระไม่ได้เกลียดท่านหรอกขอรับ เพียงแต่...ท่านไม่ชอบถูกผู้ใดจ้องมองเท่านั้น”


         “เพราะเรื่องที่เป็นของเลียนแบบนะรึ”


         “ขอรับ และไม่ชอบให้ใครแตะต้องผ้าคลุมด้วยขอรับ”


         ร่างเล็กกว่าพยักหน้าตอบสั้น ละความจริงต่อมาที่ว่าโดยปกติแล้วยามัมบะกิริคุนิฮิโระไม่ใช่คนที่จะชักดาบออกมาง่ายๆ แบบนั้น กระทั่งสึรุมารุคุนินางะที่เคยฉวยจังหวะเลิกผ้าคลุมของอีกฝ่ายขึ้นบ่อยๆ อย่างมากก็แค่โดนถีบกระเด็น แม้จะสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่สิ่งสำคัญในตอนนี้คือรักษาอารมณ์ของหนึ่งในห้าดาบในตำนานให้ดีที่สุด จนกว่าคนทรงจะยื่นข้อเสนอทำ ‘สัญญา’ อย่างจริงจังอีกครั้งในวันพรุ่งนี้


         คำตอบของฮิราโนะโทชิโร่ไม่ได้ช่วยไขข้อข้องใจให้ผู้ฟังเลยสักนิด แม้จะบอกว่ารังเกียจสายตาเปรียบเทียบ แต่การที่ห้ามกระทั่งแตะต้องผ้าคลุมนั้นเป็นเรื่องที่ไม่อาจทำความเข้าใจได้จริงๆ


         มีแต่ต้องไปถามเจ้าตัวงั้นรึ


         มิกะสึกิมุเนจิกะทอดสายตาออกไปไกล เฉดสีทองของใบแปะก๊วยยามสารทกับสีเขียวประหลาดนั่นยังคงติดตรึงตา


         อยากเห็นอีกสักครั้ง


         น่าแปลก ไม่ว่าจะท่าทางหยิ่งผยอง หรือคำพูดห้วนไร้หางเสียงและความเคารพ ต่างก็สร้างความหงุดหงิดให้ตนได้มากมายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนแท้ๆ แต่ทำไมถึงยังปรารถนาจะมองสบดวงตาคมปลาบที่น่าหมั่นไส้คู่นั้นอีก


         มิกะสึกิมุเนจิกะถอนหายใจหนักและผ่อนยาว ก่อนจะพึมพำแผ่วเบาออกมา


         “งั้นหรือ...”


         ฮิราโนะโทชิโร่เงยขึ้นมองอย่างสงสัย ทว่าดวงตาสีเข้มนั้ยังคงจับจ้องอากาศเบื้องหน้า ดูท่าทางเหมือนจะไม่คิดสนทนาอะไรต่ออีก ร่างเล็กจึงเริ่มขยับตัว เตรียมเอ่ยปากขอตัว หลังจากได้รับคำอนุญาตให้พักผ่อนหลังทำหน้าที่เฝ้าระวังข้างตัวคนทรงอยู่หลายวัน ทว่าก็ถูกดึงไว้ด้วยคำถามถัดมา


         “ว่าแต่เจ้าเคยเห็นหน้ายามัมบะกิริคุนิฮิโระตรงๆ หรือไม่”

 

--------------------------------------------------



         “คำถามนั่นมันอะไรกันน่ะ” สึรุมารุคุนินางะเลิกคิ้วสูงย้อนถาม เลือกเซมเบ้บางขึ้นมาหักเข้าปาก นัยน์ตาสีทองฉายแววประหลาดใจด้วยไม่คิดว่าจะเจอคำถามแบบนี้


         “อะไรน่ะรึ ก็ข้าอยากรู้” มิกะสึกิมุเนจิกะตอบหน้าซื่อเหมือนไม่เข้าใจว่าทำไมตนเองถึงถูกย้อนถามเช่นนี้


         “เรื่องนั้นข้ารู้น่า แต่ทำไมจู่ๆ ถึงมาถามพวกข้าเช่นนี้ล่ะ” ร่างขาวจัดถามสึกุโมะงามิที่จู่ๆ ก็เดินเข้ามาถามคำถามประหลาด


