[Fic] 刀剣乱舞 : Mikatsuki x Yamanba 14

posted on 21 Jul 2016 23:39 by foundation
Fandom : Touken Ranbu 
Gerne : PG
Pairing : มิกะสึกิมุเนจิกะ x ยามัมบกิริคุนิฮิโระ
Summary : มุ้งมิ้งนั้นคืออะไร ตับไตไส้พุง

Warning : 
  • เรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการ โดยนำคาร์แรกเตอร์และข้อมูลส่วนหนึ่งมาจาก Browser Game Touken Ranbu
  • เนื่องจากเป็นฟิคชั่นและความเรื่องมากของคนเขียน(....) ทำให้ มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ/ระบบในเกม ให้เหมาะสมกับเวอร์ชั่นนิยาย ท่านที่แวะเข้ามาท่านใดที่ไม่ชอบ ไม่ถูกกับการปรับเปลี่ยน เปลี่ยนแปลงเหล่านี้ จขบ.ขอแนะนำให้ท่านปิดหน้านี้
  • คนเขียนได้แปลคำว่า ซานิวะ (審神者) เป็นคำว่า คนทรง
  • อย่าถามหาความหวานมุ้งมิ้งคิกคัก(?)ในฟิคเรื่องนี้ เพราะคนเขียนก็ยังหาไม่เจอ...
 

 
XIV



         อาทิตย์เริ่มจับขอบฟ้า เสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วปนเสียงหัวเราะก็ดังซึมผ่านประตูกระดาษที่งับปิด เป็นความครึกครื้นซึ่งต่างจากความเงียบเหงาในช่วงหลายวันที่ผ่านมา หรือพูดให้ถูกคือทุกอย่างเริ่มกลับสู่ปกติอีกครั้ง


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระไม่ได้เกลียดเสียงโหวกเหวกเหล่านั้น เพียงแต่เริ่มกังวลขึ้นมาว่าถ้ายังเสียงดังกันต่อไป อาจจะถูกเฮชิคิริฮาเสะเบะคาดโทษเอาได้ ทว่าเขาไม่จำเป็นต้องกังวลนานนัก เพราะวินาทีต่อมา เสียงทั้งหลายเหล่านั้นก็ลดระดับลง และเนื่องจากไม่ได้ยินเสียงปรามดุดังของเฮชิคิริฮาเสะเบะ จึงทำให้เดาว่าอาจจะเพราะอีกฝ่ายเพียงแค่เดินเฉียดเข้าไปใกล้พร้อมแผ่จิตสังหารเตือน คนอื่นๆ จึงรีบเงียบกันไปเสียก่อนที่จะเห็นตัวก็เป็นได้


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระก้าวยาวๆ เงียบกริบไปตามระเบียงทางเดิน แสงอาทิตย์สาดส่องขับไล่ความหนาวเหน็บของราตรีแต่ก็ยังไม่แรงกล้าพอให้รู้สึกอุ่นสบาย อากาศเย็นทำให้แขนขาของสึกุโมะงามิอย่างพวกเขาขยับได้ไม่สะดวกนัก คนทรงเคยบอกว่ามนุษย์เองก็มีอาการแบบเดียวกันเมื่อต้องเผชิญกับอากาศที่หนาวเกินไป ร่างแท้จริงของพวกเขาคือดาบทำจากเหล็ก เพราะอย่างนั้นถึงได้รู้สึกหนาวเย็นได้ง่ายกว่ามนุษย์กระมัง


         ตาสีเขียวอมฟ้ามองไปตามทางเดินด้วยความรู้สึกรู้สึกผิดปนยุ่งยากใจที่ก่อตัวหนาหนัก กับเหตุการณ์ในช่วงสองวันที่ผ่านมา


         เพียงแค่สองวันเท่านั้น แต่เขาทำให้แขกของที่นี่ได้รับบาดแผลจากความเผอเรอของตัวเอง ทั้งยังเผลอหันคมดาบใส่ด้วยความตื่นตระหนกที่ไม่ควรเกิดขึ้น ไม่ว่าจะใช้ข้ออ้างใด การกระทำของเขานั้นก็เป็นกิริยาไร้มารยาทที่ไม่สมควรกระทำต่อแขกของเจ้านาย และควรเอ่ยขอโทษทันทีที่เกิดเรื่องขึ้น ทว่ามันกลับถูกปล่อยทิ้งไว้จนถึงตอนนี้


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระอยากขอโทษอีกฝ่ายตั้งแต่เมื่อเย็นวานแล้ว เพียงแต่ส่วนหนึ่งในใจ...ส่วนที่เป็นลางสังหรณ์รั้งห้าม ว่าไม่ควรไปหาสึกุโมะงามิตนนั้น ไม่ควรไปอยู่ในคลองสายตาของดวงตาสีประหลาดที่มีจันทร์เสี้ยวซ่อนอยู่ อย่าไปอยู่ต่อหน้าดวงตาที่เหมือน...


