[Fic]มนต์รักดอนหอยหลอด [1]
posted on 30 Dec 2007 18:34 by foundation in Vongola-AU-
มันมาอีกแล้ว...หึๆ
สงสัยกันล่ะสิว่าไอ้เบนซ์ไปกินยาดองตราช้างกระทืบโลงมารึยังไง ถึงได้ขยั๊น ขยันปั่นเรื่องใหม่ๆ ออกมา
ก่อนอื่นขอบอกก่อนว่าฟิคนี้เป็นโปรเจคฟิคสามัคคี เกิดจากการสุมหัวของหมาเอ(A.A the wolf) ดอส(Sadoz) และอิเบนซ์(Lynx) ใครที่เคยได้อ่าน ประสบพบเจอกับโปรเจคของสามคนนี้จะรู้ว่า แต่ละคนถนัดแนวดาร์ก เศร้า โศก ชวนโฮก แต่...เรื่องนี้จะเปลี่ยนไป
คำเตือนสำหรับการอ่านเรื่องนี้
1.โปรดทิ้งภาพเก่าๆ ของตัวละครที่อยู่ในใจท่านเสียให้หมด เพราะเราจะฉีกมันทิ้งและรั่วกันให้สุดหูรูด!!!!
2.ฟิคนี้เป็นฟิค AU นะจ๊ะ เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงเรื่องสปอย
3.พิมพ์บ้าง หยุดบ้าง มีอารมณ์ก็ปั่น นอยก็ดอง อย่ามาเอาอะไรกับอิสามตัวนี้เลย
Special Thanks
ท่านเม สำหรับ 'ส้มตำ' หนึ่งจาน ที่จุดประกายฟิคนี้ขึ้นมา
ฟูจิ สำหรับชาเขียวใส่กัญชา ที่ทำให้พวกเราบ้าคิดกันขึ้นมาได้
เดียร์ (dear) สำหรับคำแนะนำพล็อตละครน้ำเน่า = =b
เหนือสิ่งอื่นใด ต้องขอขอบคุณ ลุซซูเรีย ที่ทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา หากใครสงสัยเชิญอ่านได้ในเรื่องค่ะ
------------------------------------------------
Title : มนต์รักดอนหอยหลอด
Fandom : Katekyo Hitman Reborn!
Pairing : หลายคู่
Warning : AU และ อย่าคาดหวังอะไรกับฟิคเรื่องนี้มากนัก
เรื่องราวของเรา เริ่มขึ้นที่ตำบลแห่งหนึ่งในดินแดนที่ห่างไกลความเจริญ แต่ในที่นี่เราจะขอเรียกสั้นๆ ว่ามัน 'บ้านนอก' เพื่อประหยัดพื้นที่และระยะเวลาในการอ่าน และเพราะเหตุที่มันบ้านนอกเหลือทน ทำให้แม้แต่ชื่อของตำบลแห่งนี้ก็ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าแท้จริงแล้วมีชื่อเรียกว่าอะไรกันแน่ บ้างก็ว่า ตำบลบ้านดอนหอยหลอด บ้างก็ว่าตำบลบ้านหอยเสียบ ฯลฯ
เอาเป็นว่าจะหอยอะไรก็ช่างมันเถอะ
ตำบลแห่งนี้มีประชากรอาศัยอยู่ไม่เกินสามร้อยหลังคาเรือน ข่าวคราวต่างๆ จึงมักจะกระจายกันแบบปากต่อปาก อุปกรณ์สื่อสารที่ไฮเทคที่สุดของตำบลนี้ คือโทรโข่งที่แขวนอยู่หน้าบ้านกำนันเอี้ยง วันไหนฤกษ์งามยามเคราะห์ กำนันเอี้ยงเกิดอยากเรียกประชุมขึ้นมาก็จะลุกขึ้นมาตะโกนใส่โทรโข่งให้ลูกบ้านแถวๆ นั้นนำข่าวไปกระจายบอกต่อกัน ซึ่งวิธีประหยัดงบประมาณด้านการสื่อสารนี้ได้มาจากความเห็นของยายหม่อน หนึ่งในสองแม่หมอประจำตำบลนั่นเอง
แล้วแม่หมออีกคน?
