Fiction

[Fic]Tactics :: Time

posted on 29 May 2007 01:00 by foundation  in Fiction

เป็นฟิคที่ได้จากการไซโคตัวเองด้วยการโหลดโดมานั่งอ่าน = =" ก่อนหน้านี้ก็ขุดอนิเมขึ้นมาดูใหม่ เหอๆ

จริงๆ มันควรจะเสร็จไปก่อนหน้านี้ซักสามวันแล้ว แต่พอดีเชื้อขี้เกียจกำเริบ = ="


[Fic] Tactics :: Time

ความทรงจำที่ฝังใจสมัยเด็กของเขามีเพียงสิ่งเดียวคือบ้านไม้เก่าๆ หลังหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านของเขานัก สวนข้างบ้านที่แม้จะไม่ถึงกับรกร้างแต่ก็ดูเหมือนไม่ค่อยได้รับความดูแลซักเท่าไหร่ บรรยากาศเงียบสงบจนวังเวงน่ากลัว

ตั้งแต่เริ่มจำความได้เขาก็ถูกห้ามไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับบ้านหลังนั้น อันที่จริงแล้วไม่เพียงแต่เขาเท่านั้น เด็กบ้านอื่นๆ ก็โดนห้ามไม่ให้เข้าไปใกล้บ้านหลังนั้นเช่นกัน

ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะข่าวลือมากมาย...

ทั้งที่ว่าเจ้าของบ้านฆ่าตัวตายหนีเจ้าหนี้ เพราะอกหัก และที่ขาดไม่ได้คือการฆ่าตัวตายเพราะสอบไม่ผ่านติดต่อกันหลายปี เรียกว่าอะไรที่พอจะจับมาพูดเป็นเรื่องซุบซิบได้ ย่อมไม่มีขาดตกซักเรื่อง

...ถึงจะมีเรื่องเล่าลือมากมาย แต่บ้านหลังนั้นก็ไม่ใช่บ้านร้าง

เจ้าของบ้านเป็นชายหนุ่มรูปหล่อ ใบหน้าขาวสลักราวกับเทพบุตร ชนิดที่น่าจะไปเป็นนายแบบ แต่ข้อเสียข้อใหญ่ของคนๆ นั้นคือ นิสัยที่ไม่ค่อยพูดจากับคนอื่นซักเท่าไหร่ มนุษยสัมพันธ์ค่อนข้างแย่ ไม่สิ...แย่มากเลยล่ะ แม้แต่กับคุณป้าที่ได้ชื่อว่าสามารถตีสนิทคนได้ทุกฐานะทุกอาชีพ ยังต้องยกธงขาวกลับบ้านด้วยน้ำตานองหน้ากับความภูมิใจของตัวเองที่พังทลายลง

ชายคนนั้นมักจะมานั่งดื่มชาอยู่ตรงระเบียงบ้านทุกเย็นเหมือนกับที่คนเฒ่าคนแก่ชอบทำ และเมื่อความมืดมิดของกลางคืนคืบคลานเข้ามา เขาก็จะเดินเข้าบ้านไปเงียบๆ

เป็นอย่างนี้ทุกวัน...ทุกวัน

จนกระทั่งวันหนึ่งที่ความอยากรู้อยากเห็นของเด็กชายตัวเล็กๆ คนหนึ่งได้เอาชนะความหวาดกลัวต่อการลงโทษของผู้เป็นพ่อแม่

ประตูรั้วไม้ที่แม้จะเก่าแต่ก็ยังพอใช้งานได้ค่อยๆ เปิดแง้มออก ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดให้เด็กน้อยสะดุ้งเฮือก นัยน์ตากลมโตพยายามมองผ่านช่องที่เพิ่งเปิดกว้างได้เพียงไม่กี่เซนติเมตร ราวกับว่ต้องการดูให้แน่ใจว่าจะไม่มีซอมบี้ตัวเขียวๆ หรือสัตว์ประหลาดอย่างในการ์ตูนโผล่ออกมา

เมื่อเห็นว่าน่าจะปลอดภัยดีแล้ว เสียงประตูเปิดก็ดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ร่างของเด็กน้อยจะก้าวผ่านธรณีประตูเข้าไปเหยียบบริเวณบ้าน