         คิ้วเข้มขมวดให้กับความคิดที่เหมือนจะเริ่มเตลิดไปไกล ก่อนจะสลัดความคิดเหล่านั้นทิ้ง บางทีเขาอาจจะเหนื่อยเกินไปอย่างที่คนอื่นเป็นห่วงจนฟุ้งซ่านก็เป็นได้


         เอาเป็นว่ายังไงก็ต้องหาจังหวะขอโทษก่อน


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระสรุปแล้วสูดลมหายใจ ตั้งสติ ทว่าเมื่อเดินไปถึงห้องของเป้าหมาย  เขาก็ต้องแปลกใจ เพราะบานประตูที่น่าจะยังปิดสนิทอยู่นั้นเปิดกว้างรับอากาศเย็นของปลายฤดูหนาว ร่างใต้ผ้าคลุมจึงหยุดเล็กน้อยตรงข้างบานประตูนั้นแล้วส่งเสียงเรียก


         "มิกะสึกิมุเนจิกะ"


         เมื่อขยับไปยืนหน้าประตู ร่างสูงซึ่งนั่งหลับตาอยู่บนฟูกนอนกลางห้องก็ค่อยๆ ลืมตามองสบ วูบหนึ่งยามัมบะกิริคุนิฮิโระรู้สึกว่าตาคู่นั้นฉายประกายคมกริบ แต่พอคิดจ้องสังเกตให้จริงจังกลับไม่พบอะไรนอกจากดวงตาสวยๆ คู่หนึ่ง


         มิกะสึกิมุเนจิกะยิ้มบางๆ อย่างเช่นทุกครั้ง


         "เจ้าเองรึ ยามัมบะกิริคุนิฮิโระ"


         "อาการบาดเจ็บของเจ้าเป็นยังไงบ้าง” ยามัมบะกิริคุนิฮิโระเอ่ยถามพลางเดินตรงไปยังหีบเสื้อผ้าตรงมุมห้อง หยิบเอาชุดทำงานของมิกะสึกิมุเนจิกะออกมา แม้ว่าจริงๆ แล้วเจ้าตัวควรจะเป็นฝ่ายหยิบออกมาเตรียมเอาไว้ล่วงหน้ามากกว่าก็ตาม


         “ยังติดขัดอยู่บ้างแต่ไม่เท่าเมื่อวานแล้ว ขอบคุณที่เป็นห่วง”


         ตาสีเขียวอมฟ้าเหลือบมองร่างสูงที่ขยับตัวลุกขึ้นเดินตรงมาหยุดยืนเบื้องหน้าเขา จากนั้นก็กางแขนออกยิ้มๆ เห็นอย่างนั้นแล้วก็เผลอขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว


         เจ้าควรเปลี่ยนชุดด้วยตัวเองได้แล้ว


         ประโยคนั้นดังก้องในความคิดทว่าไม่ได้หลุดจากริมฝีปาก ด้วยสถานะที่ต่างกันระหว่างเขากับมิกะสึกิมุเนจิกะ ถึงจะอยากพูดอะไรกับความเอาแต่ใจของอีกฝ่ายบ้าง แต่ของเลียนแบบอย่างเขาคงไม่มีสิทธิ์พูดอะไรแบบนั้นกับดาบในตำนานที่มีเพียงหนึ่งเดียว ยามัมบะกิริคุนิฮิโระจึงขยับเข้าไปแก้สายคาดเอวของร่างตรงหน้าออกแบบเงียบๆ ไปแทน