เอาไว้ค่อยว่ากันทีหลังก็แล้วกัน นี่ก็เกริ่นมาตั้งนานแล้วยังไม่ได้เข้าเรื่องสักที ขืนพล่ามต่อมีหวังถูกบก.โยนเรื่องทิ้งโดยไม่รู้ตัว
อากาศยามบ่ายที่แสนสดใส ไร้เมฆหมอก ชาวบ้านส่วนใหญ่จะนั่งพักผ่อนอยู่ใต้เพิงพักของไร่ตัวเองรอเวลาแดดร่ม ส่วนพวกผู้หญิงก็จะใช้เวลาว่างไปกับการเย็บปักถักร้อย ดูแลบ้านเรือนตามประสาแม่บ้านแม่เรือนที่ดี เป็นเรื่องปกติที่คนส่วนใหญ่คงไม่มีใครบ้านั่งตากแดดเปรี้ยงให้ไข้จับเล่น แต่ก็นั่นล่ะ...โลกเรามักมีข้อยกเว้นเสมอ
โป๊กๆๆๆๆ
อันโบราณว่าไว้ จะหาลูกสะใภ้ที่ดีต้องฟังจากเสียงโขลกน้ำพริก ยิ่งเสียงรัวเท่าใด กังวานมากเท่าไหร่ก็หมายถึงลูกสาวบ้านนั้นเก่งเรื่องงานครัว ทั้งยังขยันขันแข็งอีกด้วย
หากต้นเสียงของเสียงโขลกน้ำพริกนี้ หาได้มาจากครัวหรือใต้ถุนบ้านไหนทั้งนั้น แต่ดังมาจาก...
ท่าไม้ริมน้ำที่อยู่เกือบสุดขอบตำบล
บนท่านั้นคือสตรีร่างเล็กที่กำลังตั้งอกตั้งใจโขลกน้ำพริกมาตั้งแต่เช้า ข้างๆ คือขันน้ำฝนที่เจ้าตัวตักมาตั้งไว้ เกิดหิวน้ำขึ้นมาก็จะได้ไม่ต้องลำบากสังขารตัวเองลุกไปตักเป็นระยะๆ
"เฮ้อ..." เสียงพึมพำไหลผ่านริมฝีปากทันทีที่เสียงสากกระทบกับครกเงียบหายไป แขนเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามยกขึ้นปาดเหงื่อที่ไหลอาบใบหน้าและลำคอ ก่อนจะไล้มือไปหยิบกระโถนสีเงินขึ้นมาบ้วนหมากที่เคี้ยวจนแหลก จากนั้นจึงยกขันน้ำฝนมาจรดริมฝีปากด้วยท่าทีที่คิดว่าดูดีที่สุด
"แดดร้อนจริงๆ เลยนะเนี่ย" เสียงแหลมที่ฟังยังไงก็รู้ว่าจงใจดัดเอ่ยกับธาตุอากาศและสากคู่ใจหลังจากที่จัดการบ้วนปากและดื่มน้ำดับกระหายเรียบร้อยแล้ว เงยหน้าขึ้นมองตะวันที่เริ่มคล้อยไปทางทิศตะวันตกมากขึ้นทุกที จนแว่นกันแดดอันใหญ่ทำมุมสะท้อนกับแสงแดดเป็นประกายวิบวับ เธอจึงก้มหน้าลง มือก็ขยับปีกหมวกกว้างที่ประดับด้วยดอกเฟื่องฟ้าสีขาวและกุหลาบหนูสีชมพูอ่อน(ปลูกเอง) ทั้งหมดนี้คืองานแฮนด์เมดร้อยเปอร์เซ็น รับประกันความทนทานด้วยตัวคนทำที่นำมาใช้เอง
ร่างเล็กยกสากในมือออกมาวางพักบนจานสังกะสีลายดอกไม้สีแดงสดข้างตัว แล้วหยิบช้อนหางสั้นสีเงินที่บิดเบี้ยวเล็กน้อยตามระยะเวลาการใช้งานที่ยาวนานขึ้นกวาดเอาพริกที่เกาะอยู่ขอบครกด้านในให้มารวมกัน ก่อนจะ...