         “ก็ข้าเดินมาเจอพวกเจ้า” ร่างสูงโปร่งตอบพลางมองอุกุยสุมารุที่นั่งจิบชาอยู่ตรงหน้าอีกคนหนึ่ง สึกุโมะงามิสมัยเฮอันอีกตนหนึ่งสบตาตอบยิ้มๆ แล้วยกถ้วยชาขึ้นจิบเงียบๆ ไม่พูดอะไร


         ถ้าเป็นผู้อื่น มิกะสึกิมุเนจิกะคงหงุดหงิดขึ้นมาบ้าง ทว่าหลังจากเคยพูดคุยกันเล็กน้อย ร่างสูงก็จัดให้สึกุโมะงามิตนนี้เป็นหนึ่งในข้อยกเว้น ท่าทางสงบกับรอยยิ้มชวนให้วางใจนั่น มีแต่จะทำให้คนมองวางใจมากกว่าขุ่นมัว


         “อย่าบอกนะว่าเจ้าเกิดสนใจคุนิฮิโระขึ้นมา เจ้านั่นในตอนนี้ ขืนเข้าไปยุ่งมากๆ มีหวังถูกฟันขาดสองท่อนพอดี” สึรุมารุคุนินางะเตือนด้วยรอยยิ้มสนุก ถึงจะอยากวางแผนให้อีกฝ่ายลองเอาไปแกล้งยามัมบะกิริคุนิฮิโระ แต่ด้วยสถานการณ์ตอนนี้ไม่สมควรหยอกล้อสึกุโมะงามิผ้าคลุมตนนั้นสักนิด


         “อ้อ เรื่องนั้นเองรึ”


         มือที่เตรียมส่งเซมเบ้ที่เหลือเข้าปากชะงักกึก


         “อย่าบอกนะว่าเจ้า...”


         “อา...ประจวบจังหวะน่ะ” มิกะสึกิมุเนจิกะตอบยิ้มๆ ราวกับเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้ร้ายแรงแต่อย่างใด “แล้วก็ได้ฮิราโนะโทชิโร่กับซาโยะซามอนจิเข้ามาช่วยไว้พอดี”


         “ยังอุตส่าห์ตัวติดกันรอดมาได้อีกนะ” สึรุมารุคุนินางะพึมพำแล้วจัดการเซมเบ้ส่วนที่เหลือต่อ “แต่ก็เท่ากับว่าเจ้าเคยเห็นหน้าคุนิฮิโระแล้วนี่”


         “นั่นแค่ชั่วพริบตาเท่านั้น พูดเต็มปากว่าเห็นไม่ได้หรอก”


         “อา ถ้าแบบนั้นละก็...” ร่างขาวจัดนึกอยู่ครู่หนึ่ง “คงมีแต่ตอนที่อยู่ในสนามรบกระมัง”


         สึรุมารุคุนินางะยกชาซดอึกใหญ่ อุกุยสุมารุที่เห็นเช่นนั้นก็ช่วยรินเติมให้โดยไม่พูดอะไรเช่นเดิม


         “มีแต่ที่นั่นเท่านั้นที่เจ้านั่นจะเลิกสนใจสายตาคนรอบข้าง ขนาดคนทรงเคยลองขอให้ดึงผ้าคลุมลง ยังอิดออดไม่ยอมทำให้ อืม...ถ้าไม่มีเหตุผลจำเป็นละก็ อย่าไปหวังเลยว่าเจ้าคุนิฮิโระจะยอม”


         ที่พูดนี่ไม่ใช่เรื่องเกินจริงสักนิด ขนาดตอนบาดเจ็บหนักกลับมาก็ยังดึงผ้าคลุมปรกหน้าแถมยังกำกระชับแน่น สุดท้ายเลยต้องส่งไปซ่อมแซมทั้งอย่างนั้น


         “เหตุผลจำเป็นรึ...” มิกะสึกิมุเนจิกะนิ่งคิด


         แค่เพราะตนอยากเห็นนี่ ก็น่าจะเป็นเหตุจำเป็นพอแล้วไม่ใช่รึ...