         เมื่อสาบเสื้อที่ทาบทับเลื่อนออก ผ้าพันแผลสีขาวซึ่งพันรอบเอวก็ปรากฏแก่สายตา นอกจากนี้ยังมีที่ต้นแขนซ้าย บาดแผลขนาดเล็กที่ใช้ผ้าก็อซปิดอีกสามสี่จุดและรอยขีดข่วนประปรายตามผิวขาว
ดูเหมือนที่ยะเก็นโทชิโร่บอกว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เห็นจะเป็นเรื่องจริง


         ใช่ว่ายามัมบะกิริคุนิฮิโระไม่เชื่อใจคำพูดของมีดสั้นที่ควบตำแหน่งหมอ แต่เขาเพิ่งจะได้เห็นบาดแผลของมิกะสึกิมุเนจิกะชัดๆ ก็วันนี้ หลังจากแบกอีกฝ่ายที่สลบไสลมาถึงเรือน เขาก็ออกไปลาดตระเวนแล้วอยู่ยามร่วมกับหน่วยสองต่อทันที พอกลับมาอีกครั้งตอนย่ำรุ่ง มิกะสึกิมุเนจิกะก็นอนหลับอยู่ในฟูกโดยมีผ้าห่มคลุมถึงคอเรียบร้อยแล้ว


         "จะจับก็ได้นะ ข้าไม่ถือ"


         "ใครพูดว่าอยากจับ"


         จะด้วยน้ำเสียงหรือเนื้อความก็แล้วแต่ ยามัมบะกิริคุนิฮิโระก็เผลอโต้กลับ


         “อ้าว ไม่ใช่รึ ข้าเห็นเจ้าจ้องเสียนาน คิดว่าเจ้ากำลังลังเลเสียอีก” มิกะสึกิมุเนจิกะตอบพลางหัวเราะเบาๆ อย่างดูอารมณ์ดีจัด จนฝ่ายที่ถูกหัวเราะขมวดคิ้วมุ่น


         นี่คือเขากำลังถูกหยอกล้ออยู่สินะ


         “เลิกพูดเล่นได้แล้ว” ยามัมบะกิริคุนิฮิโระตัดบทพลางส่งเสื้อ**ให้โดยไม่สบตา


         “ข้าพูดจริงนะ”


         ดาบในตำนานยืนยันด้วยรอยยิ้ม ทว่าสำหรับยามัมบะกิรคุนิฮิโระ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะพูดจริงหรือไม่ ก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาจำต้องเก็บมาใส่ใจ


         “รับเสื้อไปสวมซะ” สึกุโมะงามิหนุ่มเร่งเรียบๆ ให้ผู้ถูกเร่งเงียบไปครู่หนึ่ง


         “...วันนี้เป็นวันที่สาม”


         มิกะสึกิมุเนจิกะเอ่ยเพียงแค่นั้นและยืนนิ่งเช่นเดิม ฝ่ายที่ขยับจึงเป็นยามัมบะกิรคุนิฮิโระที่อยากถอนหายใจหนักๆ ให้กับความเอาแต่ใจและระบบความคิดแปลกๆ ของดาบในตำนาน แต่ก็ทำได้แค่ยอมหันไปคลี่เสื้อออกแล้วจับสวมหัวอีกฝ่าย ก่อนจะเดินอ้อมไปด้านหลังแล้วค่อยดึงเสื้อลงมา ด้วยวิธีนี้ ทำให้เขาช่วยมิกะสึกิมุเนจิกะเปลี่ยนชุดได้โดยที่ไม่ต้องเผชิญหน้ากัน


         ทว่า มันก็เป็นการหลีกเลี่ยงเพียงชั่วครู่ชั่วคราวเท่านั้น


         เมื่อการแต่งตัวเสร็จสิ้นลง ยามัมบะกิริคุนิฮิโระก็จำต้องมานั่งคุกเข่าเผชิญหน้ากับมิกะสึกิมุเนจิกะ ศีรษะค้อมต่ำลงเล็กน้อย จากนั้นจึงเอ่ยสิ่งที่ค้างคาใจมาตั้งแต่เมื่อวานออกมา


         “...เรื่องเมื่อวาน ข้าขอโทษ”


         พอได้พูดออกไป น้ำหนักในใจส่วนหนึ่งก็เบาบางลง ทั้งจากหน้าที่ที่ต้องอยู่ประชิดอีกฝ่ายเพื่อคอยแต่งตัวให้และจากความรู้สึกผิดจากการกระทำอันไร้มารยาทที่เกิดขึ้นเมื่อวาน แม้ว่าสึกุโมะงามิตรงหน้าจะยังไม่ได้ยกโทษให้ตามที่ขอเลยก็ตาม อันที่จริงยามัมบะกิริคุนิฮิโระเตรียมใจเอาไว้แล้วว่าคงจะไม่ได้รับการให้อภัย ทว่าสิ่งที่ได้ยินจากปากของมิกะสึกิมุเนจิกะนั้นกลับตรงข้ามกับที่คิดเอาไว้