ประตูบานเลื่อนแบบเก่าปิดสนิทอยู่ตรงหน้า ให้รู้สึกเหมือนกำลังถูกเชิญชวนด้วยเสียงที่ไม่ได้ยิน ซ้ายมือของเขาคือสวนที่เต็มไปด้วยกิ่งไม้ใบหญ้ากระจายเต็มไปหมด

บางทีเจ้าของบ้านคนนั้นคงจะขี้เกียจ

เด็กน้อยให้คำตอบกับตัวเอง แล้วเบนสายตากลับมามองประตูตรงหน้าอีกครั้ง

ความลังเลเกิดขึ้นอีกครั้ง ระหว่างความอยากรู้อยากเห็นและมารยาทที่ดีที่ไม่ควรเข้าไปยุ่มย่ามในบ้านของคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่เมื่อคิดไปคิดมา...ไอ้ที่เขาเดินเข้ามานี่ก็ถือว่าผิดแล้วสินะ

เพราะงั้น...ผิดต่อไปอีกหน่อยก็คงไม่เป็นไรล่ะมั้ง

เมื่อคิดได้อย่างนั้นร่างเล็กๆ ก็เดินเข้าไปสัมผัสบานประตูไม้ที่เย็นเฉียบ

ครืด....

โถงทางเดินสะอาดปรากฏขึ้นแก่สายตา ข้าวของต่างๆ ไม่ว่าตู้ โต๊ะต่างถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบและได้รับการดูแลอย่างดีราวกับเป็นของใหม่ผิดกับภายนอกที่เห็นลิบลับ เด็กหนุ่มลอบถอนหายใจเฮือก

อย่างน้อยก็ไม่ใช่บ้านที่เต็มไปด้วยใยแมงมุม เศษซากตู้โต๊ะ

สมองน้อยๆ คิดพลางมองไปรอบบ้านอย่างสบายใจและรู้สึกดีขึ้น

ไม่มีพวกซากศพอะไรด้วย

นอกเหนือไปจากสวนนอกบ้านที่ชวนสยองขวัญแล้ว บ้านหลังนี้ก็ไม่ต่างจากบ้านของเขา เผลอๆ อาจจะสะอาดกว่าด้วยซ้ำ เขาก้าวเดินไปตามทางเดินแคบๆ ซ้ายมือคือห้องพักผ่อน สิ่งที่สะดุดตาเป็นอย่างแรกคือหิ้งบูชาสีเข้มตัดกับสีผนังและสีพื้นที่เป็นสีซีดจาง

อาจจะเป็นของเจ้าของบ้านคนก่อน

ทันทีที่มือเล็กเอื้อมไปเปิดบานประตูเล็กของหิ้งบูชา จมูกก็ได้กลิ่นหอมของดอกไม้สดที่วางประดับอยู่ภายในทันที มันเป็นกลิ่นหอมที่เด็กน้อยไม่รู้จัก

หอมมาก...แต่ไม่ฉุนจนแสบจมูกเหมือนดอกกุหลาบที่พี่สาวเคยได้รับในวันวาเลนไทน์

เป็นกลิ่นที่หอมเย็น ชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย หัวใจที่เต้นระรัวราวกับกลองนับตั้งแต่ก้าวเข้ามาในบ้านหลังนี้ ค่อยๆ สงบลง

นัยน์ตากลมโตจับจ้องอยู่ที่รูปถ่ายขาวดำที่วางอยู่ตรงกลางอย่างสนใจเป็นพิเศษ มันเป็นภาพของผู้ชายคนหนึ่งที่ยิ้มกว้างอย่างมีความสุข แต่ดูจากรูปแล้วน่าจะเสียชีวิตตั้งแต่ยังอยู่ในวัยหนุ่ม

กิ๊ง...

เสียงเคาะกระทบใสดังขึ้นเบาๆ เด็กน้อยยกมือไหว้ตามแบบที่ได้รับการสั่งสอนมา

"ขอโทษที่มารบกวนด้วยนะครับ"

"เธอเป็นใคร"

เฮือก!!

ตึง!

โครม!!!