...เทลงแม่น้ำ
"ยังไม่เลิกบ้าอีกเหรอจ๊ะยายละมุด" เสียงหวานใสทักทายดังมาจากทางด้านหลังให้ยายละมุดต้องหันกลับไปมอง
"ถึงบ้า...ก็บ้ารักนะจ๊ะแม่ข้าวหลาม"
สาวผมยาว แม่ค้าขายข้าวแกงนามข้าวหลามได้ยินคำตอบนั้นแล้วก็หัวเราะคิกคัก ด้วยรู้ดีว่าเป็นนิสัยของยายแกที่ชอบปล่อยมุขเสี่ยวใส่ชาวบ้านแบบไม่เลือกหน้า สองแขนเรียววาดไม้พายนำเรือมาเทียบกับท่าไม้นั้น โดยมียายละมุดช่วยจับกาบเรือให้หยุดสนิท
"ถามจริงเถอะจ๊ะ...นี่ยายตั้งใจจะทำแบบนี้ไปจนกว่าจะตายเลยหรือจ๊ะ ทั้งๆ ที่เวลาของยายก็เหลือไม่มากแล้วแท้ๆ น่าจะเอาไปทำอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์มากกว่า"
ตาสีฟ้าหม่นทอดมองสตรีสูงอายุที่อยู่ตรงหน้าด้วยความระอาปนขำ
"ถ้าได้ตายเพราะความรัก ใครบ้างล่ะจะไม่ยินดีจริงไหมจ๊ะ"
แม่ข้าวหลามฟังแล้วก็ทอดถอนใจ เอาเถอะ...เรื่องที่ยายแกฝังใจกับการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำนี่ชาวบ้านเขาก็รู้กันทั่วทั้งตำบล ว่ามันเริ่มมาจากสมัยสงครามโลกที่ข้าวยากหมากแพง บางทีอาจเป็นเพราะต้องอดมื้อกินมื้อ ก็เลยทำให้สมองยายแกขาดสารอาหารจนเกิดความกระทบกระเทือนคิดแต่เรื่องประหลาดๆ
ไอ้เรื่องที่ว่าถ้าตำน้ำพริกแล้วเทลงแม่น้ำสะสมนานวันเข้า แม่น้ำจะกลายเป็นแม่น้ำน้ำพริกให้ตักกินไม่รู้หมดน่ะ!!
"วันนี้มีผัดเผ็ดไก่ แกงส้มปลากราย แกงเขียวหวานหน่อไม้ ต้มจืดตำลึง หมูทอด แล้วก็น้ำพริกแมงดา ของหวานเป็นขนมชั้นกับขนมหม้อแกง ยายละมุดจะทานอะไรดีจ๊ะ?"
ข้าวหลามรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนามาเป็นเรื่องหลักที่ทำให้เธอต้องพายเรือมาถึงท้ายหมู่บ้าน
"ตายจริง วันนี้ก็น่าอร่อยทุกอย่างเหมือนเดิมนะจ๊ะ รอเดี๋ยวนะ" ยายละมุดเอ่ยปากชมแล้วก็หันไปตะโกนอีกทางหนึ่ง "ระวี! นังระวี!! มานี่หน่อยซิ!!!"