         “เป็นข้าต่างหากที่ต้องขอโทษ”


         เสียงนั้นดังมาจากเบื้องหน้า หาใช่เบื้องบนอย่างที่ควรจะเป็น


         เมื่อรู้สึกตัว จากภาพที่พ้นผ่านขอบผ้าคลุมทำให้ยามัมบะกิริคุนิฮิโระรู้ว่า มิกะสึกิมุเนจิกะได้นั่งคุกเข่าคงต่อหน้าตน มือเรียวสวยทว่าแข็งแรงนั้นวางประสานบนตัก


         “ข้าเป็นฝ่ายเสียมารยาทกับเจ้าก่อน ข้าได้ยินมาว่าเจ้าเป็นดาบที่เคยชินกับร่างเนื้อมากที่สุดและออกรบมากที่สุด ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะตอบโต้ตามสัญชาตญาณได้รวดเร็วเช่นนั้น” มิกะสึกิมุเนจิกะเอ่ยเสริม ทว่ายามัมบะกิริคุนิฮิโระกลับรู้สึกชวนให้คิ้วกระตุกพร้อมกับความรู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างประหลาด


         ฟังแวบแรก ก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายคงไม่ได้ติดใจเอาความอะไรและเหมือนจะออกปากชม ทว่าเมื่อลองคิดให้ดี ก็รู้สึกเหมือนถูกตำหนิเรื่องที่ปล่อยให้สัญชาตญาณอยู่เหนือสติ จนทำให้ไม่รับรู้สถานการณ์รอบตัวยังไงยังงั้น


         แต่มันก็เป็นอย่างที่อีกฝ่ายพูด


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระไม่อาจปฏิเสธคำ(ที่น่าจะตำหนิเขาอยู่)นั้นได้ จึงนั่งนิ่งอยู่เช่นนั้นแม้ว่าภายในใจจะรู้สึกกรุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด ทั้งที่ปกติเขาจะไม่ค่อยหงุดหงิดกับอะไรขึ้นมาง่ายๆ แท้ๆ


         “...เจ้า...”


         ร่างใต้ผ้าคลุมผุดลุกขึ้นพร้อมกับยกมือห้ามไม่ให้มิกะสึกิมุเนจิกะพูดอะไรต่อ เมื่อเขาสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณแปลกปลอมที่คุ้นเคยได้


         เพิ่งพ้นอันตรายไม่ถึงวัน ก็มาเลยอย่างนั้นรึ


         คิ้วเข้มขมวดแน่น พลังวิญญาณแปลกปลอมที่ไม่ใช่ของผู้ที่อยู่ที่นี่ปรากฏเพียงครู่หนึ่งแล้วจึงหายวับไป ช่างเป็นการไปมาไวดั่งพายุจนน่าหงุดหงิดจริงๆ


         “แขกงั้นหรือ” มิกะสึกิมุเนจิกะที่ยังคงนั่งอยู่เช่นเดิมเอ่ยถามขึ้น ดูเหมือนอีกฝ่ายจะจับสัมผัสพลังวิญญาณของแขกไม่ได้รับเชิญเมื่อครู่เช่นกัน เพียงแต่เมื่อหัวหน้าหน่วยหลักอย่างยามัมบะกิริคุนิฮิโระยังไม่ขยับ ก็แสดงว่าอาจจะไม่ใช่ศัตรู


         “ผู้ส่งสาส์น” ยามัมบะกิริคุนิฮิโระตอบสั้น ดึงมือซึ่งยกค้างไว้มาจับผ้าคลุมแล้วดึงให้ต่ำลงตามความเคยชิน


         “ผู้ส่งสาส์น?” แขกกิตติมศักดิ์ทวนคำด้วยน้ำเสียงที่ไม่ต้องมองหน้าก็รู้ได้ว่าอีกฝ่ายคงกำลังทำหน้าสงสัยเต็มกำลัง


         “ผู้ที่นำคำสั่งออกรบมาให้คนทรง”