อาการตกใจแบบสะดุ้งสุดตัวโอเวอร์ ทำให้เด็กหนุ่มถอยกรูด ขาที่ตะเกียกตะกายก็เลยไปฟาดเอากับโต๊ะกลางห้อง สุดท้ายก็ต้องจบลงด้วยอาการน้ำตาเล็ดจากความซุ่มซ่ามของตัวเอง

"มาทำอะไรที่นี่" คำถามต่อมาดังขึ้นโดยไม่รอคำตอบของคำถามแรก ตากลมโตของเด็กน้อยเงยขึ้นอย่างหวาดกลัว ภาพของชายหนุ่มในชุดสูทสีดำแบบเก่ายืนค้ำร่างเล็กนั้นไว้

"ขอโทษครับ..ฮือ...ขอโทษครับ"

เขาไม่น่าเข้ามาในบ้านนี้เลย ไม่น่าฝ่าฝืนคำห้ามของพ่อกับแม่เลย

งานนี้ต้องถูกฆ่าแน่ๆ..ถูกฆ่าแน่ๆ

ความคิดเลวร้ายเริ่มก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ อย่างห้ามไม่อยู่ ยิ่งคิด..ร่างกายก็ยิ่งสั่นขึ้นเรื่อยๆ ในหัวมีแต่จินตนาการว่าตัวเองจะถูกฆ่ายังไง ถูกจับกดน้ำ หรือถูกแขวนคอกันแน่นะ แล้วก็คงถูกฝังอยู่ในสวนของบ้านหลังนี้แน่ๆ

ระหว่างที่ความคิดมากมายหมุนวนอย่างรวดเร็ว กลิ่นหอมอ่อนๆ ของใบชาก็โชยแตะจมูกให้รู้สึกค่อยๆ สงบลง หัวใจเต้นช้าลงเช่นเดียวกับลมหายใจที่ผ่อนคลายมากขึ้น

จะเอายังไงดี? จะเงยหน้าขึ้น หรือรีบก้มหน้าก้มตาวิ่งหนีดี

กริ๊ง...

"ดื่มซะสิ"

เสียงทุ้มของชายคนเมื่อครู่ดังขึ้นอีกครั้ง ให้เด็กน้อยสะดุ้งเงยหน้าขึ้นอัตโนมัติ

ไม่มีเชือก ไม่มีอ่างน้ำ ไม่มียาสลบหรืออะไรทั้งนั้น

มีเพียงถาดน้ำชากับขนมวางอยู่บนโต๊ะ

ส่วนคนๆ นั้นก็เดินออกไปนั่งที่ริมระเบียง ไม่ได้สนใจว่าเด็กน้อยจะยอมดื่มน้ำชาตามที่บอก หรือจะวิ่งหนีออกไปโพนทะนาให้ข่าวลือสะพัดมากขึ้นกว่าเดิม

ตาสีเข้มมองถ้วยชาเก่าที่มีควันสีขาวลอยกรุ่นอยู่ด้านบนสลับกับแผ่นหลังกว้างของเจ้าบ้านอย่างลังเล

คุณแม่บอกไม่ให้รับของจากคนแปลกหน้า...

แต่คุณน้าคนนั้นก็เหมือนจะไม่ใช่คนไม่ดี...

เด็กน้อยคิดสรุปภายในใจง่ายๆ ก่อนจะค่อยๆ เคลื่อนตัวไปหยิบถ้วยน้ำชาขึ้นจิบ เปลือกตาบางหลับปี๋ด้วยความขมที่ผ่านลำคอลงสู่กระเพาะ แต่ถึงอย่างนั้นกลิ่นหอมของมันก็ทำให้เขาค่อยๆ จิบเอาความขมนั้นทีละน้อยๆ ด้วยความเต็มใจ

"ยื่นขามา" จู่ๆ ชายหนุ่มเจ้าของบ้านก็โผล่มาตรงหน้าโดยที่ไม่ทันรู้ตัว ยังดีที่เด็กน้อยประคองถ้วยชาไว้ได้ทัน ขืนทำแตกมีหวังโดนฆ่าจริงๆ แน่ๆ

"มะ..ไม่เป็นไรครับ" น้ำเสียงใสของเด็กชายเอ่ยอย่างกล้าๆ กลัวๆ หากตาสีดำขลับของอีกฝ่ายกลับส่งประกายดุจนเขาจำเป็นต้องยื่นขาออกไปตามคำสั่งนั้น