         “ถ้าใช้กำลังบังคับนี่ยิ่งเป็นไปแทบไม่ได้ เจ้านั่นน่ะคุ้นชินกับร่างเนื้อมากที่สุดในฐานบัญชาการแห่งนี้ ถ้าจะถามความคล่องแคล่วนั่นให้ทันก็คงมีแต่ฮาเสะเบะกับพวกดาบสั้นกับมีดสั้นละมั้ง” สึกุโมะงามิเจ้าแผนการเปรยต่อเรื่อยๆ เผลอเข้าโหมดวางแผนโดยไม่รู้ตัว “แต่ฮาเสะเบะไม่ยุ่งเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว ส่วนพวกมีดสั้นก็รักเจ้านั่นจะตายคงไม่มีทางยอมช่วยแน่ๆ เหลือแต่พวกดาบสั้น...”


         เสียงทุ้มเงียบไปเล็กน้อย พึมพำออกมา


         “ที่น่าจะพอคุยกันได้ก็มีอาโอเอะกับนามาสึโอะกระมัง”


         นามของสึกุโมะงามิดาบสั้นสองตนถูกเอ่ยออกมา พร้อมกับที่นัยน์ตาสีทองเข้มเริ่มส่องประกายวิบวับ


         “ข้าคงไม่เข้าร่วมกับแผนของเจ้าละนะ สึรุมารุ”


         มิกะสึกิมุเนจิกะเอ่ยต่อทันทีที่สิ้นเสียงอีกฝ่าย ให้คนถูกปฏิเสธหันมาร้องอ้าวใส่ แต่ไม่ทันจะได้ถามเหตุผล ร่างสูงในยูกาตะสีเข้มก็ผุดลุกขึ้นเสียก่อน


         “ขอบใจสำหรับคำตอบของเจ้านะ”


         “เฮ้ๆ เดี๋ยวก่อนๆ อุกุยสุมารุยังไม่ได้ตอบเจ้าเลยนะ” สึรุมารุคุนินางะเรียกรั้งไว้ สึกุโมะงามิที่นั่งเงียบมาตลอดจึงเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก


         “ข้าไม่แน่ใจว่าเคยเห็นหรือเปล่านะ”


         นั่นไม่ใช่คำตอบที่น่าแปลกใจสักนิด แต่ดูเหมือนร่างขาวจัดจะไม่เข้าใจ


         “...ก็ข้าเคยออกศึกกับคุนิฮิโระเพียงไม่กี่ครั้งนี่”


         คำอธิบายเหมือนจะพอเข้าใจได้ แต่มิกะสึกิมุเนจิกะคิดว่าตนเข้าใจลักษณะนิสัยของอุกุยสุมารุได้ดีระดับหนึ่ง ถ้าให้ขยายความเพิ่ม ก็คงเป็น ‘แล้วก็ข้ามัวแต่ตั้งตารอดื่มชากับของว่างประจำวันมากกว่าน่ะ’ กระมัง


         “เอาละ ข้าไม่กวนเวลาพวกเจ้าแล้ว ขอบคุณอีกครั้งสำหรับคำ...”


         “นายท่านอุกุยสุ อยู่ที่นี่...อ้าว นายท่านมิกะสึกิ?”


         ร่างเล็กผิวขาวซีดในชุดเครื่องแบบประจำตัวหยุดมองอย่างงงงวย


         “นี่ข้ามาขัดจังหวะพวกท่านคุยกันรึเปล่า”


         “ไม่เลย ข้ากำลังจะไปพอดี” มิกะสึกิมุเนจิกะยิ้มบางตอบพลางหันเตรียมเดินไปอีกทาง ก่อนจะชะงักเท้าของตน


         “จริงสิ...ยะเก็นโทชิโร่ เจ้าเคยเห็นหน้าของยามัมบะกิริคุนิฮิโระตรงๆ หรือไม่”


         ผู้ถูกถามกะพริบตาปริบแล้วพยักหน้าตอบ


          “นายท่านคุนิฮิโระน่ะหรือ เคยสิ ทำไมรึ"


         “อา ข้ายังไม่เคยเห็นเลยรู้สึกติดใจเล็กน้อย”


         สึรุมารุคุนินางะที่นั่งอยู่มองผู้พูดตาปริบๆ ถึงขนาดไล่ถามทุกคนที่ในฐาน น่าจะเรียกว่า ‘ค้างคาใจจนแทบทนไม่ไหว’ เสียมากกว่า