         “งั้นรึ แสดงว่านางไม่ได้มีความสามารถมองเห็นอดีตได้สินะ”


         ตาสีเขียวอมฟ้าเหลือบมองผู้พูดเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ ถึงจะไม่รู้ว่านอกเหนือจากที่เคยได้คุยกับคนทรงเมื่อวันก่อนแล้ว อีกฝ่ายจะได้ไปสอบถามอะไรกับใครบ้าง ไม่ว่าประโยคนั้นจะได้มาจากการฟังคำผู้อื่นมา หรือเป็นการสรุปด้วยตัวเอง ยามัมบะกิริคุนิฮิโระก็อดรู้สึกชื่นชมสึกุโมะงามิตนนี้ขึ้นมาไม่ได้


         หน้าที่ของคนทรงซึ่งทำงานคอยปกป้องอดีตนี้มีหลายอย่าง แต่หลักๆ โดยทั่วไปที่เหมือนกันคืออัญเชิญสึกุโมะงามิดาบ ชำระล้างล้างความมืดซึ่งเกาะกินส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณ และใช้สึกุโมะงามิดาบเหล่านั้นปกป้องความพยายามในการบิดเบือนอดีตขององค์กรนั่น


         คนทรงแต่ละคนมีความชำนาญและความสามารถพิเศษแตกต่างกัน ในส่วนของคนที่มีความสามารถพิเศษอย่างการมองเห็นอดีตนั้น บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องรอคำสั่งจากผู้นำสาส์น และสามารถดำเนินการส่งดาบออกไปรบได้ทันที


         “...เช่นนั้น เจ้าก็คงต้องไปเตรียมออกรบ”


         “ก็ไม่แน่หรอก”


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระตอบ แล้วหันกลับมาพับชุดที่วางกองอยู่กับพื้น ตามที่ถูกพวกมีดสั้นเคี่ยวเข็ญให้ทำจนติดเป็นนิสัยไปแล้ว


         “หน่วยที่ออกรบ ไม่ใช่หน่วยหลักหรอกหรือ” มิกะสึกิมุเนจิกะถามต่ออย่างแปลกใจ


         “อย่างแรก ขึ้นอยู่กับสนามรบที่ต้องไป ถ้าอยู่ในช่วงกลางคืน จะเป็นหน้าที่ของหน่วยสี่ อย่างที่สอง ถ้าไม่ได้เร่งด่วนนักและคนทรงเห็นสมควร ก็อาจจะจัดหน่วยอื่น หรืออาจสลับให้ดาบเล่มอื่นไปแทนเล่มที่ประจำอยู่ในหน่วยนั้นๆ”


         ร่างใต้ผ้าคลุมอธิบายตอบเรื่อยๆ อย่างไม่เห็นว่าจำเป็นต้องปิดบัง เมื่อพับชุดเสร็จเรียบร้อยก็ผุดลุกยืนขึ้น ทว่าไม่ทันจะได้เอ่ยปากขอตัว เสียงฝีเท้าที่ดังตรงมาก็ดึงความสนใจของเขาไปก่อน


         “มิกะสึกิมุเนจิกะ”


         เป็นเฮชิคิริฮาเสะเบะที่เดินพ้นขอบประตูมาหยุดยืนด้วยสีหน้าหงุดหงิดแบบไม่ปิดบัง


         เฮชิคิริฮาเสะเบะกวาดตามองพวกเขาที่อยู่ในห้องเร็วๆ แล้วเอ่ยเป้าหมายของตนเองทันที


         “นายท่านต้องการขอพบเจ้าอย่างเป็นทางการ เพราะงั้นเปลี่ยนไปเป็นชุดประจำตัวยามออกรบซะ”


         ช่างเป็นประโยคที่ออกจะไร้มารยาทเมื่อมาพูดกับแขกของเจ้านาย แต่เฮชิคิริฮาเสะเบะก็หาได้สนใจไม่ เมื่อแจ้งความตามที่ได้รับมอบหมายมาเสร็จ ก็หันตัวกลับอย่างไม่คิดให้คนฟังเสียเวลาตกใจ


         “หา ดะ เดี๋ยว! รอก่อน ฮาเสะเบะ” ยามัมบะกิริคุนิฮิโระที่เตรียมลุกเพราะเข้าใจว่าอีกฝ่ายมาตาม รีบลุกก้าวออกจากห้องไปเรียกเอาไว้ “หมายความว่ายังไงน่ะ”