ร่างสูงหยิบกระปุกยาใบเล็กออกมาจากกระเป๋าเสื้อ เปิดฝาออกแล้วปาดเอายาสีเขียวขุ่นค่อยๆ บรรจงทาลงบนขาในส่วนที่เริ่มเป็นสีเขียวช้ำ เสียงกระดิ่งดังกระทบกันให้เขาสังเกตเห็นว่ามันดังมาจากกระพรวนที่อีกฝ่ายสวมอยู่

แรกๆ เด็กน้อยก็สะดุ้งเฮือกกับน้ำหนักที่กดลงมาเพราะกลัวจะเจ็บ แต่ไม่นานเขาก็พบว่าแรงกดนั้นมันไม่มากพอที่จะทำให้เจ็บจึงรู้สึกผ่านคลายลง

"ขอบคุณครับ" คนทายาไม่ตอบอะไร เพียงแต่เก็บตลับยาเข้ากระเป๋าแล้วเดินไปนั่งที่ระเบียงเช่นเดิม

ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง เช่นเดียวกับกลิ่นหอมของใบชาที่กรุ่นหอมไปทั่ว

พี่ชายอยู่คนเดียวหรือ? แล้วทำไมถึงชอบนั่งที่ระเบียงตอนเย็นๆ? ที่คุณป้าข้างบ้านเล่าว่าพี่ชายเป็นฆาตกรโหดหลบหนีตำรวจมาจริงหรือเปล่า?

อยากถาม...อยากรู้

เด็กน้อยคิดในใจ

แต่คุณแม่บอกไม่ให้คุยกับคนแปลกหน้า

นัยน์ตากลมโตหลุบต่ำลง

จริงสิ...พี่ชายอยู่แถวนี้ก็ถือว่าเป็นเพื่อนบ้านเรานี่นา ไม่ใช่คนแปลกหน้าซักหน่อย

เมื่อหาข้ออ้างให้ตัวเองได้แล้ว เด็กน้อยจึงรวบรวมความกล้าขึ้นอีกครั้ง เอ่ยถาม

"พี่ชายอยู่ที่นี่คนเดียวหรือครับ"

....................................

เด็กน้อยรอคำตอบอยู่นาน แต่เมื่อแน่ใจแล้วว่าอีกฝ่ายไม่คิดจะตอบคำถามของตนแน่จึงแอบนึกเสียดาย คิดว่าจะได้รู้อะไรบ้าง แต่ก็เอาเถอะ...แค่นี้เขาก็เอาไปคุยกับเพื่อนที่โรงเรียนได้หลายวันแล้ว ร่างเล็กยันตัวขึ้นยืนช้าๆ เตรียมตัวกลับบ้านพร้อมกับความทรงจำอันน่าตื่นเต้น

"เมื่อก่อน...เคยอยู่ด้วยกันหลายคน" อาการหันหลังกลับจะเดินออกไปชะงักกึก เด็กน้อยค่อยๆ หันมามองแผ่นหลังกว้างที่ถูกอาบด้วยแสงอาทิตย์ทำให้เกิดเงาทอดยาวบนพื้นห้อง

สวย...แต่ก็ดูเหงาๆ

"แล้วตอนนี้ล่ะครับ" เมื่อเห็นว่าเจ้าบ้านยอมคุยด้วยแล้ว เด็กน้อยจึงตัดสินใจเดินมานั่งลงข้างๆ ตรงระเบียง

"ไปหมดแล้ว"

"ตาย...เหรอครับ"

"ทั้งตาย...แล้วก็หายไป" ตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบพร้อมกับนัยน์ตาสีดำก้มลงมองถ้วยชาในมือด้วยสีหน้าสงบ

เด็กน้อยเงียบไป ไม่เข้าใจว่าทำไมสีหน้าของพี่ชายคนนี้ถึงได้ดูเศร้า เหงามากเหลือเกิน

ตากลมโตเหลือบมองหิ้งบูชาที่ยังคงเปิดคาไว้

"พี่ชายคนนั้น...เป็นน้องชายเหรอครับ" ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นเหมือนพยายามจะนึกอะไรบางอย่าง แต่ก็ตอบ