         “อ๋อ ปกตินายท่านคุนิฮิโระไม่ค่อยชอบดึงผ้าคลุมลงนี่นะ ข้าขอเตือนว่าอย่าไปเที่ยวดึงสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าล่ะ นายท่านคุนิฮิโระน่ะไม่ชอบให้คนแตะต้องผ้าคลุมที่สุด”


         “ห้ามไม่ทันแล้วล่ะ ยะเก็น” สึรุมารุคุนินางะเป็นฝ่ายตอบแทน ตาสีม่วงซีดเลื่อนมาจ้องคล้ายยืนยันแล้วหันกลับไปมองผู้ที่หาญกล้าแล้วยังอยู่รอดครบสามสิบสอง ไม่มีส่วนไหนบิ่นหรือแตกหัก เมื่อเห็นอย่างนั้นก็เสริมต่ออีกนิดว่า “เห็นว่าฮิราโนะกับซาโยะเข้าไปช่วยได้ทันน่ะ ให้ตายสิ”


         ได้ยินเช่นนั้นแล้ว ยะเก็นโทชิโร่ก็หัวเราะออกมา


         “อะไรกัน อย่างนั้นเองรึ ดวงดีจริงๆ นะนายท่าน”


         “ใช่เรื่องที่ควรหัวเราะรึ ยะเก็น” สึรุมารุคุนินางะเปรยด้วยเสียงอ่อนใจ ทำให้พอสรุปได้ว่าคำสบถสุดท้ายเมื่อครู่นั้น น่าจะเป็นเพราะอารมณ์เหนื่อยใจกับการกระทำของมิกะสึกิมุเนจิกะ มากกว่าที่จะเป็นคำสบถเสียดายที่อีกฝ่ายไม่โดนลงโทษอะไร


         “ก็มันเป็นเรื่องน่ายินดีไม่ใช่รึ ขืนนายท่านมิกะสึกิหักไปก่อนที่จะได้ประลองจริง มีหวังท่านนายพลร้องไห้เผาเต่าเป็นแน่”


         “ประลองจริงรึ” มิกะสึกิมุเนจิกะทวนถามอย่างไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังพูดเรื่องอะไร


         “อ้ะ โทษทีๆ เรื่องนั้นต้องรอให้นายท่านยอมทำสัญญากับท่านนายพลก่อนนี่นา อย่าใส่ใจคำพูดของข้าเลย” ยะเก็นโทชิโร่โบกมือไปมาพร้อมรอยยิ้ม


         “ไม่ได้หรอก ยิ่งเจ้าพูดอย่างนั้น ข้าก็ยิ่งอยากรู้เข้าไปอีก”


         คิ้วโก่งงามกระตุกย่น อารมณ์เริ่มขุ่นเคืองขึ้นมาอีกครั้ง


         “อย่าโกรธกันสิ ข้าบอกก็ได้ มันไม่ใช่เรื่องที่ท่านนายพลต้องการปิดบังท่านหรอกนะ เพียงแต่คงเห็นว่านายท่านคงไม่คิดทำสัญญาแน่ๆ ก็เลยไม่ได้อธิบายอะไรกระมัง” สึกุโมะงามิมีดสั้นส่งยิ้มให้คล้ายปลอบให้สงบ


         “ใช่ๆ มันก็แค่การซ้อมรบแบบเดี่ยว ตัวต่อตัว กับพวกดาบที่ชำนาญการควบคุมร่างเนื้อกว่า ‘ม้ากมาก’ เท่านั้นเอง อย่างมากก็อาจจะมีกระดูกหักบ้างสักสามสี่ที่ แต่ที่ผ่านมายังไม่เคยมีดาบเล่มไหนหักระหว่างประลอง เพราะงั้นเจ้าวางใจได้เลย”


         สึรุมารุคุนินางะที่นั่งฉีกยิ้มกว้างรีบอธิบายต่อให้คนตัวเล็กกว่าหันไปดุเสียงอ่อนอกอ่อนใจ