         คนถูกรั้งหันกลับมาด้วยอาการขมวดคิ้ว ราวกับไม่เข้าใจว่าทำไมถึงถูกถามเช่นนั้น


         “มีตรงไหนที่ข้าพูดได้ไม่ชัดเจน”


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระชะงักไปชั่ววินาทีหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าลงต่ำเหมือนตัวเองทำอะไรผิดพลาดไป ตอนที่เห็นหน้าเฮชิคิริฮาเสะเบะแวบแรก เผลอคิดไปว่าคงถูกคนทรงวานให้มาเรียกตัวเขาไปเตรียมออกรบ แต่ประโยคที่อีกฝ่ายพูดนั้นผิดไปจากที่คาดเอาไว้มากจนเผลอหลุดปากเรียกตัวเอาไว้


         เพราะถ้าหากมิกะสึกิมุเนจิกะจะต้องเปลี่ยนชุดประจำตัว นั่นหมายความว่าเขาจะต้องอยู่ช่วยเปลี่ยนชุดที่แสนวุ่นวายนั่นต่อ และคราวนี้คงไม่ง่ายเหมือนเช่นชุดทำงานที่มีเพียงไม่กี่ชิ้นที่ดูปราดเดียวก็รู้ว่าชิ้นไหนใส่อย่างไร


         ความโล่งอกก่อนหน้านี้ถูกพัดปลิวหายไปด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียว


         ไม่ใช่เรื่องดี ไม่ดีเลยสักนิดเดียว


         “นางเพิ่งฟื้นตัว แล้วยังต้องส่งดาบไปรบ ระหว่างที่รอพวกที่ต้องไปรบ ควรจะให้นางพักผ่อนให้มากที่สุดมากกว่า”


         นั่นเป็นเหตุผลที่ดูดีที่สุดแล้วในการจะใช้อธิบายการกระทำของตัวเอง


         ทว่าคำตอบสวนกลับมาของเฮชิคิริฮาเสะเบะก็ทำให้ยามัมบะกิริคุนิฮิโระจนต่อคำ...อ้าง


         “แล้วเจ้าคิดว่าที่นี่มีใครสามารถเปลี่ยนใจนายท่านได้หรือไม่ล่ะ”


         เพียงแค่นั้น ยามัมบะกิริคุนิฮิโระก็หุบปากเงียบ เข้าใจได้ทันทีว่าทำไมเฮชิคิริฮาเสะเบะถึงดูหงุดหงิดอารมณ์เสียขนาดนี้ อีกฝ่ายคงพยายามทัดทานแต่ก็ไม่อาจสู้นิสัยดื้อรั้นของคนทรงได้ สุดท้ายเลยได้แต่ต้องรับคำสั่งมาด้วยความหงุดหงิดที่มีต่อแขกกิตติมศักดิ์


         และเมื่อคงเห็นว่าเขาไม่น่าจะมีคำถามอะไรอีก เฮชิคิริฮาเสะเบะก็หมุนตัวก้าวยาวๆ หายไปจากระเบียงทางเดินอย่างรวดเร็ว


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งเพื่อทำใจ นึกหาวิธีที่จะทำให้ไม่ต้องเผชิญหน้ากับดาบในตำนานที่ไม่คิดจะให้ความร่วมมือกันสักนิด คิ้วเข้มเหนือดวงตาสีเขียวอมฟ้าขมวดเข้าหากัน ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปที่ห้องพร้อมกับข้อสรุปที่น่าจะทำให้เขาไม่จำเป็นต้องไปอยู่ต่อหน้านัยน์ตาประหลาดในระยะใกล้ได้


         “มิกะ..!!”