ด้วยน้ำเสียงอันทรงพลัง ไม่กี่วินาทีต่อมา หญิงสาวคนหนึ่งวิ่งออกมานั่งคุกเข่าลงข้างๆ สิ่งที่สะดุดตาทั้งสองคนเป็นอย่างแรกคือที่คาดผมสีบานเย็นอันโปรดตัดกับเรือนผมสีดำสนิทที่เจ้าตัวคาดไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ผมฟูๆ ของตัวเองยาวปิดหน้าปิดตา
"ไปตามพ่อทศให้หน่อย เสร็จแล้วกลับมายกครกนี่กลับเข้าไปไว้ในครัวด้วย อ้อ! แล้วก็อย่าลืมหยิบจานกับช้อนมาด้วยล่ะ" ระวีพยักหน้ารับคำสั่งยาวเหยียดนั้นเงียบๆ หากชั่ววินาทีที่ยายละมุดกระพริบตา สายตาของเธอก็ตวัดไปสบกับนัยน์ตาสีอ่อนของข้าวหลาม ก่อนจะลุกขึ้นสะบัดหน้าเดินจากไป ข้าวหลามเห็นอย่างนั้นก็ได้แต่ยิ้มๆ ชินเสียแล้วกับอาการปั้นปึ่งของบ่าวบ้านนี้ แรกๆ เธอก็สงสัยว่าไปทำอะไรให้อีกฝ่ายโกรธ แต่ก็ยังหาสาเหตุที่แท้จริงไม่ได้เสียที
บางทีระวีคงอิจฉาที่ตาของเธอโตกว่า
ข้าวหลามคิดแล้วก็ลอบถอนหายใจเฮือก
ชาติก่อนหล่อนคงไม่ได้ทำบุญถวายเทียนให้มาก ชาตินี้ถึงต้องเกิดมาตาเล็กตี่ ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีญาติฝ่ายไหนเป็นคนจีน แถมตัวก็ดำมืด ปากก็ใหญ่...
บางทีนอกจากไม่ได้ทำบุญแล้ว ชาติก่อนคงชอบนินทาคนอื่นกระมัง
"ผมยาวมากแล้วนะข้าวหลาม" คำเปรยของยายละมุดทำให้ข้าวหลามเงยหน้าขึ้นสบตาหลังแว่นดำอันใหญ่นั่น ก่อนใช้มือดึงผมสีเงินยาวของตนที่มัดรวบไว้ด้านหลังให้พาดมาด้านหน้าแทน
"ให้ยายตัดให้ไหมล่ะ รับรองเริ่ดแน่ๆ"
ถ้าฟังในฐานะที่อีกฝ่ายเป็นช่างตัดผมประจำหมู่บ้านก็น่าเชื่อถือและวางใจได้อยู่ แต่ทุกคนในตำบลต่างก็รู้ซึ้งถึงคำว่า 'เริ่ด' ของยายละมุดดีว่าเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมากที่สุด ตัวอย่างก็ไม่ต้องดูที่ไหนไกล แม่ระวีนั่นล่ะ ที่วันแรกก็เจอฝีไม้ลายมือในการตัดผมของยายละมุดเข้าไปจนต้องหนีกลับบ้านไปทำใจอยู่ร่วมเดือน รู้สึกจะเป็นทรงอะไรสักอย่างที่คล้ายๆ กับนกหัวขวานนี่ล่ะแถมยังเป็นสีแดงอีกต่างหาก แต่ที่น่าแปลกใจคือผมของแม่ระวียาวเร็วมาก กลับมาอีกทีก็เกือบจะยาวเท่าเดิมแล้ว ได้ยินมาจากชาวบ้านว่าแม่ระวีต้องถือหวีติดตัว หวีผมอยู่ตลอดเวลาแถมยังสระผมทุกวันอีกด้วย แต่หลายคนเชื่อว่าแม่ระวีคงได้สูตรยาอะไรสักอย่างมาแน่ๆ ผมถึงได้ยาวเร็วขนาดนั้น