"ไม่ใช่หรอก แต่เป็นคนสำคัญ"

"...พี่คงจะรักเขามากเลยนะครับ ถึงได้ดูแลหิ้งบูชาซะสะอาดเลย" เด็กน้อยยิ้มกว้าง สบตาสีดำขลับคู่นั้นที่มองมาเป็นครั้งแรก

แววตาที่เงียบเหงา เศร้าสร้อย

เขาเดินไปนั่งคุกเข่าลงตรงหน้าหิ้งสีเข้มนั้นอีกครั้ง

"พี่เขาชื่ออะไรเหรอครับ" ถามพลางพนมมือขึ้นเพื่อจะขอขมาอย่างจริงๆ จังๆ

"ไม่รู้"

"ครับ?" เด็กน้อยทวนคำงงๆ

หรือหูเขาจะฝาด

ศีรษะที่ปกคลุมด้วยเรือนผมสีดำสั้นเงยขึ้นมองท้องฟ้าเล็กน้อยก่อนจะย้ำคำตอบ

"จำไม่ได้"

................

"ทำไมถึงจำไม่ได้ล่ะครับ" ความไร้เดียงสาทำให้คำถามนั้นยังคงดำเนินต่อไปได้อย่างไม่ติดขัด คนถูกถามเองก็ดูจะไม่ได้โกรธเคืองอะไรที่จู่ๆ ก็โดนซักโดนถาม

แต่ไม่ทันทีคำถามจะได้รับคำตอบ เสียงเรียกหาของผู้เป็นแม่ก็ดังขึ้นขัดจังหวะ เด็กน้อยสะดุ้งเฮือก...

"แย่ล่ะสิ คุณแม่มาตามแล้ว ผมต้องไปก่อนล่ะครับ ขอบคุณสำหรับน้ำชาแล้วก็ขอโทษจริงๆ ครับที่เข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต" คำลารัวเร็ว แล้วร่างเล็กๆ ก็วิ่งปรู๊ดออกไปทันที ความเงียบจึงกลับมาอีกครั้งแม้จะได้ยินเสียงบ่นของหญิงสาวดังมาพอให้ได้ยินก็ตาม

ทำไมถึงจำไม่ได้?

ควันสีขาวลอยกรุ่นเหนือถ้วยเก่าๆ ในมือ ก่อนจะจางหายไปในอากาศ

เพราะเวลา...เวลาที่ยาวนาน

ยาวนานจนกระทั่งทำให้เขาลืม

ลืมชื่อของคนๆ นั้น...

ลืมว่าทำไมเขาต้องกลับมาที่นี่

ลืมว่าทำไมเขาถึงต้องมานั่งที่ระเบียงเวลานี้ทุกวัน

...นั่นคือ ความโหดร้ายของเวลา

เวลาที่แสนมีค่าของมนุษย์...

แต่ไร้ที่สิ้นสุดสำหรับปีศาจอย่างเขา...

หนึ่งปี...

หนึ่งร้อยปี...

หรือหนึ่งพันปี...

...มีค่าไม่ต่างกัน

จากความเศร้า...กลายเป็นการไม่รับรู้อะไร

จากความโหยหา...กลายเป็นความวางเฉย

จากความเจ็บปวด...กลายเป็นความด้านชา

เวลา...หมุนผ่านเช่นเดียวกับความทรงจำ

เหลือเพียงแต่ความรู้สึก...ที่ยังคงค้างคา

ไม่มีวันเลือนหาย

ไม่มีวันลบล้าง

...ไม่มีวัน...ที่จะลืมเลือน

End


อยากเขียนให้มันดีกว่านี้ อยากต่อให้มันยาวกว่านี้

แต่.....

....ขี้เกียจ (กระโดดหลบรองเท้า)

อ่านก็รู้แล้วว่าไอ้เบนซ์มันตัดจบ 5555 ตอนแรกเกือบจะเปลี่ยนเด็กเป็นผู้ใหญ่ แต่เดียวมันจะจับวาย (รู้นะว่าแค่นี้ก็มีบางคนเริ่มจับวายกันแล้ว = =" )

Tactics ต้อง Haruka x Kantarou เท่านั้น!!!

ลาไปสลบล่ะค่ะ = =/