         ริมฝีปากซึ่งเอ่ยนามชะงักไปพร้อมๆ กับที่ภาพเบื้องหน้าที่ควรจะเป็นระเบียงทางเดินยาวถูกแทนที่ด้วยภาพลำคอ สันกราม รวมทั้งริมฝีปากของใครบางคนในระยะใกล้


         เสียงโอ๊ะเบาๆ ดังเข้าหู พร้อมกับสัมผัสที่กำแน่นตรงท่อนแขน ตาสีเขียวอมฟ้าเบิกกว้าง เงยขึ้นมองตามปฏิกิริยาอัตโนมัติของตัวเอง และนั่นก็ทำให้ยามัมบะกิริคุนิฮิโระสบตาเข้ากับสึกุโมะงามิที่ตนอยากหลบตามากที่สุด


         จันทร์เสี้ยว...ของยามรุ่ง


         ส่วนเสี้ยวที่หงายขึ้น นั่นหมายถึงจันทร์ข้างแรม


         “ขอโทษด้วย ข้าไม่ได้ตั้งใจทำให้เจ้าตกใจ”


         พลัน สติสัมปชัญญะที่เหมือนจะหลุดจากร่างไปครู่หนึ่งถูกกระชากกลับมาด้วยประโยคนั้น เช่นเดียวกับอาการกระตุกวูบในอก


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระสะดุ้งแบบที่เกือบจะเรียกได้ว่าสุดตัว ภาพเหตุการณ์เมื่อวานวูบกลับเข้ามาเพียงชั่วเสี้ยววินาที ทำให้เขาสามารถกดสัญชาตญาณของตัวเองกลับเข้าไป ก่อนจะดึงมือที่จับแขนของตนออกอย่างพยายามให้ดูสุภาพที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมกับที่ก้าวถอยหลังอีกสองก้าวอย่างรวดเร็ว


         เพียงพริบตา ระยะห่างก็ถูกสร้างขึ้นโดยที่คู่กรณีไม่ทันได้ตั้งตัว


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระดึงขอบผ้าคลุม ก้มหน้าลงต่ำ


         “ข้าต่างหากที่ต้องขอโทษที่หันกลับไปโดยไม่ระวังตัวให้ดี”


         ทว่ามิกะสึกิมุเนจิกะกลับหัวเราะฮึๆ เบาๆ เสียอย่างนั้น แต่ถึงจะสงสัยว่าอีกฝ่ายหัวเราะอะไร แต่ยามัมบะกิริคุนิฮิโระตัดสินใจพูดถึงเรื่องอื่นแทน


         “ข้าจะไปตามคะเซ็นมาช่วยเจ้าสวมชุด”


         “ทำไม” เสียงหัวเราะเงียบหายและมิกะสึกิมุเนจิกะก็ถามต่อทันทีโดยไม่ปล่อยเว้นให้ได้ทันปลีกตัว


         “ชุดของเจ้า...” ยามัมบะกิริคุนิฮิโระเงียบไปเล็กน้อย “คะเซ็นน่าจะช่วยเจ้าสวมได้ถูกต้องและรวดเร็วกว่าข้า”


         “ไม่ใช่เพราะเจ้าไม่อยากอยู่กับข้าหรอกหรือ”


         ทว่าถ้อยคำสวนกลับมานั้นแทงเข้ากลางใจจนคนฟังสะอึกเฮือก


         “ข้าไม่...ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น เพียงแค่ข้าไม่แน่ใจว่าจะสามารถช่วยเจ้าสวมชุดได้ถูกต้อง”


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระอึกอัก เขาไม่ได้โกหก แต่ก็พูดไม่ได้เต็มปากว่าไม่ได้คิดแบบนั้น


         “เจ้าจะทำเฉพาะเรื่องที่เจ้ามั่นใจเต็มที่งั้นรึ ยามัมบะกิริคุนิฮิโระ”


         ประโยคคำถามธรรมดาด้วยน้ำเสียงปกติ แต่ทำไมถึงรู้สึกกดดันเหมือนถูกต้อนชิดกำแพงที่มองไม่เห็น ยิ่งเมื่อถูกเรียกด้วยชื่อเต็มเช่นนั้น ก็ยิ่งรู้สึกเหมือนกำลังถูกเปรียบเทียบกับ ‘ยามัมบะกิริ’


         จะบอกว่าหากเป็น ‘ยามัมบะกิริ’ เล่มนั้นละก็ คงสามารถทำเรื่องพวกนี้ได้อย่างสบาย แต่ของเลียนแบบอย่างเขาไม่สามารถทำได้อย่างนั้นหรือ


         ความรู้สึกหลายอย่างปะทุขึ้นมาอย่างที่ไม่ได้เป็นมานานแล้ว


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระกดความรู้สึกเหล่านั้นลงไป สูดหายใจลึก ทว่าก่อนจะได้ทำอะไร สึกุโมะงามิตรงหน้าก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง


         “ในเมื่อเจ้าถูกมอบหมายให้ดูแลเครื่องแต่งตัวให้ข้า เจ้าแค่ทำหน้าที่ของเจ้าก็พอ”


         ถ้อยน้ำเสียงฟังดูผ่อนคลายอย่างประหลาด ไม่ได้หมายความว่าก่อนหน้านี้จะรู้สึกว่ามิกะสึกิมุเนจิกะใช้น้ำเสียงหรือมีความรู้สึกที่แข็งกร้าว แต่...อะไรบางอย่างในน้ำเสียงนั้น ทำให้ยามัมบะกิริคุนิฮิโระรู้สึกผ่อนคลาย ทั้งที่เขาควรจะรู้สึกแย่ติดลบเรื้อรังยาวนานไปอีกสามวัน(พวกมีดสั้นเคยใช้คำนี้ แต่เขาจะพอเดาได้ว่าคนที่เริ่มพูดเป็นคนแรกคือสึรุมารุคุนินางะ)


         “ส่วนเรื่องที่ว่าถูกต้องหรือไม่นั้น เอาไว้ค่อยดูกันไปก็แล้วกัน”


         มิกะสึกิมุเนจิกะพูดเช่นนั้นแล้วหัวเราะเบาๆ ขณะที่ยามัมบะกิริคุนิฮิโระได้แต่เลิกคิ้วสูงงงงันไม่เข้าใจ ถึงจะได้ยินมาว่าอีกฝ่ายชอบให้ผู้อื่นคอยดูแล แต่การต้องยืนนิ่งเป็นหุ่นนานๆ ก็ไม่น่าจะใช่เรื่องสนุก แถมเป็นการแต่งตัวไปเผชิญหน้ากับคนทรงที่ดูยังไงก็รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ค่อยพอใจ และคำพูดของเฮชิคิริฮาเสะเบะฟังดูเป็นคำสั่งมากกว่าคำบอกเล่าหรือขอร้อง แต่ทำไมถึงหัวเราะออกมา ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยไม่พอใจกับอาการก้มหัวขอร้องของคนทรงแท้ๆ


         แล้วคำถามที่ยามัมบะกิริคุนิฮิโระเคยถามตัวเองอยู่หลายครั้งนับแต่ที่ต้องอยู่ใกล้มิกะสึกิมุเนจิกะก็ลอยเข้ามาในหัวอีกครั้ง


         ดาบในตำนานเป็นอย่างนี้ทุกเล่มเลยหรืออย่างไร


         นัยน์ตาสีเขียวอมฟ้ามองช่วงข้าที่ขยับหมุนเดินกลับเข้าห้องไปด้วยอาการคอแห้งผากอย่างประหลาด


         เอาเป็นว่าสิ่งที่เขาควรทำในตอนนี้ คือการทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมา ส่วนเรื่องของมิกะสึกิมุเนจิกะ...


         มือขวาซึ่งคุ้นชินกับการกำดาบเลื่อนขึ้นมาบีบแขนตรงบริเวณที่ถูกสัมผัสเมื่อครู่นี้ คิ้วเข้มผูกชิดเข้าหากันเมื่อมันคล้ายกับยังหลงเหลือสัมผัสอยู่ ก่อนจะเพิ่มแรงบีบและคลายออกอย่างรวดเร็ว


         ยามัมบะกิริคุนิฮิโระไม่รู้ว่าฝ่ายนั้นกำลังคิดอะไรอยู่ แต่อย่างน้อย ตอนนี้เขาก็สรุปกับตัวเองได้แล้ว


         ว่าเขาไม่ชอบมิกะสึกิมุเนจิกะเลยจริงๆ

 
 
 
 
 
☾. ・* ・. ・* ・. ・* ・. ・* ・. ・* ・.☽
 
O<-<
 
หลังจากไปอ่านย้อนฟิคตัวเอง เห็นว่ามีความสับสนในการเรียก ว่าจะเรียก ทัพ หรือ หน่วย กันแน่ ยืนยันชัดเจน หน่วย ค่ะ /น้ำตาไหลพรากกับความไร้สติที่ผ่านมา
 
 
โซนตอบเมนท์
@loss : ขอบคุณที่ยังอดทนตามอ่านถึงตอนนี้ค่ะ TvT
 
 
ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ค่ะ m(_ _)m
 

Comment

Comment:

Tweet