"ไม่ตัดหรอกจ้ะ" ข้าวหลามตอบยิ้มๆ "ไว้ให้ยาวอย่างนี้ไปเรื่อยๆ น่ะดีแล้ว"
ยายละมุดมองหน้าคนพูดอย่างเสียดายเล็กๆ อุตส่าห์คิดทรงผมเตรียมไว้ให้แล้วเชียว
แล้วแม่ระวีก็เดินเข้ามาคุกเข่าลงที่เดิม พลางยื่นจานสังกะสีกับช้อนหางสั้นสองชุดให้นายของตน
"คุณทศให้มาเรียนว่ากำลังโทรศัพท์อยู่ค่ะ เดี๋ยวมา"
"อ้าว! ไม่กินด้วยกันรึแม่ระวี" ยายละมุดว่า หลังจากรับจานกับช้อนมาแล้ว คนถูกถามปรายตามองแม่ค้าขายข้าวแกงเล็กน้อยก่อนตอบเสียงเรียบ
"ระวีกินแล้วจ้ะ ยายนี่พูดเหมือนทั้งตำบลนี่มีร้านขายข้าวแกงอยู่ร้านเดียวอย่างนั้นล่ะ" ตอบจบก็ตบท้ายด้วยเสียงหัวเราะคิกคัก จากนั้นก็ลุกขึ้นมายกครกใบเขื่องกลับไปไว้ในครัว โดยไม่ลืมที่จะสะบัดหน้าใส่ข้าวหลามอีกหน
"งั้นลองย้อมผมหน่อยเป็นยังไงจ๊ะ? ถือว่าเปลี่ยนบรรยากาศ สีผมแบบเราน่ะย้อมง่าย ที่สำคัญใช้น้ำยาย้อมสูตรของยายเอง รับรองว่าไม่มีสารเคมี แถมฟรีอีกต่างหาก" ยายละมุดยังคงพยายามโฆษณาต่อไป แต่ผู้ถูกชักจูงยังทำหน้าอึกอัก พนักงานขายจึงต้องรุกกว่าเดิม
"รับรองสีสวยแน่ๆ ไม่เชื่อดูของยายก็ได้" ว่าแล้วก็ดึงหมวกปีกกว้างออกโชว์ความงดงามของผมที่ทั้งทรงทั้งสีนั้น แปลกแหวกแนว(จากมนุษย์ทั่วไป)มากเลยทีเดียว มือน้อยๆ แต่แข็งแกร่งจากการกำสากมาเป็นเวลานับสิบปีแตะปอยผมด้านหน้าที่เป็นสีเขียวอ่อนอย่างเบามือ ราวกับกำลังแตะแก้วที่แสนเปราะบาง
"นี่ไง สีเขียวนี่ยายสกัดจากใบตองกับมือเลยล่ะ แต่ถ้าแม่ข้าวหลามไม่ชอบสีเขียว ยายก็มีสีอื่นให้เลือกนะ จะสีน้ำเงินอัญชัญ ม่วงลูกหว้า แดงกระเจี๊ยบ ส้มดอกคำแสด น้ำตาลหมาก ดำกาบมะพร้าวเผา เอ้อ...แต่อย่างแม่ข้าวหลามนี่น่าจะย้อมสีเหลืองทองมากกว่า จะได้เหมือนพวกฝรั่งยังไงล่ะจ๊ะ เดี๋ยวยายคิดราคาคนรู้จักให้ก็แล้วกัน"
พูดจบก็ขยิบตาด้วยท่าทีที่ยายคิดว่าเซ็กซี่มากที่สุด
สีเหลืองที่ว่านี่คงไม่ได้สกัดจากขมิ้นเข้มข้นหรอกนะ? ไม่อย่างนั้นย้อมเสร็จหัวของเธอคงส่งกลิ่นลอยไปสามบ้านเจ็ดบ้านแน่ ดีไม่ดี...หัวเธออาจจะเกรียนเป็นหย่อมๆเหมือยยายแกก็ได้
เมื่อครู่เพิ่งจะบอกว่าไม่คิดเงิน ตอนนี้กลับจะคิดราคาคนรู้จักให้กันเสียแล้ว