         “อธิบายได้เลวร้ายจริงๆ นะนายท่าน พูดแบบนั้นนายท่านมิกะสึกิก็เสียขวัญกันพอดี” ดุจบแล้วก็หันมาแก้ไขกับร่างสูงตรงหน้าเสียใหม่ว่า “เรื่องซ้อมรบนี่คงไม่ผิดนัก ที่ต้องเลือกคู่มือที่เริ่มชำนาญการควบคุมร่างเนื้อ ก็เพื่อทดสอบความสามารถเบื้องต้น ให้ท่านนายพลรู้จักข้อดีข้อเสียของสมาชิกใหม่ แล้วก็จะได้เอาข้อมูลที่ได้ไปวางแผนการรบในอนาคตด้วย อย่างนายท่านที่เป็นดาบยาว คนที่จะสู้ด้วยก็คงเป็นพวกดาบสั้นหรือไม่ก็ดาบมาตรฐานกระมัง”


         ยะเก็นโทชิโร่คาดเดาจากการจับคู่ที่ผ่านๆ ยกเว้นแต่คราวของชิชิโอเท่านั้นที่คนทรงเลือกให้ปะทะกับอิชิกิริมารุที่เป็นดาบใหญ่


          “งั้นหรือ...”


         ร่างสูงโปร่งพึมพำตอบด้วยอาการที่สงบลง ดูเหมือนความไม่พอใจเมื่อครู่จะถูกปัดทิ้งไปจนหมด
         “เข้าใจแล้ว ขอบคุณสำหรับคำตอบของเจ้านะ ยะเก็นโทชิโร่”


         “แค่ยะเก็นก็ได้” ร่างเล็กว่ายิ้มๆ ไม่ว่าจะทำสัญญากับคนทรงหรือไม่ อย่างไรเสียก็คงต้องอยู่ด้วยกันอีกนาน จะให้เรียกชื่อเต็มยาวๆ ไปตลอด มันก็น่ารำคาญเกินไป


         มิกะสึกิมุเนจิกะยิ้มตอบ


         “เข้าใจแล้ว เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน ยะเก็นโทชิโร่”


         ดวงตาสองคู่จ้องส่งแผ่นหลังที่เดินห่างออกไปก่อนจะหันมาสบตากัน


         ยะเก็นโทชิโร่ถอนหายใจเฮือก ยิ้มอย่างหนักใจ


         “นี่ข้าโดนเกลียดจริงๆ สินะ”


         “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกกระมัง เจ้านั่นคงไม่ถนัดเรียกชื่อใครสั้นๆ” สึรุมารุคุนินางะแย้งพลางยิ้มบางปลอบ


         “แต่ก็เรียกนายท่านว่าสึรุมารุไม่ใช่รึ”


         ผู้ถูกย้อนนิ่งเงียบไปอย่างหาข้อเถียงไม่ได้


         “เอาเถอะ ข้าก็คิดไว้อยู่แล้ว ว่าแต่...”


         ยะเก็นโทชิโร่ขยับแว่น มองสึกุโมะงามิผมสีเขียวใบไม้ด้วยรอยยิ้ม


         “นายท่านอุกุยสุ นายท่านเป็นเวรทำอาหารเย็นไม่ใช่หรือ มิทสึทาดะฝากให้ข้ามาบอกว่าถ้ายังไม่โผล่ไปที่ครัวโดยเร็วละก็ จะงดของว่างยามบ่ายอาทิตย์นี้ทั้งอาทิตย์ล่ะ”


         อุกุยสุมารุถอนหายใจเฮือกใหญ่


         “...ถ้าเป็นเช่นนั้นข้าคงแย่แน่”


         ว่าจบแล้วก็ดื่มน้ำชาที่เหลืออยู่ ก่อนจะค่อยลุกเดินไปยังห้องครัวที่เริ่มวุ่นวายกับการเตรียมมื้อเย็นของวัน

 
 
 
 
 
<< Previous | Next >>
 
☾. ・* ・. ・* ・. ・* ・. ・* ・. ・* ・. ・* ・. ・* ・. ・* ・. ・* ・.☽
 
- ขอโทษค่ะ ไม่มีคำแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น Orz
- มีตอนไหนบ้างที่ไม่เผา /คร่อก
 
- ติชมรับทั้งหมดค่ะ เจอคำผิดทักแปะไว้ได้เลย
 
- บางทีปู่ก็ดูออกง่าย บางทีก็ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ (="=)
 