แต่ไม่ว่าจะเสียเงินหรือสีที่เสนอมาจะถูกใจแค่ไหน เธอก็คงไม่เอาหัวตัวเองเข้าไปเสี่ยงแน่ๆ
ไม่ทันที่ข้าวหลามจะได้อ้าปากปฏิเสธ เสียงทุ้มเข้มเจือแววหงุดหงิดก็ดังขึ้นมาเสียก่อน
"ทำไมวันนี้มาช้านัก"
"ข้าวแกงอร่อย คนเขาก็ติดใจไงล่ะจ๊ะ ไม่ใช่มีแต่พี่ทศคนเดียวเสียหน่อยที่อุดหนุนข้าวหลามน่ะ" คำพูดโต้ตอบดังขึ้นก่อนที่เจ้าตัวจะได้เงยหน้าขึ้นมองคนพูด ซึ่งถ้าหากเป็นคนทั่วไปคงถูกตวาดใส่ ไม่ก็โดนอัดจนต้องหามเข้าอนามัยไปเลยก็มี แต่สำหรับแม่ค้าคนนี้ผลลัพท์กลับต่างออกไป
ร่างสูงใหญ่เดินมานั่งลงยังท่าน้ำด้วยท่าทีสบายๆ ผิดกับนิสัยและรูปลักษณ์
เสื้อโปโลสีฟ้าอ่อนกับกางเกงขายาวสีดำทำให้คนๆ นี้ดูดุน้อยลง ตราบใดที่ไม่เงยหน้าขึ้นมองบาดแผลไฟไหมที่ลามเลียอยู่ตามโครงหน้านั่น นัยน์ตาสีแดงเรียวดุที่ใครได้สบเป็นอันต้องตัวแข็งชะงักค้างด้วยความกลัว สุดท้าย...ก็เห็นจะเป็นหัวยุ่งๆ สีดำนั่นล่ะ นี่ก็ฝีมือออกแบบโดยยายละมุดเหมือนกัน ตรงบริเวณขมับทั้งสองข้างถูกไถออกเพื่อให้ดูเยาว์วัยขึ้น ผมสั้นชี้ฟูไม่เป็นอย่างที่คนจากบางกอกฮิต และเครื่องประดับสีแดงร้อยลูกปัด บวกขนนกสีแดงเช่นกันถูกผูกห้อยไว้ตรงท้ายทอย
นี่ล่ะ...ศิลปะ(ยายละมุดว่ามา)
"ตายแล้ว...นังระวีเก็บขันน้ำไปด้วยเหรอนี่ ให้ตายสิ.." ยายละมุดที่ควานหาขันน้ำฝนไม่เจอบ่นกระปอดกระแปด ก่อนจะลุกขึ้นเดินบ่นไปทางบ้านใหญ่ด้านหลัง โดยถือจานข้าวไปด้วย
"ที่จริงพี่ทศทานจากในเมืองก็ได้นี่จ๊ะ ไม่เห็นจะต้องมารอข้าวหลามเลย ถ้าเกิดขายดีมากๆ จนข้าวหมด ไม่ขายต่อ พี่ไม่ต้องรอเก้อรึ"
ปากก็ว่าไปนั่นแต่ข้าวหลามรู้ดีว่าอะไรจะเกิดขึ้น เจ้าตัวคงขับรถไปกินถึงบ้านเธอเลยแน่ๆ อย่างคราวก่อนที่ขายดีจนเหลือขายได้อีกแค่จานเดียว ไอ้ทศก็ถึงกับสั่งให้ระวีไปหุงข้าวเพิ่มทันที แถมยังรั้งเธอไว้ด้วยเหตุผลที่ว่า เกิดข้าวสุกขึ้นมาแล้วเธอพายเรือกลับ ก็จะกลายเป็นมีข้าวแต่ไม่มีกับเสียแทน สุดท้ายก็ต้องรอจนกระทั่งข้าวสุก รอให้อีกฝ่ายกินหมดนั่นล่ะ ถึงจะกลับบ้านได้
"แถมในเมืองก็มีร้านอาหารอร่อยๆ หรูๆ ให้พี่เลือกตั้งเยอะแยะ"
"ก็พี่อยากทานข้าวแกงของข้าวหลามนี่ แต่ถ้าน้องข้าวหลามอยากทาน ไว้พี่จะขับรถไปรับที่บ้าน ดีไหม?"
"บ้า! ข้าวหลามไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นเสียหน่อย"
"แต่พี่หมายความตามที่พูดนี่"
ดูเอาเถอะ มัดมือชกกันซะอย่างนั้น
เปลี่ยนเรื่องพูดเห็นจะเป็นการดีที่สุด
"วันนี้มีแกงส้มปลากรายของโปรดพี่ทศด้วยนะจ๊ะ หรือจะทานกับอย่างอื่น?" ขณะที่ข้าวหลามกำลังเอื้อมเปิดฝาหม้อสังกะสีที่วางเรียงอยู่ตรงหน้าเพื่อให้อีกฝ่ายได้เลือก มือใหญ่ของคนฟังก็เอื้อมมากุมมือเรียวนั้นไว้แผ่วเบา
"ถ้าจะบอกว่าพี่ไม่อยากทานข้าวแกง แต่จะทานแม่ค้าตาหวานคนนี้แทนจะได้หรือเปล่า?"
นัยน์ตาเรียวเบิกกว้างเมื่อจู่ๆ ก็ถูกชายหนุ่มโปรยขนมจีบใส่โดยไม่ทันตั้งตัว แก้มขาวขึ้นสีเรื่อน้อยๆ ก่อนที่เจ้าตัวจะดึงมือตัวเองกลับ แล้วรีบตักข้าวใส่จานแทน
"บ้ารึเปล่าจ๊ะ! พี่ทศไม่น่าถามข้าวหลามเลย นี่ถ้าพี่ไปถามลูกสาวบ้านอื่นก็พอมีหวังเหลืออยู่ ถึงจะน้อยไปสักนิดก็เถอะ" ข้าวหลามว่าพลางยื่นจานข้าวให้ ใบหน้ายังคงเป็นสีเรื่อด้วยความเขินอาย
ก่อนที่การเกี้ยวพาราสี(อันชวนอ้วก)จะดำเนินต่อไป บทของนางมาร เอ้ย! นางร้ายก็ถึงคิว
"คุณทศคะ เมื่อครู่แม่อรมาแจ้งว่ากำนันเอี้ยงเรียกประชุมที่เรือนเจ้าค่ะ" ระวีเดินเข้ามาหยุดในระยะห่างระดับหนึ่ง เพื่อไม่ให้ดูสู่รู้จนเกินไป แต่ก็ไม่ได้ห่างจนมองไม่เห็นความเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย
ไอ้ทศส่งเสียงจิ๊กจั๊กในลำคออย่างรำคาญปนหงุดหงิด
"ตายจริง...งั้นข้าวหลามคงต้องไปแล้วล่ะจ้ะ เดี๋ยวจะไปไม่ทัน" ข้าวหลามว่าพลางเอื้อมจะไปหยิบพาย แต่ถูกมือไอ้ทศคว้าไว้เสียก่อน
"ไม่ต้องกลับหรอก ไปด้วยกันนี่ล่ะ"
"แต่เรือ..."
"ไว้ที่นี่ก็ได้ รับรองไม่หาย"
"แต่ถ้ายืดเยื้อจนมืดค่ำ..."
"ข้าวหลามก็ค้างที่นี่สิ"
"จะบ้าเหรอพี่ทศ!! ชวนให้นอนค้างอ้างแรมตอนกลางวันแสกๆ แบบนี้ คนอื่นเขาจะมองข้าวหลามยังไง!"
"ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวพี่ขับรถไปส่ง แล้วจะให้คนพายเรือไปคืนให้ที่บ้าน"
ภาพของคนสองคนที่พรอดรักกันโดยไม่เห็นแก่หน้าบุคคลที่สามมันช่างบาดตาตี่ๆ และหัวใจน้อยๆ ของระวียิ่งนัก
ระวีไม่เข้าใจ!!