 
โซนตอบเมนท์
 
@Windy_pure : การ์ดต้องแข็งนิดนึงค่ะเพื่อความปลอดภัยของร่างกา-- /โดนอัด
@loss : ถ้าไม่สติขาดจริงๆ มัมบะคงไม่เชือดปู่หรอกค่ะ...คิดว่านะ #เดี๋ยว
@Question : /มองเวลาที่ลงของตอนนี้แล้วก้มลงกราบงามๆ อย่างไร้ข้อแก้ตัว
 
จากฟิคปีใหม่
@loss : หลงทางเป็นความสามารถอย่างหนึ่งของปู่ค่ะ 555555

Comment

Comment:

Tweet

มาจองวันนานแล้วน้า T^T เมื่อไหร่จะมาเอ่ย ฮือ คิดถึงปู่กับน้องผ้าห่มแล้ววววว

#3 By Question (171.97.191.229) on 2016-02-22 14:34

คุณปู่นี่คาใจเรื่องใบหน้าของยามันบะกิริจนไม่เป็นอันทำอะไรนอกจากเดินถามไปเรื่อยๆแล้วใช่มั้ยคะเนี่ย   อยากเห็นบ้างก็บอ-----//โดนแทงฉึก

ทางนี้อยากรู้มากว่าสรุปปู่จะยอมช่วยเหลือคนทรงมั้ยน่ะค่ะ  ปู่ดูค่อนข้างหัวดื้อเลย  รู้สึกว่าถ้าไม่มียามันบะมาเป็นตัวแปรนี่คนทรงอาจจะพ่ายแพ้อย่างฉิวเฉียดยังไงยังงั้นเลยค่ะ

เอาใจช่วยคนทรงเอาชนะใจปู่นะคะ  แล้วก็เอาใจช่วยปู่ไม่ให้โดนยามันบะคุงหนีไปตั้งการ์ดไกลกว่านั้นด้วยค่ะ 55555555

#2 By Windy_pure on 2016-01-11 23:26

ยะเก็นซังปู่ไม่ได้เกลียดอะไรนายหรอกนะ เพียงแต่ว่าตอนนี้ในหัวมีแแต่เรื่องใบหน้าของยามัมบะคุงจนข้อมูลอย่างอื่นที่ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวของกับยามัมบะคุงจึงไม่ค่อยเข้าหัวเท่าไร....ละมั่ง?

สึรุมารุหยุดเลยนะ อย่าได้หาเรื่องมาให้ยามัมบะคุงตั้งการ์ดถอยหนีห่างจากปู่มากกว่าไปกว่านี้เชียวนะ! แค่นี้ความไว้ใจในตัวปู่ของยามัมมฃบะคุงก็แทบจะติดลบอยู่ร่อมร่อแล้วน่ะนั้น!! อุกุยสุมารุนายนี่แทบจะเหมือนกับมิคาสึกิเลยอ่ะ

เวลาน้ำชากับขอว่าง นั้นคือสิ่งที่ตั้งตารอมากที่สุด 

พอสองคนนี้อยู่ด้วยกันเหมือนกับเห็นประโยคข้างบนลอยเข้ามาในหัวเลยอ่ะ ยิ่งไปกว่านั้น....จะว่าไปทั้งสองคนก็เป็นประเภทหลงทิศ หลงทางง่ายเหมือนกันซะด้วยสินะ แต่อย่างอุกุยสุมารุคือเพราะแปลกที่แปลกทางเลยไม่ชิน ส่วนปู่......ขนาดแค่ในฮงมารุที่อยู่มาเกือบปีก็ยังหลงทางได้ คิดแล้วอยากจะร้องไห้ QWQ

รอตอนหน้านะคะ อยากจะรรู้แล้วว่าปู่จะทำอย่างไงถึงจะได้เห็นหน้าตาของยามัมบะคุงอีกรอบ แล้วยามัมบะคุงจะแสดงออกอย่างไงเมื่อเจอกับมิคาสึกิอีกครั้ง อ่ะ จะว่าไป....ปู่คะมือที่ส้นหายดีแล้วเหรอคะ ไม่ให้ยะเก็นดูอาการให้แบบนี้มันจะดีแน่นะคะ

#1 By loss on 2016-01-11 18:46