นังแม่ค้านั่นมีดีตรงไหน! ปากก็เสีย มือก็หนัก มีดีก็แค่เก่งงานครัว ส่วนงานบ้านจับอะไรก็พังเสียหมดแท้ๆ ผิดกับเธอที่พยายามทำทุกอย่างให้ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด กระทั่งยอมเจ็บตัวไปเจาะปากเจาะคิ้วให้ทันสมัยเหมือนคนจากบางกอก แต่คุณทศกลับไม่แม้จะเหลียวมอง
โลกนี้ช่างลำเอียงนัก!!
"เอ่อ..กำนันเอี้ยงเรียกคุณทศคนเดียวค่ะ"
บทเกี้ยวเงียบลงทันใด
"อ้าว อย่างนั้นหรือจ๊ะ งั้นข้าวหลามกลับบ้านเลยดีกว่า ป่านนี้กระเบนคงหิวแย่แล้ว ปล่อยทิ้งไว้คนเดียวทีไร ชอบหาอะไรแผลงๆ กินทุกที ไปนะจ๊ะพี่ทศ" ข้าวหลามเอ่ยตัดบทตัดเยื่อใยอย่างรวดเร็ว แล้วฉวยจังหวะที่ไอ้ทศกำลังอึ้ง หยิบพายดันท่าให้เรือตีตัวออกห่าง หากไอ้ทศก็รีบคว้ากาบเรือไว้
"วันหลัง ข้าวหลามก็พากระเบนมาด้วยสิ" แม่ข้าวหลามหันมายิ้มน้อยๆ ส่ายหน้า
"ไม่ได้หรอกจ้ะ เรือข้าวหลามแคบ นอกจากพวกหม้อแกงแล้วก็นั่งได้อีกแค่คนเดียว"
"เดี๋ยวพี่..."
"แม่อรกำชับมาด้วยว่าด่วนค่ะ" ระวีเอ่ยแทรกอีกครั้ง ด้วยน้ำเสียงเร่งกลายๆ ตาสีแดงดุจึงตวัดหันมามองอาฆาตใส่บ่าวของตนอย่างน่ากลัว
"พี่ทศรีบไปดีกว่าจ้ะ เดี๋ยวกำนันจะโกรธนะจ๊ะ" แม่ค้าสาวว่ายิ้มๆ อีกครั้ง ก่อนจะพายจากไป เหลือแต่คนที่เฝ้ามองตรงริมน้ำจนร่างบางนั้นลับสายตาไป
"เอ่อ.."
"บอกว่าเดี๋ยวฉันไป!! แล้วก็ไสหัวไปให้พ้นๆ ซะ!!!"
ไอ้ทศตวาดลั่น เปลี่ยนจากอาการคนหัวใจแหลกสลายเป็นความกราดเกรี้ยวทันที จนแม่ระวีถึงกับสะดุ้งตัวลอย ถึงอย่างนั้นก็ยังสามารถรวบรวมสติที่เกือบถูกกระชากหลุดจากการตวาดเมื่อครู่ให้กลับมาตอบรับคำสั่งนั้น แล้วเดินออกไปทันที
บัดซบ!!
ทำไมไม่รอให้ข้าวหลามรู้ตัวเองตอนไปถึงเรือนกำนันเอี้ยงนะ! จะได้ถือโอกาสพาไปนั่งรถเล่นจนมืดค่ำ ถึงตอนนั้นจะได้ลองชักชวนให้ค้างดูอีกสักหนเผื่อน้องเขาเกิดเปลี่ยนใจยอมรับข้อเสนอแท้ๆ
เสียแผนหมด!!!
TBC....
Casting
XanXas เป็น ไอ้ทศ
S. Squallo เป็น ข้าวหลาม
Lussuria เป็น ยายละมุด
Laviatharn เป็น ระวี
คำถามท้ายบท...
ข้าวหลามพูดคำว่าบ้ากี่คำเอ่ย?
ตอบได้...ก็ไม่มีอะไรจะให้หรอก แค่คนแต่งแอปบลาบปลื้มว่ามีคนบ้านั่งนับเหมือนคนแต่งด้วย กร๊ากกกกก
edit @ 4 Jan 2008 22:34:44 by Lynx